ประเทศไทยเป็นดินแดน ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม
ศาสนา และวิถีชีวิตของผู้คน แต่สิ่งหนึ่งที่คนไทยทุกคนมีร่วมกันคือ
การอยู่ภายใต้ผืนแผ่นดินเดียวกัน อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนทุกหมู่เหล่า ไม่ว่าจะเป็นไทยพุทธ ไทยมุสลิม
ไทยคริสต์ ไทยซิกข์ หรือศาสนาอื่น ๆ ที่อาศัยอยู่ร่วมกันในสังคมไทย ทุกคนต่างมีสิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนาและปฏิบัติตามหลักคำสอนของตนเองอย่างเสรี
ภายใต้กรอบของกฎหมายและความสงบเรียบร้อยของสังคม
นับเป็นความโชคดีอย่างยิ่งที่เราได้เกิดมาบนแผ่นดินไทย
ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถดำรงชีวิตตามความเชื่อและศรัทธาของตนได้โดยไม่มีการแบ่งแยกหรือกีดกัน
สังคมไทยถือเป็นตัวอย่างของสังคมพหุวัฒนธรรมที่งดงาม
ผู้คนต่างศาสนา ต่างภาษา ต่างวิถีชีวิต สามารถอยู่ร่วมกันได้ด้วยความเคารพ ซึ่งกันและกัน
เราอาจเห็นภาพของชุมชนที่มีวัด มัสยิด และโบสถ์ตั้งอยู่ไม่ไกลกัน
ชาวบ้านช่วยเหลือกันในงานบุญ งานศาสนา และกิจกรรมของชุมชนโดยไม่แบ่งแยกศาสนา
สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึง “ความเข้าใจเขา เข้าใจเรา”
ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ การส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม
และสนับสนุนกิจกรรมด้านศีลธรรมของทุกศาสนา
จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยสร้างสังคมที่สงบสุข มั่นคง และยั่งยืน
ในหลายประเทศทั่วโลก
ยังปรากฏปัญหาความขัดแย้งด้านศาสนา ความเชื่อ และความไม่เท่าเทียมในสังคม
บางแห่งเกิดความรุนแรงจากความแตกต่างทางศาสนา
จนประชาชนไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสงบสุข
แต่ประเทศไทยยังคงเปิดพื้นที่ให้ทุกศาสนาสามารถประกอบพิธีกรรมทางศาสนา
มีองค์กรทางศาสนา มีผู้นำศาสนา และมีบทบาทในการพัฒนาสังคมร่วมกันได้อย่างเสรี
สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับเสรีภาพทางศาสนา
และการเคารพในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง
กรณี ของอุสตาสจากประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซีย
ซึ่งเคยปราศรัยเกี่ยวกับปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เมื่อช่วงปี พ.ศ.
2554–2555 จนเกิดกระแสดราม่าว่า เข้าข้างกลุ่มก่อความไม่สงบหรือสนับสนุนกลุ่ม BRN นั้น แท้จริงอาจเกิดจากความเข้าใจ ที่ไม่ครบถ้วนเกี่ยวกับสถานการณ์ในพื้นที่
เพราะปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีความซับซ้อนและละเอียดอ่อน
มีทั้งประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ได้รับผลกระทบ
มีเจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ
และมีกลุ่มผู้ก่อความรุนแรงที่สร้างความสูญเสียแก่ผู้คนในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นเด็ก
ผู้หญิง ครู หรือประชาชนทั่วไป ซึ่งล้วนเป็นผู้บริสุทธิ์ทั้งสิ้น กลายเป็นกระแส
เมื่อมีการนำอุซปตาด 2 ท่านนี้ มีปั่นในโลกโซเชียล กล่าวหาว่า เข้ามาปลุกระดมคน 3
จังหวัดชายแดนใต้ และทั้ง 2 ท่าน คือ
1.
ทางซ้าย อุซตาด อับดุล โซมัด (Ustaz Abdul Somad – UAS) สัญชาติ:
อินโดนีเซีย
ประวัติสังเขป :
เป็นนักวิชาการศาสนาอิสลาม (Preacher) ชาวอินโดนีเซียที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ
โดดเด่นด้วยลีลาการบรรยายที่กระชับ ชัดเจน และมักสอดแทรกอารมณ์ขัน
ทำให้เข้าถึงคนทุกเพศทุกวัย มีผู้ติดตามผ่านสื่อโซเชียลมีเดียเป็นจำนวนมหาศาล
ทั้งในอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย โดยเฉพาะในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้
ท่านมักจะเดินทางมาบรรยายธรรมในพื้นที่ภาคใต้ของไทยอยู่บ่อยครั้ง
2.
