วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ตัดท่อน้ำเลี้ยงเครือข่ายความรุนแรง ปราบยาเสพติดคือภารกิจสำคัญของ กอ.รมน.ภาค 4

ตัดท่อน้ำเลี้ยงเครือข่ายความรุนแรง : ปราบยาเสพติดคือภารกิจสำคัญของ กอ.รมน.ภาค 4

ตลอดระยะเวลากว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้สร้างความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินแก่ประชาชนจำนวนมาก ขณะที่ภาครัฐยังคงดำเนินมาตรการด้านความมั่นคง การพัฒนา และการสร้างสันติสุขควบคู่กันไปอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่มักถูกกล่าวถึงในมิติด้านความมั่นคง คือเรื่องของ "แหล่งเงินทุน" หรือ "ท่อน้ำเลี้ยง" ที่ใช้สนับสนุนการดำเนินกิจกรรมของเครือข่ายความรุนแรงและขบวนการใต้ดิน การเคลื่อนไหวใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นการจัดหาบุคลากร การจัดซื้ออุปกรณ์ การลำเลียงกำลังพล หรือการสร้างเครือข่ายสนับสนุน ล้วนต้องอาศัยงบประมาณและทรัพยากรจำนวนมาก

ด้วยเหตุนี้ หน่วยงานด้านความมั่นคงทั่วโลกจึงให้ความสำคัญกับการตัดวงจรทางการเงินของกลุ่มก่อเหตุรุนแรง ไม่แพ้การปฏิบัติการทางทหารหรือการบังคับใช้กฎหมาย เพราะหากสามารถตัดแหล่งทุนได้ ย่อมส่งผลกระทบต่อศักยภาพในการเคลื่อนไหวของเครือข่ายเหล่านั้นโดยตรง

กรณีการจับกุม เมื่อ 19 มิ.ย.69 เวลา 0930 ชปพ.3 ได้รับแจ้งจาก ร้อย.ร.ที่ 3 ฉก.พัน.ร.ที่ 1 ว่า เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.69 เวลา 0530 ขณะกำลังพลตั้งจุดตรวจ/จุดสกัดบริเวณหน้าฐานปฏิบัติการ ร้อย.ร.ที่ 3 ได้ตรวจพบรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ยี่ห้อ Toyota Vios หมายเลขทะเบียน กธ 388 ตรัง โดยมี นายนิฮาลาวี อภิบาลแบ อยู่บ้านเลขที่ 28 ม.11 บ.ป่าหวังนอก ต.บันนังสตา อ.บันนังสตา จว.ยะลา เป็นผู้ขับขี่ผ่านเข้ามายังจุดตรวจ

ผู้ต้องหาพร้อมยาบ้ากว่า 102,000 เม็ด อาวุธปืน และกระสุนปืน ในพื้นที่จังหวัดยะลา

จึงไม่ใช่เพียงการจับกุมคดียาเสพติดทั่วไป แต่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการสกัดกั้นกิจกรรมผิดกฎหมายที่อาจถูกใช้เป็นแหล่งรายได้ของเครือข่ายอาชญากรรมและกลุ่มผู้ใช้ความรุนแรงในพื้นที่

ยาเสพติดเป็นอาชญากรรมที่สร้างผลกำไรมหาศาล ผู้ค้ายาเสพติดจำนวนมากพร้อมเสี่ยงต่อการกระทำผิดกฎหมาย เพราะผลตอบแทนที่ได้รับมีมูลค่าสูง ขณะเดียวกัน เงินที่หมุนเวียนอยู่ในวงจรยาเสพติดก็สามารถถูกนำไปสนับสนุนกิจกรรมผิดกฎหมายในรูปแบบต่าง ๆ ได้

ในมิติด้านยุทธศาสตร์ความมั่นคง การปราบปรามยาเสพติดจึงมีความหมายมากกว่าการป้องกันไม่ให้เยาวชนตกเป็นเหยื่อของยาเสพติด แต่ยังเป็นการตัดวงจรผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของเครือข่ายผิดกฎหมายที่อาจแสวงหาผลกำไรจากความเดือดร้อนของประชาชน

ที่สำคัญ ยาเสพติดไม่ได้ทำลายเฉพาะตัวผู้เสพ แต่ยังทำลายโครงสร้างสังคมของชุมชน ทำลายครอบครัว ทำลายศักยภาพของเยาวชน และบ่อนเซาะความเข้มแข็งของสังคมจากภายใน เมื่อชุมชนอ่อนแอ ความสามารถในการปฏิเสธแนวคิดสุดโต่งหรือการใช้ความรุนแรงก็ยิ่งลดลง

