วันเสาร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2569

เกมการเมืองกับการส่งตัวแทนชิงเก้าอี้ สส. และบททดสอบความตื่นรู้ของประชาชนในพื้นที่ 3 จชต.

เกมการเมืองกับการส่งตัวแทนชิงเก้าอี้ สส. และบททดสอบความตื่นรู้ของประชาชนในพื้นที่ 3 จชต.

ในช่วงเวลาที่การเมืองระดับชาติและระดับท้องถิ่นกำลังเข้าสู่บรรยากาศของการแข่งขันอย่างเข้มข้น พื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้กลับถูกจับตามองเป็นพิเศษ ไม่เพียงเพราะความอ่อนไหวด้านความมั่นคง หากแต่เพราะสัญญาณทางการเมืองที่สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของบางกลุ่ม ที่ต้องการใช้ “กลไกประชาธิปไตย” เป็นเครื่องมือกำหนดอำนาจและพื้นที่อิทธิพลของตนเองในระยะยาว หนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง คือกระแสข่าวและการรับรู้ของประชาชนเกี่ยวกับการที่กลุ่ม BRN ถูกมองว่าส่งตัวแทนหรือสนับสนุนบุคคลบางกลุ่มลงชิงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อปูทางสู่การกำหนดทิศทางพื้นที่ในอนาคต

แม้ข้อเท็จจริงในเชิงกฎหมายจะต้องพิสูจน์อย่างรอบคอบ แต่ในเชิงสังคมและการเมือง ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนความเปราะบางของระบบตัวแทนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ได้อย่างชัดเจน เมื่อประชาชนจำนวนไม่น้อยเริ่มตั้งคำถามว่า ผู้สมัครเหล่านี้ลงสนามการเมืองเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง หรือเพื่อเสริมสร้างบารมีและอำนาจให้กับกลุ่ม ตระกูล หรือเครือข่ายของตนเอง

สิ่งที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้น คือความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมว่าที่ผู้แทนประชาชนในช่วงใกล้การเลือกตั้ง จากเดิมที่ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา ประชาชนแทบไม่เห็นบทบาท ไม่เห็นเงา ไม่เห็นการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง กลับกลายเป็นว่าในช่วงหาเสียง ผู้สมัครจำนวนไม่น้อยเริ่ม “เข้าหา เข้าถึง และคลุกคลี” กับชาวบ้านมากขึ้น เดินเข้าหาชุมชน พูดจาอ่อนน้อม วาดฝันถึงการพัฒนาในอนาคต พร้อมสัญญานานัปการ

คำถามสำคัญคือ แล้วในวันที่ประชาชนเผชิญความทุกข์ยากจริง ๆ ผู้แทนเหล่านี้อยู่ที่ไหน

ในช่วงที่พื้นที่ประสบอุทกภัย น้ำท่วมบ้านเรือน สร้างความเดือดร้อนต่อการดำรงชีวิตของประชาชน กลับแทบไม่ปรากฏภาพของ สส. ในพื้นที่ลงไปช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรม ไม่เห็นการตั้งกองทุนช่วยเหลือ ไม่เห็นการประสานหน่วยงานอย่างจริงจัง ไม่เห็นแม้แต่การลงพื้นที่ให้กำลังใจ หรือการช่วยเหลือเบื้องต้น เช่น อาหาร น้ำดื่ม หรือสิ่งจำเป็น ทั้งที่ตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีหน้าที่โดยตรงในการสะท้อนปัญหาและผลักดันความช่วยเหลือจากรัฐ

กรณีของบุคคลจากตระกูล “มะทา” ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ประชาชนในพื้นที่ตั้งคำถามอย่างหนัก ตลอดระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง ปัญหาความเดือดร้อนใกล้ตัว เช่น ฝูงวัวเดินเพ่นพ่านบนถนนบริเวณสี่แยกไปแดงมลายูบางกอบ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านพักของตนเอง สร้างอุบัติเหตุซ้ำซาก รถยนต์และรถจักรยานยนต์ของชาวบ้านได้รับความเสียหาย มีผู้บาดเจ็บสาหัสหลายราย แต่กลับไม่เห็นการออกมาแสดงความรับผิดชอบหรือการผลักดันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง หากปัญหาใกล้ตัวและส่งผลกระทบต่อชีวิตประชาชนยังไม่สามารถจัดการได้ แล้วประชาชนจะคาดหวังอะไรกับการพัฒนาระดับโครงสร้างในอนาคต

ในทำนองเดียวกัน บุคคลจากตระกูล “กูเฮง” ที่ออกหาเสียงตามมัสยิด ใช้ถ้อยคำอ่อนน้อม ล้อมชาวบ้านด้วยวาทกรรมและคำสัญญา ก็ถูกตั้งคำถามไม่ต่างกันว่า ตลอดช่วงเวลาที่ดำรงตำแหน่ง เคยแก้ไขปัญหาสำคัญของพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ด้านใดอย่างเป็นรูปธรรมบ้าง นอกจากการพูดถึงประเด็นเงินกู้หรือโครงการบางส่วนที่ยังไม่ตอบโจทย์ความทุกข์ยากเชิงโครงสร้างของประชาชน

ไม่เพียงเท่านั้น สส. มุสลิมคนอื่น ๆ จำนวนไม่น้อยก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในทิศทางเดียวกัน คือแทบไม่เห็นบทบาทการทำงานเพื่อส่วนรวมอย่างชัดเจน นอกจากการแสวงหาผลประโยชน์และการสร้างเครือข่ายทางการเมืองให้ตนเอง ขณะที่ปัญหาความยากจน ความไม่ปลอดภัย การศึกษา และคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ยังคงวนเวียนอยู่ที่เดิม

ส่วนตระกูล “โต๊ะมีนา” ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงคำถามจากสังคมได้ เมื่อยังคงใช้เรื่องราวในอดีตของบรรพบุรุษมาอ้างอิงซ้ำแล้วซ้ำเล่า แทนที่จะนำเสนอผลงานหรือวิสัยทัศน์ที่สอดคล้องกับปัญหาปัจจุบันและอนาคตของพื้นที่

