วันพุธที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

RSD กับคำถามที่สังคมต้องกล้าคิด: ใครกันแน่ที่ได้ประโยชน์บนความทุกข์ของประชาชน?

“RSD” กับคำถามที่สังคมต้องกล้าคิด: ใครกันแน่ที่ได้ประโยชน์บนความทุกข์ของประชาชน?

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องเผชิญกับปัญหาความไม่สงบ ความหวาดระแวง และความแตกแยกที่ฝังรากลึกในสังคม ประชาชนจำนวนมากต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความกลัว สูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก และต้องแบกรับภาระจากสถานการณ์ที่ยืดเยื้อโดยไม่รู้จุดจบ แต่สิ่งที่น่าตั้งคำถามอย่างยิ่งคือ ในขณะที่ประชาชนทั่วไปกำลังทุกข์ยาก กลับมีกลุ่มบุคคลบางกลุ่ม ทั้งในนามองค์กรภาคประชาสังคม กลุ่มนักศึกษาสุดโต่ง หรือเครือข่ายที่นิยมแนวคิดแบ่งแยก กลับใช้วาทกรรม “กำหนดใจตนเอง” หรือ RSD (Remedial Self-Determination) เป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อสร้างกระแส ปลุกปั่นอารมณ์ และแสวงหาผลประโยชน์จากความขัดแย้ง

คำว่า “กำหนดใจตนเอง” ฟังดูสวยหรูในทางทฤษฎี แต่เมื่อถูกนำมาใช้ในบริบทของประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ กลับถูกตีความอย่างบิดเบือนเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับแนวคิดแบ่งแยกดินแดน ทั้งที่ข้อเท็จจริงคือ ประเทศไทยมิใช่รัฐที่กดขี่ศาสนา มิใช่รัฐที่ห้ามประชาชนดำรงอัตลักษณ์ของตนเอง และมิใช่ “ดารุลฮัรบี” ตามหลักการศาสนาอิสลามแต่อย่างใด

ประเทศไทยเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกศาสนาใช้ชีวิตได้อย่างเสรี ชาวมุสลิมสามารถละหมาด ถือศีลอด สร้างมัสยิด เรียนศาสนา แต่งกายตามหลักศาสนา และประกอบพิธีกรรมได้อย่างเปิดเผย มีทั้งโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา ศาลชารีอะห์ในบางเรื่องของครอบครัวและมรดก รวมถึงมีผู้นำศาสนาและองค์กรอิสลามที่ได้รับการยอมรับตามกฎหมาย สิ่งเหล่านี้สะท้อนชัดว่ารัฐไทยให้เกียรติและเคารพต่อความหลากหลายทางศาสนาและวัฒนธรรม

ดังนั้น การพยายามผลักดันวาทกรรม RSD เพื่อสร้างความรู้สึกว่า “ถูกกดขี่จนต้องแยกตัว” จึงเป็นเรื่องที่สังคมต้องตั้งคำถามว่า แท้จริงแล้วใครคือผู้ได้รับประโยชน์? เพราะเมื่อมองลึกลงไป จะพบว่ามีกลุ่มคนบางส่วนที่เติบโตบนความขัดแย้ง ได้รับทุนสนับสนุนจากต่างประเทศ ได้ชื่อเสียงจากเวทีสิทธิมนุษยชน ได้บทบาททางการเมือง และใช้เยาวชนเป็นเครื่องมือในการสร้างกระแสทางสังคม

หลายครั้งที่เราเห็นกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ การจัดม็อบ การสร้างกระแสผ่านโซเชียลมีเดีย หรือการปลุกเร้าให้เยาวชนเกิดความรู้สึกต่อต้านรัฐ โดยใช้ถ้อยคำรุนแรงและสร้างความเกลียดชังต่อสังคมส่วนรวม แต่ผู้ที่ออกมานำกระแสเหล่านั้น กลับไม่ใช่คนที่ต้องเผชิญผลกระทบโดยตรง คนที่เดือดร้อนจริงคือประชาชนตาดำ ๆ พ่อค้าแม่ค้า คนหาเช้ากินค่ำ และครอบครัวผู้มีรายได้น้อย ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม

ยิ่งไปกว่านั้น กระแสบางอย่างที่ถูกสร้างขึ้นในหมู่เยาวชน กลับกลายเป็นภาระต่อผู้ปกครองและครอบครัว เช่น การรณรงค์เปลี่ยนสีชุด แต่งกายตามกระแส หรือกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ที่ต้องใช้ค่าใช้จ่าย โดยไม่คำนึงถึงความเป็นจริงของคนรากหญ้า หลายครอบครัวต้องดิ้นรนหาเงินเพียงเพื่อให้ลูก “ไม่ตกกระแส” หรือไม่ถูกกีดกันจากสังคม ทั้งที่ในความเป็นจริง สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต หรือแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนเลยแม้แต่น้อย

คำถามสำคัญคือ สิ่งที่กลุ่มเหล่านี้ต้องการจริง ๆ คือสันติภาพ หรือเพียงต้องการรักษาพื้นที่ทางอำนาจและผลประโยชน์ของตนเอง? เพราะหากต้องการสันติสุขอย่างแท้จริง สิ่งที่ควรทำคือการสร้างโอกาสทางการศึกษา สร้างงาน พัฒนาเศรษฐกิจ และส่งเสริมความเข้าใจระหว่างผู้คน ไม่ใช่การปลุกระดมให้เกิดความแตกแยก หรือสร้างความเกลียดชังต่อรัฐและสังคม

เยาวชนไม่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือทางอุดมการณ์ พวกเขาควรได้รับการส่งเสริมให้คิดอย่างมีวิจารณญาณ มีความเข้าใจในข้อเท็จจริง และมองเห็นคุณค่าของการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม การสร้างความฮึกเหิมชั่วคราวผ่านวาทกรรมสุดโต่ง อาจทำให้บางคนรู้สึกมีพลัง แต่ท้ายที่สุดแล้ว คนที่ต้องรับผลกระทบจากความขัดแย้งคือประชาชนธรรมดา ไม่ใช่แกนนำที่อยู่เบื้องหลัง

จังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องการสันติภาพที่ยั่งยืน ไม่ใช่สันติภาพปลอมที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างอำนาจ ประเทศไทยอาจมีปัญหาหลายด้านที่ต้องแก้ไข แต่หนทางแก้ไม่ใช่การสร้างความแตกแยกหรือปลุกปั่นให้สังคมเกลียดชังกันเอง สิ่งที่ควรทำคือการร่วมกันพัฒนาพื้นที่ เปิดพื้นที่ให้มีการพูดคุยอย่างสร้างสรรค์ และเคารพในความแตกต่างภายใต้ความเป็นพลเมืองไทยร่วมกัน

ท้ายที่สุด ประชาชนควรตั้งคำถามให้มากขึ้นว่า ใครกันแน่ที่ได้ประโยชน์จากความขัดแย้ง และใครคือผู้ที่ต้องแบกรับความสูญเสีย เพราะในทุกเหตุการณ์ความไม่สงบ คนที่เจ็บปวดที่สุดไม่ใช่ผู้พูดบนเวที ไม่ใช่ผู้ได้รับทุนสนับสนุน หรือผู้สร้างกระแสบนโลกออนไลน์ แต่คือชาวบ้านธรรมดาที่เพียงต้องการใช้ชีวิตอย่างสงบสุขในบ้านเกิดของตนเอง

กำหนดใจตนเอง RSD ในพื้นที่ จชต.

กำหนดใจตนเอง RSD ในพื้นที่ จชต. : หยุดเอาคำหรูมาเคลมเพื่อแยกดินแดนได้แล้ว!

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราจะเห็นคำศัพท์หรู ๆ ทางกฎหมายระหว่างประเทศถูกหยิบมาใช้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มากขึ้น โดยเฉพาะคำว่า “RSD” หรือ Remedial Self-Determination ที่ถูกบางกลุ่มพยายามยกขึ้นมาอ้างว่าเป็น “สิทธิในการแยกตัวเป็นเอกราช” ของประชาชนในพื้นที่ จนทำให้คนจำนวนไม่น้อยเข้าใจผิดว่า กฎหมายสากลเปิดช่องให้สามารถแยกดินแดนได้ หากรู้สึกว่า “แตกต่าง” หรือ “ไม่พอใจรัฐ”

แต่ความจริงคือ RSD ไม่ใช่บุฟเฟต์ทางการเมืองที่ใครอยากหยิบมาใช้เมื่อไหร่ก็ได้

แนวคิดเรื่อง Remedial Self-Determination ในกฎหมายระหว่างประเทศนั้น เป็นหลักการที่ถูกพูดถึงในกรณีเฉพาะอย่างยิ่ง และยังเป็นแนวคิดที่ถกเถียงกันสูงในวงวิชาการด้วยซ้ำ มันไม่ได้เป็น “สิทธิอัตโนมัติ” สำหรับทุกขบวนการแบ่งแยกดินแดน แต่จะถูกหยิบยกขึ้นมาเฉพาะในสถานการณ์รุนแรงขั้นสุด เช่น ประชาชนถูกกดขี่อย่างเป็นระบบ ถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ถูกปฏิเสธสิทธิขั้นพื้นฐานโดยสิ้นเชิง และไม่มีช่องทางใดในการมีส่วนร่วมทางการเมืองอีกแล้ว

ถามจริง ๆ ว่า สถานการณ์ในประเทศไทยเข้าข่ายนั้นหรือ?

ประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีสิทธิเลือกตั้ง มีผู้แทน มีพรรคการเมือง มีเสรีภาพในการนับถือศาสนา มีโรงเรียนศาสนา มีศาลอิสลามในบางเรื่องของครอบครัวและมรดก รวมถึงมีนโยบายรัฐจำนวนมากที่พยายามสนับสนุนอัตลักษณ์มลายูมุสลิม แม้จะมีปัญหา มีความผิดพลาดจากรัฐ หรือมีบาดแผลทางประวัติศาสตร์ที่ต้องยอมรับ แต่สิ่งเหล่านั้นไม่ได้เท่ากับ “อาณานิคม” หรือ “การกดขี่จนต้องแยกประเทศ”

การพยายามหยิบ RSD มาใช้แบบตัดแปะ จึงไม่ต่างจากการเอาคำศัพท์สากลมาสร้างความชอบธรรมทางการเมืองให้กับแนวคิดแบ่งแยกดินแดนมากกว่า

ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ การบิดประวัติศาสตร์เพื่อปลุกเร้าอารมณ์คนรุ่นใหม่

ทุกวันนี้มีความพยายามยัดชุดความคิดให้เยาวชนว่า “สยามคือเจ้าอาณานิคม” และ “ปาตานีถูกยึดครอง” ราวกับว่าประวัติศาสตร์มีแค่ด้านเดียว ทั้งที่ความจริงประวัติศาสตร์ภูมิภาคนี้ซับซ้อนกว่านั้นมาก ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐมลายูกับสยามในอดีตมีทั้งการเมือง การค้า อำนาจ และระบบบรรณาการที่แตกต่างจากแนวคิดอาณานิคมแบบตะวันตกโดยสิ้นเชิง

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ มีบางกลุ่มเลือกเล่าเฉพาะมุมที่ตัวเองได้ประโยชน์ ตัดต่อเรื่องราวบางช่วง ขยายความเจ็บปวดบางเหตุการณ์ แล้วละเลยบริบททั้งหมด เพื่อสร้างภาพให้ความรุนแรงดู “เท่” และดูเป็น “การต่อสู้เพื่อเสรีภาพ”

ทั้งที่ในความเป็นจริง ความรุนแรงไม่เคยโรแมนติกเลย

คนที่ต้องสูญเสียจากเหตุการณ์ในพื้นที่ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ไม่ใช่นักทฤษฎีบนโลกออนไลน์ ไม่ใช่พวกที่นั่งโพสต์คำหรูอยู่ในห้องแอร์ แต่คือชาวบ้านธรรมดา ครู พระ อิหม่าม เด็ก ผู้หญิง และประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความหวาดกลัว

ทุกครั้งที่มีการปลุกปั่นด้วยวาทกรรมสุดโต่ง คนที่รับกรรมจริงคือประชาชนในพื้นที่

คำว่า “สิทธิ” จึงไม่ควรถูกใช้เป็นข้ออ้างในการสร้างเงื่อนไขให้ความรุนแรงดำรงอยู่ต่อไป เพราะสิทธิที่แท้จริงต้องเดินคู่กับความรับผิดชอบ และต้องไม่ละเมิดสิทธิในการมีชีวิตอย่างสงบของผู้อื่น

