วันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

คาดใช้เป็นสถานที่ผลิตระเบิดมานานแล้ว

คาดใช้เป็นสถานที่ผลิตระเบิดมานานแล้ว...!!!!

จากเหตุระเบิดภายในบ้านไม่มีเลขที่ ในพื้นที่บ้านยะลา หมู่ที่ 1 ตำบลยะลา อำเภอเมือง จังหวัดยะลา เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569(ที่ผ่านมา) ไม่ได้เป็นเพียง “อุบัติเหตุจากความประมาท” หากแต่เป็นสัญญาณอันตรายที่สะท้อนให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวใต้ดินของเครือข่ายก่อความไม่สงบในพื้นที่อย่างชัดเจน

เหตุการณ์ครั้งนี้ ส่งผลให้แนวร่วมที่ถูกระบุว่าเกี่ยวข้องกับ Barisan Revolusi Nasional หรือ BRN คือ นายตัชรี (สงวนนามสกุล) อายุ 23 ปี เสียชีวิตภายในที่เกิดเหตุ และบ้านพักได้รับความเสียหายอย่างหนักจากแรงระเบิด

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบพื้นที่โดยรอบอย่างละเอียด และพบวัตถุระเบิดหลายลูกถูกนำไปซุกซ่อนไว้บริเวณใกล้บ้าน โดยเฉพาะในกอกล้วยข้างรั้วบ้าน จุดนี้เองที่ทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามอย่างหนักว่า สถานที่ดังกล่าวอาจถูกใช้เป็นแหล่งประกอบหรือพักเก็บระเบิดมานานแล้วหรือไม่

เครือข่ายใต้เงาบ้านเรือนประชาชน

บ้านเรือนคือพื้นที่ปลอดภัยของครอบครัว เป็นที่หลบแดดฝน เป็นที่เติบโตของเด็กและเป็นรากฐานของชุมชน แต่เมื่อบ้านหลังหนึ่งถูกใช้เป็นสถานที่ซุกซ่อนอาวุธสงคราม บ้านก็ไม่ได้เป็นเพียง “บ้าน” อีกต่อไป

กรณีนี้ชวนให้ตั้งคำถามสำคัญว่า หากมีการนำระเบิดจำนวนหลายลูกไปซุกไว้ข้างบ้านจริง เจ้าของบ้านจะไม่รู้เห็นเลยได้อย่างไร..?

วัตถุระเบิด ไม่ใช่ สิ่งของขนาดเล็ก ที่สามารถนำมาซ่อนโดยไม่มีใครสังเกตเห็น การเคลื่อนไหวเข้าออก การขนย้ายวัสดุ การประกอบอุปกรณ์ ล้วนต้องใช้เวลา ต้องมีการเตรียมการ และย่อมมีร่องรอย

หากบ้านหลังดังกล่าวถูกใช้เป็นฐานผลิตหรือเก็บพักระเบิดมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง นั่นหมายความว่าชุมชนโดยรอบอาจอยู่ท่ามกลางความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว ทุกชีวิตในละแวกนั้นอาจตกอยู่ในอันตรายจากการระเบิดที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

วงจรความรุนแรงที่ฝังตัวในชุมชน ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ดำเนินมาอย่างยาวนาน หลายเหตุการณ์ในอดีตชี้ให้เห็นรูปแบบซ้ำ ๆ คือ การใช้บ้านพักหรือสิ่งปลูกสร้างในชุมชนเป็นที่ประกอบระเบิด ก่อนนำไปก่อเหตุในพื้นที่สาธารณะ

เมื่อเกิดเหตุเช่นนี้ คำถามไม่ได้อยู่แค่ “ใครทำ” แต่คือ “ใครรู้” และ “ใครนิ่งเฉย

การนิ่งเฉยต่อพฤติกรรมต้องสงสัย คือการปล่อยให้ชุมชนถูกใช้เป็นเครื่องมือ

การเพิกเฉย คือการเปิดทางให้ความรุนแรงเติบโต

ผู้ที่อ้างอุดมการณ์ใดก็ตาม หากต้องอาศัยบ้านเรือนประชาชนเป็นที่ผลิตอาวุธ นั่นสะท้อนให้เห็นว่าความเคลื่อนไหวนั้นไม่ได้ตั้งอยู่บนผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง เพราะสิ่งที่พวกเขาทำคือการนำอันตรายมาซุกไว้ข้างบ้านของผู้บริสุทธิ์

ความรับผิดชอบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ในมุมกฎหมายและความมั่นคง การครอบครอง ซุกซ่อน หรือให้ที่พักพิงแก่ผู้ก่อเหตุร้าย ถือเป็นความผิดร้ายแรง แต่ในมุมสังคม ความรับผิดชอบยิ่งลึกกว่านั้น

บ้านหนึ่งหลังอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความสูญเสียหลายชีวิต

ระเบิดหนึ่งลูกอาจพรากอนาคตของเด็กคนหนึ่ง

การปล่อยให้มีการผลิตอาวุธในชุมชน คือการยอมให้ความตายตั้งฐานอยู่กลางหมู่บ้าน

คำถามที่สังคมตั้งขึ้น จึงไม่ใช่เพียงการกล่าวหา หากแต่เป็นการเรียกร้องความจริง เพราะหากไม่มีใครรู้เห็นจริง เหตุใดจึงมีระเบิดหลายลูกซุกอยู่ใกล้บ้าน? และหากมีการรู้เห็น ย่อมต้องมีผู้รับผิดชอบ

