ศรัทธาต้องไม่เป็นเกราะกำบังของความบิดเบือน
ถึงเวลาปฏิรูป
“ปอเนาะ” ให้พ้นจากเงาของผู้แอบอ้างศาสนา ในทุกสังคมที่ศรัทธาเป็นรากฐานของผู้คน
การปกป้องศรัทธาไม่ใช่เพียงการป้องกันภัยจากผู้โจมตีภายนอก แต่รวมถึงการกล้ากำจัดผู้บิดเบือนศรัทธาจากภายในด้วย
สังคมไทย
โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ จำเป็นต้องกล้ายอมรับความจริงอย่างตรงไปตรงมาเสียทีว่า
แม้ “ปอเนาะ” จะเป็นสถาบันการศึกษาศาสนาที่มีคุณูปการมหาศาลต่อสังคม เป็นแหล่งหล่อหลอมคุณธรรม
เป็นศูนย์กลางทางจิตวิญญาณ และเป็นสถาบันที่สร้างบุคลากรทางศาสนาให้แก่ชุมชนมาอย่างยาวนาน
แต่ในอีกด้านหนึ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้เช่นกัน
คือ มีปอเนาะบางแห่งถูกแทรกซึม ถูกครอบงำ และถูกใช้เป็นเครื่องมือของผู้มีวาระซ่อนเร้น
ในการบิดเบือนคำสอนทางศาสนา ปลูกฝังแนวคิดที่สุดโต่งและสร้างความชอบธรรมให้กับแนวทางที่เป็นภัยต่อสังคมและความมั่นคงของชาติ
ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่
แต่สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ สังคมจำนวนมากยังคงเลือก “นิ่งเงียบ” ด้วยความหวาดกลัวต่อข้อกล่าวหาเรื่องการเหมารวม
หรือเกรงว่าการพูดถึงปัญหาจะกระทบต่อความรู้สึกของประชาชนในพื้นที่
ทว่าประวัติศาสตร์พิสูจน์มาแล้วซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า
สังคมใดก็ตามที่ไม่กล้าพูดถึงปัญหาสังคมนั้นไม่มีวันแก้ปัญหาได้
การปฏิเสธไม่พูดถึงการบิดเบือนศาสนาในบางปอเนาะ
ไม่ได้ช่วยปกป้องศาสนา แต่กลับเปิดพื้นที่ให้ผู้แอบอ้างศาสนาใช้สถาบันอันทรงเกียรตินี้เป็นเครื่องมือในการขยายอิทธิพล
ต้องพูดให้ชัดว่า
การตรวจสอบปอเนาะที่มีพฤติกรรมผิดปกติ
ไม่ใช่การโจมตีศาสนา
ไม่ใช่การทำลายอัตลักษณ์มลายูมุสลิม
และไม่ใช่การเหมารวมประชาชนทั้งพื้นที่
ตรงกันข้าม มันคือการปกป้องสถาบันปอเนาะส่วนใหญ่
ที่ยังคงยืนหยัดทำหน้าที่สอนศาสนาอย่างบริสุทธิ์ ไม่ให้ต้องมัวหมองเพราะการกระทำของคนเพียงหยิบมือ
รัฐไม่ควรปล่อยให้คำว่า
“ศาสนา” กลายเป็นพื้นที่ปลอดการตรวจสอบ
เพราะไม่มีสถาบันใดในสังคมประชาธิปไตยที่ควรอยู่เหนือการตรวจสอบ
โดยเฉพาะเมื่อมีข้อสงสัยว่ากำลังมีการใช้สถาบันนั้นเพื่อบ่อนทำลายสังคมจากภายใน
หากโรงเรียนใดปลูกฝังความเกลียดชัง
โรงเรียนนั้นต้องถูกตรวจสอบ
หากองค์กรใดเผยแพร่แนวคิดสุดโต่ง
องค์กรนั้นต้องถูกดำเนินการ
และหากปอเนาะใดบิดเบือนคำสอนศาสนาเพื่อชักนำเยาวชนไปสู่แนวคิดรุนแรง
