เกมอำนาจใต้เงาประชาธิปไตย
: เมื่อ BRN
ส่งตัวแทนชิงเก้าอี้ สส.
การเมืองในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้กำลังเดินมาถึงจุดหัวเลี้ยวหัวต่อที่อันตรายยิ่ง
ไม่ใช่เพียงเพราะความขัดแย้งด้านความมั่นคงที่ฝังรากลึกมานานหลายทศวรรษ
หากแต่เพราะ “การเมืองแบบตัวแทน”
กำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือขยายอิทธิพลของกลุ่มและเครือข่ายอำนาจบางกลุ่มอย่างโจ่งแจ้ง
ภายใต้ฉากหน้าที่เรียกว่า “ประชาธิปไตย”
กระแสข่าวและการรับรู้ของคนในพื้นที่จำนวนมาก
ต่างรับรู้ตรงกันว่า กลุ่ม BRN กำลังขยับเกมการเมือง
ด้วยการผลักดันหรือสนับสนุนบุคคลบางรายเข้าสู่สนามเลือกตั้ง
เพื่อช่วงชิงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อันเป็นกลไกสำคัญในการกำหนดทิศทางพื้นที่
กำหนดงบประมาณ และกำหนดอำนาจต่อรองกับรัฐในระยะยาว นี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก
และไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือการวางหมากเชิงยุทธศาสตร์
ที่ประชาชนไม่อาจมองข้ามได้อีกต่อไป
สิ่งที่น่าตั้งคำถามอย่างยิ่ง
คือ เหตุใดว่าที่ผู้แทนประชาชนจำนวนไม่น้อย จึงพร้อมใจกัน “โผล่หน้า”
ในช่วงใกล้การเลือกตั้ง แต่กลับ “หายตัว” ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา
ในวันที่ชาวบ้านเดือดร้อนจริง ไม่เห็นเงา ไม่เห็นตัว ไม่เห็นการลงพื้นที่
ไม่เห็นการทำหน้าที่ของผู้แทนราษฎรอย่างที่ควรจะเป็น
ในช่วงที่ประชาชนในพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วม
บ้านเรือนเสียหาย การดำรงชีวิตลำบาก ผู้แทนที่เคยขอคะแนนเสียงไปอยู่ที่ไหน
- ไม่เห็นมีการตั้งกองทุนช่วยเหลือ
- ไม่เห็นมีการประสานหน่วยงานรัฐอย่างจริงจัง
- ไม่เห็นแม้แต่การลงพื้นที่ให้กำลังใจ
- ไม่มีข้าว
ไม่มีน้ำ ไม่มีสิ่งของยังชีพแม้แต่กล่องเดียว
แต่พอถึงฤดูหาเสียง
กลับลงพื้นที่อย่างขยันขันแข็ง ยกมือไหว้ พูดจาอ่อนน้อม วิงวอนขอคะแนนเสียง
พร้อมคำสัญญาสวยหรูว่าจะพัฒนา จะยกระดับ จะเปลี่ยนแปลงพื้นที่ในอนาคต คำถามคือ
แล้วอนาคตจะเชื่อถือได้อย่างไร ในเมื่ออดีตและปัจจุบันยังล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
กรณีของคนตระกูล
“มะทา” เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของความล้มเหลวในการทำหน้าที่ผู้แทน
ปัญหาความเดือดร้อนใกล้ตัวอย่างฝูงวัวเดินเพ่นพ่านบนถนนบริเวณสี่แยกไปแดงมลายูบางกอบ
ซึ่งอยู่ใกล้บ้านพักของตนเองแท้ ๆ สร้างอุบัติเหตุซ้ำซาก รถชาวบ้านเสียหาย
ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ล้มบาดเจ็บสาหัสหลายราย แต่ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา
ไม่เห็นการออกมารับผิดชอบ ไม่เห็นการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม
ถ้าปัญหาความเดือดร้อนที่อยู่แทบหน้าบ้าน
ยังไม่สามารถจัดการได้
แล้วประชาชนจะหวังอะไรกับคำพูดเรื่องการพัฒนาพื้นที่ทั้งจังหวัด หรือทั้งประเทศ
คนตระกูล
“กูเฮง”
ก็เช่นเดียวกัน ออกตระเวนหาเสียงตามมัสยิด ใช้วาทกรรมอ่อนหวาน
ล้อมชาวบ้านด้วยคำพูดสวยหรู แต่เมื่อย้อนถามถึงผลงานในช่วงที่ดำรงตำแหน่ง
กลับตอบไม่ได้อย่างชัดเจนว่าได้แก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอะไรให้พื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้บ้าง
นอกจากการพูดถึงเงิน กศย. หรือโครงการบางส่วนที่ไม่อาจตอบโจทย์ความยากจน
ความไม่มั่นคง และความเหลื่อมล้ำที่ประชาชนเผชิญอยู่ทุกวัน
สส.
มุสลิมคนอื่น ๆ จำนวนไม่น้อยก็ไม่ได้แตกต่างกันนัก
ตลอดระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง
แทบไม่เห็นการขับเคลื่อนประเด็นใหญ่ของพื้นที่อย่างจริงจัง
ไม่เห็นการต่อสู้ในสภาเพื่อสิทธิและศักดิ์ศรีของประชาชน
นอกจากการรักษาฐานอำนาจของตนเองและเครือข่ายทางการเมือง
ขณะที่ตระกูล
“โต๊ะมีนา”
ยังคงยึดติดกับการนำเรื่องราวในอดีตของบรรพบุรุษมาอ้างอิงซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ราวกับว่าสายเลือดคือผลงาน
ทั้งที่ประชาชนในวันนี้กำลังต้องการคำตอบต่อปัญหาปัจจุบัน ไม่ใช่ตำนานในอดีต
ในที่สุด
คำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จึงตกอยู่กับพ่อแม่พี่น้องในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้เองว่า
เราจะยังยอมให้การเมืองถูกผูกขาดโดยกลุ่มอิทธิพลและตระกูลเดิม ๆ ต่อไปอีกหรือไม่
การเลือกตั้งไม่ควรเป็นเพียงเวทีสร้างบารมีให้คนบางกลุ่ม
แต่ควรเป็นกลไกคัดเลือกคนที่ทำงานจริง รับผิดชอบจริง
และยืนอยู่ข้างประชาชนในวันที่ยากลำบาก ไม่ใช่เฉพาะวันที่ต้องการคะแนนเสียง
หากเรายังคงเลือกด้วยความเคยชิน
เลือกด้วยเครือญาติ เลือกด้วยคำพูดสวยหรู หรือเลือกเพราะกลัวอิทธิพล
เราก็กำลังร่วมกันเปิดทางให้กลุ่มอำนาจเหล่านี้หยั่งรากลึกยิ่งขึ้น
และทำให้อนาคตของพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ถูกกำหนดโดยคนที่ไม่เคยเห็นหัวประชาชนอย่างแท้จริง
ถึงเวลาแล้วที่ประชาชนต้องใช้สติ
ใช้ปัญญา และใช้สิทธิของตนเองอย่างมีศักดิ์ศรี เพราะเสียงของประชาชนหนึ่งเสียง
มีค่ามากกว่าวาทกรรมทั้งหมดในฤดูหาเสียง และอนาคตของบ้านเกิด
ไม่ควรถูกแลกด้วยคำสัญญาที่ไม่เคยเป็นจริง.

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น