ท้ายที่สุด คำถามที่สำคัญที่สุดจึงตกอยู่กับพ่อแม่พี่น้องในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้เองว่า เราจะยังคงเลือกบุคคลเหล่านี้มาเป็นผู้แทนของเราอีกหรือไม่ การเลือกตั้งไม่ควรเป็นเพียงพิธีกรรมตามฤดูกาล แต่คือการตัดสินใจที่กำหนดทิศทางชีวิตของลูกหลานในอนาคต หากการเลือกตั้งกลายเป็นเครื่องมือสร้างอิทธิพลให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือสร้างบารมีให้ตระกูลใดตระกูลหนึ่ง โดยไม่คำนึงถึงความทุกข์ยากของประชาชน การเมืองก็จะไม่อาจเป็นคำตอบของสันติภาพและการพัฒนาได้อย่างแท้จริง

ประชาชนจึงต้องตื่นรู้ ใช้สติ พิจารณาผลงานมากกว่าคำพูด และกล้าตั้งคำถามกับผู้ที่อ้างตนเป็นตัวแทนของเรา เพราะอนาคตของสามจังหวัดชายแดนใต้ ไม่ควรถูกกำหนดด้วยวาทกรรมในฤดูหาเสียง แต่ควรถูกกำหนดด้วยความรับผิดชอบ ความจริงใจ และการทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง.

ลงคะแนนเพราะเชื้อสายเดียวกัน ไม่ใช่สติปัญญาทางการเมือง

เมื่ออัตลักษณ์ถูกใช้แทนเหตุผล และศาสนาถูกใช้เป็นเพียงเครื่องมือ การเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยควรเป็นกระบวนการที่ประชาชนใช้ “สติปัญญา” และ “วิจารณญาณ” เป็นหลัก มิใช่ใช้อารมณ์ ความรู้สึกผูกพันทางเชื้อชาติ หรืออัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมมาเป็นตัวตัดสิน หากการลงคะแนนยังคงยึดเพียงว่า “เขาเป็นพวกเดียวกัน” “เป็นมลายูเหมือนกัน” หรือ “อ้างว่าปกป้องศาสนาเดียวกัน” ทั้งที่ผลงานที่ผ่านมาไม่เคยสร้างประโยชน์ให้ประชาชนอย่างแท้จริง นั่นไม่ใช่ความภักดี แต่คือความมืดบอดทางการเมืองอย่างน่าเป็นห่วง

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เราเห็นพรรคการเมืองบางพรรคพยายามผูกขาดคำว่า “มลายู” และ “ศาสนา” ราวกับเป็นทรัพย์สินของตนเอง ใช้เป็นเครื่องมือหาเสียง สร้างความรู้สึกว่า หากไม่เลือกพรรคนี้ เท่ากับทรยศต่อเชื้อชาติและศรัทธา ทั้งที่ในความเป็นจริง การกระทำและจุดยืนทางนโยบายของพรรคกลับสวนทางกับหลักศาสนาอย่างชัดเจน

นโยบายที่สวนทางศาสนา แต่ถูกกลบด้วยวาทกรรม

สิ่งที่ประชาชนควรถามตัวเองอย่างตรงไปตรงมา คือ พรรคที่อ้างตัวเป็นตัวแทนของชาวมลายูและมุสลิมนั้น ได้ยืนอยู่บนหลักการศาสนาจริงหรือไม่ เมื่อพิจารณาจากจุดยืนทางนโยบายในระดับประเทศ เรากลับพบว่า พรรคเหล่านี้สนับสนุนนโยบายที่ขัดกับหลักศาสนาอิสลามอย่างชัดแจ้ง ไม่ว่าจะเป็น

- การสนับสนุนให้เหล้าต้มและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถูกกฎหมาย

- การสนับสนุนกฎหมายสมรสเท่าเทียม

- การนิ่งเฉยหรือเห็นดีเห็นงามกับโครงสร้างสังคมที่บ่อนทำลายศีลธรรม

แต่เมื่อถึงฤดูหาเสียงในพื้นที่ กลับใช้คำพูดที่ฟังดูสวยหรู เช่น “จะพยายามให้อยู่ในกรอบศาสนา” “จะคำนึงถึงหลักอิสลาม” คำถามคือ หากในระดับนโยบายใหญ่ยังยอมโหวตหรือสนับสนุนสิ่งที่ขัดศาสนา แล้วคำสัญญาในเวทีหาเสียงมีค่าอะไร นอกจากการหลอกลวงผู้ศรัทธา

มีเพียงคนที่ขาดสติทางการเมืองเท่านั้น ที่จะเชื่อว่าพรรคการเมืองสามารถ “อยู่ในกรอบศาสนา” ได้ด้วยคำพูด ขณะที่การกระทำสวนทางอย่างสิ้นเชิง

การอ้างผลงานที่ไม่ตรงกับความจริง

อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ถูกใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า คือการหยิบยกกรณี “พักหนี้ กยศ.” หรือ “ช่วยเหลือเยาวชน” มาอ้างว่าเป็นผลงานของพรรคตน ทั้งที่ในความเป็นจริง นโยบายเหล่านี้เป็นผลจากหลายฝ่าย หลายพรรค และกลไกของรัฐ ไม่ใช่ความดีความชอบของพรรคใดพรรคหนึ่งโดยเฉพาะ

การอ้างผลงานเกินจริง ไม่ต่างจากการดูถูกสติปัญญาของประชาชน หากเรายังยอมรับการเมืองแบบนี้ ก็เท่ากับเปิดทางให้นักการเมืองใช้ประชาชนเป็นเพียงเครื่องมือสร้างอำนาจ ไม่ใช่ผู้รับใช้ประชาชนอย่างแท้จริง

เลือกคน ไม่ใช่เลือกเผ่าพันธุ์

ถึงเวลาแล้วที่ประชาชนในพื้นที่ต้อง “ตาสว่าง” และตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมา คนในพรรคการเมืองที่ใช้ศาสนาเป็นโล่กำบัง แต่กระทำสวนทางศาสนา คนที่ใช้เชื้อชาติเป็นเครื่องมือ แต่ไม่เคยสร้างความเป็นธรรมให้ทุกคนในสังคม คนแบบนี้หรือที่เราควรเคารพ และมอบอำนาจให้เป็นผู้แทนในสภา

การเลือก สส. ไม่ได้มีเงื่อนไขว่าต้องเป็นศาสนาเดียวกัน หรือเชื้อสายเดียวกัน ประวัติศาสตร์การเมืองทั่วโลกพิสูจน์แล้วว่า ผู้แทนที่ดีคือผู้ที่

