วันอังคารที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2569

สุนัขกับความมั่นคง ศาสนา และการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม

สุนัขกับความมั่นคง ศาสนา และการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม

จากกรณีเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า พบวัตถุต้องสงสัยคล้ายวัตถุระเบิด บริเวณหลังบ้านในพื้นที่บ้านฆือลูโฆ หมู่ที่ 2 ต.บองอ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ซึ่งอาจก่อให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในบริเวณดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงได้ปฏิบัติตามขั้นตอนด้านความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด โดยนำชุดกู้ภัยและสุนัข ซึ่งผ่านการฝึกฝนเฉพาะทางด้านการตรวจจับวัตถุระเบิด เข้าไปพิสูจน์ทราบวัตถุต้องสงสัยดังกล่าว

ผลการตรวจสอบเบื้องต้นปรากฏว่า ไม่พบวัตถุต้องสงสัยหรือสิ่งผิดกฎหมายแต่อย่างใด สถานการณ์คลี่คลายลงโดยไม่มีความสูญเสียใด ๆ เกิดขึ้น ซึ่งนับว่าเป็นผลลัพธ์ที่ทุกฝ่ายพึงปรารถนา อย่างไรก็ตาม ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว ได้เกิดกระแสความคิดเห็นที่แตกต่างในสังคม โดยเฉพาะประเด็นการนำสุนัขเข้าไปในพื้นที่ชุมชนมุสลิม บางกลุ่มมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม ขัดต่อหลักศาสนาอิสลาม และสะท้อนถึงความไม่เข้าใจวิถีชีวิตของชาวบ้านในพื้นที่ โดยมีการกล่าวอ้างว่าเป็นการเหยียบย่ำความรู้สึกของพี่น้องชาวไทยมุสลิม

บทความนี้ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการชี้แจงข้อเท็จจริง สร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และลดเงื่อนไขความขัดแย้งที่อาจถูกนำไปใช้บิดเบือนเพื่อสร้างความแตกแยกในสังคม

วิถีชีวิตจริงของคนในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้

หากพิจารณาตามข้อเท็จจริงของพื้นที่ จะพบว่าวิถีชีวิตของชาวบ้านในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะในชนบทนั้น เป็นวิถีชีวิตแบบพึ่งพาอาศัยกันมาอย่างยาวนาน ระหว่างพี่น้องไทยพุทธและไทยมุสลิม ชาวบ้านไทยพุทธจำนวนไม่น้อยได้นำสุนัขเข้าไปในสวนยางพารา สวนทุเรียน หรือสวนผลไม้ของตนและของเพื่อนบ้าน เพื่อใช้ประโยชน์ในการไล่สัตว์ศัตรูพืช เช่น กระรอก งู หรือสัตว์เลื้อยคลาน ซึ่งเป็นเรื่องปกติในพื้นที่มาแต่เดิม

การนำสุนัขเข้าไปในสวนหรือบริเวณพื้นที่ทำกินนั้น ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของชาวบ้าน และไม่ได้เป็นการละเมิดศักดิ์ศรีหรือความเชื่อของชาวไทยมุสลิมแต่อย่างใด ตรงกันข้าม ชาวบ้านมุสลิมในพื้นที่ยังให้ความร่วมมือ ชี้แนะเส้นทาง และช่วยเหลือซึ่งกันและกันด้วยความเข้าใจดีมาโดยตลอด นี่คือภาพสะท้อนของการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมที่แท้จริง

ดังนั้น การนำสุนัขซึ่งเป็นสุนัขที่ผ่านการฝึกมาอย่างดี เข้ามาปฏิบัติภารกิจด้านความปลอดภัยเพื่อป้องกันอันตรายแก่ประชาชน จึงไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการดูหมิ่น หรือเป็นการเหยียบย่ำหลักศาสนาอิสลามตามที่บางกลุ่มพยายามกล่าวอ้าง

หลักศาสนาอิสลามกับสุนัข : ความเข้าใจที่ถูกต้อง

ในหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม สุนัขไม่ใช่สัตว์ที่น่ารังเกียจหรือถูกสาปแช่งแต่อย่างใด อิสลามอนุญาตให้เลี้ยงสุนัขเพื่อประโยชน์ที่จำเป็น เช่น การล่าสัตว์ การเฝ้าสวน การเฝ้าปศุสัตว์ หรือการใช้งานเฉพาะด้าน ซึ่งสอดคล้องกับการใช้สุนัขในภารกิจด้านความมั่นคงและการกู้ภัย