ชุมชนต้องเลือกข้างระหว่าง “ความกลัว” กับ “ความถูกต้อง

หลายครั้ง ที่ชาวบ้านอาจตกอยู่ภายใต้แรงกดดัน ความหวาดกลัว หรือการข่มขู่ จึงไม่กล้าแจ้งเบาะแส แต่การเงียบงันย่อมทำให้วงจรความรุนแรงดำรงอยู่ต่อไป

การปฏิเสธไม่ให้บ้านของตนถูกใช้เป็นแหล่งผลิตอาวุธ คือการปกป้องลูกหลาน

การแจ้งข้อมูลแก่เจ้าหน้าที่ คือการรักษาชีวิตเพื่อนบ้าน

การยืนหยัดไม่สนับสนุนความรุนแรง คือการประกาศว่าชุมชนต้องการสันติภาพ

ความกลัวอาจทำให้คนเงียบ แต่ความสูญเสียจะทำให้คนเจ็บปวดไปอีกนาน

สัญญาณเตือนที่ไม่ควรถูกมองข้าม เหตุระเบิดครั้งนี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงเหตุการณ์หนึ่งในข่าวรายวัน แต่มันคือสัญญาณเตือนว่าเครือข่ายความรุนแรงยังคงพยายามฝังตัวในพื้นที่ชุมชน

การตรวจพบระเบิดหลายลูกใกล้บ้าน คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่ามีการเตรียมการมากกว่าหนึ่งเหตุการณ์ มันอาจหมายถึงแผนการที่ยังไม่ทันได้ถูกนำไปใช้มันอาจหมายถึงชีวิตอีกหลายชีวิตที่รอดพ้นจากโศกนาฏกรรม การสกัดจับและตรวจพบก่อนเกิดเหตุใหญ่ คือโอกาสของสังคมที่จะหยุดวงจรนี้

สันติภาพเริ่มต้นจากการไม่ยอมให้บ้านเป็นคลังระเบิด

จังหวัดยะลาไม่ควรถูกจดจำด้วยภาพควันไฟและเสียงระเบิดชุมชนไม่ควรต้องหวาดระแวงบ้านข้าง ๆ เด็ก ๆ ไม่ควรเติบโต ท่ามกลางความกลัว

การตั้งคำถามต่อกรณีบ้านหลังนี้จึงไม่ใช่การกล่าวหาอย่างเลื่อนลอย หากแต่เป็นการปกป้องหลักการพื้นฐานของสังคม คือ ความปลอดภัยของส่วนรวม

หากบ้านหนึ่งหลังถูกใช้ผลิตระเบิดมานานจริง นั่นคือบทเรียนสำคัญว่า ความรุนแรงสามารถซ่อนตัวอยู่ใกล้กว่าที่คิด และหากเรายังปล่อยให้บ้านกลายเป็นคลังอาวุธ

วันหนึ่ง ความสูญเสียอาจไม่หยุดอยู่แค่ในกำแพงบ้านหลังนั้น

สันติภาพจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ตราบใดที่ยังมีคนยอมให้ระเบิดถูกซุกไว้ข้างบ้านของตนเอง.

วันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

รอมฎอน เดือนศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิม

‘รอมฎอน’ เดือนศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิม

เมื่อ 18 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักจุฬาราชมนตรี ออกประกาศของจุฬาราชมนตรี เรื่อง กำหนดวันที่ 1 ของเดือนรอมฎอน ฮิจเราะห์ศักราช 1447 โดยระบุว่า ตามที่ได้ประกาศให้พี่น้องชาวไทยมุสลิมทั่วประเทศดูดวงจันทร์เพื่อกำหนดวันที่ 1 ของเดือนรอมฎอน ฮิจเราะห์ศักราช 1447 ในวันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 เวลาหลังดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้านั้น ปรากฏว่า มีผู้เห็นดวงจันทร์

จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกันว่า วันที่ 1 ของเดือนรอมฎอน ฮิจเราะห์ศักราช 1447 ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

การที่มีผู้เห็นดวงจันทร์ในวันและเวลาดังกล่าว มีการแจ้ง ตรวจสอบและรายงานผลการดูดวงจันทร์ไปยังจุฬาราชมนตรี มีการประกาศกำหนดเดือน “รอมฎอน” อย่างเป็นทางการ เทศกาลถือศีลอดก็จะเริ่มขึ้นในเช้าวันรุ่งขึ้น โดยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีสถานที่ดูดวงจันทร์บริเวณศาลาดูดวงจันทร์ เขาปาเร๊ะ ตำบลยะหา อำเภอยะหา จังหวัดยะลา เพื่อกำหนดวันแรกของการถือศีลอดอดในเดือนรอมฎอน

รอมฎอน เป็นเดือนศักดิ์สิทธิ์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและถือเป็นเดือนแห่งการอุทิศร่างกายและจิตวิญญาณให้แก่พระผู้เป็นเจ้า และยังเป็นหนึ่งในธรรมเนียมมุสลิมไม่กี่ประการที่เป็นที่คุ้นเคยของประชาชนต่าง ศาสนาเป็นอย่างดี ในฐานะเทศกาลถือศีลอด ซึ่งชาวมุสลิมทุกคนจะไม่รับประทานอาหารและเครื่องดื่มใดๆตั้งแต่พระอาทิตย์ ขึ้นจนถึงพระอาทิตย์ตกดิน เพื่อเป็นการฝึกความอดทนและให้เห็นใจผู้ที่ยากจนและขาดโอกาสในสังคม