แน่นอน รัฐไทยเองก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบ ยังมีหลายเรื่องที่ต้องแก้ไข ทั้งความเป็นธรรม กระบวนการยุติธรรม การพัฒนาเศรษฐกิจ และความไว้วางใจระหว่างรัฐกับประชาชน แต่การแก้ปัญหาเหล่านี้ควรเดินหน้าอยู่บนฐานของสันติวิธี การพูดคุย และการอยู่ร่วมกัน ไม่ใช่การปั่นแนวคิดแบ่งแยกด้วยการบิดกฎหมายสากลหรือปลุกแค้นทางประวัติศาสตร์

เพราะสุดท้ายแล้ว การสร้างอนาคตร่วมกัน ย่อมดีกว่าการลากผู้คนกลับไปติดอยู่ในวังวนของความเกลียดชังไม่รู้จบ

หยุดเอา RSD มาเคลมมั่ว ๆ ได้แล้ว

หยุดใช้ประวัติศาสตร์เป็นเครื่องมือปลุกปั่นได้แล้ว

และหยุดทำให้เยาวชนเข้าใจว่า “ความรุนแรงคือทางออก” เสียที

สังคมในพื้นที่ต้องการสันติภาพ ไม่ใช่สงครามวาทกรรมที่สร้างศัตรูให้คนในชาติเดียวกัน

#BRN #หยุดบิดเบือนRSD #หยุดใช้ประวัติศาสตร์ปลุกปั่น

อิสลามยึดประเทศ

อิสลามยึดประเทศ

มีความพยายามสร้างกระแสมานานว่าไทยมีกฎหมายอิสลาม อิสลามจะยึดประเทศ คำว่า อิสลามจะยึดประเทศ เป็นคำปลุกระดม เพื่อสร้างกระแสความหวาดกลัวในความรู้สึกของคนไทยส่วนใหญ่ โดยเหตุผลหนึ่งที่ยกมา คือ ไทยมีกฎหมายอิสลามที่จะบังคับใช้คนไทยทั่วประเทศ หรือมีมัสยิดทั่วประเทศ ประเทศจะถูกยึดโดยอิสลาม เป็นตรรกแบบไม่ฉลาด

ข้อมูลการปลุกปั่นอย่างนี้ คนไทยส่วนใหญ่ไม่เชื่อเพราะเห็นว่า เป็นไปไม่ได้ แต่ก็มีคนบางกลุ่มที่อาจบ้าจี้ตาม ตีอกชกตัวว่า ประเทศไทยจะถูกยึด ก็มีคนเพี้ยนๆแบบนี้อยู่บ้าง

ข้อมูลเหล่านี้ ถูกส่งมาจากกลุ่มสุดโต่งบางกลุ่มที่สัมพันธ์กับวัดดัง แต่หลังเจ้าอาวาสโดนคดี และแกนนำบางคนติดคุกไปบ้าง จากการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จหรือหมิ่นปรัมาทผู้อื่น ก็ดูจะเงียบลงบ้าง แต่เพื่อความเข้าใจจึงอยากจะนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง บางคนจะได้ไม่ไปติดกับคนกลุ่มนี้

กฎหมายอิสลามไม่มีในประเทศไทย แต่มีกฎหมายที่เรียกว่า กฎหมายบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม ปี 2540 ที่กำหนดให้คณะกรรมการขึ้นมาเพื่อบริการองค์กรศาสนาอิสลาม

กฎหมายการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. 2540 พัฒนามาจาก พระราชบัญญัติมัสยิดอิสลาม พ.ศ. 2490" ซึ่งประกาศใช้ในสมัยของรัฐบาลพลเรือตรี ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ เพื่อรองรับสถานะและการจดทะเบียนของมัสยิดต่าง ๆ ให้ถูกต้องตามกฎหมาย

ก่อนหน้านี้ มัสยิดทุกแห่งในประเทศไทย ไม่ได้จดทะเบียน แม้หลายแห่งจะสร้างมาหลายร้อยปีก็ตาม หลังปี 2490 จึงมีการจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย จึงมีมัสนิดจำนวนมากจดทะเบียนหลังกฎหมายนี้ออกมา

มัสยิด จึงมี อิหม่าม คอเต็บ บอกล้าน และคณะกรรมการฯจำนวนหนึ่งเพื่อบริหารมัสยิดที่ถูกต้องตามกฎหมาย

ส่วนตำแหน่งจุฬาราขมนตรี เป็นคำแหน่งที่มีมาตั้งสมัยกรุงศรีอยุธยา แต่เดิมเป็นตำแหน่งเป็นผู้นำมุสลิม แม่ทัพฝ่ายมุสลิม แต่ถูกลดบทบาทลงไป เป็นที่ปรึกษาพระมหากษัตริย์ และตามกฎหมายปี 40 บทบาทก็ถูกลดไปอีก

หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ตำแหน่งจุฬาฯราชมนตรี เหมือนจะขาดช่วงไป จนมีการออก พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการศาสนูปถัมภ์ฝ่ายอิสลาม พุทธศักราช 2488/2490/2491 สมัยนายควง อภัยวงศ์ ใช้แต่งตั้งจุฬาราชมนตรี

กฎหมายปี 2540 กำหนดให้มีคณะกรรมการขึ้นมา 3 ระดับ คือ คณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิด (กอม.) ในระดับจังหวัด มีคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด (กอจ.) และระดับประเทศ มีคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย(กอท.) ทั้งหมดอยู่ภายใต้ จุฬาราชมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย

คณะกรรมการทั้ง 3 ระดับ ไม่มีเงินเดือน แต่มีเบี้ยประชุมเพียงเล็กน้อย อย่าง กอจ. มีเบี้ยประชุมเดือนละ 1,000 บาทเท่านั้น

บทบาทหน้าที่คือ การบริหารกิจการศาสนาอิสลาม อย่างกอจ. ก็กำกับดูแลมัสยิดให้เป็นระเบียบร้อย การคัดเลือกอิหม่ามแบะคณะกรรมการเมื่อหมดวาระ หรือทีีมีน้ำมีเนื้อหน่อยก็การตรวจรับรองฮาลาล ที่มีรายได้จากค่าธรรมเนียมเพื่อหล่อเลี้ยงองค์กร ทำหน้าที่ข่วยส่วนราชการตามที่มีการประสาน กอจ.แม้จะมีหน้าที่เป็นที่ปรึกษาผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เรียกมาปรึกษา จะได้เจอผู้ว่าฯซัดครั้งก็งานถวานพระพรที่ศาลากลางฯ