ทางขวา อุซตาด อัซฮัร อิดรุส (Ustaz Azhar Idrus – UAI) สัญชาติ:
มาเลเซีย
ประวัติสังเขป :
เป็นหนึ่งในนักบรรยายธรรมชาวมาเลเซียที่มีอิทธิพล และได้รับความนิยมสูงสุด
ท่านมีรูปแบบการสอนที่ไม่เหมือนใคร
โดยมักใช้วิธีการตอบคำถามศาสนาในรูปแบบที่เข้าใจง่าย สนุกสนาน และตรงไปตรงมา
โดยใช้สำเนียงมลายูท้องถิ่นรัฐตรังกานู
ทำให้เป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่คนรุ่นใหม่และบุคคลทั่วไป
ท่านมักจะบรรยายควบคู่กับนักวิชาการท่านอื่น (Duo) และมีอิทธิพลทางความคิดต่อมุสลิมในภูมิภาคนี้เป็นอย่างมาก
ทั้งสองท่าน
คือสุดยอดนักบรรยายศาสนาที่มีชื่อเสียงที่สุดในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ซึ่งการมาปรากฏตัวคู่กันในงานเดียวกัน (เช่นในพื้นที่ปัตตานี)
มักจะดึงดูดผู้คนให้มาร่วมฟังเป็นจำนวนมาก
2
ท่านนี้ปลุกปั่นการญิฮาดหรือไม่
การบรรยายของ
UAS
(อับดุล โซมัด) และ UAI (อัซฮัร อิดรุส)
ที่เกี่ยวข้องกับประเด็น “ปัตตานี” และ “จีฮาด”
ทั้งสองท่านมีจุดยืนที่น่าสนใจและส่งผลต่อความรู้สึกของคนในพื้นที่อย่างมาก
1.
มุมมองต่อ “ปัตตานี”
ทั้ง
UAS
และ UAI มองปัตตานีในฐานะ
“ดินแดนแห่งอูลามาอ์” (Land of Scholars) และมีสายสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ที่แนบแน่นกับโลกมลายู:
UAS
(อินโดนีเซีย) : มักจะยกย่องปัตตานีว่า เป็นศูนย์กลางการศึกษาอิสลามที่ยิ่งใหญ่ในอดีต
(เช่น การกล่าวถึง เชคดาวูด อัล-ฟาฏอนี)
การมาบรรยายของเขาที่ปัตตานีมักเน้นเรื่อง
“การรักษาอัตลักษณ์อิสลาม”
และการให้กำลังใจชาวมุสลิมให้ยืนหยัดในความศรัทธาท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง
UAI
(มาเลเซีย) : เนื่องจากเป็นชาวมาเลเซีย และใช้ภาษาท้องถิ่นที่ใกล้เคียงกัน
เขาจึงมีความใกล้ชิดกับคนในพื้นที่มาก การบรรยายของเขาจะเน้นเรื่อง “ความเป็นพี่น้อง”
(Ukhuwah)
และการทำนุบำรุงศาสนาในท้องถิ่นให้เข้มแข็ง
2.
การตีความเรื่อง “จีฮาด” (Jihad)
ทั้งสองท่านมักถูกตั้งคำถามในประเด็นนี้
ซึ่งโดยส่วนใหญ่พวกเขาวางกรอบการบรรยายไว้ในเชิง “วิชาการ” และ “การขัดเกลาตนเอง”
จีฮาด
คือการต่อสู้กับกิเลส (Jihad al-Nafs): ทั้งคู่เน้นย้ำว่าการจีฮาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการชนะใจตนเอง
การรักษาละหมาด และการออกห่างจากสิ่งอบายมุข ซึ่งเป็นรากฐานของสังคมที่เข้มแข็ง
จีฮาดทางการศึกษา:
การส่งเสริมให้เยาวชนมุสลิมปัตตานีมีความรู้ทั้งทางโลกและทางธรรม
เพื่อให้สามารถพัฒนาพื้นที่และปกป้องสิทธิของตนเองได้ด้วยสติปัญญา
จีฮาดในความหมายของการปกป้องสิทธิ:
ในบางวาระอาจมีการพูดถึงการรักษาความยุติธรรมและการปกป้องศาสนา
แต่ทั้งสองท่านมักจะ หลีกเลี่ยง การสนับสนุนความรุนแรงสุดโต่ง
และมักจะเน้นย้ำว่าการทำจีฮาดต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ถูกต้องตามหลักนิติศาสตร์อิสลาม
(Fiqh)
เท่านั้น
3.
