รับสารภาพต่อหน้าแม่
“ผมเป็นเปอมูดอ BRN”
เสียงสะอื้นของลูกชาย
กับน้ำตาของแม่ ที่สะท้อนความสูญเสียจากความรุนแรง
ภาพของชายหนุ่มคนหนึ่งที่ร่ำไห้โผเข้ากอดครอบครัว
พร้อมเอ่ยคำสารภาพต่อหน้าแม่ว่า “ผมเป็นเปอมูดอ BRN” กลายเป็นภาพสะเทือนใจที่สังคมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ต่างพูดถึงอย่างกว้างขวาง
ไม่มีแม่คนไหนอยากเห็นลูกเดินเข้าสู่เส้นทางความรุนแรง
และไม่มีครอบครัวใดอยากเห็นคนที่ตนรักต้องตกอยู่ในวังวนของความเกลียดชัง
การปลุกระดม และการสูญเสียอนาคต
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับเหตุลอบวางระเบิดปั๊มน้ำมันหลายจุดในพื้นที่จังหวัดปัตตานี
ระหว่างกระบวนการซักถาม ชายหนุ่มรายนี้ได้เปิดใจต่อหน้าแม่และครอบครัว
พร้อมยอมรับว่า ตนเองเข้าไปเกี่ยวข้องกับขบวนการ BRN และร่วมก่อเหตุเพราะถูกชักจูงทางความคิดมาเป็นเวลานาน
สิ่งที่น่าเศร้าที่สุดไม่ใช่เพียงคำสารภาพ
แต่คือเรื่องราวเบื้องหลังของการถูกปลูกฝังความเกลียดชัง
จนเยาวชนคนหนึ่งเชื่อว่าความรุนแรงคือ “ทางออก”
เขาเล่าว่า
ตลอดช่วงวัยรุ่น ได้รับการปลูกฝังแนวคิดผ่านเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์
การบิดเบือนข้อเท็จจริง
และการใช้ประเด็นอัตลักษณ์ชาติพันธุ์และศาสนาเพื่อสร้างความรู้สึกแบ่งแยก
ถูกทำให้มองเจ้าหน้าที่รัฐและประเทศไทยในฐานะ “ศัตรู” จนค่อย ๆ
ซึมซับความคิดสุดโต่งโดยไม่รู้ตัว
กระบวนการเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน
แต่ค่อย ๆ บ่มเพาะผ่านกลุ่มปิด การพบปะลับ การชักชวนโดยบุคคลใกล้ตัว
รวมถึงกิจกรรมบางอย่างที่แอบแฝงการปลุกระดมทางความคิด
จากเด็กคนหนึ่งที่เคยมีครอบครัว
มีอนาคต และมีความฝัน กลับถูกผลักเข้าสู่เส้นทางแห่งความรุนแรงโดยคนที่อ้างว่า “ต่อสู้เพื่ออุดมการณ์”
แต่สุดท้าย
คนที่ต้องเจ็บปวดที่สุดกลับไม่ใช่แกนนำที่คอยปลุกระดม
หากเป็นพ่อแม่
ครอบครัว และประชาชนผู้บริสุทธิ์ในพื้นที่
เสียงร้องไห้ของแม่ในวันนั้น
อาจเป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุดว่า ความรุนแรงไม่เคยนำพาความสุขมาสู่ใครเลย
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา
พื้นที่ชายแดนใต้ต้องเผชิญเหตุสูญเสียซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ
ผู้นำศาสนา ครู เด็ก และประชาชนทั่วไป ต่างตกเป็นเหยื่อของเหตุการณ์ความไม่สงบ
หลายครอบครัวสูญเสียคนที่รัก หลายเด็กเติบโตขึ้นท่ามกลางความหวาดกลัว
สิ่งที่น่ากังวลคือ
การใช้ศาสนา และอัตลักษณ์เป็นเครื่องมือสร้างความเกลียดชัง
ซึ่งขัดต่อหลักคำสอนที่แท้จริงของทุกศาสนา โดยเฉพาะศาสนาอิสลามที่สอนเรื่องเมตตา
สันติ และการเคารพคุณค่าชีวิตมนุษย์
อิสลามไม่ใช่ศาสนาแห่งความรุนแรง
และชาวมลายูมุสลิมจำนวนมากในพื้นที่ก็เลือกยืนหยัดอยู่กับสันติภาพ
การอยู่ร่วมกัน และการปฏิเสธการใช้ความรุนแรง
คำสารภาพของชายหนุ่มคนนี้
จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของผู้ก่อเหตุคนหนึ่ง แต่เป็นสัญญาณเตือนสำคัญต่อสังคม ว่าเยาวชนจำนวนมากอาจกำลังตกเป็นเป้าหมายของการชักจูงทางความคิด
หากสังคมไม่ช่วยกันสร้างภูมิคุ้มกันที่ถูกต้อง
ครอบครัว
สถานศึกษา ผู้นำศาสนา และชุมชน ล้วนมีบทบาทสำคัญในการป้องกันไม่ให้เยาวชนหลงเข้าสู่แนวทางสุดโต่ง
การเปิดพื้นที่พูดคุยอย่างเข้าใจ
การให้ความรู้ด้านศาสนาอย่างถูกต้อง
การสร้างโอกาสทางการศึกษาและอาชีพ
รวมถึงการส่งเสริมการอยู่ร่วมกันท่ามกลางความหลากหลาย
คือแนวทางที่จะช่วยลดเงื่อนไขของความรุนแรงได้อย่างยั่งยืน
ประเทศไทยเป็นสังคมที่มีความหลากหลายทั้งเชื้อชาติ
ภาษา และศาสนา ผู้คนสามารถอยู่ร่วมกันได้ภายใต้ความแตกต่าง
หากทุกฝ่ายเลือกใช้เหตุผลแทนความเกลียดชัง และเลือกสันติวิธีแทนการใช้อาวุธ
ภาพลูกชายกอดแม่พร้อมน้ำตาแห่งความสำนึกผิดในวันนั้น
อาจสายเกินไปสำหรับบางสิ่ง
แต่ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ ที่ทำให้สังคมตระหนักว่า “ความรุนแรงไม่เคยสร้างอนาคต
มีเพียงสันติภาพเท่านั้น ที่จะรักษาผู้คนและบ้านเกิดเอาไว้ได้”