ทั้ง กรรมการมัสยิด, กรรมการจังหวัด หรือกรรมการกลางฯ ไม่ได้มีอำนาจให้คุณให้โทษกับใครได้ ไม่มีงบประมาณอยู่ในมือ ไม่ได้มีอำนาจพกพาอาวธ ทุกอย่างต้องปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศไทยทั้งสิ้น ใครที่เชื่อว่า มุสลิมหรืออิสลามจะยึดประเทศตามที่พวกสุดโต่งปั่นหัว ก็น่าจะปัญญาอ่อนพอกัน

#อิสลามยึดประเทศ

วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ศาสนาอิสลามที่แท้จริง มิใช่ศาสนาริเริ่มสร้างความวุ่นวาย

ศาสนาอิสลามที่แท้จริง มิใช่ศาสนาแห่งการเริ่มต้นสร้างความวุ่นวาย

ศาสนาอิสลามที่แท้จริง มิใช่ศาสนาแห่งการเริ่มต้นสร้างความวุ่นวาย ความแตกแยก หรือการทำลายสังคม ตรงกันข้าม อิสลามคือศาสนาแห่งสันติภาพ ความเมตตา และการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลในสังคมพหุวัฒนธรรม คำว่า “อิสลาม” เองมีรากศัพท์มาจากคำว่า “สลาม” ซึ่งหมายถึงความสงบสุข ความปลอดภัย และการมอบสันติให้แก่ผู้อื่น ดังนั้น ผู้ที่เข้าใจหลักคำสอนของอิสลามอย่างแท้จริง จะไม่เป็นผู้เริ่มต้นก่อกวน สร้างปัญหา หรือสร้างความเดือดร้อนแก่สังคม

อิสลามสอนให้มนุษย์เคารพศักดิ์ศรีของกันและกัน ไม่ว่าจะต่างเชื้อชาติ ภาษา ศาสนา หรือวัฒนธรรม พระผู้เป็นเจ้าทรงสร้างมนุษย์ให้มีความหลากหลาย เพื่อให้เรียนรู้และอยู่ร่วมกันด้วยความเข้าใจ มิใช่เพื่อดูหมิ่น เหยียดหยาม หรือสร้างความเกลียดชังต่อกัน หลักการสำคัญในอิสลามจึงเน้นการสร้างสังคมแห่งความยุติธรรม ความอดทน และความเมตตา เพราะเมื่อมนุษย์มีหัวใจแห่งคุณธรรม สังคมก็จะเกิดความสงบสุขอย่างแท้จริง

ในประวัติศาสตร์ของศาสนาอิสลาม ท่านศาสดามุฮัมมัด ได้เป็นแบบอย่างที่ชัดเจนของการอยู่ร่วมกับผู้คนต่างศาสนาอย่างสันติ ท่านไม่เคยสั่งสอนให้เริ่มต้นสร้างความรุนแรงหรือทำลายผู้อื่นโดยไร้เหตุผล ตรงกันข้าม ท่านกลับสอนให้ตอบโต้ความชั่วด้วยความดี สอนให้ให้อภัย และรักษาความสัมพันธ์อันดีต่อเพื่อนมนุษย์ แม้กระทั่งผู้ที่เคยทำร้ายหรือกล่าวร้ายต่อท่าน ท่านยังคงใช้ความอดทนและสติปัญญาในการแก้ปัญหา มากกว่าการใช้อารมณ์หรือความรุนแรง

ปัจจุบัน สังคมโลกเผชิญกับปัญหาความขัดแย้ง ความแตกแยก และการปลุกปั่นทางความคิดอยู่มาก บางครั้งมีผู้ที่นำศาสนาไปใช้ผิดบริบท หรือใช้เป็นเครื่องมือสร้างความเกลียดชัง จนทำให้ผู้คนภายนอกเข้าใจผิดว่าอิสลามสนับสนุนความรุนแรง ทั้งที่แท้จริงแล้ว การกระทำที่สร้างความวุ่นวาย การทำลายชีวิตและทรัพย์สิน หรือการสร้างความเดือดร้อนแก่สังคม ล้วนขัดต่อหลักคำสอนของอิสลามอย่างชัดเจน เพราะอิสลามให้ความสำคัญกับการรักษาชีวิต เกียรติ และทรัพย์สินของมนุษย์ทุกคน

มุสลิมที่ดีจึงต้องเป็นผู้สร้าง มิใช่ผู้ทำลาย เป็นผู้เชื่อมความสัมพันธ์ มิใช่ผู้สร้างความแตกแยก ต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม มีจิตสำนึกแห่งความเมตตา และพร้อมช่วยเหลือส่วนรวม อิสลามส่งเสริมให้มนุษย์ทำความดีต่อเพื่อนบ้าน ดูแลผู้ยากไร้ เคารพกฎหมาย และรักษาความสงบของบ้านเมือง เพราะสังคมที่สงบสุขจะเกิดขึ้นได้จากการที่ทุกคนร่วมมือกันสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน

โดยเฉพาะในสังคมพหุวัฒนธรรม เช่น พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ การอยู่ร่วมกันอย่างสันติถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง คนในสังคมอาจมีความแตกต่างทางศาสนา ภาษา และวัฒนธรรม แต่ทุกคนต่างต้องการความปลอดภัย ความสงบสุข และอนาคตที่ดีให้แก่ลูกหลาน หากทุกฝ่ายยึดหลักแห่งความอดทน การเคารพซึ่งกันและกัน และการพูดคุยด้วยเหตุผล ปัญหาความขัดแย้งก็จะค่อย ๆ ลดลง และสังคมจะกลับคืนสู่ความสงบอย่างยั่งยืน

เยาวชนรุ่นใหม่จึงควรศึกษาอิสลามจากแหล่งความรู้ที่ถูกต้อง ไม่หลงเชื่อต่อการบิดเบือนหรือการปลุกระดมที่นำไปสู่ความเกลียดชัง เพราะผู้ที่มีความรู้และเข้าใจศาสนาอย่างแท้จริง จะรู้ว่าศาสนาอิสลามไม่อนุญาตให้ละเมิดผู้อื่น ไม่อนุญาตให้สร้างความเดือดร้อนแก่สังคม และไม่สนับสนุนการทำลายความสงบสุขของส่วนรวม ตรงกันข้าม อิสลามต้องการให้มนุษย์เป็นผู้มีคุณธรรม มีความรับผิดชอบ และเป็นกำลังสำคัญในการสร้างสันติภาพ

