เอาแล้วไง!
เมื่อการกำหนดใจตนเอง ถูกนำมาอ้างเพื่อแบ่งแยกดินแดน
ภาพที่ปรากฏพร้อมข้อความ
“SELF-DETERMINATION
IS A HUMAN RIGHT”
หรือ “การกำหนดใจตนเองคือสิทธิมนุษยชน”
กำลังสะท้อนประเด็นที่สังคมควรตั้งคำถามอย่างจริงจัง
โดยเฉพาะเมื่อแนวคิดดังกล่าวถูกนำเข้าไปเชื่อมโยงกับสถานศึกษา
การสร้างความตระหนักรู้ทางการเมือง
หรือการนำเสนอแนวคิดเรื่องการแยกดินแดนในพื้นที่ชายแดนใต้
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า
“การกำหนดใจตนเองเป็นสิทธิมนุษยชนหรือไม่” เพราะในหลักกฎหมายระหว่างประเทศ
สิทธิในการกำหนดใจตนเองของประชาชนมีอยู่จริง
แต่สิทธิดังกล่าวไม่ได้หมายความโดยอัตโนมัติว่า
คนกลุ่มหนึ่งสามารถประกาศแยกดินแดนออกจากรัฐเดิมได้ตามใจชอบ
องค์การสหประชาชาติและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติได้อธิบายไว้ว่า สิทธิในการกำหนดใจตนเองครอบคลุมถึงการกำหนดสถานะทางการเมือง
ตลอดจนการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ขณะเดียวกัน
หลักดังกล่าวไม่ได้รับรอง “สิทธิทั่วไปในการประกาศแยกตัวฝ่ายเดียว”
จากรัฐที่มีอธิปไตยอยู่แล้ว
ดังนั้น
การหยิบคำว่า “Self-Determination” มาใช้เพียงคำเดียว แล้วสรุปทันทีว่า “การแยกดินแดนคือสิทธิมนุษยชน”
จึงเป็นการลดทอนประเด็นที่มีความซับซ้อนทางกฎหมายและการเมืองอย่างมาก
สิทธิมนุษยชนไม่ใช่บัตรผ่านสำหรับการทำผิดกฎหมาย ประเทศไทยมีกรอบรัฐธรรมนูญของตนเอง
และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยกำหนดหลักสำคัญเกี่ยวกับความเป็นรัฐเดียวของประเทศเอาไว้
การถกเถียงเรื่องสิทธิ เสรีภาพ การกระจายอำนาจ หรือรูปแบบการบริหารราชการ
จึงต้องดำเนินไปภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญและกฎหมาย
ตรงนี้เองที่สังคมควรแยกให้ออกระหว่าง
“สิทธิในการแสดงความคิดเห็น” กับ “การใช้ความรุนแรงเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมือง”
ประชาชนทุกคนควรมีพื้นที่ในการพูดถึงปัญหาของตนเอง
สามารถเสนอการกระจายอำนาจ สามารถวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล
สามารถเสนอรูปแบบการบริหารพื้นที่ที่แตกต่าง
และสามารถเรียกร้องให้รัฐแก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรมได้
ตราบเท่าที่การดำเนินการนั้นอยู่ภายใต้กฎหมายและไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น
แต่เมื่อใดก็ตามที่การเคลื่อนไหวทางการเมืองเปลี่ยนจากการใช้เหตุผลและกระบวนการสันติ
ไปสู่การข่มขู่ ทำร้ายประชาชน วางระเบิด ลอบยิง
หรือใช้ความรุนแรงเพื่อบังคับให้รัฐยอมรับข้อเรียกร้อง เมื่อนั้นไม่ควรนำคำว่า “สิทธิมนุษยชน”
มาใช้เป็นเกราะกำบังให้กับความรุนแรง
เพราะสิทธิมนุษยชนไม่ได้มีไว้สำหรับคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น
แต่มีไว้สำหรับทุกคน รวมถึงเด็ก นักเรียน ครู ผู้ปกครอง เจ้าหน้าที่รัฐ พระสงฆ์
ผู้นำศาสนา พ่อค้าแม่ค้า และประชาชนธรรมดาที่ต้องการใช้ชีวิตอย่างปลอดภัย
สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ
“สถานศึกษา” สถานศึกษาไม่ควรเป็นพื้นที่สำหรับการปลูกฝังความเกลียดชัง
หรือการทำให้เด็กและเยาวชนเชื่อว่าความรุนแรงเป็นเครื่องมือที่ชอบธรรมในการแก้ไขความขัดแย้ง
โรงเรียนและมหาวิทยาลัยควรเป็นพื้นที่แห่งการตั้งคำถาม
การเรียนรู้ประวัติศาสตร์อย่างรอบด้าน การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
และการฝึกคิดอย่างมีเหตุผล
หากมีการนำแนวคิดเรื่องการแบ่งแยกดินแดนเข้าไปในสถานศึกษา
สิ่งที่สังคมควรเรียกร้องไม่ใช่การปิดกั้นทุกความคิดเห็น
แต่ควรเรียกร้องให้มีการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมาว่า สิ่งที่ถูกนำเสนอเป็น “ความรู้”
หรือเป็น “การโฆษณาชวนเชื่อ” มีการนำเสนอข้อมูลครบทุกด้านหรือไม่
มีการเปิดพื้นที่ให้ความคิดเห็นที่แตกต่างหรือไม่
และมีการแยกอย่างชัดเจนหรือไม่ระหว่าง “การศึกษาปัญหาความขัดแย้ง” กับ “การสนับสนุนความรุนแรง”
เพราะการศึกษาที่แท้จริงต้องสอนให้เด็กคิดด้วยตนเอง
ไม่ใช่สอนให้เด็กเกลียดคนที่คิดต่าง
อย่าเหมารวม
“คนเห็นต่าง” กับ “ผู้ก่อความรุนแรง” อีกประเด็นที่ต้องระมัดระวังคือ
การวิพากษ์แนวคิดแบ่งแยกดินแดนไม่ควรกลายเป็นการเหมารวมประชาชนทั้งกลุ่ม
คนที่ต้องการการกระจายอำนาจ
คนที่เรียกร้องความเป็นธรรม คนที่ต้องการรักษาภาษาและวัฒนธรรมท้องถิ่น
หรือคนที่มีความคิดเห็นทางการเมืองแตกต่างจากรัฐบาล
ไม่ควรถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้ายเพียงเพราะมีความคิดเห็นไม่เหมือนกัน
ในทางกลับกัน
ผู้ที่ใช้ความรุนแรงก็ไม่ควรนำคำว่า “สิทธิมนุษยชน”
มาอ้างเพื่อให้การกระทำของตนดูชอบธรรม
สองเรื่องนี้ต้องแยกออกจากกันให้ชัดเจน
เพราะหากเราเหมารวมทุกคนที่เห็นต่างว่าเป็นศัตรู
เราก็จะทำลายพื้นที่ประชาธิปไตยเสียเอง และหากเราเรียกการใช้ความรุนแรงว่าเป็น “สิทธิ”
เราก็กำลังทำลายหลักสิทธิมนุษยชนเสียเองเช่นกัน
แล้วประชาชนจะทำอย่างไร?