อิทธิพลต่อสังคม
การมาบรรยายของทั้งคู่มีผลอย่างมากในการ
“รวมใจ” ผู้คน
ทำให้คนในพื้นที่รู้สึกว่าปัตตานีไม่ได้ถูกโดดเดี่ยว
แต่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมมุสลิมโลกที่สำคัญ
งานบรรยายของพวกเขามักมีคนร่วมฟังหลักหมื่นถึงหลักแสนคน
ซึ่งช่วยกระตุ้นให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจหลักการศาสนามากขึ้น
สรุปคือ
ทั้ง UAS
และ UAI ไม่ได้มาเพื่อปลุกระดมให้เกิดความขัดแย้ง
แต่เน้นไปที่การ “ฟื้นฟูศรัทธา” และการรักษา “มรดกทางวิชาการ”
ของปัตตานีให้คงอยู่ต่อไปมากกว่า
และการที่อุสตาสทั้งสองท่านได้มีโอกาสเดินทางมาเยี่ยมเยือนพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ในครั้งนี้
จึงถือเป็นโอกาสอันดีที่จะได้เห็นข้อเท็จจริงด้วยสายตาของตนเอง
ได้สัมผัสวิถีชีวิตของผู้คนในพื้นที่
ได้เห็นสังคมพหุวัฒนธรรมที่ชาวไทยพุทธและไทยมุสลิมยังคงใช้ชีวิตร่วมกัน
มีการดำเนินกิจกรรมทางศาสนาอย่างเสรี มีคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด
มีโรงเรียนสอนศาสนา มีเจ้าหน้าที่รัฐที่นับถือศาสนาอิสลาม
และมีการสนับสนุนกิจกรรมทางศาสนาอย่างต่อเนื่อง
สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยไม่ได้ปิดกั้นหรือกดขี่ชนชาติหรือศาสนาใดตามที่บางกลุ่มกล่าวอ้าง
แน่นอนว่าในทุกสังคมอาจมีปัญหาหรือข้อบกพร่องเกิดขึ้นได้
แต่การมองปัญหาเพียงด้านเดียวโดยไม่เข้าใจบริบททั้งหมด
อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและสร้างภาพลักษณ์ที่ไม่เป็นธรรมต่อประเทศ
การรับฟังข้อมูลจากหลายฝ่าย และการลงมาสัมผัสความจริงด้วยตนเอง
จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะช่วยให้เกิดมุมมองที่รอบด้าน
และนำไปสู่ความเข้าใจที่ถูกต้องมากขึ้น
ภาครัฐและประชาชน ควรใช้โอกาสนี้ในการสร้างความสัมพันธ์อันดี
เปิดพื้นที่พูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น
และพาแขกผู้มาเยือนได้เห็นถึงความงดงามของสังคมไทยที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม
ควรส่งเสริมให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในกิจกรรมสร้างสรรค์ ทั้งด้านศาสนา การศึกษา
และการพัฒนาสังคม เพื่อสร้างความไว้วางใจและความเข้าใจซึ่งกันและกัน
เพราะการระแวงหรือการตัดสินกันจากข้อมูลเพียงบางส่วน
อาจนำไปสู่ความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศโดยไม่จำเป็น
ท้ายที่สุด
สิ่งสำคัญที่สุดคือการร่วมมือกันสร้างสังคมแห่งสันติภาพ ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด
ทุกคนต่างต้องการความสงบสุข ความปลอดภัย และอนาคตที่ดีให้แก่ลูกหลานของตน
การยึดมั่นในคุณธรรม จริยธรรม และหลักศีลธรรมของแต่ละศาสนา
จะช่วยหล่อหลอมให้สังคมไทยยังคงเป็นแผ่นดินแห่งความเมตตา ความเข้าใจ
และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสืบต่อไป
เราจึงควรภาคภูมิใจและเห็นคุณค่าของการได้เกิดมาเป็นคนไทย
บนผืนแผ่นดินที่เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถดำรงชีวิตตามความเชื่อของตนเองได้อย่างเสรี
ภายใต้ความหลากหลายที่งดงามและความเป็นหนึ่งเดียวของชาติไทย.







