เกมการเมืองกับการส่งตัวแทนชิงเก้าอี้ สส.
และบททดสอบความตื่นรู้ของประชาชนในพื้นที่ 3 จชต.
ในช่วงเวลาที่การเมืองระดับชาติและระดับท้องถิ่นกำลังเข้าสู่บรรยากาศของการแข่งขันอย่างเข้มข้น
พื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้กลับถูกจับตามองเป็นพิเศษ
ไม่เพียงเพราะความอ่อนไหวด้านความมั่นคง
หากแต่เพราะสัญญาณทางการเมืองที่สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของบางกลุ่ม ที่ต้องการใช้
“กลไกประชาธิปไตย” เป็นเครื่องมือกำหนดอำนาจและพื้นที่อิทธิพลของตนเองในระยะยาว
หนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง
คือกระแสข่าวและการรับรู้ของประชาชนเกี่ยวกับการที่กลุ่ม BRN ถูกมองว่าส่งตัวแทนหรือสนับสนุนบุคคลบางกลุ่มลงชิงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
เพื่อปูทางสู่การกำหนดทิศทางพื้นที่ในอนาคต
แม้ข้อเท็จจริงในเชิงกฎหมายจะต้องพิสูจน์อย่างรอบคอบ
แต่ในเชิงสังคมและการเมือง
ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนความเปราะบางของระบบตัวแทนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ได้อย่างชัดเจน
เมื่อประชาชนจำนวนไม่น้อยเริ่มตั้งคำถามว่า
ผู้สมัครเหล่านี้ลงสนามการเมืองเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง
หรือเพื่อเสริมสร้างบารมีและอำนาจให้กับกลุ่ม ตระกูล หรือเครือข่ายของตนเอง
สิ่งที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้น
คือความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมว่าที่ผู้แทนประชาชนในช่วงใกล้การเลือกตั้ง
จากเดิมที่ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา ประชาชนแทบไม่เห็นบทบาท ไม่เห็นเงา
ไม่เห็นการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง กลับกลายเป็นว่าในช่วงหาเสียง
ผู้สมัครจำนวนไม่น้อยเริ่ม “เข้าหา เข้าถึง และคลุกคลี” กับชาวบ้านมากขึ้น
เดินเข้าหาชุมชน พูดจาอ่อนน้อม วาดฝันถึงการพัฒนาในอนาคต พร้อมสัญญานานัปการ
คำถามสำคัญคือ
แล้วในวันที่ประชาชนเผชิญความทุกข์ยากจริง ๆ ผู้แทนเหล่านี้อยู่ที่ไหน
ในช่วงที่พื้นที่ประสบอุทกภัย
น้ำท่วมบ้านเรือน สร้างความเดือดร้อนต่อการดำรงชีวิตของประชาชน
กลับแทบไม่ปรากฏภาพของ สส. ในพื้นที่ลงไปช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรม
ไม่เห็นการตั้งกองทุนช่วยเหลือ ไม่เห็นการประสานหน่วยงานอย่างจริงจัง
ไม่เห็นแม้แต่การลงพื้นที่ให้กำลังใจ หรือการช่วยเหลือเบื้องต้น เช่น อาหาร
น้ำดื่ม หรือสิ่งจำเป็น
ทั้งที่ตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีหน้าที่โดยตรงในการสะท้อนปัญหาและผลักดันความช่วยเหลือจากรัฐ
กรณีของบุคคลจากตระกูล
“มะทา” ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ประชาชนในพื้นที่ตั้งคำถามอย่างหนัก
ตลอดระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง ปัญหาความเดือดร้อนใกล้ตัว เช่น
ฝูงวัวเดินเพ่นพ่านบนถนนบริเวณสี่แยกไปแดงมลายูบางกอบ
ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านพักของตนเอง สร้างอุบัติเหตุซ้ำซาก รถยนต์และรถจักรยานยนต์ของชาวบ้านได้รับความเสียหาย
มีผู้บาดเจ็บสาหัสหลายราย
แต่กลับไม่เห็นการออกมาแสดงความรับผิดชอบหรือการผลักดันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง
หากปัญหาใกล้ตัวและส่งผลกระทบต่อชีวิตประชาชนยังไม่สามารถจัดการได้
แล้วประชาชนจะคาดหวังอะไรกับการพัฒนาระดับโครงสร้างในอนาคต
ในทำนองเดียวกัน
บุคคลจากตระกูล “กูเฮง” ที่ออกหาเสียงตามมัสยิด ใช้ถ้อยคำอ่อนน้อม
ล้อมชาวบ้านด้วยวาทกรรมและคำสัญญา ก็ถูกตั้งคำถามไม่ต่างกันว่า
ตลอดช่วงเวลาที่ดำรงตำแหน่ง
เคยแก้ไขปัญหาสำคัญของพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ด้านใดอย่างเป็นรูปธรรมบ้าง
นอกจากการพูดถึงประเด็นเงินกู้หรือโครงการบางส่วนที่ยังไม่ตอบโจทย์ความทุกข์ยากเชิงโครงสร้างของประชาชน
ไม่เพียงเท่านั้น
สส. มุสลิมคนอื่น ๆ จำนวนไม่น้อยก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในทิศทางเดียวกัน
คือแทบไม่เห็นบทบาทการทำงานเพื่อส่วนรวมอย่างชัดเจน
นอกจากการแสวงหาผลประโยชน์และการสร้างเครือข่ายทางการเมืองให้ตนเอง
ขณะที่ปัญหาความยากจน ความไม่ปลอดภัย การศึกษา และคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ยังคงวนเวียนอยู่ที่เดิม
ส่วนตระกูล
“โต๊ะมีนา” ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงคำถามจากสังคมได้
เมื่อยังคงใช้เรื่องราวในอดีตของบรรพบุรุษมาอ้างอิงซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แทนที่จะนำเสนอผลงานหรือวิสัยทัศน์ที่สอดคล้องกับปัญหาปัจจุบันและอนาคตของพื้นที่
ท้ายที่สุด
คำถามที่สำคัญที่สุดจึงตกอยู่กับพ่อแม่พี่น้องในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้เองว่า
เราจะยังคงเลือกบุคคลเหล่านี้มาเป็นผู้แทนของเราอีกหรือไม่
การเลือกตั้งไม่ควรเป็นเพียงพิธีกรรมตามฤดูกาล
แต่คือการตัดสินใจที่กำหนดทิศทางชีวิตของลูกหลานในอนาคต หากการเลือกตั้งกลายเป็นเครื่องมือสร้างอิทธิพลให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
หรือสร้างบารมีให้ตระกูลใดตระกูลหนึ่ง โดยไม่คำนึงถึงความทุกข์ยากของประชาชน
การเมืองก็จะไม่อาจเป็นคำตอบของสันติภาพและการพัฒนาได้อย่างแท้จริง
ประชาชนจึงต้องตื่นรู้
ใช้สติ พิจารณาผลงานมากกว่าคำพูด และกล้าตั้งคำถามกับผู้ที่อ้างตนเป็นตัวแทนของเรา
เพราะอนาคตของสามจังหวัดชายแดนใต้ ไม่ควรถูกกำหนดด้วยวาทกรรมในฤดูหาเสียง
แต่ควรถูกกำหนดด้วยความรับผิดชอบ ความจริงใจ และการทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง.

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น