- ทำงานเพื่อประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียม

- ไม่เลือกปฏิบัติทางศาสนาและชาติพันธุ์

- ยึดประโยชน์สาธารณะมากกว่าผลประโยชน์พรรค

- กล้ายืนหยัดในหลักการ ไม่ใช่เปลี่ยนจุดยืนตามฤดูกาลเลือกตั้ง

แม้เขาจะต่างศาสนา ต่างเชื้อชาติ หากเขาทำคุณประโยชน์ให้บ้านเมืองอย่างจริงใจ ซื่อสัตย์ และเป็นธรรม เขาย่อมมีคุณค่ามากกว่านักการเมืองที่อ้างศาสนาแต่บ่อนทำลายศรัทธาเสียเอง

ศักดิ์ศรีของประชาชน อยู่ที่การเลือกอย่างมีสติ

การลงคะแนนเสียงไม่ใช่เรื่องของความสงสาร ไม่ใช่เรื่องของพวกพ้อง และไม่ใช่เรื่องของสายเลือด แต่คือการตัดสินอนาคตของบ้านเมืองและลูกหลาน หากเรายังเลือกเพราะคำว่า “มลายูเหมือนกัน” ทั้งที่ไม่เคยได้ประโยชน์ใด ๆ กลับมา นั่นไม่ใช่ความภาคภูมิใจ แต่คือการทำร้ายชุมชนของตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ประชาชนมีศักดิ์ศรีมากพอที่จะเลือกคนดี ไม่ใช่เลือกป้ายพรรค ถึงเวลาหยุดโง่เขลาในนามของอัตลักษณ์ และเริ่มใช้ปัญญาในนามของอนาคต.

เมื่อความเชื่อถูกใช้เป็นเครื่องมือ และประชาชนกลายเป็นผู้ถูกหลอกซ้ำซาก

ศาสนากับการเมือง : เมื่อความเชื่อถูกใช้เป็นเครื่องมือ และประชาชนกลายเป็นผู้ถูกหลอกซ้ำซาก

ในสังคมประชาธิปไตย ศาสนาเป็นพื้นที่แห่งศรัทธา เป็นหลักยึดทางจิตใจ และเป็นกรอบคุณธรรมที่ช่วยหล่อหลอมมนุษย์ให้รู้จักผิดชอบชั่วดี ขณะที่การเมืองควรเป็นกลไกในการบริหารจัดการทรัพยากร แก้ไขปัญหาปากท้อง และสร้างความเป็นธรรมให้ประชาชนทุกกลุ่ม แต่เมื่อใดที่ศาสนาถูกดึงลงมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง เมื่อนั้น “ความศรัทธา” ย่อมถูกบิดเบือน และประชาชนย่อมตกอยู่ในสภาพของผู้ถูกชักจูงมากกว่าผู้มีสิทธิ์ตัดสินใจอย่างมีสติ

กรณีของ พรรคประชาชาติ ที่พยายามนำหลักความเชื่อทางศาสนามาเชื่อมโยงกับการเมือง โดยอ้างอิงเรื่องราวของศาสดานบีนูฮ์ (นบีนุห์) หรือ โนอาห์ (Noah) กับการสร้างเรือใหญ่เพื่อพาผู้ศรัทธาพ้นภัยพิบัติ เป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความพยายาม “กล่อมเกลาทางความคิด” มากกว่าการเสนอทางออกเชิงนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม

การอธิบายว่าบรรพชนในยุคนั้นลุ่มหลงในโลกีย์ ผิดลูกผิดเมีย ชายเป็นหญิง หญิงเป็นชาย แล้วจบลงด้วยหายนะ เป็นการดึงเรื่องศาสนามาเชื่อมโยงกับบริบทสังคมปัจจุบันอย่างผิวเผิน และอันตรายอย่างยิ่ง เพราะแทนที่จะชวนประชาชนใช้สติปัญญา กลับเลือกใช้ “ความกลัว” และ “บาปบุญ” เป็นเครื่องมือกดทับความคิดของชาวบ้าน

คำถามสำคัญคือ ศาสนาถูกใช้เพื่อยกระดับจิตใจ หรือถูกใช้เพื่อปิดบังความล้มเหลวทางการเมืองกันแน่

ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา ที่พรรคประชาชาติมีบทบาทและดำรงตำแหน่งทางการเมืองในระดับต่าง ๆ สังคมควรถามอย่างตรงไปตรงมาว่า พรรคได้ทำคุณงามความดีอะไรให้ประชาชนบ้าง โดยเฉพาะพี่น้องประชาชนตาดำ ๆ ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.) ที่ถูกใช้เป็น “ฐานคะแนนเสียง” มาอย่างยาวนาน

ไม่ใช่คำปราศรัย ไม่ใช่คำสอนเชิงศาสนา และไม่ใช่การยกตัวอย่างจากคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ แต่คือ ผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ในชีวิตประจำวันของประชาชน

ถนนเส้นหน้าบ้านวันนอร์ฯ ที่ชาวบ้านใช้สัญจรทุกวัน วัวนอนเกลื่อนกลางถนนจนเกิดอุบัติเหตุซ้ำแล้วซ้ำเล่า รถจักรยาน รถยนต์พังเสียหาย ชาวบ้านบาดเจ็บ บางรายต้องสูญเสียรายได้ บางรายเกือบสูญเสียชีวิต ปัญหาเล็ก ๆ ที่สะท้อนความไร้ประสิทธิภาพของการบริหารจัดการในพื้นที่ กลับไม่เห็นการแก้ไขอย่างจริงจัง

คำถามง่าย ๆ คือ ใครรับผิดชอบ

- อยู่ที่ไหนในช่วงที่ชาวบ้านเดือดร้อน

- ทำไมปัญหาที่เห็นกันตำตา ถึงถูกปล่อยปละละเลย

หากแค่การจัดการความปลอดภัยขั้นพื้นฐานในถนนหน้าบ้านยังทำไม่ได้ แล้วจะไปพูดถึงการบริหารบ้านเมืองระดับประเทศได้อย่างไร