ดังนั้น ผู้ที่ลักลอบค้ายาเสพติดในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ว่าจะมีแรงจูงใจทางเศรษฐกิจหรือเหตุผลใดก็ตาม ล้วนกำลังสร้างความเสียหายให้แก่ประชาชนในพื้นที่อย่างร้ายแรง การนำยาเสพติดเข้าสู่ชุมชนมุสลิมและชุมชนพหุวัฒนธรรม ไม่เพียงเป็นการละเมิดกฎหมายของรัฐเท่านั้น แต่ยังขัดต่อหลักศีลธรรมและคุณค่าทางศาสนาที่ให้ความสำคัญกับการปกป้องชีวิต สติปัญญา และอนาคตของมนุษย์

ผู้ที่อ้างว่าต่อสู้เพื่อประชาชน แต่กลับมีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติด หรือได้รับผลประโยชน์จากเครือข่ายค้ายา ย่อมเป็นการกระทำที่ขัดแย้งในตัวเองอย่างชัดเจน เพราะยาเสพติดไม่ได้ปลดปล่อยประชาชนจากความทุกข์ แต่กลับสร้างความทุกข์ให้กับประชาชนมากขึ้น

การปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ในการตรวจค้น จับกุม และยึดทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด จึงควรถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การสร้างสันติสุขในพื้นที่ การตัดวงจรยาเสพติดคือการตัดท่อน้ำเลี้ยงของเครือข่ายอาชญากรรม ลดศักยภาพของผู้ที่อาจใช้เงินผิดกฎหมายในการสนับสนุนความรุนแรง และปกป้องประชาชนจากภัยคุกคามที่เกิดขึ้นพร้อมกันหลายมิติ

สันติสุขที่ยั่งยืนในจังหวัดชายแดนภาคใต้จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากยาเสพติดยังคงแพร่ระบาดและสร้างผลประโยชน์ให้กับเครือข่ายผิดกฎหมาย การปราบปรามยาเสพติดจึงไม่ใช่เพียงภารกิจของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเท่านั้น แต่เป็นภารกิจร่วมกันของผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชน ภาคประชาสังคม และประชาชนทุกคน

เมื่อเจ้าหน้าที่สามารถยึดยาบ้าได้กว่า 102,000 เม็ดในครั้งนี้ นั่นหมายถึงการป้องกันไม่ให้ยาเสพติดจำนวนมหาศาลกระจายสู่ชุมชน ป้องกันไม่ให้เยาวชนจำนวนมากตกเป็นเหยื่อ และเป็นอีกก้าวหนึ่งของการตัดวงจรผลประโยชน์ที่หล่อเลี้ยงเครือข่ายอาชญากรรมในพื้นที่

การตัดท่อน้ำเลี้ยงของความรุนแรง ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสนามรบหรือจากปฏิบัติการทางทหารเท่านั้น แต่เกิดขึ้นจากการทำลายเครือข่ายยาเสพติด เครือข่ายอาชญากรรม และผลประโยชน์ผิดกฎหมายทุกรูปแบบ เพราะทุกบาทที่ถูกตัดออกจากระบบอาชญากรรม คืออีกหนึ่งก้าวที่นำพาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ไปสู่สันติสุข ความมั่นคง และอนาคตที่ดีกว่าสำหรับคนรุ่นต่อไป.

การจงใจทำร้ายผู้อื่นและการเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ : บาปร้ายแรงที่ขัดต่อหลักอิสลาม

การจงใจทำร้ายผู้อื่นและการเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ : บาปร้ายแรงที่ขัดต่อหลักอิสลาม

ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาแห่งความเมตตา ความยุติธรรม และการคุ้มครองชีวิตมนุษย์ อัลลอฮ์ทรงสร้างมนุษย์ทุกคนให้มีเกียรติและศักดิ์ศรี ไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติ ภาษา หรือศาสนาใดก็ตาม ดังนั้น การจงใจทำร้ายผู้อื่น การเข่นฆ่า การลอบทำร้าย การวางระเบิด หรือการใช้อาวุธเพื่อคร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์ จึงเป็นการกระทำที่ขัดต่อคำสอนของอิสลามอย่างร้ายแรง

อัลกุรอานได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า ผู้ใดที่สังหารชีวิตหนึ่งโดยมิชอบ เสมือนกับว่าเขาได้สังหารมนุษยชาติทั้งหมด และผู้ใดช่วยรักษาชีวิตหนึ่งไว้ เสมือนกับว่าเขาได้ช่วยรักษามนุษยชาติทั้งหมด หลักการนี้แสดงให้เห็นถึงคุณค่าของชีวิตมนุษย์ในสายตาของอิสลาม ซึ่งไม่อนุญาตให้ผู้ใดตัดสินชีวิตของผู้อื่นด้วยความโกรธ ความแค้น หรือผลประโยชน์ส่วนตน

การจ้องยิงผู้อื่น การลอบสังหาร การวางระเบิดในพื้นที่สาธารณะ หรือการตั้งใจเข่นฆ่าผู้คน ไม่ว่าจะอ้างเหตุผลทางการเมือง ชาติพันธุ์ หรือความเชื่อใด ๆ ก็ตาม ล้วนเป็นการกระทำที่ศาสนาอิสลามประณามอย่างเด็ดขาด เพราะเป้าหมายของอิสลามคือการรักษาชีวิต ความสงบสุข และความปลอดภัยของสังคม มิใช่การสร้างความหวาดกลัวและความสูญเสีย