แท้จริงแล้ว ศาสนาอิสลามคือศาสนาแห่งความสมดุลและความเมตตา ผู้ศรัทธาที่แท้จริงจะไม่เป็นผู้เริ่มต้นก่อกวน ไม่สร้างปัญหา และไม่สร้างความแตกแยกในสังคม แต่จะเป็นผู้ที่นำพาความดี ความสงบ และความเข้าใจมาสู่ผู้คนรอบข้าง เพราะสันติสุขที่แท้จริง มิได้เกิดจากความรุนแรงหรือความเกลียดชัง แต่เกิดจากหัวใจที่มีศรัทธา คุณธรรม และความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ทุกคน

ปลุกจิตสำนึก การอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม

ปลุกจิตสำนึก การอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม

ไม่ทำลาย ไม่ก่อกวน ไม่สร้างความเดือดร้อนต่อสังคม ในโลกปัจจุบัน สังคมมีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งด้านศาสนา ภาษา เชื้อชาติ วัฒนธรรม และวิถีชีวิต การอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนต้องเรียนรู้และเข้าใจ เพราะแม้เราจะมีความแตกต่างกัน แต่ทุกคนต่างก็เป็นมนุษย์ที่ต้องการความสงบสุข ความปลอดภัย และการได้รับการยอมรับจากสังคม การปลุกจิตสำนึกให้ประชาชนตระหนักถึงคุณค่าของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ จึงเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างสังคมที่มั่นคงและยั่งยืน

จิตสำนึกที่ดีเริ่มต้นจากการรู้จักหน้าที่ของตนเอง รู้ว่าอะไรควรทำ และอะไรไม่ควรทำ การไม่ทำลายทรัพย์สินสาธารณะ ไม่ก่อกวนผู้อื่น และไม่สร้างความเดือดร้อนต่อสังคม ถือเป็นหน้าที่พื้นฐานของพลเมืองที่ดี เพราะทรัพย์สินสาธารณะ เช่น ถนน โรงเรียน มัสยิด วัด สถานที่ราชการ หรือสวนสาธารณะ ล้วนเป็นสมบัติส่วนรวมที่ทุกคนมีสิทธิใช้ร่วมกัน หากมีการทำลายหรือสร้างความเสียหาย ย่อมส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยรวม และทำให้สังคมขาดความน่าอยู่

การไม่ก่อกวนผู้อื่นก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สะท้อนถึงความมีจิตสำนึก เช่น การไม่ส่งเสียงดังรบกวนในยามวิกาล การไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย การไม่สร้างความเกลียดชังผ่านสื่อออนไลน์ หรือการไม่ยุยงให้เกิดความแตกแยกในสังคม สิ่งเหล่านี้แม้อาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่หากเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ก็สามารถนำไปสู่ความขัดแย้งและความไม่สงบได้ ดังนั้น ทุกคนควรใช้สติในการกระทำและคำพูด เพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน

ในสังคมพหุวัฒนธรรม ความเข้าใจและการเคารพความแตกต่างเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง แต่ละศาสนาและวัฒนธรรมต่างมีคุณค่าและเอกลักษณ์ของตนเอง การเปิดใจเรียนรู้ซึ่งกันและกัน จะช่วยลดอคติและความหวาดระแวง ตัวอย่างเช่น การเคารพสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของแต่ละศาสนา การให้เกียรติการแต่งกายหรือประเพณีที่แตกต่าง และการไม่ดูหมิ่นความเชื่อของผู้อื่น สิ่งเหล่านี้คือรากฐานของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

นอกจากนี้ ครอบครัว โรงเรียน ศาสนสถาน และชุมชน มีบทบาทสำคัญในการปลูกฝังจิตสำนึกที่ดีให้แก่เยาวชน เด็กที่เติบโตขึ้นมาท่ามกลางการสอนเรื่องคุณธรรม ความรับผิดชอบ และการเคารพผู้อื่น ย่อมมีแนวโน้มที่จะเป็นพลเมืองที่ดีของสังคม การสร้างกิจกรรมจิตอาสา การทำความสะอาดชุมชน การช่วยเหลือผู้ยากไร้ หรือการร่วมมือกันพัฒนาสังคม ล้วนเป็นวิธีที่ช่วยปลูกฝังความรักและความหวงแหนต่อส่วนรวมได้เป็นอย่างดี

อีกประการหนึ่งที่สำคัญคือ การใช้สื่อและเทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ ในยุคดิจิทัล ข่าวสารสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว หากขาดสติในการรับหรือส่งต่อข้อมูล อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดและสร้างความขัดแย้งในสังคมได้ ดังนั้น ประชาชนควรตรวจสอบข้อมูลก่อนเผยแพร่ และหลีกเลี่ยงการแชร์เนื้อหาที่สร้างความเกลียดชังหรือปลุกปั่นให้เกิดความรุนแรง เพราะสังคมที่ดีต้องอาศัยความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคน

การอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมอย่างสงบสุข ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องคิดเหมือนกันหรือใช้ชีวิตเหมือนกัน แต่หมายถึงการยอมรับความแตกต่าง และสามารถอยู่ร่วมกันได้ด้วยความเคารพและเข้าใจ หากทุกคนมีจิตสำนึกที่ดี รู้จักหน้าที่ของตนเอง ไม่ทำลาย ไม่ก่อกวน และไม่สร้างความเดือดร้อนต่อผู้อื่น สังคมก็จะเกิดความสงบสุข ความสามัคคี และความมั่นคงอย่างยั่งยืน

ท้ายที่สุด การปลุกจิตสำนึกไม่ใช่หน้าที่ของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นหน้าที่ของทุกคนในสังคม เพราะการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ เริ่มต้นจากจิตใจของคนเพียงคนเดียว เมื่อแต่ละคนเริ่มต้นทำความดี เคารพกติกา และเห็นคุณค่าของการอยู่ร่วมกัน สังคมพหุวัฒนธรรมก็จะกลายเป็นสังคมแห่งสันติสุข ที่เต็มไปด้วยความเข้าใจ ความเมตตา และความร่วมมือระหว่างกันอย่างแท้จริง

วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

รับสารภาพต่อหน้าแม่ ผมเป็นเปอมูดอ BRN

รับสารภาพต่อหน้าแม่ “ผมเป็นเปอมูดอ BRN”