แต่แทนที่จะออกมายอมรับความล้มเหลว กลับเลือกใช้ “ศาสนา” มาเป็นฉากหน้า ใช้หลักจิตวิทยาแบบกลับกลอก ปิดตาชาวบ้านด้วยถ้อยคำสวยหรู สร้างภาพว่าตนเองยืนอยู่ข้างศีลธรรม ทั้งที่ในทางปฏิบัติกลับไม่สามารถปกป้องประชาชนจากปัญหาที่อยู่ตรงหน้าได้เลย

ยิ่งน่าหดหู่ เมื่อพฤติกรรมทางการเมืองเป็นไปตามวัฏจักรเดิม ๆ

ขณะมีอำนาจ — เงียบ ห่างเหิน เสวยสุขสบาย

ใกล้หมดวาระ — อ่อนน้อม เข้าหาโต๊ะครู เข้าหาชาวบ้าน เข้าหาศาสนา เพื่อขอคะแนนเสียง

ศาสนาจึงไม่ใช่ที่พึ่งทางจิตใจอีกต่อไป แต่กลายเป็น เครื่องมือหาเสียง ที่ถูกหยิบยกมาใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยไม่สนใจว่าศรัทธาของประชาชนจะถูกทำให้แปดเปื้อนเพียงใด

ประชาชนในพื้นที่ จชต. ไม่ได้ต้องการนักการเมืองที่เทศนาเก่ง หรือยกตัวอย่างจากประวัติศาสตร์ศาสนาได้ลึกซึ้ง แต่ต้องการผู้นำที่ แก้ปัญหาเป็น รับฟังเสียงชาวบ้าน และกล้ายืนหยัดปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน มากกว่าผลประโยชน์ของพรรคหรือกลุ่มตนเอง

การเอาเรื่องเรือโนอาห์มาสร้างภาพว่าพรรคคือ “เรือแห่งความรอด” อาจฟังดูศักดิ์สิทธิ์ในเวทีปราศรัย แต่ในโลกความจริง ชาวบ้านไม่ได้จมน้ำจากภัยพิบัติทางศีลธรรม หากแต่กำลังจมอยู่กับปัญหาปากท้อง ความไม่ปลอดภัย และความล้มเหลวของระบบการเมือง

นี่อาจเป็น ชังโชคร้ายของพี่น้องสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ต้องเผชิญกับนักการเมืองซึ่งเก่งในการพูดเรื่องศรัทธา แต่ยากนักในการทำหน้าที่พื้นฐานของผู้แทนประชาชน

ศาสนาควรถูกเคารพ ไม่ใช่ถูกใช้

ประชาชนควรถูกปกป้อง ไม่ใช่ถูกหลอก

และการเมืองควรถูกตรวจสอบ ไม่ใช่ได้รับอภิสิทธิ์จากความศักดิ์สิทธิ์

ถึงเวลาแล้วที่ชาวบ้านจะตั้งคำถาม และไม่ยอมให้ใครเอาศาสนามาบังหน้า เพื่อปกปิดความจริงอีกต่อไป

วันพฤหัสบดีที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2569

กระแสความร้อนแรงทางการเมือง กับบทบาทของนายรอมฎอน

      กระแสความร้อนแรงทางการเมือง กับบทบาทของนายรอมฎอน ปันจอร์ และการเคลื่อนไหวของพรรคส้ม

กระแสการเมืองไทยในช่วงเวลานี้กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่กดดัน ปัญหาปากท้องของประชาชนที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม และความไม่แน่นอนของทิศทางประเทศ ประเด็นการเมืองจึงถูกยกขึ้นมาเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วงชิงพื้นที่สื่อและความสนใจของสังคม หนึ่งในบุคคลที่ถูกจับตามองอย่างต่อเนื่อง คือ นายรอมฎอน ปันจอร์ กับบทบาทการเคลื่อนไหวทางการเมืองภายใต้แนวทางของพรรคส้ม ซึ่งยังคงเดินหน้าหวังคะแนนเสียง พร้อมย้ำวาทกรรม “การเปลี่ยนแปลงการเมือง” และแนวคิดเรื่อง “เอกราช” ในเชิงอุดมการณ์อย่างต่อเนื่อง

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา การสื่อสารทางการเมืองของกลุ่มการเมืองดังกล่าว มุ่งเน้นไปที่การสร้างภาพของการเป็นตัวแทนความเปลี่ยนแปลง เป็นพลังใหม่ที่พร้อมจะรื้อโครงสร้างเดิมของรัฐไทย โดยชูแนวคิดการกำหนดใจตัวเอง (Self-determination) และการกระจายอำนาจการปกครองเป็นแกนหลัก แนวคิดเหล่านี้ถูกนำเสนอในลักษณะที่ดูสวยงาม ฟังแล้วเหมือนเป็นการคืนอำนาจให้ประชาชน แต่ในอีกด้านหนึ่ง กลับก่อให้เกิดคำถามสำคัญว่า แนวคิดดังกล่าวมีขอบเขตเพียงใด และจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและอธิปไตยของประเทศอย่างไร

ฐานเสียงสำคัญที่พรรคส้มและนายรอมฎอนฯ ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง คือ กลุ่มเยาวชน คนรุ่นใหม่ และนักศึกษา ซึ่งเป็นกลุ่มที่เปิดรับแนวคิดใหม่ ๆ ได้ง่าย และมีพลังทางสังคมสูง การเคลื่อนไหวทางการเมืองจึงถูกออกแบบให้สอดคล้องกับความคิด ความรู้สึก และอารมณ์ของคนรุ่นใหม่ โดยผ่านกระบวนการ “บ่มเพาะทางความคิด” อย่างต่อเนื่อง ทั้งผ่านเวทีเสวนา สื่อออนไลน์ และกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ต่าง ๆ แนวคิดเรื่องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างรัฐ ถูกนำเสนอในรูปของความก้าวหน้า เสรีภาพ และสิทธิ ซึ่งแม้จะเป็นคำที่ฟังดูดี แต่ก็ยังขาดคำอธิบายที่ชัดเจนถึงผลลัพธ์ในทางปฏิบัติ

เมื่อพิจารณาผลงานที่ผ่านมา คำวิจารณ์ที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาคือ การเน้นสร้างภาพมากกว่าสร้างผลงานเชิงรูปธรรม หลายโครงการหรือข้อเสนอเชิงนโยบายยังคงอยู่ในระดับวาทกรรม มากกว่าการผลักดันให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ประชาชนจำนวนไม่น้อยจึงตั้งคำถามว่า การเมืองที่อ้างการเปลี่ยนแปลงนั้น เปลี่ยนเพื่อใคร และเปลี่ยนไปในทิศทางใดกันแน่ หากการเปลี่ยนแปลงนั้นไม่สามารถทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น ก็ย่อมยากที่จะเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาได้

ในขณะที่กระแสการเมืองถูกขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์และถ้อยคำที่ร้อนแรง ความจริงที่ประชาชนส่วนใหญ่เผชิญอยู่กลับเป็นเรื่องปากท้อง ค่าครองชีพที่สูงขึ้น รายได้ที่ไม่สอดคล้องกับค่าใช้จ่าย หนี้สินครัวเรือนที่พอกพูน และความไม่มั่นคงในอาชีพ สิ่งเหล่านี้คือปัญหาเร่งด่วนที่ต้องการคำตอบที่ชัดเจน มากกว่าการถกเถียงเชิงนามธรรมเรื่องโครงสร้างรัฐหรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียว

การแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจเป็นสิ่งจำเป็นในบางประเด็น แต่หากถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยไม่เชื่อมโยงกับการแก้ปัญหาปากท้องอย่างแท้จริง ก็อาจกลายเป็นเพียงวาทกรรมเพื่อดึงคะแนนเสียง การเมืองที่ดีควรเริ่มจากความเดือดร้อนของประชาชนเป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่เริ่มจากอุดมการณ์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แล้วคาดหวังให้สังคมทั้งสังคมต้องเดินตาม

ท้ายที่สุด กระแสความร้อนแรงทางการเมืองในวันนี้ จึงเป็นบททดสอบสำคัญของสติและวิจารณญาณของประชาชน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ แยกแยะระหว่างคำพูดกับการกระทำ ระหว่างภาพลักษณ์กับผลงาน และระหว่างอุดมการณ์กับผลประโยชน์ของประเทศชาติ การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจะมีความหมาย ก็ต่อเมื่อสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ควบคู่ไปกับการรักษาอธิปไตย ความมั่นคง และความเป็นปึกแผ่นของประเทศได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนถ้อยคำหรือสัญลักษณ์บนเวทีการเมืองเท่านั้น

เกมอำนาจใต้เงาประชาธิปไตย : เมื่อ BRN ส่งตัวแทนชิงเก้าอี้ สส.

เกมอำนาจใต้เงาประชาธิปไตย : เมื่อ BRN ส่งตัวแทนชิงเก้าอี้ สส.

การเมืองในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้กำลังเดินมาถึงจุดหัวเลี้ยวหัวต่อที่อันตรายยิ่ง ไม่ใช่เพียงเพราะความขัดแย้งด้านความมั่นคงที่ฝังรากลึกมานานหลายทศวรรษ หากแต่เพราะ “การเมืองแบบตัวแทน” กำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือขยายอิทธิพลของกลุ่มและเครือข่ายอำนาจบางกลุ่มอย่างโจ่งแจ้ง ภายใต้ฉากหน้าที่เรียกว่า “ประชาธิปไตย

กระแสข่าวและการรับรู้ของคนในพื้นที่จำนวนมาก ต่างรับรู้ตรงกันว่า กลุ่ม BRN กำลังขยับเกมการเมือง ด้วยการผลักดันหรือสนับสนุนบุคคลบางรายเข้าสู่สนามเลือกตั้ง เพื่อช่วงชิงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อันเป็นกลไกสำคัญในการกำหนดทิศทางพื้นที่ กำหนดงบประมาณ และกำหนดอำนาจต่อรองกับรัฐในระยะยาว นี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก และไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือการวางหมากเชิงยุทธศาสตร์ ที่ประชาชนไม่อาจมองข้ามได้อีกต่อไป

สิ่งที่น่าตั้งคำถามอย่างยิ่ง คือ เหตุใดว่าที่ผู้แทนประชาชนจำนวนไม่น้อย จึงพร้อมใจกัน “โผล่หน้า” ในช่วงใกล้การเลือกตั้ง แต่กลับ “หายตัว” ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา ในวันที่ชาวบ้านเดือดร้อนจริง ไม่เห็นเงา ไม่เห็นตัว ไม่เห็นการลงพื้นที่ ไม่เห็นการทำหน้าที่ของผู้แทนราษฎรอย่างที่ควรจะเป็น

ในช่วงที่ประชาชนในพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วม บ้านเรือนเสียหาย การดำรงชีวิตลำบาก ผู้แทนที่เคยขอคะแนนเสียงไปอยู่ที่ไหน

- ไม่เห็นมีการตั้งกองทุนช่วยเหลือ

- ไม่เห็นมีการประสานหน่วยงานรัฐอย่างจริงจัง

- ไม่เห็นแม้แต่การลงพื้นที่ให้กำลังใจ

- ไม่มีข้าว ไม่มีน้ำ ไม่มีสิ่งของยังชีพแม้แต่กล่องเดียว

แต่พอถึงฤดูหาเสียง กลับลงพื้นที่อย่างขยันขันแข็ง ยกมือไหว้ พูดจาอ่อนน้อม วิงวอนขอคะแนนเสียง พร้อมคำสัญญาสวยหรูว่าจะพัฒนา จะยกระดับ จะเปลี่ยนแปลงพื้นที่ในอนาคต คำถามคือ แล้วอนาคตจะเชื่อถือได้อย่างไร ในเมื่ออดีตและปัจจุบันยังล้มเหลวโดยสิ้นเชิง

กรณีของคนตระกูล “มะทา” เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของความล้มเหลวในการทำหน้าที่ผู้แทน ปัญหาความเดือดร้อนใกล้ตัวอย่างฝูงวัวเดินเพ่นพ่านบนถนนบริเวณสี่แยกไปแดงมลายูบางกอบ ซึ่งอยู่ใกล้บ้านพักของตนเองแท้ ๆ สร้างอุบัติเหตุซ้ำซาก รถชาวบ้านเสียหาย ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ล้มบาดเจ็บสาหัสหลายราย แต่ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ไม่เห็นการออกมารับผิดชอบ ไม่เห็นการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม

ถ้าปัญหาความเดือดร้อนที่อยู่แทบหน้าบ้าน ยังไม่สามารถจัดการได้ แล้วประชาชนจะหวังอะไรกับคำพูดเรื่องการพัฒนาพื้นที่ทั้งจังหวัด หรือทั้งประเทศ