ตลอดช่วงเดือนรอมฎอน ซึ่งกินเวลา 29-30 วัน หลังดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ชาวมุสลิมจะปฏิบัติศาสนกิจเพื่ออัลเลาะห์ ด้วยการอดอาหาร งดเว้นเครื่องดื่ม พร้อมทั้งงดเว้นจากการร่วมประเวณี และต้องเข้มงวดระมัดระวังตนเองไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับสิ่งต้องห้ามของศาสนาและการกระทำในสิ่งที่ไร้สาระ รวมทั้งต้องไม่กระทำใดๆที่ ขัดต่อคำสั่งของพระผู้เป็นเจ้า ไม่ว่าจะด้วย

- ทางมือ ด้วยการทำร้าย หรือหยิบฉวย ลักขโมย

- ทางเท้า ด้วยการก้าวย่างไปสถานที่ต้องห้าม

- ทางตา ด้วยการจ้องมอง ดูสิ่งลามก

- ทางหู ด้วยการฟังสิ่งไร้สาระ การฟังคำนินทาให้ร้าย และ

- ทางปาก ด้วยการโกหก โป้ปด ให้ร้าย พูดเรื่องไร้สาระ หยาบคาย

โดยการปฏิบัติตนเพื่อละเว้นจากการกระทำผิดนี้ เริ่มตั้งแต่รุ่งอรุณจนกระทั่งดวงอาทิตย์ตกดิน และแสดงให้เห็นว่าการถือศีลอดนั้นไม่ได้จำกัดเพียงเฉพาะการอดอาหารดังที่เข้าใจกันโดยทั่วไปเท่านั้น หากยังรวมถึงการระมัดระวังตนมิให้ประพฤติผิดในเรื่องอื่นๆ ด้วย

ดังนั้นแก่นแกนสาระของการถือศีลอดในเดือนรอมฎอน จึงมีจุดประสงค์ เพื่อให้อิสลามิกชนได้ตระหนักรู้ถึงความยากลำบาก ได้เรียนรู้อุปสรรคต่างๆ ในการดำเนินชีวิต การถือศีลอดจึงเป็นการปฏิบัติศาสนกิจเพื่อให้รู้จักอดทนอดกลั้นต่อความทุกข์ยากต่างๆ ด้วยความเพียรและสติปัญญา การถือศีลอดจึงเป็นการขัดเกลาจิตใจให้อิสลามิกชนเป็นผู้มีสติหนักแน่น อดทนต่อความหิวโหย อดทนต่อความโกรธ ไม่ปล่อยจิตใจไหลไปตามสิ่งเย้ายวนอารมณ์

การถือศีลอด จึงเป็นกระบวนการฝึกฝนจิตใจของชาวมุสลิมให้เป็นผู้มีสติ การถือศีลจึงมีคุณประโยชน์อย่างยิ่งต่อการดำเนินชีวิต ต่อหน้าที่การงาน และกิจวัตรประจำวันของชาวมุสลิม นอกเหนือไปจากความยำเกรง และศรัทธาอย่างแรงกล้าที่จะได้ใกล้ชิดพระผู้เป็นเจ้า

รอมฎอน ไม่ใช่ชื่อของเทศกาลหรือธรรมเนียมใดๆ แต่เป็นชื่อเรียกเดือนที่ 9 ในปฏิทินฮิจเราะญ์ หรือปฏิทินจันทรคติของอิสลาม ซึ่งถือเป็นเดือนที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของปี เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่เชื่อกันว่าพระผู้เป็นเจ้าประทานพระคัมภีร์อัล-กุรอาน ลงมาให้แก่นบีมูฮัมหมัด ศาสดาของศาสนาอิสลาม เพื่อใช้สั่งสอนและเป็นเครื่องชี้ทางให้แก่อิสลามิกชนทั่วโลก โดยพระคัมภีร์ระบุว่าวันที่พระเจ้าประทานอัลกุรอานให้แก่นบีมูฮัมหมัด คือช่วงวันที่ 26-27 ของเดือนรอมฎอน ซึ่งชาวมุสลิมถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด

ด้วยเหตุนี้ในเดือนรอมฎอน ชาวมุสลิมทุกคน จึงต้องรักษาศีล อดอาหารเพื่อฝึกฝนการบังคับตนเองและเพื่อให้เข้าถึงคำสอนของนบีมูฮัมหมัดได้ ลึกซึ้งยิ่งขึ้น รวมถึงใช้เวลาในการศึกษาพระคัมภีร์อัลกุรอานอย่างเคร่งครัดเป็นพิเศษเพื่อ เป็นการบูชาพระเป็นเจ้า จนทำให้เดือนนี้จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างในภาษาไทยว่า “เดือนบวช

การเริ่มต้นวัตรปฏิบัติต่างๆในเดือนรอมฎอน จะมีขึ้นตั้งแต่วันแรกของเดือน โดยการประกาศการเริ่มต้นเดือนรอมฎอนจะทำโดยผู้นำทางศาสนาของแต่ละท้องถิ่น ซึ่งจะกำหนดจากการสังเกตคืนที่ปรากฎดวงจันทร์เสี้ยวเป็นครั้งแรกหลังจากคืน เดือนมืดให้เป็นวันที่ 1 ของเดือน และนับไปจนครบ 29-30 วันตามแต่ปฏิทินฮิจเราะญ์ของแต่ละปี โดยในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นชุมชนมุสลิมหลักของโลก การเริ่มเดือนรอมฎอนจะยึดตามคำประกาศของผู้นำศาสนาอิสลามในอียิปต์เป็นสำคัญ