ท่านนบีมุฮัมมัด ได้สอนให้มุสลิมเป็นผู้ที่ผู้คนปลอดภัยจากลิ้นและมือของเขา นั่นหมายความว่า มุสลิมที่แท้จริงจะต้องไม่สร้างความเดือดร้อน ไม่ทำร้ายร่างกาย ไม่ใส่ร้าย และไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น การก่อเหตุรุนแรงต่อผู้บริสุทธิ์จึงไม่อาจถูกนำมาอ้างว่าเป็นการปฏิบัติตามหลักอิสลามได้เลย

นอกจากนี้ อิสลามยังห้ามการทรยศ การลอบทำร้าย และการทำร้ายผู้ที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย หรือประชาชนทั่วไป การวางระเบิดในชุมชน การยิงผู้คนตามท้องถนน หรือการสร้างสถานการณ์ที่ทำให้ผู้บริสุทธิ์ต้องเสียชีวิต ถือเป็นการละเมิดหลักศาสนาอย่างรุนแรง และเป็นบาปใหญ่ที่ผู้กระทำจะต้องรับผิดชอบต่ออัลลอฮ์

บางคนอาจพยายามนำคำสอนทางศาสนามาบิดเบือนเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการใช้ความรุนแรง แต่ความจริงแล้ว อิสลามไม่เคยอนุญาตให้มีการสังหารผู้บริสุทธิ์ การกระทำดังกล่าวเป็นเพียงการใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือเพื่อสนองเป้าหมายของตนเองเท่านั้น ผู้ที่จงใจทำร้ายผู้อื่น เข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ หรือสร้างความหวาดกลัวแก่สังคม ย่อมกำลังเดินสวนทางกับแนวทางของท่านนบีมุฮัมมัด และหลักการแห่งความเมตตาของอิสลาม

สังคมมุสลิมจึงมีหน้าที่ร่วมกันในการปฏิเสธความรุนแรง ส่งเสริมความยุติธรรม และสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในชุมชน การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งต้องอาศัยสติปัญญา การเจรจา และความอดทน มิใช่การใช้อาวุธหรือความรุนแรง เพราะความรุนแรงไม่เคยนำมาซึ่งสันติภาพที่แท้จริง แต่กลับสร้างความสูญเสีย ความเจ็บปวด และความแตกแยกให้แก่สังคม

อิสลามจึงยืนหยัดอย่างชัดเจนว่า การจงใจทำร้ายผู้อื่น การลอบยิง การวางระเบิด และการเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ เป็นบาปร้ายแรงที่ขัดต่อหลักศาสนาอย่างสิ้นเชิง ผู้ศรัทธาที่แท้จริงต้องเป็นผู้สร้างความปลอดภัยแก่ผู้คน ไม่ใช่ผู้สร้างความหวาดกลัว และต้องเป็นผู้รักษาชีวิตมนุษย์ ไม่ใช่ผู้ทำลายชีวิตของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน.

วันอังคารที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569

หยุดวาทกรรม แล้วมองต้นตอที่แท้จริงจากความรุนแรงกว่า 20 ปีใน จชต.

หยุดวาทกรรม แล้วมองต้นตอที่แท้จริง : บทเรียนจากความรุนแรงกว่า 20 ปีในชายแดนใต้

ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องเผชิญกับเหตุการณ์ความไม่สงบอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ ครู พระ ผู้นำศาสนา ประชาชนทั่วไป รวมถึงเด็กและสตรีผู้บริสุทธิ์ ความสูญเสียเหล่านี้ได้สร้างบาดแผลลึกให้กับครอบครัวและสังคมในพื้นที่อย่างยากที่จะเยียวยา

ภาพดังกล่าวสะท้อนมุมมองเชิงวิพากษ์ต่อบุคคลและกลุ่มที่ถูกมองว่าเป็น “นักสิทธิมนุษยชน” “นักการเมือง” หรือ “นักกิจกรรม” โดยตั้งคำถามว่าบุคคลเหล่านี้ได้แสดงบทบาทต่อเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่อย่างเพียงพอหรือไม่ และเหตุใดจึงมักมีการวิพากษ์วิจารณ์เฉพาะการปฏิบัติของภาครัฐ ขณะที่การก่อเหตุรุนแรงต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์กลับไม่ได้รับการประณามอย่างเข้มข้นในระดับเดียวกัน

ประเด็นสำคัญที่ภาพต้องการสื่อคือ การเรียกร้องให้สังคมหันกลับมาพิจารณาต้นเหตุของปัญหาความรุนแรงอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่มุ่งเน้นเพียงผลลัพธ์หรือเหตุการณ์บางด้านเท่านั้น ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบจำนวนมากคือประชาชนธรรมดาที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นครูที่ทำหน้าที่ให้ความรู้ เด็กที่กำลังศึกษาเล่าเรียน หรือชาวบ้านที่ดำเนินชีวิตประจำวันตามปกติ

