“RSD” กับคำถามที่สังคมต้องกล้าคิด:
ใครกันแน่ที่ได้ประโยชน์บนความทุกข์ของประชาชน?
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา
พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องเผชิญกับปัญหาความไม่สงบ ความหวาดระแวง
และความแตกแยกที่ฝังรากลึกในสังคม
ประชาชนจำนวนมากต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความกลัว สูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ
สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก และต้องแบกรับภาระจากสถานการณ์ที่ยืดเยื้อโดยไม่รู้จุดจบ
แต่สิ่งที่น่าตั้งคำถามอย่างยิ่งคือ ในขณะที่ประชาชนทั่วไปกำลังทุกข์ยาก
กลับมีกลุ่มบุคคลบางกลุ่ม ทั้งในนามองค์กรภาคประชาสังคม กลุ่มนักศึกษาสุดโต่ง
หรือเครือข่ายที่นิยมแนวคิดแบ่งแยก กลับใช้วาทกรรม “กำหนดใจตนเอง” หรือ RSD (Remedial
Self-Determination) เป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อสร้างกระแส
ปลุกปั่นอารมณ์ และแสวงหาผลประโยชน์จากความขัดแย้ง
คำว่า
“กำหนดใจตนเอง” ฟังดูสวยหรูในทางทฤษฎี แต่เมื่อถูกนำมาใช้ในบริบทของประเทศไทย
โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
กลับถูกตีความอย่างบิดเบือนเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับแนวคิดแบ่งแยกดินแดน
ทั้งที่ข้อเท็จจริงคือ ประเทศไทยมิใช่รัฐที่กดขี่ศาสนา มิใช่รัฐที่ห้ามประชาชนดำรงอัตลักษณ์ของตนเอง
และมิใช่ “ดารุลฮัรบี” ตามหลักการศาสนาอิสลามแต่อย่างใด
ประเทศไทยเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกศาสนาใช้ชีวิตได้อย่างเสรี
ชาวมุสลิมสามารถละหมาด ถือศีลอด สร้างมัสยิด เรียนศาสนา แต่งกายตามหลักศาสนา
และประกอบพิธีกรรมได้อย่างเปิดเผย มีทั้งโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา
ศาลชารีอะห์ในบางเรื่องของครอบครัวและมรดก รวมถึงมีผู้นำศาสนาและองค์กรอิสลามที่ได้รับการยอมรับตามกฎหมาย
สิ่งเหล่านี้สะท้อนชัดว่ารัฐไทยให้เกียรติและเคารพต่อความหลากหลายทางศาสนาและวัฒนธรรม
ดังนั้น
การพยายามผลักดันวาทกรรม RSD
เพื่อสร้างความรู้สึกว่า “ถูกกดขี่จนต้องแยกตัว”
จึงเป็นเรื่องที่สังคมต้องตั้งคำถามว่า แท้จริงแล้วใครคือผู้ได้รับประโยชน์?
เพราะเมื่อมองลึกลงไป
จะพบว่ามีกลุ่มคนบางส่วนที่เติบโตบนความขัดแย้ง ได้รับทุนสนับสนุนจากต่างประเทศ
ได้ชื่อเสียงจากเวทีสิทธิมนุษยชน ได้บทบาททางการเมือง
และใช้เยาวชนเป็นเครื่องมือในการสร้างกระแสทางสังคม
หลายครั้งที่เราเห็นกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์
การจัดม็อบ การสร้างกระแสผ่านโซเชียลมีเดีย
หรือการปลุกเร้าให้เยาวชนเกิดความรู้สึกต่อต้านรัฐ
โดยใช้ถ้อยคำรุนแรงและสร้างความเกลียดชังต่อสังคมส่วนรวม
แต่ผู้ที่ออกมานำกระแสเหล่านั้น กลับไม่ใช่คนที่ต้องเผชิญผลกระทบโดยตรง
คนที่เดือดร้อนจริงคือประชาชนตาดำ ๆ พ่อค้าแม่ค้า คนหาเช้ากินค่ำ
และครอบครัวผู้มีรายได้น้อย
ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม
ยิ่งไปกว่านั้น
กระแสบางอย่างที่ถูกสร้างขึ้นในหมู่เยาวชน
กลับกลายเป็นภาระต่อผู้ปกครองและครอบครัว เช่น การรณรงค์เปลี่ยนสีชุด
แต่งกายตามกระแส หรือกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ที่ต้องใช้ค่าใช้จ่าย
โดยไม่คำนึงถึงความเป็นจริงของคนรากหญ้า หลายครอบครัวต้องดิ้นรนหาเงินเพียงเพื่อให้ลูก
“ไม่ตกกระแส” หรือไม่ถูกกีดกันจากสังคม ทั้งที่ในความเป็นจริง
สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต
หรือแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนเลยแม้แต่น้อย
คำถามสำคัญคือ
สิ่งที่กลุ่มเหล่านี้ต้องการจริง ๆ คือสันติภาพ
หรือเพียงต้องการรักษาพื้นที่ทางอำนาจและผลประโยชน์ของตนเอง? เพราะหากต้องการสันติสุขอย่างแท้จริง
สิ่งที่ควรทำคือการสร้างโอกาสทางการศึกษา สร้างงาน พัฒนาเศรษฐกิจ
และส่งเสริมความเข้าใจระหว่างผู้คน ไม่ใช่การปลุกระดมให้เกิดความแตกแยก
หรือสร้างความเกลียดชังต่อรัฐและสังคม
เยาวชนไม่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือทางอุดมการณ์
พวกเขาควรได้รับการส่งเสริมให้คิดอย่างมีวิจารณญาณ มีความเข้าใจในข้อเท็จจริง
และมองเห็นคุณค่าของการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม
การสร้างความฮึกเหิมชั่วคราวผ่านวาทกรรมสุดโต่ง อาจทำให้บางคนรู้สึกมีพลัง
แต่ท้ายที่สุดแล้ว คนที่ต้องรับผลกระทบจากความขัดแย้งคือประชาชนธรรมดา
ไม่ใช่แกนนำที่อยู่เบื้องหลัง
จังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องการสันติภาพที่ยั่งยืน
ไม่ใช่สันติภาพปลอมที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างอำนาจ
ประเทศไทยอาจมีปัญหาหลายด้านที่ต้องแก้ไข
แต่หนทางแก้ไม่ใช่การสร้างความแตกแยกหรือปลุกปั่นให้สังคมเกลียดชังกันเอง
สิ่งที่ควรทำคือการร่วมกันพัฒนาพื้นที่ เปิดพื้นที่ให้มีการพูดคุยอย่างสร้างสรรค์
และเคารพในความแตกต่างภายใต้ความเป็นพลเมืองไทยร่วมกัน
ท้ายที่สุด
ประชาชนควรตั้งคำถามให้มากขึ้นว่า ใครกันแน่ที่ได้ประโยชน์จากความขัดแย้ง
และใครคือผู้ที่ต้องแบกรับความสูญเสีย เพราะในทุกเหตุการณ์ความไม่สงบ
คนที่เจ็บปวดที่สุดไม่ใช่ผู้พูดบนเวที ไม่ใช่ผู้ได้รับทุนสนับสนุน
หรือผู้สร้างกระแสบนโลกออนไลน์ แต่คือชาวบ้านธรรมดาที่เพียงต้องการใช้ชีวิตอย่างสงบสุขในบ้านเกิดของตนเอง