ถึงแม้ว่าการอดอาหาร จะเป็นส่วนสำคัญในวัตรปฏิบัติของเดือนรอมฎอน แต่อาหารก็เป็นส่วนสำคัญไม่แพ้กัน โดยก่อนและหลังพระอาทิตย์ตก ชาวมุสลิมจะรับประทานอาหารอย่างอิ่มหนำสำราญร่วมกับครอบครัว โดยมีข้อบังคับว่าอาหารชนิดแรกที่อิสลามิกชนต้องรับประทานหลังจากถือศีลอดมา ทั้งวันคือ อินทผลัม ตามด้วยอาหารหวานต่างๆ เพื่อชดเชยกับพลังงานที่สูญเสียไปจากการอดอาหาร

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าในช่วงพระอาทิตย์ตกดิน ชาวมุสลิมจะสามารถรับประทานอาหารได้ แต่ยังคงต้องสำรวมและถือศีลอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ปล่อยให้ตนเองมีความสุขกับการรับประทานอาหารและผ่อนคลายมากเกินไป โดยถือว่าหากศาสนิกชนดื่มด่ำในรสชาติของอาหารและความสุขจากการรับประทาน การฝึกฝนตนเองที่กระทำมาทั้งวันก็เท่ากับเป็นการสูญเปล่า

ไขคำตอบ ทำไมแต่ละปีเดือนรอมฎอนไม่เคยตรงกัน

ไขคำตอบ ทำไมแต่ละปี “เดือนรอมฎอน” ไม่เคยตรงกัน

เดือนรอมฎอน (Ramadan) เป็นเดือนที่ 9 ของปฏิทินอิสลาม ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดของชาวมุสลิมทั่วโลก ที่จะเข้าสู่การถือศีลอดตั้งแต่รุ่งอรุณจนถึงพระอาทิตย์ตก และนอกจากการถือศีลอดแล้ว ชาวมุสลิมยังให้ความสำคัญกับการละหมาด การสวดมนต์ การบริจาค และการทำความดีในเดือนนี้อย่างเคร่งครัด

สำหรับเดือนรอมฎอน 2569 สำนักจุฬาราชมนตรีประกาศให้ พี่น้องชาวไทยมุสลิมทั่วประเทศดูดวงจันทร์ในวันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 เวลาหลังดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า

ทำไมเดือนรอมฎอนแต่ละปีไม่ตรงกัน  ?

สาเหตุที่ทำให้เดือนรอมฎอนไม่ตรงกันในแต่ละปี เป็นเพราะปฏิทินอิสลามเป็นรูปแบบของจันทรคติ ซึ่งแตกต่างจากปฏิทินสากลที่ใช้รูปแบบของสุริยคติ

โดยแต่ละเดือนกอมารียะห์ จะมีจำนวน 29 หรือ 30 วัน ทำให้ในแต่ละปีของปฏิทินอิสลามจะมีเพียง 354 หรือ 355 วัน ซึ่งแตกต่างจากปฏิทินสากลที่มี 365 หรือ 366 วัน เดือนรอมฎอนจึงขยับเร็วขึ้นทุกปี และฤดูกาลที่จะถือศีลอดจะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามปฏิทินจันทรคติ และมีข้อมูลโดยประมาณว่า เมื่อเวลาผ่านไป 33 ปี เดือนรอมฎอนจึงจะวนกลับมาเริ่มต้นในช่วงเวลาเดิมอีกครั้ง

เดือนรอมฎอนกำหนดจากการมองเห็นดวงจันทร์

การกำหนดวันเริ่มต้นและสิ้นสุดของเดือนรอมฎอนนั้น ไม่ได้ ยึดตามปฏิทินล่วงหน้าแบบตายตัว แต่ต้องอาศัยการสังเกตดวงจันทร์ หลังดวงอาทิตย์ตกดินในคืนสุดท้ายของเดือนชะบาน ซึ่งเป็นเดือนที่ 8 ของปฏิทินอิสลาม

เมื่อมองเห็นพระจันทร์เสี้ยวในเย็นวันนั้น เดือนรอมฎอนจะเริ่มต้นในวันถัดไป แต่ถ้ามองไม่เห็นดวงจันทร์ เช่น มีเมฆบดบัง การนับวันจะถูกเลื่อนออกไป 1 วัน

นอกจากนั้นการมองเห็นดวงจันทร์อาจแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ทำให้บางประเทศอาจเริ่มถือศีลอดก่อนหรือหลังประเทศอื่น ๆ ได้

เกิดอะไรขึ้น ? เมื่อแต่ละปีเดือนรอมฎอนไม่ตรงกัน

เนื่องจากเดือนรอมฎอนเลื่อนขึ้นทุกปีตามปฏิทินสากล ทำให้บางปี เดือนรอมฎอนเกิดขึ้นในฤดูร้อน ซึ่งเวลากลางวันยาวขึ้น ทำให้ต้องถือศีลอดนานขึ้น และเคยมีข้อมูลว่าบางประเทศอาจจะต้องถือศีลอดนานถึง 18-20 ชั่วโมงเลยทีเดียว เช่นเดียวกับบางปี เดือนรอมฎอนเกิดขึ้นในฤดูหนาว ซึ่งเวลากลางวันสั้นกว่าปกติ

นอกจากนั้นชาวมุสลิมจะต้องปรับตัวให้เข้ากับช่วงเวลารอมฎอนที่เปลี่ยนไปทุกปี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการทำงาน การเรียน หรือกิจกรรมสังคมต่าง ๆ  อีกด้วย

แม้ว่าวันถือศีลอดจะเปลี่ยนแปลงไปทุกปี แต่ความศรัทธาและจิตวิญญาณของชาวมุสลิมที่ปฏิบัติตามหลักศาสนาในเดือนรอมฎอนยังคงเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ เป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับการปฏิบัติศาสนกิจ การทำความดี และการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้คนในสังคม.