ในอีกด้านหนึ่ง ประเด็นสิทธิมนุษยชนถือเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกฝ่ายควรให้ความเคารพ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือกลุ่มผู้ใช้ความรุนแรง เพราะสิทธิในชีวิตและความปลอดภัยเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ทุกคน การปกป้องสิทธิมนุษยชนจึงไม่ควรเลือกปฏิบัติหรือพิจารณาเฉพาะกรณีใดกรณีหนึ่ง แต่ควรครอบคลุมถึงเหยื่อทุกฝ่ายที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง

ภาพนี้ยังสะท้อนความรู้สึกของประชาชนส่วนหนึ่งที่มองว่า การนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาชายแดนใต้มักให้ความสำคัญกับประเด็นทางการเมือง สิทธิ หรืออัตลักษณ์มากกว่าความทุกข์ยากของประชาชนผู้สูญเสียจากเหตุการณ์ความรุนแรง จึงเกิดคำถามต่อบทบาทของผู้ที่ออกมาเคลื่อนไหวหรือแสดงความคิดเห็นสาธารณะว่า ได้สะท้อนเสียงของเหยื่ออย่างรอบด้านหรือไม่

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาชายแดนใต้จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม ผู้นำศาสนา นักวิชาการ นักการเมือง และประชาชนในพื้นที่ การสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืนไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากการกล่าวโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องเริ่มจากการยอมรับความจริงว่า ความรุนแรงไม่ว่าจะเกิดจากฝ่ายใด ล้วนสร้างความสูญเสียให้กับประชาชนทั้งสิ้น

บทเรียนจากเหตุการณ์ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา คือการตระหนักว่าชีวิตของผู้บริสุทธิ์ทุกคนมีคุณค่าเท่าเทียมกัน การประณามความรุนแรงต้องกระทำอย่างเสมอภาค และการเรียกร้องความยุติธรรมต้องไม่เลือกข้างตามอุดมการณ์ทางการเมืองหรือความเชื่อใด ๆ หากสังคมสามารถยืนอยู่บนหลักการดังกล่าวได้ การพูดคุยเพื่อสันติภาพและการอยู่ร่วมกันอย่างเคารพซึ่งกันและกันก็จะมีโอกาสเกิดขึ้นได้มากขึ้น

ท้ายที่สุด สิ่งที่ประชาชนในพื้นที่ต้องการมากที่สุดอาจไม่ใช่การถกเถียงทางการเมืองหรือการแข่งขันทางวาทกรรม แต่คือความสงบสุข ความปลอดภัย และอนาคตที่ปราศจากความหวาดกลัว การมุ่งเน้นที่การยุติความรุนแรงทุกรูปแบบ และให้ความสำคัญกับผู้ได้รับผลกระทบอย่างแท้จริง จึงเป็นหนทางสำคัญที่จะนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไป.

สื่อมาเลเซียตั้งคำถาม! เมื่อความรุนแรงพรากชีวิตครูแม่ลูกอ่อน

สื่อมาเลเซียตั้งคำถาม! เมื่อความรุนแรงพรากชีวิตครูแม่ลูกอ่อน

เหตุการณ์การเสียชีวิตของนางฟาตีเมาะ ยาโงะ ครูหญิงผู้กำลังอุ้มลูกน้อยอยู่ในอ้อมแขน ได้สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้คนจำนวนมากในจังหวัดชายแดนภาคใต้และสังคมไทยโดยรวม เพราะไม่ว่าจะมีความขัดแย้งทางการเมือง อุดมการณ์ หรือข้อเรียกร้องใด ๆ ก็ตาม การใช้ความรุนแรงต่อผู้บริสุทธิ์ โดยเฉพาะผู้หญิงและเด็ก ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้

ความสูญเสียครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขในรายงานข่าว แต่คือชีวิตของแม่คนหนึ่ง คืออนาคตของเด็กคนหนึ่งที่ต้องเติบโตขึ้นโดยปราศจากอ้อมกอดของมารดา และคือความเจ็บปวดของครอบครัวที่ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักอย่างไม่มีวันหวนกลับ

สื่อในประเทศมาเลเซียได้ตั้งคำถามต่อเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างตรงไปตรงมา ว่าการสังหารครูหญิงผู้บริสุทธิ์เช่นนี้สามารถอ้างว่าเป็นการต่อสู้เพื่อศาสนาหรือความยุติธรรมได้อย่างไร คำถามนี้ไม่ใช่เพียงคำถามที่ส่งถึงผู้ก่อเหตุเท่านั้น แต่ยังเป็นคำถามที่สังคมทั้งโลกกำลังรอคำตอบ

ในหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม การฆ่าผู้บริสุทธิ์ถือเป็นบาปร้ายแรงอย่างยิ่ง ไม่ว่าผู้เสียชีวิตจะเป็นคนเชื้อชาติ ศาสนา หรือสถานะใดก็ตาม ชีวิตมนุษย์มีคุณค่าและต้องได้รับการคุ้มครอง การนำศาสนามาเป็นข้ออ้างในการใช้ความรุนแรงต่อผู้บริสุทธิ์จึงเป็นเรื่องที่ขัดต่อหลักคุณธรรมและจริยธรรมอย่างชัดเจน

หากผู้ที่อ้างว่าต่อสู้เพื่อประชาชน แต่กลับทำให้ประชาชนต้องเสียชีวิต หากผู้ที่อ้างว่าปกป้องชุมชน แต่กลับสร้างความหวาดกลัวให้กับผู้หญิง เด็ก ครู และประชาชนทั่วไป ย่อมเป็นเรื่องที่สังคมมีสิทธิ์ตั้งคำถามว่า เป้าหมายที่แท้จริงของการกระทำเหล่านั้นคืออะไร

สิ่งที่น่าเศร้ายิ่งกว่าคือ ในทุกครั้งที่เกิดเหตุรุนแรง ผู้ที่ต้องรับเคราะห์มักเป็นประชาชนธรรมดา ผู้ที่ไม่มีอาวุธ ผู้ที่กำลังใช้ชีวิตอย่างปกติ และผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งใด ๆ เลย

สังคมควรร่วมกันส่งเสียงประณามการใช้ความรุนแรงต่อผู้บริสุทธิ์อย่างชัดเจนและเสมอภาค ไม่ว่าจะผู้ก่อเหตุจะเป็นฝ่ายใดหรือมีอุดมการณ์ใดก็ตาม เพราะมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชนและคุณค่าของชีวิตมนุษย์ไม่ควรถูกเลือกปฏิบัติ

การเรียกร้องความยุติธรรม การแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง หรือการแสวงหาทางออกทางการเมือง สามารถดำเนินการได้ผ่านกระบวนการสันติวิธี แต่การใช้อาวุธกับผู้บริสุทธิ์ไม่เคยนำไปสู่สันติภาพที่แท้จริง มีเพียงการสร้างความสูญเสีย ความเกลียดชัง และวงจรความรุนแรงที่ยืดเยื้อต่อไป

ขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของนางฟาตีเมาะ ยาโงะ และผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้ พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยึดมั่นในหลักมนุษยธรรม เคารพคุณค่าของชีวิตมนุษย์ และร่วมกันปฏิเสธความรุนแรงทุกรูปแบบ เพื่อไม่ให้โศกนาฏกรรมเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในสังคมไทยอีกต่อไป.

วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569

หยุดความรุนแรง หันกลับสู่อ้อมกอดของครอบครัว

หยุดความรุนแรง หันกลับสู่อ้อมกอดของครอบครัว

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้สร้างบาดแผล ความสูญเสีย และความทุกข์ยากให้แก่ประชาชนจำนวนมาก ผู้ที่ได้รับผลกระทบไม่ใช่เพียงเจ้าหน้าที่ของรัฐเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเด็ก ผู้หญิง คนชรา ครู ผู้นำศาสนา และประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งใด ๆ

ทุกครั้งที่เกิดเหตุลอบยิง วางระเบิด หรือการสังหารผู้บริสุทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามที่ตกเป็นเหยื่อ สิ่งที่ตามมาคือครอบครัวที่ต้องร้องไห้ด้วยความเจ็บปวด พ่อแม่ที่ต้องสูญเสียลูก ภรรยาที่ต้องสูญเสียสามี ลูกที่ต้องกำพร้าพ่อ หรือผู้สูงอายุที่ต้องสูญเสียเสาหลักของครอบครัว ความสูญเสียเหล่านี้ไม่สามารถประเมินค่าได้ด้วยเงินทองหรือสิ่งใดทั้งสิ้น

เมื่อมีข่าวเด็กถูกยิง ผู้หญิงถูกทำร้าย หรือคนชราถูกสังหาร หลายคนอาจมองเห็นเพียงตัวเลขของผู้เสียชีวิตในหน้าข่าว แต่สำหรับครอบครัวของผู้สูญเสียแล้ว นั่นคือบุคคลอันเป็นที่รัก เป็นความหวัง เป็นกำลังสำคัญของบ้าน เป็นผู้หาเลี้ยงครอบครัว และเป็นคนที่พวกเขาไม่มีวันได้พบอีกตลอดชีวิต

ผู้ที่ก่อเหตุเคยหยุดคิดบ้างหรือไม่ว่า หากเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับครอบครัวของตนเองจะรู้สึกอย่างไร หากผู้ที่ถูกยิงคือพ่อของตน หากผู้ที่เสียชีวิตคือแม่ ภรรยา ลูก หรือพี่น้องของตนเอง ความเจ็บปวดนั้นจะมากเพียงใด

