วันพฤหัสบดีที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2569

กระแสความร้อนแรงทางการเมือง กับบทบาทของนายรอมฎอน

      กระแสความร้อนแรงทางการเมือง กับบทบาทของนายรอมฎอน ปันจอร์ และการเคลื่อนไหวของพรรคส้ม

กระแสการเมืองไทยในช่วงเวลานี้กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่กดดัน ปัญหาปากท้องของประชาชนที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม และความไม่แน่นอนของทิศทางประเทศ ประเด็นการเมืองจึงถูกยกขึ้นมาเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วงชิงพื้นที่สื่อและความสนใจของสังคม หนึ่งในบุคคลที่ถูกจับตามองอย่างต่อเนื่อง คือ นายรอมฎอน ปันจอร์ กับบทบาทการเคลื่อนไหวทางการเมืองภายใต้แนวทางของพรรคส้ม ซึ่งยังคงเดินหน้าหวังคะแนนเสียง พร้อมย้ำวาทกรรม “การเปลี่ยนแปลงการเมือง” และแนวคิดเรื่อง “เอกราช” ในเชิงอุดมการณ์อย่างต่อเนื่อง

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา การสื่อสารทางการเมืองของกลุ่มการเมืองดังกล่าว มุ่งเน้นไปที่การสร้างภาพของการเป็นตัวแทนความเปลี่ยนแปลง เป็นพลังใหม่ที่พร้อมจะรื้อโครงสร้างเดิมของรัฐไทย โดยชูแนวคิดการกำหนดใจตัวเอง (Self-determination) และการกระจายอำนาจการปกครองเป็นแกนหลัก แนวคิดเหล่านี้ถูกนำเสนอในลักษณะที่ดูสวยงาม ฟังแล้วเหมือนเป็นการคืนอำนาจให้ประชาชน แต่ในอีกด้านหนึ่ง กลับก่อให้เกิดคำถามสำคัญว่า แนวคิดดังกล่าวมีขอบเขตเพียงใด และจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและอธิปไตยของประเทศอย่างไร

ฐานเสียงสำคัญที่พรรคส้มและนายรอมฎอนฯ ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง คือ กลุ่มเยาวชน คนรุ่นใหม่ และนักศึกษา ซึ่งเป็นกลุ่มที่เปิดรับแนวคิดใหม่ ๆ ได้ง่าย และมีพลังทางสังคมสูง การเคลื่อนไหวทางการเมืองจึงถูกออกแบบให้สอดคล้องกับความคิด ความรู้สึก และอารมณ์ของคนรุ่นใหม่ โดยผ่านกระบวนการ “บ่มเพาะทางความคิด” อย่างต่อเนื่อง ทั้งผ่านเวทีเสวนา สื่อออนไลน์ และกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ต่าง ๆ แนวคิดเรื่องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างรัฐ ถูกนำเสนอในรูปของความก้าวหน้า เสรีภาพ และสิทธิ ซึ่งแม้จะเป็นคำที่ฟังดูดี แต่ก็ยังขาดคำอธิบายที่ชัดเจนถึงผลลัพธ์ในทางปฏิบัติ

เมื่อพิจารณาผลงานที่ผ่านมา คำวิจารณ์ที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาคือ การเน้นสร้างภาพมากกว่าสร้างผลงานเชิงรูปธรรม หลายโครงการหรือข้อเสนอเชิงนโยบายยังคงอยู่ในระดับวาทกรรม มากกว่าการผลักดันให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ประชาชนจำนวนไม่น้อยจึงตั้งคำถามว่า การเมืองที่อ้างการเปลี่ยนแปลงนั้น เปลี่ยนเพื่อใคร และเปลี่ยนไปในทิศทางใดกันแน่ หากการเปลี่ยนแปลงนั้นไม่สามารถทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น ก็ย่อมยากที่จะเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาได้

ในขณะที่กระแสการเมืองถูกขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์และถ้อยคำที่ร้อนแรง ความจริงที่ประชาชนส่วนใหญ่เผชิญอยู่กลับเป็นเรื่องปากท้อง ค่าครองชีพที่สูงขึ้น รายได้ที่ไม่สอดคล้องกับค่าใช้จ่าย หนี้สินครัวเรือนที่พอกพูน และความไม่มั่นคงในอาชีพ สิ่งเหล่านี้คือปัญหาเร่งด่วนที่ต้องการคำตอบที่ชัดเจน มากกว่าการถกเถียงเชิงนามธรรมเรื่องโครงสร้างรัฐหรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียว

การแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจเป็นสิ่งจำเป็นในบางประเด็น แต่หากถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยไม่เชื่อมโยงกับการแก้ปัญหาปากท้องอย่างแท้จริง ก็อาจกลายเป็นเพียงวาทกรรมเพื่อดึงคะแนนเสียง การเมืองที่ดีควรเริ่มจากความเดือดร้อนของประชาชนเป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่เริ่มจากอุดมการณ์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แล้วคาดหวังให้สังคมทั้งสังคมต้องเดินตาม

ท้ายที่สุด กระแสความร้อนแรงทางการเมืองในวันนี้ จึงเป็นบททดสอบสำคัญของสติและวิจารณญาณของประชาชน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ แยกแยะระหว่างคำพูดกับการกระทำ ระหว่างภาพลักษณ์กับผลงาน และระหว่างอุดมการณ์กับผลประโยชน์ของประเทศชาติ การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจะมีความหมาย ก็ต่อเมื่อสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ควบคู่ไปกับการรักษาอธิปไตย ความมั่นคง และความเป็นปึกแผ่นของประเทศได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนถ้อยคำหรือสัญลักษณ์บนเวทีการเมืองเท่านั้น

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น