วันพฤหัสบดีที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2569

เกมอำนาจใต้เงาประชาธิปไตย : เมื่อ BRN ส่งตัวแทนชิงเก้าอี้ สส.

เกมอำนาจใต้เงาประชาธิปไตย : เมื่อ BRN ส่งตัวแทนชิงเก้าอี้ สส.

การเมืองในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้กำลังเดินมาถึงจุดหัวเลี้ยวหัวต่อที่อันตรายยิ่ง ไม่ใช่เพียงเพราะความขัดแย้งด้านความมั่นคงที่ฝังรากลึกมานานหลายทศวรรษ หากแต่เพราะ “การเมืองแบบตัวแทน” กำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือขยายอิทธิพลของกลุ่มและเครือข่ายอำนาจบางกลุ่มอย่างโจ่งแจ้ง ภายใต้ฉากหน้าที่เรียกว่า “ประชาธิปไตย

กระแสข่าวและการรับรู้ของคนในพื้นที่จำนวนมาก ต่างรับรู้ตรงกันว่า กลุ่ม BRN กำลังขยับเกมการเมือง ด้วยการผลักดันหรือสนับสนุนบุคคลบางรายเข้าสู่สนามเลือกตั้ง เพื่อช่วงชิงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อันเป็นกลไกสำคัญในการกำหนดทิศทางพื้นที่ กำหนดงบประมาณ และกำหนดอำนาจต่อรองกับรัฐในระยะยาว นี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก และไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือการวางหมากเชิงยุทธศาสตร์ ที่ประชาชนไม่อาจมองข้ามได้อีกต่อไป

สิ่งที่น่าตั้งคำถามอย่างยิ่ง คือ เหตุใดว่าที่ผู้แทนประชาชนจำนวนไม่น้อย จึงพร้อมใจกัน “โผล่หน้า” ในช่วงใกล้การเลือกตั้ง แต่กลับ “หายตัว” ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา ในวันที่ชาวบ้านเดือดร้อนจริง ไม่เห็นเงา ไม่เห็นตัว ไม่เห็นการลงพื้นที่ ไม่เห็นการทำหน้าที่ของผู้แทนราษฎรอย่างที่ควรจะเป็น

ในช่วงที่ประชาชนในพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วม บ้านเรือนเสียหาย การดำรงชีวิตลำบาก ผู้แทนที่เคยขอคะแนนเสียงไปอยู่ที่ไหน

- ไม่เห็นมีการตั้งกองทุนช่วยเหลือ

- ไม่เห็นมีการประสานหน่วยงานรัฐอย่างจริงจัง

- ไม่เห็นแม้แต่การลงพื้นที่ให้กำลังใจ

- ไม่มีข้าว ไม่มีน้ำ ไม่มีสิ่งของยังชีพแม้แต่กล่องเดียว

แต่พอถึงฤดูหาเสียง กลับลงพื้นที่อย่างขยันขันแข็ง ยกมือไหว้ พูดจาอ่อนน้อม วิงวอนขอคะแนนเสียง พร้อมคำสัญญาสวยหรูว่าจะพัฒนา จะยกระดับ จะเปลี่ยนแปลงพื้นที่ในอนาคต คำถามคือ แล้วอนาคตจะเชื่อถือได้อย่างไร ในเมื่ออดีตและปัจจุบันยังล้มเหลวโดยสิ้นเชิง

กรณีของคนตระกูล “มะทา” เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของความล้มเหลวในการทำหน้าที่ผู้แทน ปัญหาความเดือดร้อนใกล้ตัวอย่างฝูงวัวเดินเพ่นพ่านบนถนนบริเวณสี่แยกไปแดงมลายูบางกอบ ซึ่งอยู่ใกล้บ้านพักของตนเองแท้ ๆ สร้างอุบัติเหตุซ้ำซาก รถชาวบ้านเสียหาย ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ล้มบาดเจ็บสาหัสหลายราย แต่ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ไม่เห็นการออกมารับผิดชอบ ไม่เห็นการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม

ถ้าปัญหาความเดือดร้อนที่อยู่แทบหน้าบ้าน ยังไม่สามารถจัดการได้ แล้วประชาชนจะหวังอะไรกับคำพูดเรื่องการพัฒนาพื้นที่ทั้งจังหวัด หรือทั้งประเทศ

คนตระกูล “กูเฮง” ก็เช่นเดียวกัน ออกตระเวนหาเสียงตามมัสยิด ใช้วาทกรรมอ่อนหวาน ล้อมชาวบ้านด้วยคำพูดสวยหรู แต่เมื่อย้อนถามถึงผลงานในช่วงที่ดำรงตำแหน่ง กลับตอบไม่ได้อย่างชัดเจนว่าได้แก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอะไรให้พื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้บ้าง นอกจากการพูดถึงเงิน กศย. หรือโครงการบางส่วนที่ไม่อาจตอบโจทย์ความยากจน ความไม่มั่นคง และความเหลื่อมล้ำที่ประชาชนเผชิญอยู่ทุกวัน

สส. มุสลิมคนอื่น ๆ จำนวนไม่น้อยก็ไม่ได้แตกต่างกันนัก ตลอดระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง แทบไม่เห็นการขับเคลื่อนประเด็นใหญ่ของพื้นที่อย่างจริงจัง ไม่เห็นการต่อสู้ในสภาเพื่อสิทธิและศักดิ์ศรีของประชาชน นอกจากการรักษาฐานอำนาจของตนเองและเครือข่ายทางการเมือง

ขณะที่ตระกูล “โต๊ะมีนา” ยังคงยึดติดกับการนำเรื่องราวในอดีตของบรรพบุรุษมาอ้างอิงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับว่าสายเลือดคือผลงาน ทั้งที่ประชาชนในวันนี้กำลังต้องการคำตอบต่อปัญหาปัจจุบัน ไม่ใช่ตำนานในอดีต

ในที่สุด คำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จึงตกอยู่กับพ่อแม่พี่น้องในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้เองว่า เราจะยังยอมให้การเมืองถูกผูกขาดโดยกลุ่มอิทธิพลและตระกูลเดิม ๆ ต่อไปอีกหรือไม่ การเลือกตั้งไม่ควรเป็นเพียงเวทีสร้างบารมีให้คนบางกลุ่ม แต่ควรเป็นกลไกคัดเลือกคนที่ทำงานจริง รับผิดชอบจริง และยืนอยู่ข้างประชาชนในวันที่ยากลำบาก ไม่ใช่เฉพาะวันที่ต้องการคะแนนเสียง

หากเรายังคงเลือกด้วยความเคยชิน เลือกด้วยเครือญาติ เลือกด้วยคำพูดสวยหรู หรือเลือกเพราะกลัวอิทธิพล เราก็กำลังร่วมกันเปิดทางให้กลุ่มอำนาจเหล่านี้หยั่งรากลึกยิ่งขึ้น และทำให้อนาคตของพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ถูกกำหนดโดยคนที่ไม่เคยเห็นหัวประชาชนอย่างแท้จริง

ถึงเวลาแล้วที่ประชาชนต้องใช้สติ ใช้ปัญญา และใช้สิทธิของตนเองอย่างมีศักดิ์ศรี เพราะเสียงของประชาชนหนึ่งเสียง มีค่ามากกว่าวาทกรรมทั้งหมดในฤดูหาเสียง และอนาคตของบ้านเกิด ไม่ควรถูกแลกด้วยคำสัญญาที่ไม่เคยเป็นจริง.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น