ไม่มีพ่อแม่คนใดอยากเห็นลูกถูกพรากไปด้วยความรุนแรง ไม่มีเด็กคนใดอยากเติบโตขึ้นมาโดยขาดพ่อหรือแม่ และไม่มีครอบครัวใดอยากใช้ชีวิตอยู่กับความหวาดกลัวว่าจะสูญเสียคนที่รักในวันใดวันหนึ่ง

การใช้ความรุนแรงต่อผู้บริสุทธิ์ไม่เคยนำมาซึ่งชัยชนะที่แท้จริง ตรงกันข้าม มันกลับสร้างวงจรแห่งความสูญเสีย ความเกลียดชัง และความทุกข์ที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ผู้ที่เสียชีวิตไม่ได้มีเพียงร่างกายที่ล้มลง แต่ยังทิ้งภาระและความทุกข์ไว้ให้ครอบครัวต้องแบกรับไปอีกนานแสนนาน

ในขณะเดียวกัน ผู้ที่ยังคงหลบซ่อนอยู่ในป่าเขา หรือใช้ชีวิตอย่างหวาดระแวงจากการถูกจับกุม ก็ต้องห่างไกลจากครอบครัว ไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างปกติสุข ไม่สามารถดูแลพ่อแม่ ภรรยา หรือลูกหลานได้อย่างเต็มที่ หลายคนไม่ได้เห็นลูกเติบโต ไม่ได้อยู่เคียงข้างคนที่รักในวันที่เจ็บป่วย หรือในวันที่ครอบครัวต้องการกำลังใจมากที่สุด

จึงเป็นเรื่องที่น่าคิดว่า สิ่งที่กำลังทำอยู่ในวันนี้คุ้มค่ากับการสูญเสียเหล่านี้จริงหรือไม่ ขณะที่หลายคนต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก หลบหนี และเสี่ยงอันตรายอยู่ตลอดเวลา แต่บุคคลบางกลุ่มที่อยู่เบื้องหลังกลับดำเนินชีวิตอย่างสะดวกสบาย ห่างไกลจากพื้นที่ความขัดแย้ง ไม่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงเช่นเดียวกับผู้ปฏิบัติในพื้นที่

ผู้ที่ถูกชักจูงให้เดินบนเส้นทางแห่งความรุนแรงควรพิจารณาด้วยตนเองว่า แท้จริงแล้วใครคือผู้ที่ต้องรับผลกระทบโดยตรง ใครคือผู้ที่ต้องสูญเสียอิสรภาพ และใครคือผู้ที่ต้องสูญเสียอนาคต ขณะที่ผู้สั่งการหรือผู้ชี้นำจำนวนหนึ่งกลับไม่ได้เผชิญชะตากรรมเช่นเดียวกัน

ปัจจุบัน รัฐได้เปิดโอกาสให้ผู้ที่หลงผิดหรือผู้ที่ต้องการยุติบทบาทในขบวนการความรุนแรงสามารถเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้ การมอบตัวไม่ใช่ความพ่ายแพ้ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการกลับมาใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี เป็นโอกาสในการแก้ไขอดีตและสร้างอนาคตใหม่ให้กับตนเองและครอบครัว

การกลับตัวกลับใจหมายถึงการเลือกชีวิตแทนความตาย เลือกความสงบแทนความรุนแรง และเลือกครอบครัวแทนการหลบหนีอย่างไร้จุดหมาย ผู้ที่ตัดสินใจกลับเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมจะมีโอกาสได้พบหน้าคนที่รัก ได้ดูแลพ่อแม่ ได้เลี้ยงดูลูกหลาน และได้ใช้ชีวิตอย่างปกติสุขภายใต้กฎหมาย

ไม่มีความอบอุ่นใดจะมีค่ามากไปกว่าอ้อมกอดของครอบครัว ไม่มีสถานที่ใดจะปลอดภัยและมีความสุขเท่ากับบ้านของตนเอง และไม่มีสิ่งใดจะมีค่ามากไปกว่าการได้เห็นคนที่เรารักมีรอยยิ้มและใช้ชีวิตอย่างสงบสุข

ขอวิงวอนต่อผู้ที่ยังคงเกี่ยวข้องกับการใช้ความรุนแรงทุกคน ให้หยุดทบทวนเส้นทางที่กำลังเดินอยู่ หยุดคิดถึงคำสั่งหรืออุดมการณ์ที่นำไปสู่การสูญเสีย และหันกลับมามองหน้าพ่อแม่ ภรรยา สามี ลูกหลาน และคนที่รักของท่าน

จงถามหัวใจของตนเองว่า หากวันหนึ่งท่านต้องจากไป หรือถูกพรากจากครอบครัวอย่างไม่มีวันกลับ คนที่เสียใจที่สุดคือใคร คำตอบย่อมไม่ใช่ผู้นำหรือผู้สั่งการที่อยู่ห่างไกล แต่คือครอบครัวของท่านเอง

ถึงเวลาแล้วที่จะยุติวงจรแห่งความสูญเสีย หยุดสร้างความทุกข์ให้กับผู้บริสุทธิ์ และหยุดสร้างน้ำตาให้กับครอบครัวของทั้งผู้อื่นและของตนเอง จงเลือกเส้นทางแห่งสันติภาพ กลับเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และกลับมาสู่อ้อมกอดของครอบครัว เพราะนั่นคือหนทางที่จะนำไปสู่ความสุข ความมั่นคง และอนาคตที่ดีกว่าสำหรับทุกคน.

