BRN กับสงครามความทรงจำ
ถ้าเราลองเอา
ยุทธศาสตร์ของ BRN
มาเทียบกับกระแส “เขมรเคลมวัฒนธรรม”
เราจะเห็นอะไรบางอย่างที่คล้ายกันมาก คือทั้งสองเรื่องไม่ได้สู้กันแค่เรื่องว่า “วันนี้เกิดอะไรขึ้น”
แต่กำลังสู้กันว่า “อดีตควรถูกเล่าแบบไหน
และคนรุ่นปัจจุบันควรเข้าใจอดีตนั้นอย่างไร”
พูดง่าย
ๆ คือ ใครคุมเรื่องเล่าเรื่องอดีตได้
คนนั้นก็มีโอกาสคุมความรู้สึกของคนในปัจจุบันได้ด้วย
อย่าง
BRN
เขาไม่ได้อยากให้คนมองสามจังหวัดชายแดนใต้แค่ว่าเป็น “พื้นที่หนึ่งของประเทศไทยที่มีปัญหาความไม่สงบ”
เพราะถ้าเกมอยู่แค่นั้น รัฐไทยได้เปรียบทันที เขาจึงต้องขยายเรื่องให้ใหญ่กว่านั้น
ต้องพาคนย้อนกลับไปว่า ครั้งหนึ่งเคยมีปาตานี มีอัตลักษณ์ มีภาษา มีวัฒนธรรม
มีประวัติศาสตร์ของตัวเอง แล้วค่อยสร้างคำถามต่อว่า
แล้วทำไมวันนี้เราถึงมาอยู่ในสภาพนี้ พอเล่าแบบนี้
สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ก็จะไม่ใช่เหตุการณ์โดด ๆ อีกต่อไป
สมมติมีคนถูกจับ
มีคนเสียชีวิต มีข้อกล่าวหาเจ้าหน้าที่ มีเหตุการณ์ตากใบหรือกรือเซะ
เรื่องเหล่านี้สามารถถูกเอาไปร้อยเข้ากับเรื่องเล่าใหญ่ได้ทันทีว่า “เห็นไหม
เรื่องนี้ไม่ได้เพิ่งเกิด แต่มันเกิดกับเรามาตลอด”
ตรงนี้แหละที่ทรงพลัง
เพราะคนฟังไม่จำเป็นต้องเข้าใจรายละเอียดทั้งหมดแล้ว เขาแค่ต้องรู้สึกว่า “พวกเราถูกกระทำมานาน”
ก็พอ
เรื่องเขมรก็มีลักษณะคล้ายกัน
สมมติวันนี้เถียงกันเรื่องมวย เรื่องชุด เรื่องอาหาร หรือปราสาท
ถ้ามองแค่ของชิ้นเดียวก็อาจเป็นเรื่องธรรมดา
เพราะวัฒนธรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มันผสมกันมาตั้งแต่ก่อนมีพรมแดนประเทศสมัยใหม่เสียอีก
แต่ถ้ามีการเอาของทุกชิ้นมาต่อกัน
แล้วเล่าว่า “สิ่งเหล่านี้เดิมเป็นของเรา แล้วถูกอีกฝ่ายเอาไป”
เรื่องก็เปลี่ยนทันที
จากการถกเถียงทางประวัติศาสตร์ กลายเป็นเรื่อง ศักดิ์ศรีของชาติ พอไปถึงจุดนั้น
คนไม่ได้เถียงกันเรื่องหลักฐานแล้วครับ คนกำลังปกป้องตัวตนของตัวเอง
นี่คือสิ่งที่ผมว่าคล้ายกันมาก
BRN
พยายามสร้างคำว่า “เรา” ให้แข็งแรง
ฝั่งชาตินิยมกัมพูชาบางส่วนก็ทำแบบเดียวกัน
คือสร้าง “เรา” ขึ้นมาก่อน แล้วค่อยสร้าง “เขา”
ขึ้นมาเป็นคู่ตรงข้าม
เมื่อมี
“เรา” กับ “เขา” ชัดแล้ว เรื่องเล่าจะง่ายมาก
เรามีอดีตของเรา
เราเคยรุ่งเรือง
เราเคยมีของของเรา
ต่อมาเราสูญเสีย
และมีใครบางคนเป็นเหตุให้เราสูญเสีย สุดท้ายมันจะตามมาด้วยคำถามว่า “แล้วคนรุ่นเราจะปล่อยไว้แบบนี้หรือ?”