คนตระกูล “กูเฮง” ก็เช่นเดียวกัน ออกตระเวนหาเสียงตามมัสยิด ใช้วาทกรรมอ่อนหวาน ล้อมชาวบ้านด้วยคำพูดสวยหรู แต่เมื่อย้อนถามถึงผลงานในช่วงที่ดำรงตำแหน่ง กลับตอบไม่ได้อย่างชัดเจนว่าได้แก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอะไรให้พื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้บ้าง นอกจากการพูดถึงเงิน กศย. หรือโครงการบางส่วนที่ไม่อาจตอบโจทย์ความยากจน ความไม่มั่นคง และความเหลื่อมล้ำที่ประชาชนเผชิญอยู่ทุกวัน

สส. มุสลิมคนอื่น ๆ จำนวนไม่น้อยก็ไม่ได้แตกต่างกันนัก ตลอดระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง แทบไม่เห็นการขับเคลื่อนประเด็นใหญ่ของพื้นที่อย่างจริงจัง ไม่เห็นการต่อสู้ในสภาเพื่อสิทธิและศักดิ์ศรีของประชาชน นอกจากการรักษาฐานอำนาจของตนเองและเครือข่ายทางการเมือง

ขณะที่ตระกูล “โต๊ะมีนา” ยังคงยึดติดกับการนำเรื่องราวในอดีตของบรรพบุรุษมาอ้างอิงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับว่าสายเลือดคือผลงาน ทั้งที่ประชาชนในวันนี้กำลังต้องการคำตอบต่อปัญหาปัจจุบัน ไม่ใช่ตำนานในอดีต

ในที่สุด คำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จึงตกอยู่กับพ่อแม่พี่น้องในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้เองว่า เราจะยังยอมให้การเมืองถูกผูกขาดโดยกลุ่มอิทธิพลและตระกูลเดิม ๆ ต่อไปอีกหรือไม่ การเลือกตั้งไม่ควรเป็นเพียงเวทีสร้างบารมีให้คนบางกลุ่ม แต่ควรเป็นกลไกคัดเลือกคนที่ทำงานจริง รับผิดชอบจริง และยืนอยู่ข้างประชาชนในวันที่ยากลำบาก ไม่ใช่เฉพาะวันที่ต้องการคะแนนเสียง

หากเรายังคงเลือกด้วยความเคยชิน เลือกด้วยเครือญาติ เลือกด้วยคำพูดสวยหรู หรือเลือกเพราะกลัวอิทธิพล เราก็กำลังร่วมกันเปิดทางให้กลุ่มอำนาจเหล่านี้หยั่งรากลึกยิ่งขึ้น และทำให้อนาคตของพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ถูกกำหนดโดยคนที่ไม่เคยเห็นหัวประชาชนอย่างแท้จริง

ถึงเวลาแล้วที่ประชาชนต้องใช้สติ ใช้ปัญญา และใช้สิทธิของตนเองอย่างมีศักดิ์ศรี เพราะเสียงของประชาชนหนึ่งเสียง มีค่ามากกว่าวาทกรรมทั้งหมดในฤดูหาเสียง และอนาคตของบ้านเกิด ไม่ควรถูกแลกด้วยคำสัญญาที่ไม่เคยเป็นจริง.

ปฏิเสธการเมืองเนรคุณแผ่นดินไทย

 

ปฏิเสธการเมืองเนรคุณแผ่นดินไทย

เลือกตั้ง 2569 กำหนดชะตากรรมประเทศ ร่วมกันปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ

การเมืองไม่ใช่เพียงเกมอำนาจของนักเลือกตั้ง แต่คือเครื่องมือกำหนดทิศทางประเทศ กำหนดความอยู่รอดของรัฐชาติ และกำหนดอนาคตของลูกหลานไทยทั้งประเทศ การเลือกตั้งปี 2569 จึงมิใช่การเลือก “คนที่ชอบ” หรือ “พรรคที่โดนใจ” เท่านั้น หากแต่เป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญว่า ประเทศไทยจะเดินไปในทิศทางใด จะยืนหยัดบนหลักอธิปไตย ความมั่นคง และความเป็นรัฐเดี่ยว หรือจะเปิดช่องให้แนวคิดที่บ่อนทำลายชาติแทรกซึมเข้าสู่โครงสร้างอำนาจรัฐ

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องเผชิญกับปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ความสูญเสียจากเหตุรุนแรง คร่าชีวิตเจ้าหน้าที่รัฐ ประชาชนผู้บริสุทธิ์ ครู พระ ผู้นำศาสนา และเด็กเล็ก นับครั้งไม่ถ้วน สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่ “ปัญหาเฉพาะพื้นที่” หากแต่คือบาดแผลของทั้งประเทศ เป็นบทพิสูจน์ว่า ความอ่อนแอทางนโยบาย ความลังเลทางการเมือง และการปล่อยปละละเลยต่อภัยความมั่นคง จะนำไปสู่หายนะอย่างไร

การเมืองเนรคุณแผ่นดิน: ภัยเงียบที่อันตรายยิ่งกว่าอาวุธ

สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าการใช้ปืนหรือระเบิด คือ “การเมืองที่เปิดช่องให้แนวคิดแบ่งแยกดินแดนแฝงตัวอยู่ในระบบ” ไม่ว่าจะมาในรูปของวาทกรรมสิทธิเสรีภาพแบบบิดเบือน การลดทอนบทบาทรัฐ หรือการสร้างความอิทธิพลให้กับกลุ่มที่ใช้ความรุนแรงต่อประเทศของตนเอง

สังคมไทยมีสิทธิ์ตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาว่า เหตุใดนักการเมืองบางกลุ่ม บางพรรค จึงมีท่าทีคลุมเครือ ต่อปัญหาการก่อความไม่สงบ เหตุใดจึงหลีกเลี่ยงการประณามกลุ่มใช้ความรุนแรงอย่างชัดเจน เหตุใดจึงพยายามผลักดันวาระที่อาจกระทบต่อเอกภาพของรัฐไทย คำถามเหล่านี้ไม่ใช่การใส่ร้าย แต่คือสิทธิของประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศ

กรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่า บางพรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรคที่ถูกเรียกขานในสังคมว่า “พรรคสีส้ม” อาจมีบุคคลหรือเครือข่ายที่มีแนวคิดสอดคล้องกับขบวนการแบ่งแยกดินแดน หรือมีความเชื่อมโยงเชิงอุดมการณ์กับกลุ่มอย่าง BRN นั้น รัฐและสังคมไม่ควรปัดตกด้วยคำว่า “เป็นเรื่องการเมือง” แต่ต้องตรวจสอบอย่างโปร่งใส ชัดเจน และจริงจัง

เพราะรัฐสภาไทยไม่ใช่ที่พักพิงของผู้ที่ไม่ยอมรับความเป็นรัฐเดี่ยวของประเทศไทย

เลือกตั้ง 2569: จุดตัดสินชะตากรรมประเทศ

การเลือกตั้งครั้งหน้า คือด่านสำคัญที่ประชาชนต้องใช้สติปัญญามากกว่าความรู้สึก ไม่หลงไปกับวาทกรรมสวยหรู ไม่ตกเป็นเหยื่อการตลาดทางการเมือง และไม่เลือกผู้แทนที่มีท่าทีคลุมเครือต่ออธิปไตยของชาติ

- ประชาชนต้องถามตัวเองให้ชัด

- พรรคการเมืองใดมีจุดยืนชัดเจนในการปกป้องประเทศ

- พรรคใดกล้าประกาศต่อต้านการแบ่งแยกดินแดนโดยไม่ลังเล

- พรรคใดพร้อมสนับสนุนกฎหมายความมั่นคงอย่างจริงจัง

- และพรรคใดมีประวัติหรือแนวโน้มเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มที่บ่อนทำลายรัฐไทย

การ “กำจัดแนวร่วมของขบวนการแบ่งแยกดินแดนออกจากรัฐสภา” ไม่ใช่การละเมิดประชาธิปไตย แต่คือการปกป้องประชาธิปไตยของรัฐชาติให้ปลอดจากศัตรูภายใน

เริ่มต้นใหม่ ด้วยกฎหมายที่เด็ดขาด

ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องเริ่มต้นใหม่อย่างจริงจัง ผลักดัน พระราชบัญญัติก่อการร้าย ที่มีประสิทธิภาพ ทันสมัย และไม่เปิดช่องโหว่ให้ผู้สนับสนุนการใช้ความรุนแรงหลบเลี่ยงกฎหมาย ไม่ว่าจะในรูปแบบการเงิน การโฆษณาชวนเชื่อ หรือการแฝงตัวในองค์กรทางการเมือง

กฎหมายต้องจัดการทั้ง “ผู้ลงมือ” และ “ผู้หนุนหลัง” อย่างเท่าเทียม ไม่มีข้อยกเว้น ไม่มีอภิสิทธิ์ทางการเมือง และไม่มีพื้นที่ปลอดภัยสำหรับผู้ที่คิดร้ายต่อชาติ

การยุติความรุนแรงในชายแดนใต้ จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากรัฐยังอ่อนข้อให้กับแนวคิดที่ไม่ยอมรับประเทศไทยเป็นบ้านของตนเอง ความสันติที่แท้จริง ต้องตั้งอยู่บนการเคารพอธิปไตย ไม่ใช่การแลกกับการยอมจำนน

ถึงเวลาที่ประชาชนต้องยืนหยัด

ประเทศไทยไม่ขาดคนดี ไม่ขาดผู้เสียสละ แต่สิ่งที่ขาดคือ “การตัดสินใจร่วมกันอย่างเด็ดขาด” ว่าเราจะไม่ยอมให้การเมืองเนรคุณแผ่นดินเข้ามากำหนดอนาคตของชาติอีกต่อไป

การเลือกตั้ง 2569 คือโอกาสของประชาชน

โอกาสในการปกป้องแผ่นดิน

โอกาสในการรักษาอธิปไตย

และโอกาสในการส่งสัญญาณชัดเจนว่า

รัฐสภาไทย ต้องเป็นของคนที่รักชาติไทยเท่านั้น

วันอังคารที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2569

สุนัขกับความมั่นคง ศาสนา และการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม

สุนัขกับความมั่นคง ศาสนา และการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม

จากกรณีเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า พบวัตถุต้องสงสัยคล้ายวัตถุระเบิด บริเวณหลังบ้านในพื้นที่บ้านฆือลูโฆ หมู่ที่ 2 ต.บองอ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ซึ่งอาจก่อให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในบริเวณดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงได้ปฏิบัติตามขั้นตอนด้านความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด โดยนำชุดกู้ภัยและสุนัข ซึ่งผ่านการฝึกฝนเฉพาะทางด้านการตรวจจับวัตถุระเบิด เข้าไปพิสูจน์ทราบวัตถุต้องสงสัยดังกล่าว

ผลการตรวจสอบเบื้องต้นปรากฏว่า ไม่พบวัตถุต้องสงสัยหรือสิ่งผิดกฎหมายแต่อย่างใด สถานการณ์คลี่คลายลงโดยไม่มีความสูญเสียใด ๆ เกิดขึ้น ซึ่งนับว่าเป็นผลลัพธ์ที่ทุกฝ่ายพึงปรารถนา อย่างไรก็ตาม ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว ได้เกิดกระแสความคิดเห็นที่แตกต่างในสังคม โดยเฉพาะประเด็นการนำสุนัขเข้าไปในพื้นที่ชุมชนมุสลิม บางกลุ่มมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม ขัดต่อหลักศาสนาอิสลาม และสะท้อนถึงความไม่เข้าใจวิถีชีวิตของชาวบ้านในพื้นที่ โดยมีการกล่าวอ้างว่าเป็นการเหยียบย่ำความรู้สึกของพี่น้องชาวไทยมุสลิม

บทความนี้ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการชี้แจงข้อเท็จจริง สร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และลดเงื่อนไขความขัดแย้งที่อาจถูกนำไปใช้บิดเบือนเพื่อสร้างความแตกแยกในสังคม

วิถีชีวิตจริงของคนในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้

หากพิจารณาตามข้อเท็จจริงของพื้นที่ จะพบว่าวิถีชีวิตของชาวบ้านในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะในชนบทนั้น เป็นวิถีชีวิตแบบพึ่งพาอาศัยกันมาอย่างยาวนาน ระหว่างพี่น้องไทยพุทธและไทยมุสลิม ชาวบ้านไทยพุทธจำนวนไม่น้อยได้นำสุนัขเข้าไปในสวนยางพารา สวนทุเรียน หรือสวนผลไม้ของตนและของเพื่อนบ้าน เพื่อใช้ประโยชน์ในการไล่สัตว์ศัตรูพืช เช่น กระรอก งู หรือสัตว์เลื้อยคลาน ซึ่งเป็นเรื่องปกติในพื้นที่มาแต่เดิม

การนำสุนัขเข้าไปในสวนหรือบริเวณพื้นที่ทำกินนั้น ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของชาวบ้าน และไม่ได้เป็นการละเมิดศักดิ์ศรีหรือความเชื่อของชาวไทยมุสลิมแต่อย่างใด ตรงกันข้าม ชาวบ้านมุสลิมในพื้นที่ยังให้ความร่วมมือ ชี้แนะเส้นทาง และช่วยเหลือซึ่งกันและกันด้วยความเข้าใจดีมาโดยตลอด นี่คือภาพสะท้อนของการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมที่แท้จริง

ดังนั้น การนำสุนัขซึ่งเป็นสุนัขที่ผ่านการฝึกมาอย่างดี เข้ามาปฏิบัติภารกิจด้านความปลอดภัยเพื่อป้องกันอันตรายแก่ประชาชน จึงไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการดูหมิ่น หรือเป็นการเหยียบย่ำหลักศาสนาอิสลามตามที่บางกลุ่มพยายามกล่าวอ้าง

หลักศาสนาอิสลามกับสุนัข : ความเข้าใจที่ถูกต้อง

ในหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม สุนัขไม่ใช่สัตว์ที่น่ารังเกียจหรือถูกสาปแช่งแต่อย่างใด อิสลามอนุญาตให้เลี้ยงสุนัขเพื่อประโยชน์ที่จำเป็น เช่น การล่าสัตว์ การเฝ้าสวน การเฝ้าปศุสัตว์ หรือการใช้งานเฉพาะด้าน ซึ่งสอดคล้องกับการใช้สุนัขในภารกิจด้านความมั่นคงและการกู้ภัย

ข้อจำกัดในศาสนาอิสลามนั้น อยู่ที่เรื่อง “ความสะอาด” โดยเฉพาะการสัมผัสน้ำลายของสุนัข ซึ่งถูกกำหนดให้ต้องชำระล้างตามบทบัญญัติ แต่ไม่ได้หมายความว่าห้ามพบเห็น ห้ามอยู่ใกล้ หรือห้ามใช้ประโยชน์จากสุนัขโดยสิ้นเชิง

ในคัมภีร์อัลกุรอาน ยังได้กล่าวถึงสุนัขในบริบทเชิงบวกอย่างชัดเจน ในเรื่อง “สหายแห่งถ้ำ” (Ashab al-Kahf) ซูเราะห์อัลกะฮฺฟ บทที่ 18 ซึ่งสุนัขทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์ ปกป้องผู้ศรัทธาจากภัยอันตราย สะท้อนถึงความซื่อสัตย์และความภักดี

ขณะเดียวกัน หะดีษของท่านนบีมูฮัมหมัด ศ็อลฯ ก็ได้เน้นย้ำถึงความเมตตาต่อสัตว์ทุกชนิด ท่านนบีได้กล่าวว่า “ผู้ใดไม่มีความเมตตา ผู้นั้นย่อมไม่ได้รับความเมตตา

และมีเรื่องราวมากมายที่ท่านนบีมูฮัมหมัด ศ็อลฯ แสดงความเมตตาต่อสุนัข แม้กระทั่งสั่งให้กองทัพหลีกเลี่ยงการรบกวนสุนัขที่กำลังให้นมลูกระหว่างการเดินทัพ ซึ่งเป็นหลักฐานชัดเจนว่า อิสลามไม่ได้สอนให้เกลียดชังหรือทำร้ายสุนัขแต่อย่างใด

สุนัขกับภารกิจเพื่อความปลอดภัยของประชาชน

สุนัขที่ใช้ในภารกิจด้านความมั่นคง เป็นสุนัขที่ผ่านการฝึกมาอย่างเข้มงวด มีความเชื่อฟัง มีวินัย และมีความสามารถพิเศษด้านการดมกลิ่น ซึ่งเหนือกว่ามนุษย์อย่างเทียบไม่ได้ จมูกของสุนัขมีเซลล์รับกลิ่นมากกว่ามนุษย์หลายสิบเท่า จึงถูกนำมาใช้ในการตรวจจับวัตถุระเบิด การค้นหาผู้สูญหาย และการติดตามคนร้าย เพื่อป้องกันความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนผู้บริสุทธิ์

การนำสุนัขเข้าปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ชุมชน จึงเป็นไปเพื่อรักษาชีวิตและทรัพย์สินของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นไทยพุทธหรือไทยมุสลิม และไม่ได้มีเจตนาใด ๆ ที่จะลบหลู่ศาสนาหรือวัฒนธรรมท้องถิ่น

สรุปคือ

เหตุการณ์ครั้งนี้ ควรถูกมองด้วยสติและความเข้าใจ ไม่ใช่อคติหรือการบิดเบือนข้อเท็จจริง การอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมจำเป็นต้องอาศัยความรู้ ความเข้าใจ และความเคารพซึ่งกันและกัน การนำสุนัขเข้าปฏิบัติภารกิจด้านความปลอดภัยในพื้นที่ชุมชนมุสลิม ไม่ได้ขัดต่อหลักศาสนาอิสลาม และไม่ใช่การเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของพี่น้องชาวไทยมุสลิมแต่อย่างใด

ตรงกันข้าม หากเรายึดหลักคำสอนของอิสลามอย่างแท้จริง จะพบว่า ศาสนาสอนให้มีความเมตตาต่อทุกสรรพสิ่ง และให้ใช้ปัญญาในการแยกแยะความจริงจากความพยายามสร้างความแตกแยกของผู้ไม่หวังดีต่อสังคมและต่อรัฐ

เมื่อทุกฝ่ายเปิดใจ รับฟัง และยืนอยู่บนข้อเท็จจริง ความสงบสุขและความเข้าใจย่อมเกิดขึ้นได้ในผืนแผ่นดินปลายด้ามขวานแห่งนี้อย่างยั่งยืน.