กอ.รมน.ภาค 4 สน. กับภารกิจสร้างสันติสุขในพื้นที่ จชต.

กอ.รมน.ภาค 4 สน. กับภารกิจสร้างสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้

ตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมา พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องเผชิญกับความท้าทายด้านความมั่นคง ความปลอดภัย และความแตกต่างทางความคิดของผู้คนในสังคม ส่งผลให้การสร้างสันติสุขและความสงบเรียบร้อยกลายเป็นภารกิจสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันขับเคลื่อน

หนึ่งในหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนภารกิจดังกล่าว คือ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ซึ่งปฏิบัติงานในพื้นที่ด้วยเป้าหมายหลักในการสร้างความสงบสุข ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชนทุกกลุ่ม โดยยึดหลัก "เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา" ตามแนวพระราชดำริเป็นแนวทางสำคัญในการดำเนินงาน

แม้โครงสร้างของ กอ.รมน.ภาค 4 สน. จะมีบุคลากรจากกองทัพเป็นกำลังหลัก แต่ภารกิจของหน่วยงานไม่ได้จำกัดอยู่เพียงงานด้านความมั่นคง หรือการใช้กำลังเท่านั้น หากแต่ครอบคลุมถึงการพัฒนาสังคม การส่งเสริมการศึกษา การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ การช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ ตลอดจนการประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชน และภาคประชาสังคม

ในหลายโอกาส กอ.รมน.ภาค 4 สน. ได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์หรือโจมตีจากบางกลุ่มว่าเป็นองค์กรที่มุ่งเน้นการควบคุมหรือใช้อำนาจทางทหารเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากภารกิจและการปฏิบัติงานในพื้นที่อย่างรอบด้าน จะพบว่าการทำงานส่วนใหญ่เป็นการลงพื้นที่พบปะประชาชน รับฟังปัญหา และร่วมกันแสวงหาแนวทางแก้ไขที่เหมาะสมกับบริบทของชุมชน

เจ้าหน้าที่จำนวนมากใช้เวลาอยู่กับประชาชนในหมู่บ้าน โรงเรียน มัสยิด และศูนย์การเรียนรู้ต่าง ๆ เพื่อสร้างความเข้าใจอันดี ลดความหวาดระแวง และเสริมสร้างความเชื่อมั่นระหว่างรัฐกับประชาชน การดำเนินงานในลักษณะนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการทำงานเชิงสันติ มากกว่าการใช้มาตรการด้านความมั่นคงเพียงมิติเดียว

การสร้างสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ใช่ภารกิจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นภารกิจร่วมของทุกภาคส่วนในสังคม การเปิดใจรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง การเคารพในอัตลักษณ์ ศาสนา และวัฒนธรรมของประชาชนในพื้นที่ คือหัวใจสำคัญที่จะนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน

กอ.รมน.ภาค 4 สน. จึงเป็นหนึ่งในกลไกของรัฐที่ทำหน้าที่ประสานความร่วมมือและสนับสนุนการแก้ไขปัญหาในทุกมิติ โดยยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นศูนย์กลาง ภายใต้เป้าหมายเดียวกัน คือการเห็นจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นพื้นที่แห่งความสงบสุข ความปลอดภัย และการอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์ของผู้คนทุกเชื้อชาติและทุกศาสนา

เมื่อประชาชนเกิดความเข้าใจซึ่งกันและกัน มีความไว้วางใจต่อกระบวนการแก้ไขปัญหา และร่วมมือกันสร้างสังคมแห่งสันติสุข ความมั่นคงที่แท้จริงก็จะเกิดขึ้นจากพลังของประชาชนในพื้นที่เอง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของสันติภาพที่ถาวรและยั่งยืนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไป :::

วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

อีดิ้ลอัฎฮา วันรายอกรุบานคืออะไร มีความสำคัญต่อพี่น้องมุสลิมอย่างไร

อีดิ้ลอัฎฮา วันรายอกรุบานคืออะไร มีความสำคัญต่อพี่น้องมุสลิมอย่างไร

อีดิ้ลอัฎฮา หรือที่พี่น้องมุสลิมในพื้นที่ภาคใต้เรียกว่า “วันรายอกรุบาน” เป็นวันสำคัญยิ่งอีกวันหนึ่งของชาวมุสลิมทั่วโลก รองจากวันอีดิ้ลฟิตรี โดยเป็นวันที่ระลึกถึงความศรัทธา ความเสียสละ และการภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้า ของท่านนบีอิบรอฮีม (อับราฮัม) ผู้ยอมปฏิบัติตามพระบัญชาของอัลลอฮ์ด้วยความศรัทธาอย่างสมบูรณ์ แม้จะเป็นบททดสอบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต

คำว่า “กรุบาน” มาจากภาษาอาหรับว่า “กุรบาน” หมายถึง การเชือดสัตว์พลีทาน เช่น วัว แพะ หรืออูฐ เพื่อแจกจ่ายแก่ครอบครัว ญาติพี่น้อง และผู้ยากไร้ เป็นการแบ่งปันความสุขและช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในสังคม ถือเป็นสัญลักษณ์ของความเมตตา ความเสียสละ และการดูแลซึ่งกันและกันในสังคมมุสลิม

ในปี พ.ศ. 2569 วันอีดิ้ลอัฎฮา หรือวันรายอกรุบาน ตรงกับวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ตามประกาศของท่านจุฬาราชมนตรี ซึ่งพี่น้องมุสลิมต่างเตรียมตัวต้อนรับวันสำคัญนี้ด้วยความปลื้มปีติ มีการทำความสะอาดบ้านเรือน แต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่สุภาพ สวยงาม และร่วมละหมาดอีดิ้ลอัฎฮา ณ มัสยิดหรือสถานที่ละหมาดกลางแจ้ง พร้อมกล่าวตักบีร คือการสรรเสริญอัลลอฮ์ เพื่อแสดงถึงความยำเกรงและความขอบคุณต่อพระองค์

วันรายอกรุบาน จึงมิใช่เพียงพิธีกรรมทางศาสนา แต่ยังเป็นวันที่สร้างความสัมพันธ์อันดีในครอบครัว ชุมชน และสังคม ผู้คนจะเดินทางไปเยี่ยมเยียนพ่อแม่ ญาติพี่น้อง ผู้สูงอายุ รวมถึงขออภัยซึ่งกันและกัน สร้างบรรยากาศแห่งความรัก ความอบอุ่น และความสามัคคีในสังคม

สำหรับการประพฤติตนของมุสลิมในวันรายอกรุบานนั้น ศาสนาอิสลามส่งเสริมให้ดำรงตนด้วยความสงบ สุภาพ มีน้ำใจ และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งหรือความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น ควรใช้วันสำคัญนี้ในการทำความดี ช่วยเหลือผู้ยากไร้ แบ่งปันอาหาร และสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อเพื่อนมนุษย์ทุกศาสนา เพราะอิสลามเป็นศาสนาแห่งสันติภาพและความเมตตา

ในสังคมพหุวัฒนธรรมของประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ วันรายอกรุบานยังเป็นโอกาสสำคัญในการเสริมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างพี่น้องต่างศาสนา พี่น้องชาวพุทธ คริสต์ หรือศาสนาอื่น ๆ สามารถร่วมแสดงความยินดี เยี่ยมเยียน หรือร่วมกิจกรรมทางสังคมกับพี่น้องมุสลิมได้ เช่น การรับประทานอาหารร่วมกัน การเยี่ยมเยียนบ้าน หรือการร่วมกิจกรรมสาธารณประโยชน์ของชุมชน ทั้งนี้ด้วยความเคารพต่อหลักศาสนาและวัฒนธรรมของเจ้าของงาน

การร่วมกิจกรรมวันรายอกรุบานของต่างศาสนิก จึงเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างมิตรภาพ ความไว้เนื้อเชื่อใจ และลดช่องว่างทางสังคม เป็นภาพสะท้อนของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคมไทยที่มีความหลากหลายทางศาสนาและวัฒนธรรม

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมควรให้เกียรติวันสำคัญทางศาสนา ด้วยการแต่งกายสุภาพ ใช้วาจาที่เหมาะสม เคารพสถานที่และพิธีกรรมทางศาสนา รวมถึงหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่อาจกระทบต่อความรู้สึกของผู้อื่น การแสดงออกถึงความเข้าใจและการให้เกียรติซึ่งกันและกัน ถือเป็นรากฐานสำคัญของการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุข

อีดิ้ลอัฎฮา หรือวันรายอกรุบาน จึงเป็นมากกว่าวันแห่งพิธีกรรมทางศาสนา แต่เป็นวันแห่งการเสียสละ การแบ่งปัน และการสร้างสันติสุขในสังคม เป็นพลังสำคัญที่ช่วยส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์บนพื้นฐานของเสรีภาพในการดำรงชีวิตภายใต้กฎหมายและความหลากหลายทางวัฒนธรรมของประเทศไทย

เมื่อทุกคนเรียนรู้ที่จะเคารพความแตกต่าง เปิดใจยอมรับกัน และร่วมมือกันสร้างสังคมแห่งความเมตตา ความเข้าใจ และความปรองดอง ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข และร่วมกันพัฒนาพื้นที่ให้เป็นสังคมแห่งสันติภาพ ความมั่นคง และความร่มเย็นสืบไป.