ข้อจำกัดในศาสนาอิสลามนั้น อยู่ที่เรื่อง “ความสะอาด” โดยเฉพาะการสัมผัสน้ำลายของสุนัข ซึ่งถูกกำหนดให้ต้องชำระล้างตามบทบัญญัติ แต่ไม่ได้หมายความว่าห้ามพบเห็น ห้ามอยู่ใกล้ หรือห้ามใช้ประโยชน์จากสุนัขโดยสิ้นเชิง

ในคัมภีร์อัลกุรอาน ยังได้กล่าวถึงสุนัขในบริบทเชิงบวกอย่างชัดเจน ในเรื่อง “สหายแห่งถ้ำ” (Ashab al-Kahf) ซูเราะห์อัลกะฮฺฟ บทที่ 18 ซึ่งสุนัขทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์ ปกป้องผู้ศรัทธาจากภัยอันตราย สะท้อนถึงความซื่อสัตย์และความภักดี

ขณะเดียวกัน หะดีษของท่านนบีมูฮัมหมัด ศ็อลฯ ก็ได้เน้นย้ำถึงความเมตตาต่อสัตว์ทุกชนิด ท่านนบีได้กล่าวว่า “ผู้ใดไม่มีความเมตตา ผู้นั้นย่อมไม่ได้รับความเมตตา

และมีเรื่องราวมากมายที่ท่านนบีมูฮัมหมัด ศ็อลฯ แสดงความเมตตาต่อสุนัข แม้กระทั่งสั่งให้กองทัพหลีกเลี่ยงการรบกวนสุนัขที่กำลังให้นมลูกระหว่างการเดินทัพ ซึ่งเป็นหลักฐานชัดเจนว่า อิสลามไม่ได้สอนให้เกลียดชังหรือทำร้ายสุนัขแต่อย่างใด

สุนัขกับภารกิจเพื่อความปลอดภัยของประชาชน

สุนัขที่ใช้ในภารกิจด้านความมั่นคง เป็นสุนัขที่ผ่านการฝึกมาอย่างเข้มงวด มีความเชื่อฟัง มีวินัย และมีความสามารถพิเศษด้านการดมกลิ่น ซึ่งเหนือกว่ามนุษย์อย่างเทียบไม่ได้ จมูกของสุนัขมีเซลล์รับกลิ่นมากกว่ามนุษย์หลายสิบเท่า จึงถูกนำมาใช้ในการตรวจจับวัตถุระเบิด การค้นหาผู้สูญหาย และการติดตามคนร้าย เพื่อป้องกันความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนผู้บริสุทธิ์

การนำสุนัขเข้าปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ชุมชน จึงเป็นไปเพื่อรักษาชีวิตและทรัพย์สินของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นไทยพุทธหรือไทยมุสลิม และไม่ได้มีเจตนาใด ๆ ที่จะลบหลู่ศาสนาหรือวัฒนธรรมท้องถิ่น

สรุปคือ

เหตุการณ์ครั้งนี้ ควรถูกมองด้วยสติและความเข้าใจ ไม่ใช่อคติหรือการบิดเบือนข้อเท็จจริง การอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมจำเป็นต้องอาศัยความรู้ ความเข้าใจ และความเคารพซึ่งกันและกัน การนำสุนัขเข้าปฏิบัติภารกิจด้านความปลอดภัยในพื้นที่ชุมชนมุสลิม ไม่ได้ขัดต่อหลักศาสนาอิสลาม และไม่ใช่การเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของพี่น้องชาวไทยมุสลิมแต่อย่างใด

ตรงกันข้าม หากเรายึดหลักคำสอนของอิสลามอย่างแท้จริง จะพบว่า ศาสนาสอนให้มีความเมตตาต่อทุกสรรพสิ่ง และให้ใช้ปัญญาในการแยกแยะความจริงจากความพยายามสร้างความแตกแยกของผู้ไม่หวังดีต่อสังคมและต่อรัฐ

เมื่อทุกฝ่ายเปิดใจ รับฟัง และยืนอยู่บนข้อเท็จจริง ความสงบสุขและความเข้าใจย่อมเกิดขึ้นได้ในผืนแผ่นดินปลายด้ามขวานแห่งนี้อย่างยั่งยืน.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น