สุนัขกับความมั่นคง
ศาสนา และการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม
จากกรณีเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า
พบวัตถุต้องสงสัยคล้ายวัตถุระเบิด บริเวณหลังบ้านในพื้นที่บ้านฆือลูโฆ หมู่ที่ 2 ต.บองอ
อ.ระแงะ จ.นราธิวาส
ซึ่งอาจก่อให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในบริเวณดังกล่าว
เจ้าหน้าที่จึงได้ปฏิบัติตามขั้นตอนด้านความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด
โดยนำชุดกู้ภัยและสุนัข ซึ่งผ่านการฝึกฝนเฉพาะทางด้านการตรวจจับวัตถุระเบิด
เข้าไปพิสูจน์ทราบวัตถุต้องสงสัยดังกล่าว
ผลการตรวจสอบเบื้องต้นปรากฏว่า
ไม่พบวัตถุต้องสงสัยหรือสิ่งผิดกฎหมายแต่อย่างใด
สถานการณ์คลี่คลายลงโดยไม่มีความสูญเสียใด ๆ เกิดขึ้น
ซึ่งนับว่าเป็นผลลัพธ์ที่ทุกฝ่ายพึงปรารถนา อย่างไรก็ตาม
ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว ได้เกิดกระแสความคิดเห็นที่แตกต่างในสังคม
โดยเฉพาะประเด็นการนำสุนัขเข้าไปในพื้นที่ชุมชนมุสลิม
บางกลุ่มมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม ขัดต่อหลักศาสนาอิสลาม
และสะท้อนถึงความไม่เข้าใจวิถีชีวิตของชาวบ้านในพื้นที่
โดยมีการกล่าวอ้างว่าเป็นการเหยียบย่ำความรู้สึกของพี่น้องชาวไทยมุสลิม
บทความนี้ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการชี้แจงข้อเท็จจริง
สร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง
และลดเงื่อนไขความขัดแย้งที่อาจถูกนำไปใช้บิดเบือนเพื่อสร้างความแตกแยกในสังคม
วิถีชีวิตจริงของคนในพื้นที่
5 จังหวัดชายแดนภาคใต้
หากพิจารณาตามข้อเท็จจริงของพื้นที่
จะพบว่าวิถีชีวิตของชาวบ้านในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะในชนบทนั้น
เป็นวิถีชีวิตแบบพึ่งพาอาศัยกันมาอย่างยาวนาน ระหว่างพี่น้องไทยพุทธและไทยมุสลิม
ชาวบ้านไทยพุทธจำนวนไม่น้อยได้นำสุนัขเข้าไปในสวนยางพารา สวนทุเรียน หรือสวนผลไม้ของตนและของเพื่อนบ้าน
เพื่อใช้ประโยชน์ในการไล่สัตว์ศัตรูพืช เช่น กระรอก งู หรือสัตว์เลื้อยคลาน
ซึ่งเป็นเรื่องปกติในพื้นที่มาแต่เดิม
การนำสุนัขเข้าไปในสวนหรือบริเวณพื้นที่ทำกินนั้น
ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของชาวบ้าน
และไม่ได้เป็นการละเมิดศักดิ์ศรีหรือความเชื่อของชาวไทยมุสลิมแต่อย่างใด ตรงกันข้าม
ชาวบ้านมุสลิมในพื้นที่ยังให้ความร่วมมือ ชี้แนะเส้นทาง
และช่วยเหลือซึ่งกันและกันด้วยความเข้าใจดีมาโดยตลอด
นี่คือภาพสะท้อนของการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมที่แท้จริง
ดังนั้น การนำสุนัขซึ่งเป็นสุนัขที่ผ่านการฝึกมาอย่างดี
เข้ามาปฏิบัติภารกิจด้านความปลอดภัยเพื่อป้องกันอันตรายแก่ประชาชน
จึงไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการดูหมิ่น
หรือเป็นการเหยียบย่ำหลักศาสนาอิสลามตามที่บางกลุ่มพยายามกล่าวอ้าง
หลักศาสนาอิสลามกับสุนัข
: ความเข้าใจที่ถูกต้อง
ในหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม
สุนัขไม่ใช่สัตว์ที่น่ารังเกียจหรือถูกสาปแช่งแต่อย่างใด อิสลามอนุญาตให้เลี้ยงสุนัขเพื่อประโยชน์ที่จำเป็น
เช่น การล่าสัตว์ การเฝ้าสวน การเฝ้าปศุสัตว์ หรือการใช้งานเฉพาะด้าน
ซึ่งสอดคล้องกับการใช้สุนัขในภารกิจด้านความมั่นคงและการกู้ภัย
ข้อจำกัดในศาสนาอิสลามนั้น
อยู่ที่เรื่อง “ความสะอาด” โดยเฉพาะการสัมผัสน้ำลายของสุนัข
ซึ่งถูกกำหนดให้ต้องชำระล้างตามบทบัญญัติ แต่ไม่ได้หมายความว่าห้ามพบเห็น
ห้ามอยู่ใกล้ หรือห้ามใช้ประโยชน์จากสุนัขโดยสิ้นเชิง
ในคัมภีร์อัลกุรอาน
ยังได้กล่าวถึงสุนัขในบริบทเชิงบวกอย่างชัดเจน ในเรื่อง “สหายแห่งถ้ำ” (Ashab al-Kahf) ซูเราะห์อัลกะฮฺฟ บทที่ 18 ซึ่งสุนัขทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์
ปกป้องผู้ศรัทธาจากภัยอันตราย สะท้อนถึงความซื่อสัตย์และความภักดี
ขณะเดียวกัน
หะดีษของท่านนบีมูฮัมหมัด ศ็อลฯ ก็ได้เน้นย้ำถึงความเมตตาต่อสัตว์ทุกชนิด
ท่านนบีได้กล่าวว่า “ผู้ใดไม่มีความเมตตา ผู้นั้นย่อมไม่ได้รับความเมตตา”
และมีเรื่องราวมากมายที่ท่านนบีมูฮัมหมัด
ศ็อลฯ แสดงความเมตตาต่อสุนัข
แม้กระทั่งสั่งให้กองทัพหลีกเลี่ยงการรบกวนสุนัขที่กำลังให้นมลูกระหว่างการเดินทัพ
ซึ่งเป็นหลักฐานชัดเจนว่า อิสลามไม่ได้สอนให้เกลียดชังหรือทำร้ายสุนัขแต่อย่างใด
สุนัขกับภารกิจเพื่อความปลอดภัยของประชาชน
สุนัขที่ใช้ในภารกิจด้านความมั่นคง
เป็นสุนัขที่ผ่านการฝึกมาอย่างเข้มงวด มีความเชื่อฟัง มีวินัย
และมีความสามารถพิเศษด้านการดมกลิ่น ซึ่งเหนือกว่ามนุษย์อย่างเทียบไม่ได้
จมูกของสุนัขมีเซลล์รับกลิ่นมากกว่ามนุษย์หลายสิบเท่า
จึงถูกนำมาใช้ในการตรวจจับวัตถุระเบิด การค้นหาผู้สูญหาย และการติดตามคนร้าย
เพื่อป้องกันความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนผู้บริสุทธิ์
การนำสุนัขเข้าปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ชุมชน
จึงเป็นไปเพื่อรักษาชีวิตและทรัพย์สินของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นไทยพุทธหรือไทยมุสลิม
และไม่ได้มีเจตนาใด ๆ ที่จะลบหลู่ศาสนาหรือวัฒนธรรมท้องถิ่น
สรุปคือ
เหตุการณ์ครั้งนี้ ควรถูกมองด้วยสติและความเข้าใจ
ไม่ใช่อคติหรือการบิดเบือนข้อเท็จจริง
การอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมจำเป็นต้องอาศัยความรู้ ความเข้าใจ
และความเคารพซึ่งกันและกัน การนำสุนัขเข้าปฏิบัติภารกิจด้านความปลอดภัยในพื้นที่ชุมชนมุสลิม
ไม่ได้ขัดต่อหลักศาสนาอิสลาม
และไม่ใช่การเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของพี่น้องชาวไทยมุสลิมแต่อย่างใด
ตรงกันข้าม
หากเรายึดหลักคำสอนของอิสลามอย่างแท้จริง จะพบว่า ศาสนาสอนให้มีความเมตตาต่อทุกสรรพสิ่ง
และให้ใช้ปัญญาในการแยกแยะความจริงจากความพยายามสร้างความแตกแยกของผู้ไม่หวังดีต่อสังคมและต่อรัฐ
เมื่อทุกฝ่ายเปิดใจ
รับฟัง และยืนอยู่บนข้อเท็จจริง
ความสงบสุขและความเข้าใจย่อมเกิดขึ้นได้ในผืนแผ่นดินปลายด้ามขวานแห่งนี้อย่างยั่งยืน.

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น