รอมฎอน โอกาสของการเปลี่ยนแปลง

รอมฎอน: โอกาสของการเปลี่ยนแปลง

รอมฎอนไม่ได้เป็นเพียงเดือนแห่งการถือศีลอดเท่านั้น แต่คือ โอกาสอันยิ่งใหญ่ของการเปลี่ยนแปลงชีวิต เป็นช่วงเวลาที่อัลลอฮ์เปิดประตูแห่งความเมตตา การอภัย และการกลับตัวอย่างจริงจังให้แก่บ่าวของพระองค์ ผู้ที่เข้าสู่รอมฎอนด้วยหัวใจที่ตื่นรู้ ย่อมไม่ออกจากรอมฎอนเหมือนเดิมอีกต่อไป

อัลลอฮ์ตรัสว่า “โอ้บรรดาผู้ศรัทธา การถือศีลอดได้ถูกกำหนดแก่พวกเจ้า เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้มีตักวา” (อัลบะเกาะเราะฮ์ 183)

เป้าหมายของรอมฎอนคือ ตักวา และตักวาคือการเปลี่ยนแปลงจากภายในเปลี่ยนหัวใจ เปลี่ยนพฤติกรรม และเปลี่ยนทิศทางชีวิตให้ใกล้ชิดอัลลอฮ์มากขึ้น

1. เปลี่ยนจากบาปสู่การกลับใจ

รอมฎอนคือเดือนแห่งการเตาบะฮ์ ประตูนรกถูกปิด ชัยฏอนถูกล่ามโซ่ โอกาสในการละทิ้งบาปจึงง่ายกว่าช่วงเวลาอื่น ท่านนบี กล่าวว่า “ผู้ใดถือศีลอดในรอมฎอนด้วยศรัทธาและหวังผลบุญ บาปที่ผ่านมาแล้วของเขาจะถูกอภัย” (บันทึกโดยบุคอรีและมุสลิม)

2. เปลี่ยนจากความละเลยสู่ความใส่ใจอิบาดะฮ์

- ผู้ที่เคยละเลยละหมาด เริ่มรักษาเวลา

- ผู้ที่ห่างอัลกุรอาน เริ่มเปิดมุศฮัฟ

- ผู้ที่ไม่เคยขอดุอาอ์ เริ่มยกมือในยามค่ำคืน

- รอมฎอนจึงเป็นโรงเรียนฝึกหัวใจให้คุ้นชินกับการอิบาดะฮ์(ศาสนกิจ)

3. เปลี่ยนจากการยึดดุนยาสู่การมองอาคิเราะฮ์

ความหิว ความกระหาย ทำให้ผู้ศรัทธารู้คุณค่าของเนียะอ์มะฮ์ และนึกถึงผู้ยากไร้ เป็นการปลุกหัวใจให้หลุดพ้นจากความหลงในดุนยา อัลลอฮ์ตรัสว่า “และอาคิเราะฮ์นั้นดีกว่าและยั่งยืนกว่า”

4. เปลี่ยนจากความอ่อนแอสู่ความมีวินัย

การถือศีลอดสอนให้ควบคุมลิ้น สายตา และอารมณ์

สอนให้ใช้เวลาอย่างมีคุณค่า และสอนให้ยืนหยัดแม้ในยามเหนื่อยล้า

5. เปลี่ยนการเริ่มต้นเล็ก ๆ ให้กลายเป็นนิสัยใหม่

รอมฎอนไม่ได้เปลี่ยนชีวิตเพราะ 30 วัน แต่เปลี่ยนชีวิต เพราะ หัวใจที่ตัดสินใจจริง ผู้ที่นำบทเรียนจากรอมฎอนไปต่อหลังเดือนนี้ คือผู้ที่ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง

รอมฎอนคือโอกาสที่อัลลอฮ์มอบให้ปีละครั้ง เพื่อให้เรากลับมาเป็นบ่าวที่ดีขึ้น ขออัลลอฮให้เราทุกคนได้พบกับรอมฎอนด้วยเถิด

รอมฎอน เดือนแห่งความเมตตา ไม่ใช่เดือนแห่งความรุนแรง

รอมฎอน : เดือนแห่งความเมตตา ไม่ใช่เดือนแห่งความรุนแรง

เดือนรอมฎอน คือเดือนอันประเสริฐ ที่องค์อัลลอฮ์ประทานลงมาเพื่อชำระหัวใจของมนุษย์ให้สะอาด บ่มเพาะความอดทน ความเมตตา และความสำนึกผิดชอบชั่วดี เป็นเดือนที่พี่น้องมุสลิมทั่วโลกต่างถือศีลอด ละหมาดตะรอเวียะห์ อ่านอัลกุรอาน และหันกลับมาทบทวนตนเองอย่างลึกซึ้ง