ปอเนาะนั้นก็ต้องถูกตรวจสอบเช่นกัน
- โดยไม่มีข้อยกเว้น
การปล่อยให้คนส่วนน้อยใช้ศาสนาเป็นเกราะกำบัง
เท่ากับการทรยศต่อคนส่วนใหญ่ที่ศรัทธาอย่างบริสุทธิ์ เพราะผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด
ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ
ไม่ใช่รัฐบาล แต่คือประชาชนมุสลิมในพื้นที่เอง
คือพ่อแม่ที่สูญเสียลูกหลานให้กับการปลูกฝังผิดเพี้ยน
คือชุมชนที่ต้องแบกรับภาพลักษณ์เชิงลบจากการกระทำของคนเพียงบางกลุ่ม
และคือสถาบันปอเนาะนับร้อยแห่งที่ทำงานอย่างสุจริต
แต่ต้องถูกตั้งข้อสงสัยเพราะความเงียบของสังคมต่อผู้กระทำผิด
การปฏิรูปปอเนาะจึงไม่ใช่ทางเลือกแต่เป็นความจำเป็น
การปฏิรูปไม่ได้หมายถึงการควบคุมศาสนา แต่หมายถึงการร่วมกันกำหนดมาตรฐาน
ร่วมกันสร้างระบบตรวจสอบ
ร่วมกันยืนยันว่า พื้นที่แห่งศรัทธาจะต้องไม่กลายเป็นพื้นที่เพาะบ่มความสุดโต่ง
ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันสร้างเส้นแบ่งให้ชัดเจนระหว่าง
“การศึกษาศาสนา”
กับ “การบิดเบือนศาสนา”
“เสรีภาพทางศาสนา”
กับ “การแอบอ้างศาสนาเพื่อสร้างภัย”
“ผู้นำศาสนา”
กับ “ผู้ใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือทางอุดมการณ์”
และต้องย้ำให้ชัดว่า
ผู้ใดก็ตามที่ใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือสร้างความแตกแยก ผู้นั้นไม่ใช่ผู้พิทักษ์ศาสนา
แต่คือผู้ทำลายศาสนาในคราบนักศรัทธา
ผู้ใดก็ตามที่ใช้คำสอนแห่งพระเจ้าเพื่อปลุกระดมความเกลียดชัง
ผู้นั้นไม่ได้ปกป้องความเชื่อ แต่กำลังบิดเบือนความเชื่อเพื่อรับใช้วาระของตน
สังคมไทยไม่ควรต้องเลือกระหว่าง
“การปกป้องศาสนา” กับ“การปกป้องความมั่นคง” เพราะทั้งสองสิ่งสามารถดำรงอยู่ร่วมกันได้
หากเรากล้าจัดการกับผู้ที่บิดเบือนศาสนาอย่างจริงจัง
ถึงเวลาแล้วที่ทุกฝ่ายต้องยอมรับว่า
การนิ่งเฉยต่อปัญหา คือการปล่อยให้ปัญหาเติบโต
การหลีกเลี่ยงความจริง
ไม่ใช่หนทางสู่สันติภาพ และการปล่อยให้ผู้แอบอ้างศาสนามีพื้นที่เคลื่อนไหว ไม่ใช่การเคารพศรัทธา
แต่คือการทำลายศรัทธาอย่างช้า ๆ
ปอเนาะต้องกลับมาเป็นพื้นที่แห่งปัญญาแห่งคุณธรรม
และแห่งการสร้างอนาคตของเยาวชน
ไม่ใช่พื้นที่ของความหวาดระแวง
ไม่ใช่พื้นที่ของการบิดเบือน
และไม่ใช่พื้นที่ของเงามืดทางอุดมการณ์
เพราะท้ายที่สุดแล้ว
สังคมที่ไม่กล้าปกป้องความจริง ย่อมไม่อาจปกป้องอนาคตของตนได้ และศรัทธาที่แท้จริง
จะไม่มีวันถูกใช้เป็นเกราะกำบังของความชั่ว หากสังคมยังมีความกล้าพอที่จะเปิดโปงมัน