นี่เป็นจุดที่ประวัติศาสตร์เริ่มเปลี่ยนจากความรู้
กลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง
BRN
ก็เหมือนกัน
เขาไม่ได้ต้องการให้คนรุ่นใหม่เรียนประวัติศาสตร์เพื่อสอบผ่าน
แต่ต้องการให้ประวัติศาสตร์ตอบคำถามว่า “คุณคือใคร”
และถ้าทำได้มากกว่านั้นก็คือ
“คุณควรยืนอยู่ข้างใคร” อันนี้ต่างหากที่สำคัญ
เพราะทันทีที่คนยอมรับว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มที่
“ถูกกระทำมาโดยตลอด” การชักชวนทางการเมืองจะง่ายขึ้นเยอะ
อีกเทคนิคหนึ่งที่น่าสนใจมากคือ
เรื่องภาษา
คำหนึ่งคำบางทีเปลี่ยนสนามรบได้เลย
เช่น “ปัตตานี” กับ “ปาตานี”คนทั่วไปอาจคิดว่าแค่สะกดต่างกัน
แต่ในทางการเมืองมันมีความหมาย
เพราะ
“ปัตตานี” ฟังดูเป็นจังหวัดหนึ่งของประเทศไทย ขณะที่ “ปาตานี”
สามารถถูกใช้ในความหมายกว้างกว่านั้น คือเป็นพื้นที่ เป็นประวัติศาสตร์
เป็นประชาคม หรือเป็นดินแดนทางการเมืองในอดีต พอเปลี่ยนคำ
กรอบที่คนใช้คิดก็เปลี่ยนตาม
เรื่องเขมรก็คล้ายกันมาก
อย่างคำว่า Muay
Thai กับ Kun Khmer ถ้าเราพูดว่านี่คือศิลปะการต่อสู้ในภูมิภาคที่พัฒนามาใกล้เคียงกัน
เรื่องก็จบแบบหนึ่ง แต่ถ้าเปลี่ยนคำถามเป็น “ใครเป็นต้นฉบับ ใครขโมยใคร” สนามรบเปลี่ยนทันที
จากวิชาการกลายเป็นชาตินิยม
จากชาตินิยมกลายเป็นศักดิ์ศรี
แล้วจากศักดิ์ศรีก็สามารถไหลไปถึงเรื่องอธิปไตยได้
นี่คือเหตุผลว่าทำไมผมคิดว่ารัฐไทยจะตอบเรื่องพวกนี้ด้วย
“ข้อเท็จจริงอย่างเดียว” ไม่พอ
ข้อเท็จจริงต้องมีนะ
และสำคัญมาก แต่ต้องเข้าใจว่าอีกฝ่ายอาจไม่ได้กำลังขายข้อเท็จจริง เขากำลังขาย
เรื่องเล่า
รัฐบอกว่า
“เหตุการณ์นี้ผลสอบพบว่า A
B C”
แต่อีกฝ่ายเล่าว่า
“เหตุการณ์นี้คือหลักฐานอีกครั้งว่าเราโดนกระทำมาตลอดร้อยปี”
ถามว่าอันไหนเข้าใจง่ายกว่า?
แน่นอนว่าเรื่องหลังเข้าใจง่ายกว่าเยอะ
และกระแทกอารมณ์มากกว่า
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าเวลาเกิดเรื่องในสามจังหวัด
เจ้าหน้าที่รัฐต้องระวังมาก ถ้ารัฐทำผิดจริง ต้องยอมรับและจัดการให้เร็ว
เพราะความผิดครั้งเดียวอาจถูกเอาไปใช้เป็นหลักฐานประกอบเรื่องเล่าได้อีกหลายสิบปี
แต่กลับกันก็เหมือนกัน
ถ้ามีข้อกล่าวหารัฐที่ยังไม่มีหลักฐาน เราก็ต้องตรวจสอบให้ดี
เพราะถ้าปล่อยให้เรื่องที่ยังไม่รู้จริงหรือเท็จกลายเป็น “ความจริงในความรู้สึกของประชาชน”
ไปแล้ว ต่อให้ภายหลังพิสูจน์ว่าไม่จริง
ความเสียหายทางความคิดอาจเกิดไปเรียบร้อยแล้ว
ดังนั้นถ้าจะสรุปแบบบ้าน
ๆ ผมว่า BRN
ไม่ได้รบกับรัฐไทยแค่ด้วยปืน เขารบด้วยความทรงจำด้วย
ส่วนกระแสชาตินิยมกัมพูชาที่เคลมเรื่องวัฒนธรรม
ก็ไม่ได้กำลังแย่งแค่มวย ชุด หรือปราสาท แต่กำลังแย่งกันว่า “ใครมีสิทธิ์เป็นเจ้าของอดีต”
และเมื่อคุณทำให้คนเชื่อได้ว่าอดีตเป็นของคุณ
ขั้นต่อไปคือการบอกว่า
“เพราะฉะนั้น
อนาคตก็ควรเป็นแบบที่เราต้องการ”
อันนี้แหละครับคือแกนใหญ่ของมัน
ยึดความหมายของอดีต
→
สร้างตัวตนของคนวันนี้ →
แล้วใช้ตัวตนนั้นสร้างความชอบธรรมทางการเมืองในวันหน้า
แต่ต้องย้ำไว้ด้วยว่า
การเห็น “วิธีคิดคล้ายกัน” ไม่ได้แปลว่า BRN กับกัมพูชาทำงานร่วมกัน
หรือมีแผนเดียวกัน เป็นเพียงการเปรียบเทียบ กลไกการสร้างเรื่องเล่าทางการเมือง
เท่านั้นค่ะ