อัลลอฮ์ทรงกำหนดให้เดือนนี้เป็นช่วงเวลาแห่ง “ตักวา” คือความยำเกรงและความสำนึกต่อพระองค์ ไม่ใช่ช่วงเวลาแห่งความโกรธแค้น ไม่ใช่เดือนแห่งการทำร้ายผู้บริสุทธิ์ และไม่ใช่เดือนแห่งการสร้างความหวาดกลัวในสังคม

ศาสนาอิสลามกับคุณค่าของชีวิตมนุษย์

ศาสนาอิสลามให้ความสำคัญต่อชีวิตมนุษย์อย่างสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นเด็ก สตรี คนชรา หรือผู้ที่มีความคิดเห็นแตกต่าง ล้วนมีศักดิ์ศรีและสิทธิที่ต้องได้รับการคุ้มครอง

ท่านศาสดา มุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ได้สั่งสอนไว้อย่างชัดเจนว่า ห้ามทำร้ายผู้บริสุทธิ์ ห้ามทำลายทรัพย์สิน ห้ามละเมิดสิทธิของผู้อื่น แม้ในยามสงครามก็ยังต้องคุ้มครองเด็ก สตรี และผู้ที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการต่อสู้

แล้วเหตุใดในเดือนอันประเสริฐ บางคนจึงยังเลือกเส้นทางแห่งความรุนแรง?

เหตุใดบางกลุ่ม จึงอ้างศาสนาเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการวางระเบิด เผาทรัพย์สิน ทำร้ายประชาชน หรือสร้างความแตกแยกในชุมชน?

การกระทำเช่นนั้นไม่ใช่ “ญิฮาด” ตามหลักศาสนา แต่คือการละเมิดหลักคำสอนอย่างร้ายแรง และเป็นการทำลายภาพลักษณ์ของอิสลามเอง

 ความเห็นต่างไม่ใช่ศัตรู

ในสังคมที่หลากหลาย ความคิดเห็นที่แตกต่างเป็นเรื่องธรรมดา อิสลามสอนให้ใช้สติปัญญา ใช้การปรึกษาหารือ (ชูรอ) และใช้ถ้อยคำที่ดีในการถกเถียง ไม่ใช่ใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือ

ผู้ที่มีความคิดเห็นต่างทางการเมือง ต่างแนวคิด หรือแม้แต่ต่างศาสนา ไม่ใช่เป้าหมายของการทำร้าย แต่คือเพื่อนมนุษย์ที่ควรได้รับการปฏิบัติด้วยความยุติธรรม

การเผาทรัพย์สินของชาวบ้าน การทำลายสถานประกอบการ การทำให้เด็กต้องกำพร้า สตรีต้องสูญเสียสามี หรือพ่อแม่ต้องสูญเสียลูก ไม่เคยเป็นหนทางสู่สันติภาพ หากแต่เป็นการซ้ำเติมบาดแผลของสังคม

รอมฎอน : โอกาสแห่งการกลับตัว

รอมฎอนไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อการอดอาหารและน้ำ

แต่คือการอดกลั้นจากความโกรธ ความเกลียดชัง และความหลงผิด

สำหรับผู้ที่เคยหลงทาง เคยเข้าไปพัวพันกับการสร้างความวุ่นวาย เคยถูกชักจูงด้วยวาทกรรมที่บิดเบือนศาสนา เดือนนี้คือโอกาสสำคัญในการกลับตัว ไม่มีประตูแห่งการอภัยที่ปิดตาย ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ

การสำนึกผิด (เตาบะห์) อย่างจริงใจ คือการหยุดการกระทำที่ผิด ยอมรับความจริง และตั้งใจไม่กลับไปทำอีก การคืนสู่สังคมอย่างสงบ คือการพิสูจน์ว่าศาสนาอิสลามคือศาสนาแห่งความเมตตา ไม่ใช่ความรุนแรง

- ปกป้องเดือนอันประเสริฐจากการถูกบิดเบือน

- อย่าให้เดือนรอมฎอนถูกจดจำด้วยเสียงระเบิด

- อย่าให้ค่ำคืนแห่งละหมาดตะรอเวียะห์ต้องปะปนกับเสียงไซเรน

- อย่าให้คราบน้ำตาของเด็กกำพร้ามาทดแทนความสุขของวันอีด

ชุมชน ผู้นำศาสนา เยาวชน และครอบครัว ต้องร่วมกันสร้างภูมิคุ้มกันทางความคิด ไม่ปล่อยให้ใครบิดเบือนหลักศาสนาไปใช้เพื่อเป้าหมายทางการเมืองหรือความเกลียดชัง

รอมฎอนคือเดือนแห่งอัลกุรอาน ซึ่งอัลกุรอานคือคัมภีร์แห่งทางนำและสันติภาพ ไม่ใช่คู่มือแห่งความรุนแรง

- ขอให้รอมฎอนปีนี้ เป็นเดือนแห่งการตื่นรู้

- ขอให้รอมฎอนปีนี้ เป็นเดือนที่ผู้หลงผิดได้สำนึก

- เป็นเดือนที่ผู้โกรธแค้นได้ให้อภัย

- เป็นเดือนที่ผู้คิดจะก่อเหตุ ได้หยุดคิดและย้อนถามหัวใจตนเอง

แท้จริงแล้ว ความยิ่งใหญ่ไม่ได้อยู่ที่การสร้างความหวาดกลัว แต่อยู่ที่การเอาชนะความมืดในหัวใจของตนเอง

