กระแสความร้อนแรงทางการเมือง
กับบทบาทของนายรอมฎอน ปันจอร์ และการเคลื่อนไหวของพรรคส้ม
กระแสการเมืองไทยในช่วงเวลานี้กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง
ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่กดดัน
ปัญหาปากท้องของประชาชนที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม
และความไม่แน่นอนของทิศทางประเทศ
ประเด็นการเมืองจึงถูกยกขึ้นมาเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วงชิงพื้นที่สื่อและความสนใจของสังคม
หนึ่งในบุคคลที่ถูกจับตามองอย่างต่อเนื่อง คือ นายรอมฎอน ปันจอร์
กับบทบาทการเคลื่อนไหวทางการเมืองภายใต้แนวทางของพรรคส้ม
ซึ่งยังคงเดินหน้าหวังคะแนนเสียง พร้อมย้ำวาทกรรม “การเปลี่ยนแปลงการเมือง”
และแนวคิดเรื่อง “เอกราช” ในเชิงอุดมการณ์อย่างต่อเนื่อง
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา
การสื่อสารทางการเมืองของกลุ่มการเมืองดังกล่าว
มุ่งเน้นไปที่การสร้างภาพของการเป็นตัวแทนความเปลี่ยนแปลง
เป็นพลังใหม่ที่พร้อมจะรื้อโครงสร้างเดิมของรัฐไทย โดยชูแนวคิดการกำหนดใจตัวเอง
(Self-determination)
และการกระจายอำนาจการปกครองเป็นแกนหลัก
แนวคิดเหล่านี้ถูกนำเสนอในลักษณะที่ดูสวยงาม
ฟังแล้วเหมือนเป็นการคืนอำนาจให้ประชาชน แต่ในอีกด้านหนึ่ง
กลับก่อให้เกิดคำถามสำคัญว่า แนวคิดดังกล่าวมีขอบเขตเพียงใด
และจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและอธิปไตยของประเทศอย่างไร
ฐานเสียงสำคัญที่พรรคส้มและนายรอมฎอนฯ
ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง คือ กลุ่มเยาวชน คนรุ่นใหม่ และนักศึกษา
ซึ่งเป็นกลุ่มที่เปิดรับแนวคิดใหม่ ๆ ได้ง่าย และมีพลังทางสังคมสูง
การเคลื่อนไหวทางการเมืองจึงถูกออกแบบให้สอดคล้องกับความคิด ความรู้สึก
และอารมณ์ของคนรุ่นใหม่ โดยผ่านกระบวนการ “บ่มเพาะทางความคิด”
อย่างต่อเนื่อง ทั้งผ่านเวทีเสวนา สื่อออนไลน์ และกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ต่าง ๆ
แนวคิดเรื่องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างรัฐ ถูกนำเสนอในรูปของความก้าวหน้า เสรีภาพ
และสิทธิ ซึ่งแม้จะเป็นคำที่ฟังดูดี แต่ก็ยังขาดคำอธิบายที่ชัดเจนถึงผลลัพธ์ในทางปฏิบัติ
เมื่อพิจารณาผลงานที่ผ่านมา
คำวิจารณ์ที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาคือ การเน้นสร้างภาพมากกว่าสร้างผลงานเชิงรูปธรรม
หลายโครงการหรือข้อเสนอเชิงนโยบายยังคงอยู่ในระดับวาทกรรม
มากกว่าการผลักดันให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ประชาชนจำนวนไม่น้อยจึงตั้งคำถามว่า
การเมืองที่อ้างการเปลี่ยนแปลงนั้น เปลี่ยนเพื่อใคร และเปลี่ยนไปในทิศทางใดกันแน่
หากการเปลี่ยนแปลงนั้นไม่สามารถทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น
ก็ย่อมยากที่จะเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาได้
ในขณะที่กระแสการเมืองถูกขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์และถ้อยคำที่ร้อนแรง
ความจริงที่ประชาชนส่วนใหญ่เผชิญอยู่กลับเป็นเรื่องปากท้อง ค่าครองชีพที่สูงขึ้น
รายได้ที่ไม่สอดคล้องกับค่าใช้จ่าย หนี้สินครัวเรือนที่พอกพูน
และความไม่มั่นคงในอาชีพ สิ่งเหล่านี้คือปัญหาเร่งด่วนที่ต้องการคำตอบที่ชัดเจน
มากกว่าการถกเถียงเชิงนามธรรมเรื่องโครงสร้างรัฐหรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียว
การแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจเป็นสิ่งจำเป็นในบางประเด็น
แต่หากถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง
โดยไม่เชื่อมโยงกับการแก้ปัญหาปากท้องอย่างแท้จริง
ก็อาจกลายเป็นเพียงวาทกรรมเพื่อดึงคะแนนเสียง
การเมืองที่ดีควรเริ่มจากความเดือดร้อนของประชาชนเป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่เริ่มจากอุดมการณ์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
แล้วคาดหวังให้สังคมทั้งสังคมต้องเดินตาม
ท้ายที่สุด
กระแสความร้อนแรงทางการเมืองในวันนี้
จึงเป็นบททดสอบสำคัญของสติและวิจารณญาณของประชาชน
ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ แยกแยะระหว่างคำพูดกับการกระทำ
ระหว่างภาพลักษณ์กับผลงาน และระหว่างอุดมการณ์กับผลประโยชน์ของประเทศชาติ
การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจะมีความหมาย
ก็ต่อเมื่อสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ควบคู่ไปกับการรักษาอธิปไตย
ความมั่นคง และความเป็นปึกแผ่นของประเทศได้อย่างแท้จริง
ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนถ้อยคำหรือสัญลักษณ์บนเวทีการเมืองเท่านั้น

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น