คำตอบไม่ใช่การใช้ความรุนแรงตอบโต้ความรุนแรง คำถามในลักษณะว่า
“ถ้าคนกลุ่มหนึ่งอ้างสิทธิในการแยกดินแดน เราจะมีสิทธิกำจัดเขาหรือไม่?” ไม่ควรถูกตอบด้วยการสนับสนุนให้ใครใช้กำลังนอกกฎหมาย
เพราะหลักนิติรัฐต้องใช้กฎหมายกับทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้ก่อเหตุ ผู้สนับสนุน
หรือเจ้าหน้าที่รัฐ
หากบุคคลใดกระทำความผิด
ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม มีการสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน
และพิสูจน์ความผิดตามกฎหมาย ไม่ใช่เปิดทางให้ประชาชนลงโทษกันเอง
นี่ต่างหากคือหลักที่ทำให้สังคมแตกต่างจากสังคมที่ใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องตัดสิน
ประเทศไทยสามารถต่อสู้กับการก่อความรุนแรงได้อย่างเข้มแข็ง
โดยไม่จำเป็นต้องละทิ้งหลักนิติธรรม และสามารถปกป้องบูรณภาพแห่งดินแดนได้
โดยไม่จำเป็นต้องปิดกั้นสิทธิในการแสดงความคิดเห็น
สิทธิ ต้องมาพร้อมความรับผิดชอบ
คำว่า “Self-Determination” ไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเพียงคำสวยหรูเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับเป้าหมายทางการเมืองใดเป้าหมายหนึ่ง
สิทธิในการกำหนดอนาคตของประชาชนต้องพิจารณาควบคู่กับสิทธิของประชาชนคนอื่น
ความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัย และกรอบกฎหมายของรัฐด้วย
แม้หลักสิทธิในการกำหนดใจตนเองจะได้รับการรับรองในกฎหมายระหว่างประเทศ
แต่เอกสารของสหประชาชาติเองก็แยกแยะระหว่างสิทธิดังกล่าวกับการประกาศแยกตัวฝ่ายเดียว
และย้ำถึงการเคารพบูรณภาพแห่งดินแดนและเอกภาพทางการเมืองของรัฐที่ดำเนินการตามหลักความเสมอภาคและการเป็นตัวแทนของประชาชนโดยไม่เลือกปฏิบัติ
ดังนั้น
สังคมไทยจึงควรเปิดพื้นที่ให้มีการถกเถียงเรื่องอนาคตของประเทศอย่างมีเหตุผล
แต่ต้องไม่ยอมให้คำว่า “สิทธิมนุษยชน”
กลายเป็นเครื่องมือบิดเบือนความหมายของสิทธิ
หรือเป็นข้ออ้างในการทำร้ายผู้บริสุทธิ์
เด็กและเยาวชนควรได้รับการศึกษาเพื่อให้รักการคิด
รักการตั้งคำถาม และเคารพความแตกต่าง
ไม่ใช่ถูกผลักเข้าสู่ความขัดแย้งที่พวกเขาไม่ได้เป็นผู้ก่อขึ้น
ท้ายที่สุดแล้ว
หากเราต้องการเห็นชายแดนใต้มีอนาคตที่สงบ
ประชาชนทุกศาสนาและทุกชาติพันธุ์สามารถอยู่ร่วมกันได้
สิ่งที่ควรสร้างไม่ใช่ความเกลียดชัง แต่คือความเข้าใจ ความยุติธรรม การพัฒนา
และกระบวนการทางการเมืองที่อยู่ภายใต้กฎหมาย
สิทธิมนุษยชนต้องปกป้องชีวิต
ไม่ใช่ถูกนำมาใช้เพื่อทำลายชีวิต การเห็นต่างทางการเมืองไม่ใช่อาชญากรรม
แต่ความรุนแรงต่อผู้บริสุทธิ์ก็ไม่ควรถูกทำให้กลายเป็น “สิทธิ”
เพียงเพราะมีคำสวยหรูมารองรับ
#สิทธิมนุษยชน
#SelfDetermination
#การกำหนดใจตนเอง
#ชายแดนใต้
#ความรุนแรง
#นิติรัฐ
#ประเทศไทย