     หากเรารักอิสลามจริง เราต้องปกป้องอิสลามจากการถูกใช้เป็นข้ออ้างในการทำร้ายผู้บริสุทธิ์ ให้รอมฎอนปีนี้ เป็นเดือนแห่งสันติภาพ เป็นเดือนแห่งความเมตตา และเป็นเดือนแห่งการกลับคืนสู่หนทางที่แท้จริงของอิสลาม เพราะอิสลามคือสันติภาพ และสันติภาพต้องเริ่มต้นจากหัวใจของเราเอง 🌙

วันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569

เราอยู่ในสังคมเดียวกัน ไม่ใช่คนละประเทศ

เราอยู่ในสังคมเดียวกัน ไม่ใช่คนละประเทศ ถึงคนที่พยายามสร้างความเกลียดชังต่อพี่น้องมุสลิมในประเทศไทย หากคุณเคยเดินทางมาในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ คุณจะเห็นความจริงอย่างหนึ่งที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ คือ ที่นี่เราอยู่ร่วมกันในสังคมเดียวกันมาอย่างยาวนาน ทั้งพุทธและมุสลิม ไม่ได้แยกกันเป็นโลกคนละใบ ดูได้ง่ายที่สุดจาก “ระบบเศรษฐกิจในชีวิตประจำวัน

เจ้าของร้านค้า ธุรกิจ โรงงาน หรือกิจการจำนวนมากยังเป็นพี่น้องชาวพุทธ ขณะเดียวกัน ลูกจ้าง คนงาน และผู้ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจจำนวนมากก็เป็นพี่น้องชาวมุสลิม

พี่น้องมุสลิมในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้จำนวนมาก เป็นเกษตรกร เป็นชาวสวน เป็นชาวไร่ เป็นผู้ผลิตอาหารให้สังคม แต่ในกระบวนการทำเกษตรนั้น ปุ๋ย ยา เครื่องมือการเกษตร และอุปกรณ์ต่าง ๆ ส่วนใหญ่ซื้อจากร้านของพี่น้องชาวพุทธและชาวไทยเชื้อสายจีน

ในขณะเดียวกัน ผลผลิตจากสวนยาง สวนปาล์ม สวนผลไม้ และพืชไร่ของชาวมุสลิม ก็ถูกนำไปขายให้กับพ่อค้า คนกลาง และผู้ประกอบการที่เป็นพุทธและไทยจีน นี่คือความจริงของระบบเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกันทุกวัน เราไม่ได้อยู่ด้วยกันแค่ในเชิงศาสนา แต่อยู่ด้วยกันในเชิง “ปากท้อง” และ “การดำรงชีวิต” หากวันหนึ่งความเกลียดชังทำให้ความสัมพันธ์นี้พังลง ไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่เสียหาย แต่ทั้งระบบของพื้นที่จะล้มลงพร้อมกัน เพราะเกษตรกรไม่สามารถอยู่ได้โดยไม่มีร้านค้า และร้านค้าก็ไม่สามารถอยู่ได้โดยไม่มีเกษตรกร

เราอาศัยแรงงานซึ่งกันและกัน

เราพึ่งพารายได้ซึ่งกันและกัน

เรากินข้าวจากระบบเศรษฐกิจเดียวกัน

และอยู่บนผืนแผ่นดินเดียวกัน

หากจะบอกว่า “คนกลุ่มหนึ่งคือศัตรูของชาติคำถามคือ แล้วใครกันแน่ที่กำลังทำงานให้ชาติในตลาด ในร้านค้า ในสวนยาง ในโรงงาน และในโรงเรียนทุกวัน?

ความจริงในพื้นที่ไม่ได้เป็นภาพขาวดำแบบที่บางคนพยายามสร้างพุทธกับมุสลิมไม่ได้อยู่กันด้วยความเกลียดชัง แต่ใช้ชีวิตร่วมกันด้วยความจำเป็น ความไว้ใจ และความสัมพันธ์ในฐานะเพื่อนบ้าน

ความเกลียดชังที่ถูกผลิตซ้ำผ่านคำพูดหรือโซเชียลมีเดีย ไม่ได้ทำให้ประเทศปลอดภัยขึ้น แต่มันทำให้สังคมอ่อนแอลง เพราะมันทำลาย “ความเป็นมนุษย์ของกันและกัน

เราทุกคนคือพลเมืองไทย

มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน

มีสิทธิ์เท่าเทียมกัน

และมีหน้าที่ร่วมกันในการดูแลบ้านหลังเดียวกันนี้

3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ใช่พื้นที่ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่คือพื้นที่ของคนหลากหลายศาสนา ที่กำลังพยายามมีชีวิตที่ดีขึ้นเหมือนคนไทยทุกจังหวัด ถ้าจะเริ่มต้นแก้ปัญหาใด ๆ อาจไม่ต้องเริ่มจากนโยบายใหญ่โต

แต่เริ่มจากการเลิกมองกันด้วยความกลัว และเริ่มมองกันด้วยความเข้าใจว่า เราคือผู้ร่วมสร้างสังคมเดียวกัน ไม่ใช่คู่ขัดแย้งกันโดยกำเนิด.