เสียงสะอื้นของลูกชาย กับน้ำตาของแม่ ที่สะท้อนความสูญเสียจากความรุนแรง

ภาพของชายหนุ่มคนหนึ่งที่ร่ำไห้โผเข้ากอดครอบครัว พร้อมเอ่ยคำสารภาพต่อหน้าแม่ว่า “ผมเป็นเปอมูดอ BRN กลายเป็นภาพสะเทือนใจที่สังคมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ต่างพูดถึงอย่างกว้างขวาง

ไม่มีแม่คนไหนอยากเห็นลูกเดินเข้าสู่เส้นทางความรุนแรง และไม่มีครอบครัวใดอยากเห็นคนที่ตนรักต้องตกอยู่ในวังวนของความเกลียดชัง การปลุกระดม และการสูญเสียอนาคต

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับเหตุลอบวางระเบิดปั๊มน้ำมันหลายจุดในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ระหว่างกระบวนการซักถาม ชายหนุ่มรายนี้ได้เปิดใจต่อหน้าแม่และครอบครัว พร้อมยอมรับว่า ตนเองเข้าไปเกี่ยวข้องกับขบวนการ BRN และร่วมก่อเหตุเพราะถูกชักจูงทางความคิดมาเป็นเวลานาน

สิ่งที่น่าเศร้าที่สุดไม่ใช่เพียงคำสารภาพ แต่คือเรื่องราวเบื้องหลังของการถูกปลูกฝังความเกลียดชัง จนเยาวชนคนหนึ่งเชื่อว่าความรุนแรงคือ “ทางออก

เขาเล่าว่า ตลอดช่วงวัยรุ่น ได้รับการปลูกฝังแนวคิดผ่านเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ การบิดเบือนข้อเท็จจริง และการใช้ประเด็นอัตลักษณ์ชาติพันธุ์และศาสนาเพื่อสร้างความรู้สึกแบ่งแยก ถูกทำให้มองเจ้าหน้าที่รัฐและประเทศไทยในฐานะ “ศัตรู” จนค่อย ๆ ซึมซับความคิดสุดโต่งโดยไม่รู้ตัว

กระบวนการเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่ค่อย ๆ บ่มเพาะผ่านกลุ่มปิด การพบปะลับ การชักชวนโดยบุคคลใกล้ตัว รวมถึงกิจกรรมบางอย่างที่แอบแฝงการปลุกระดมทางความคิด

จากเด็กคนหนึ่งที่เคยมีครอบครัว มีอนาคต และมีความฝัน กลับถูกผลักเข้าสู่เส้นทางแห่งความรุนแรงโดยคนที่อ้างว่า “ต่อสู้เพื่ออุดมการณ์

แต่สุดท้าย คนที่ต้องเจ็บปวดที่สุดกลับไม่ใช่แกนนำที่คอยปลุกระดม

หากเป็นพ่อแม่ ครอบครัว และประชาชนผู้บริสุทธิ์ในพื้นที่

เสียงร้องไห้ของแม่ในวันนั้น อาจเป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุดว่า ความรุนแรงไม่เคยนำพาความสุขมาสู่ใครเลย

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พื้นที่ชายแดนใต้ต้องเผชิญเหตุสูญเสียซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้นำศาสนา ครู เด็ก และประชาชนทั่วไป ต่างตกเป็นเหยื่อของเหตุการณ์ความไม่สงบ หลายครอบครัวสูญเสียคนที่รัก หลายเด็กเติบโตขึ้นท่ามกลางความหวาดกลัว

สิ่งที่น่ากังวลคือ การใช้ศาสนา และอัตลักษณ์เป็นเครื่องมือสร้างความเกลียดชัง ซึ่งขัดต่อหลักคำสอนที่แท้จริงของทุกศาสนา โดยเฉพาะศาสนาอิสลามที่สอนเรื่องเมตตา สันติ และการเคารพคุณค่าชีวิตมนุษย์

อิสลามไม่ใช่ศาสนาแห่งความรุนแรง และชาวมลายูมุสลิมจำนวนมากในพื้นที่ก็เลือกยืนหยัดอยู่กับสันติภาพ การอยู่ร่วมกัน และการปฏิเสธการใช้ความรุนแรง

คำสารภาพของชายหนุ่มคนนี้ จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของผู้ก่อเหตุคนหนึ่ง แต่เป็นสัญญาณเตือนสำคัญต่อสังคม ว่าเยาวชนจำนวนมากอาจกำลังตกเป็นเป้าหมายของการชักจูงทางความคิด หากสังคมไม่ช่วยกันสร้างภูมิคุ้มกันที่ถูกต้อง

ครอบครัว สถานศึกษา ผู้นำศาสนา และชุมชน ล้วนมีบทบาทสำคัญในการป้องกันไม่ให้เยาวชนหลงเข้าสู่แนวทางสุดโต่ง

การเปิดพื้นที่พูดคุยอย่างเข้าใจ

การให้ความรู้ด้านศาสนาอย่างถูกต้อง

การสร้างโอกาสทางการศึกษาและอาชีพ

รวมถึงการส่งเสริมการอยู่ร่วมกันท่ามกลางความหลากหลาย คือแนวทางที่จะช่วยลดเงื่อนไขของความรุนแรงได้อย่างยั่งยืน

ประเทศไทยเป็นสังคมที่มีความหลากหลายทั้งเชื้อชาติ ภาษา และศาสนา ผู้คนสามารถอยู่ร่วมกันได้ภายใต้ความแตกต่าง หากทุกฝ่ายเลือกใช้เหตุผลแทนความเกลียดชัง และเลือกสันติวิธีแทนการใช้อาวุธ

ภาพลูกชายกอดแม่พร้อมน้ำตาแห่งความสำนึกผิดในวันนั้น

อาจสายเกินไปสำหรับบางสิ่ง แต่ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ ที่ทำให้สังคมตระหนักว่า “ความรุนแรงไม่เคยสร้างอนาคต มีเพียงสันติภาพเท่านั้น ที่จะรักษาผู้คนและบ้านเกิดเอาไว้ได้

วันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

แทนที่เราจะกลัวระแวง ทำไมเราไม่ส่งเสริมความเข้าใจอันดีที่ยั่งยืน

ประเทศไทยเป็นดินแดน ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ศาสนา และวิถีชีวิตของผู้คน แต่สิ่งหนึ่งที่คนไทยทุกคนมีร่วมกันคือ การอยู่ภายใต้ผืนแผ่นดินเดียวกัน อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนทุกหมู่เหล่า ไม่ว่าจะเป็นไทยพุทธ ไทยมุสลิม ไทยคริสต์ ไทยซิกข์ หรือศาสนาอื่น ๆ ที่อาศัยอยู่ร่วมกันในสังคมไทย ทุกคนต่างมีสิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนาและปฏิบัติตามหลักคำสอนของตนเองอย่างเสรี ภายใต้กรอบของกฎหมายและความสงบเรียบร้อยของสังคม นับเป็นความโชคดีอย่างยิ่งที่เราได้เกิดมาบนแผ่นดินไทย ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถดำรงชีวิตตามความเชื่อและศรัทธาของตนได้โดยไม่มีการแบ่งแยกหรือกีดกัน

สังคมไทยถือเป็นตัวอย่างของสังคมพหุวัฒนธรรมที่งดงาม ผู้คนต่างศาสนา ต่างภาษา ต่างวิถีชีวิต สามารถอยู่ร่วมกันได้ด้วยความเคารพ ซึ่งกันและกัน เราอาจเห็นภาพของชุมชนที่มีวัด มัสยิด และโบสถ์ตั้งอยู่ไม่ไกลกัน ชาวบ้านช่วยเหลือกันในงานบุญ งานศาสนา และกิจกรรมของชุมชนโดยไม่แบ่งแยกศาสนา สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึง “ความเข้าใจเขา เข้าใจเรา” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ การส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม และสนับสนุนกิจกรรมด้านศีลธรรมของทุกศาสนา จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยสร้างสังคมที่สงบสุข มั่นคง และยั่งยืน

ในหลายประเทศทั่วโลก ยังปรากฏปัญหาความขัดแย้งด้านศาสนา ความเชื่อ และความไม่เท่าเทียมในสังคม บางแห่งเกิดความรุนแรงจากความแตกต่างทางศาสนา จนประชาชนไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสงบสุข แต่ประเทศไทยยังคงเปิดพื้นที่ให้ทุกศาสนาสามารถประกอบพิธีกรรมทางศาสนา มีองค์กรทางศาสนา มีผู้นำศาสนา และมีบทบาทในการพัฒนาสังคมร่วมกันได้อย่างเสรี สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับเสรีภาพทางศาสนา และการเคารพในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง

กรณี ของอุสตาสจากประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซีย ซึ่งเคยปราศรัยเกี่ยวกับปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เมื่อช่วงปี พ.ศ. 2554–2555 จนเกิดกระแสดราม่าว่า เข้าข้างกลุ่มก่อความไม่สงบหรือสนับสนุนกลุ่ม BRN นั้น แท้จริงอาจเกิดจากความเข้าใจ ที่ไม่ครบถ้วนเกี่ยวกับสถานการณ์ในพื้นที่ เพราะปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีความซับซ้อนและละเอียดอ่อน มีทั้งประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ได้รับผลกระทบ มีเจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ และมีกลุ่มผู้ก่อความรุนแรงที่สร้างความสูญเสียแก่ผู้คนในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้หญิง ครู หรือประชาชนทั่วไป ซึ่งล้วนเป็นผู้บริสุทธิ์ทั้งสิ้น กลายเป็นกระแส เมื่อมีการนำอุซปตาด 2 ท่านนี้ มีปั่นในโลกโซเชียล กล่าวหาว่า เข้ามาปลุกระดมคน 3 จังหวัดชายแดนใต้ และทั้ง 2 ท่าน คือ

1. ทางซ้าย อุซตาด อับดุล โซมัด (Ustaz Abdul Somad – UAS) สัญชาติ: อินโดนีเซีย

ประวัติสังเขป : เป็นนักวิชาการศาสนาอิสลาม (Preacher) ชาวอินโดนีเซียที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ โดดเด่นด้วยลีลาการบรรยายที่กระชับ ชัดเจน และมักสอดแทรกอารมณ์ขัน ทำให้เข้าถึงคนทุกเพศทุกวัย มีผู้ติดตามผ่านสื่อโซเชียลมีเดียเป็นจำนวนมหาศาล ทั้งในอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย โดยเฉพาะในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ท่านมักจะเดินทางมาบรรยายธรรมในพื้นที่ภาคใต้ของไทยอยู่บ่อยครั้ง

2. ทางขวา อุซตาด อัซฮัร อิดรุส (Ustaz Azhar Idrus – UAI) สัญชาติ: มาเลเซีย

ประวัติสังเขป : เป็นหนึ่งในนักบรรยายธรรมชาวมาเลเซียที่มีอิทธิพล และได้รับความนิยมสูงสุด ท่านมีรูปแบบการสอนที่ไม่เหมือนใคร โดยมักใช้วิธีการตอบคำถามศาสนาในรูปแบบที่เข้าใจง่าย สนุกสนาน และตรงไปตรงมา โดยใช้สำเนียงมลายูท้องถิ่นรัฐตรังกานู ทำให้เป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่คนรุ่นใหม่และบุคคลทั่วไป ท่านมักจะบรรยายควบคู่กับนักวิชาการท่านอื่น (Duo) และมีอิทธิพลทางความคิดต่อมุสลิมในภูมิภาคนี้เป็นอย่างมาก

ทั้งสองท่าน คือสุดยอดนักบรรยายศาสนาที่มีชื่อเสียงที่สุดในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งการมาปรากฏตัวคู่กันในงานเดียวกัน (เช่นในพื้นที่ปัตตานี) มักจะดึงดูดผู้คนให้มาร่วมฟังเป็นจำนวนมาก

2 ท่านนี้ปลุกปั่นการญิฮาดหรือไม่

การบรรยายของ UAS (อับดุล โซมัด) และ UAI (อัซฮัร อิดรุส) ที่เกี่ยวข้องกับประเด็น “ปัตตานี” และ “จีฮาด” ทั้งสองท่านมีจุดยืนที่น่าสนใจและส่งผลต่อความรู้สึกของคนในพื้นที่อย่างมาก

1. มุมมองต่อ “ปัตตานี”

ทั้ง UAS และ UAI มองปัตตานีในฐานะ “ดินแดนแห่งอูลามาอ์” (Land of Scholars) และมีสายสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ที่แนบแน่นกับโลกมลายู:

UAS (อินโดนีเซีย) : มักจะยกย่องปัตตานีว่า เป็นศูนย์กลางการศึกษาอิสลามที่ยิ่งใหญ่ในอดีต (เช่น การกล่าวถึง เชคดาวูด อัล-ฟาฏอนี)

การมาบรรยายของเขาที่ปัตตานีมักเน้นเรื่อง “การรักษาอัตลักษณ์อิสลาม” และการให้กำลังใจชาวมุสลิมให้ยืนหยัดในความศรัทธาท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง

UAI (มาเลเซีย) : เนื่องจากเป็นชาวมาเลเซีย และใช้ภาษาท้องถิ่นที่ใกล้เคียงกัน เขาจึงมีความใกล้ชิดกับคนในพื้นที่มาก การบรรยายของเขาจะเน้นเรื่อง “ความเป็นพี่น้อง” (Ukhuwah) และการทำนุบำรุงศาสนาในท้องถิ่นให้เข้มแข็ง

2. การตีความเรื่อง “จีฮาด” (Jihad)

ทั้งสองท่านมักถูกตั้งคำถามในประเด็นนี้ ซึ่งโดยส่วนใหญ่พวกเขาวางกรอบการบรรยายไว้ในเชิง “วิชาการ” และ “การขัดเกลาตนเอง

จีฮาด คือการต่อสู้กับกิเลส (Jihad al-Nafs): ทั้งคู่เน้นย้ำว่าการจีฮาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการชนะใจตนเอง การรักษาละหมาด และการออกห่างจากสิ่งอบายมุข ซึ่งเป็นรากฐานของสังคมที่เข้มแข็ง

จีฮาดทางการศึกษา: การส่งเสริมให้เยาวชนมุสลิมปัตตานีมีความรู้ทั้งทางโลกและทางธรรม เพื่อให้สามารถพัฒนาพื้นที่และปกป้องสิทธิของตนเองได้ด้วยสติปัญญา

จีฮาดในความหมายของการปกป้องสิทธิ: ในบางวาระอาจมีการพูดถึงการรักษาความยุติธรรมและการปกป้องศาสนา แต่ทั้งสองท่านมักจะ หลีกเลี่ยง การสนับสนุนความรุนแรงสุดโต่ง และมักจะเน้นย้ำว่าการทำจีฮาดต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ถูกต้องตามหลักนิติศาสตร์อิสลาม (Fiqh) เท่านั้น

3. อิทธิพลต่อสังคม

การมาบรรยายของทั้งคู่มีผลอย่างมากในการ “รวมใจ” ผู้คน ทำให้คนในพื้นที่รู้สึกว่าปัตตานีไม่ได้ถูกโดดเดี่ยว แต่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมมุสลิมโลกที่สำคัญ

งานบรรยายของพวกเขามักมีคนร่วมฟังหลักหมื่นถึงหลักแสนคน ซึ่งช่วยกระตุ้นให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจหลักการศาสนามากขึ้น

สรุปคือ ทั้ง UAS และ UAI ไม่ได้มาเพื่อปลุกระดมให้เกิดความขัดแย้ง แต่เน้นไปที่การ “ฟื้นฟูศรัทธา” และการรักษา “มรดกทางวิชาการ” ของปัตตานีให้คงอยู่ต่อไปมากกว่า

และการที่อุสตาสทั้งสองท่านได้มีโอกาสเดินทางมาเยี่ยมเยือนพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ในครั้งนี้ จึงถือเป็นโอกาสอันดีที่จะได้เห็นข้อเท็จจริงด้วยสายตาของตนเอง ได้สัมผัสวิถีชีวิตของผู้คนในพื้นที่ ได้เห็นสังคมพหุวัฒนธรรมที่ชาวไทยพุทธและไทยมุสลิมยังคงใช้ชีวิตร่วมกัน มีการดำเนินกิจกรรมทางศาสนาอย่างเสรี มีคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด มีโรงเรียนสอนศาสนา มีเจ้าหน้าที่รัฐที่นับถือศาสนาอิสลาม และมีการสนับสนุนกิจกรรมทางศาสนาอย่างต่อเนื่อง สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยไม่ได้ปิดกั้นหรือกดขี่ชนชาติหรือศาสนาใดตามที่บางกลุ่มกล่าวอ้าง

แน่นอนว่าในทุกสังคมอาจมีปัญหาหรือข้อบกพร่องเกิดขึ้นได้ แต่การมองปัญหาเพียงด้านเดียวโดยไม่เข้าใจบริบททั้งหมด อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและสร้างภาพลักษณ์ที่ไม่เป็นธรรมต่อประเทศ การรับฟังข้อมูลจากหลายฝ่าย และการลงมาสัมผัสความจริงด้วยตนเอง จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะช่วยให้เกิดมุมมองที่รอบด้าน และนำไปสู่ความเข้าใจที่ถูกต้องมากขึ้น

ภาครัฐและประชาชน ควรใช้โอกาสนี้ในการสร้างความสัมพันธ์อันดี เปิดพื้นที่พูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และพาแขกผู้มาเยือนได้เห็นถึงความงดงามของสังคมไทยที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ควรส่งเสริมให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในกิจกรรมสร้างสรรค์ ทั้งด้านศาสนา การศึกษา และการพัฒนาสังคม เพื่อสร้างความไว้วางใจและความเข้าใจซึ่งกันและกัน เพราะการระแวงหรือการตัดสินกันจากข้อมูลเพียงบางส่วน อาจนำไปสู่ความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศโดยไม่จำเป็น

ท้ายที่สุด สิ่งสำคัญที่สุดคือการร่วมมือกันสร้างสังคมแห่งสันติภาพ ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด ทุกคนต่างต้องการความสงบสุข ความปลอดภัย และอนาคตที่ดีให้แก่ลูกหลานของตน การยึดมั่นในคุณธรรม จริยธรรม และหลักศีลธรรมของแต่ละศาสนา จะช่วยหล่อหลอมให้สังคมไทยยังคงเป็นแผ่นดินแห่งความเมตตา ความเข้าใจ และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสืบต่อไป เราจึงควรภาคภูมิใจและเห็นคุณค่าของการได้เกิดมาเป็นคนไทย บนผืนแผ่นดินที่เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถดำรงชีวิตตามความเชื่อของตนเองได้อย่างเสรี ภายใต้ความหลากหลายที่งดงามและความเป็นหนึ่งเดียวของชาติไทย.