วันพุธที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569

มุสลิมจะยึดประเทศไทย

มุสลิมจะยึดประเทศไทย เป็นวาทกรรมความกลัวที่บ่อนทำลายสังคมไทย ในห้วงเวลาที่สังคมเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ การเมือง หรือความเปลี่ยนแปลงทางโลกสมัยใหม่ เรามักได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เสียงที่บอกว่า มุสลิมจะยึดประเทศไทย” ถ้อยคำนี้ฟังดูรุนแรง ชวนตื่นตระหนก และปลุกเร้าอารมณ์ความกลัวของผู้คนได้ง่าย แต่เมื่อพิจารณาด้วยเหตุผลและข้อเท็จจริงแล้ว เราจะพบว่า มันไม่ได้ตั้งอยู่บนฐานความจริง หากตั้งอยู่บน “ความหวาดระแวง” ที่ถูกสร้างขึ้นอย่างมีเป้าหมาย

ประเทศไทยเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมมาตั้งแต่กำเนิดรัฐสยาม ไม่ว่าจะเป็นพุทธ มุสลิม จีน แขก มอญ หรือชนกลุ่มต่างๆ ล้วนมีส่วนร่วมในการสร้างบ้านเมืองนี้ขึ้นมา มุสลิมไม่ได้เป็น “คนอื่น” ที่เพิ่งเข้ามาใหม่ หากเป็นพลเมืองที่อยู่ในประวัติศาสตร์ไทยมายาวนาน ตั้งแต่สมัยอยุธยา มีขุนนางมุสลิม มีชุมชนมุสลิม มีตำแหน่งจุฬาราชมนตรี และมีบทบาทในเศรษฐกิจและการทูตของรัฐ

หากมุสลิมจะยึดประเทศไทยจริง คำถามง่ายๆ คือ ทำไมจึงต้องรอถึงศตวรรษที่ 21 ในเมื่ออยู่ร่วมกับรัฐไทยมากว่า 300 ปีแล้ว?

ในเชิงโครงสร้างประชากร มุสลิมในประเทศไทยมีเพียงประมาณร้อยละ 5 - 6 ของประชากรทั้งหมด ไม่มีพลังทางจำนวน ไม่มีพรรคการเมืองศาสนา และไม่มีองค์กรใดที่มีอำนาจจะเปลี่ยนโครงสร้างรัฐได้ ความคิดเรื่อง “การยึดประเทศ” จึงเป็นเพียงภาพลวงที่ถูกขยายให้ใหญ่เกินจริง

สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่มุสลิมจะยึดประเทศ แต่คือ “ใครกำลังยึดพื้นที่ความคิดของคนไทยด้วยความกลัว” วาทกรรมเช่นนี้ มักปรากฏในช่วงที่สังคมเผชิญปัญหาใหญ่ เมื่อผู้คนเริ่มตั้งคำถามต่อความเหลื่อมล้ำ ความล้มเหลวเชิงนโยบาย หรือความไม่เป็นธรรม การสร้าง “ศัตรูร่วม” ขึ้นมา คือวิธีเบี่ยงความสนใจจากปัญหาจริง การทำให้ประชาชนหวาดกลัวกันเอง คือเครื่องมือทางการเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ

ในหลักคำสอนอิสลาม การอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างสันติคือแก่นสำคัญ การละเมิดสิทธิ การสร้างความวุ่นวาย และการทำลายสังคมเป็นสิ่งต้องห้าม มุสลิมไทยส่วนใหญ่ ไม่ได้มีชีวิตเพื่ออุดมการณ์ยึดครองใคร

แต่มีชีวิตเพื่อทำงาน เลี้ยงลูก ส่งลูกไปโรงเรียน เป็นครู เป็นหมอ เป็นเกษตรกร เป็นพ่อค้า เป็นข้าราชการเช่นเดียวกับคนไทยศาสนาอื่น

ความคิดที่ว่ามุสลิมคือภัยคุกคาม จึงไม่เพียงผิดพลาด แต่ยังอันตราย เพราะมันทำให้คนไทยมองกันด้วยสายตาแห่งความระแวง แทนที่จะมองกันในฐานะเพื่อนร่วมแผ่นดิน เมื่อความกลัวฝังลึก สังคมจะเริ่มแตกแยก และความรุนแรงทางความคิดจะกลายเป็นเรื่องปกติ

ประเทศที่เข้มแข็ง ไม่ใช่ประเทศที่มีศาสนาเดียว แต่คือประเทศที่อยู่ร่วมกันได้โดยไม่ต้องกลัวกัน

แท้จริงแล้ว สิ่งที่คุกคามประเทศไทยมากที่สุด ไม่ใช่ ศาสนาใดศาสนาหนึ่ง หากคือความไม่รู้ ความเกลียดชัง และการยอมให้ข่าวลือมาบงการความคิด เมื่อเราเชื่อในเรื่องที่ไม่มีหลักฐาน เรากำลังยกอนาคตของประเทศให้กับอารมณ์ มากกว่าสติปัญญา บางที คำถามที่เราควรถามไม่ใช่ว่า ใครจะยึดประเทศไทย” แต่ควรถามว่า เราจะปกป้องประเทศไทยจากความแตกแยกได้อย่างไร” เพราะประเทศไม่ได้พังจากศัตรูภายนอกเสมอไป หลายครั้งมันพังจากความหวาดกลัวที่เราสร้างขึ้นต่อกันเอง

และในวันที่คนไทยหันหลังให้กันเพราะศาสนา วันนั้นไม่ต้องมีใครมายึดประเทศ เราก็อาจกำลังทำลายมันด้วยมือของเราเอง...