วันศุกร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2569

ความรุนแรงไม่เคยสร้างสันติภาพ

💔 ความรุนแรงไม่เคยสร้างสันติภาพ

เหตุลอบวางระเบิดและเผารถในพื้นที่ ทำให้ผู้บริสุทธิ์ได้รับบาดเจ็บและประชาชนต้องเผชิญกับความหวาดกลัว

ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ ประชาชนผู้บริสุทธิ์ ทั้งเด็ก ผู้ปกครอง และชาวบ้านที่ใช้ชีวิตตามปกติ

ไม่มีเหตุผลใดที่ทำให้การใช้ความรุนแรงต่อประชาชนเป็นสิ่งที่ยอมรับได้

ขอประณามการกระทำที่มุ่งทำร้ายผู้บริสุทธิ์ และขอเป็นกำลังใจให้ผู้ได้รับบาดเจ็บ รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของประชาชน

หยุดความรุนแรง คืนความสงบให้พื้นที่ชายแดนใต้

#ประณามความรุนแรง #หยุดทำร้ายผู้บริสุทธิ์ #ชายแดนใต้ #สันติภาพ #ประชาชนต้องมาก่อน

ความเข้าใจผิดตลอด 21 ปี ผู้ก่อเหตุปะทะเจ้าหน้าที่จนเสียชีวิต ถือเป็น "ซาฮีด" และไม่ต้องอาบน้ำศพ... จริงหรือ

🛑 ความเข้าใจผิดตลอด 21 ปี: ผู้ก่อเหตุปะทะเจ้าหน้าที่จนเสียชีวิต ถือเป็น "ซาฮีด" และไม่ต้องอาบน้ำศพ... จริงหรือ?

หลายปีที่ผ่านมา มักมีการแชร์ข้อมูลและความเชื่อที่คลาดเคลื่อนว่า ผู้ก่อเหตุรุนแรง (ผกร.) ที่เสียชีวิตจากการปะทะกับเจ้าหน้าที่รัฐ ถือเป็นนักรบพลีชีพ หรือ "ซาฮีด" ทำให้เกิดการละเว้นไม่ชำระล้างร่างกาย (ไม่อาบน้ำศพ) และไม่ละหมาดศพ

แต่ในมุมมองของ นักวิชาการอิสลาม สำนักจุฬาราชมนตรี และองค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) ได้ให้ความกระจ่างในเรื่องนี้ไว้ชัดเจน ดังนี้ครับ:

ประเทศไทยไม่ใช่ "ดินแดนแห่งสงคราม" (ดารุ้ลฮัรบี): มุสลิมในไทยมีเสรีภาพในการนับถือศาสนาและประกอบพิธีกรรมอย่างเต็มที่ ภายใต้พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นองค์ศาสนูปถัมภก ดังนั้นปัญหาในพื้นที่จึงไม่ใช่เรื่องของศาสนา

ไม่ใช่การพลีชีพเพื่อศาสนา: การบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากการกระทำผิดกฎหมาย เป็นอาชญากร หรือการใช้อาวุธต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ ไม่เข้าข่ายการเป็น "ซาฮีด" ในสมรภูมิรบ

ต้องจัดการศพตามหลักศาสนา: เมื่อไม่ใช่การตายแบบซาฮีด (ในสงครามศาสนา) ผู้เสียชีวิตจึง "จำเป็นต้องได้รับการอาบน้ำศพ ห่อศพ และละหมาดศพ" อย่างถูกต้อง

ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธีและเจรจาจากเบาไปหาหนักเสมอ โดยดึงผู้นำศาสนาและครอบครัวร่วมเกลี้ยกล่อม แต่การปะทะมักเกิดจากฝ่ายผู้ก่อเหตุเลือกใช้อาวุธยิงใส่ก่อน

🤝 ถึงเวลาที่ต้องร่วมกันสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง

ไม่มีใครอยากให้เกิดความสูญเสียในพื้นที่ ถึงเวลาแล้วที่ผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชน และผู้นำท้องถิ่น จะต้องกล้าลุกขึ้นมาอธิบายหลักการที่ถูกต้อง และสร้างข้อตกลงร่วมกันของชุมชน (ฮูกุมปากัต) ว่าผู้เสียชีวิตทุกคนต้องได้รับการจัดการศพและอาบน้ำศพอย่างถูกต้องตามหลักศาสนาอิสลามอย่างแท้จริง เพื่อเป็นมิติใหม่ในการดับไฟความขัดแย้ง และนำพาสันติสุขกลับคืนสู่ชายแดนใต้ 🕊️✨

ศพผู้ก่อเหตุรุนแรง ต้องไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือปลุกระดม

ศพผู้ก่อเหตุรุนแรง ต้องไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือปลุกระดม

ตลอดกว่า 21 ปีที่ผ่านมา การเสียชีวิตของผู้ก่อเหตุรุนแรงจากการปะทะกับเจ้าหน้าที่ มักถูกนำเสนอว่าเป็นการเสียสละเพื่อศาสนา หรือเป็น “ซาฮีด” จนนำไปสู่ความเข้าใจเรื่องการไม่อาบน้ำศพและไม่ละหมาดศพ

แต่ประเด็นสำคัญคือ ความขัดแย้งในพื้นที่ไม่ควรถูกนำไปผูกกับศาสนา และการเสียชีวิตจากการกระทำผิดกฎหมาย ไม่ควรถูกเหมารวมว่าเป็นการเสียชีวิตในสงครามศาสนา

การจัดการศพจึงควรยึด หลักศาสนาอิสลามที่ถูกต้อง ด้วยการอาบน้ำศพ ห่อศพ ละหมาดญะนาซะฮ์ และฝังศพอย่างเหมาะสม โดยไม่ใช้ศพเป็นเครื่องมือสร้างความเกลียดชังหรือปลุกระดมความรุนแรง

ประเทศไทยเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกศาสนาประกอบศาสนกิจได้อย่างเสรี การแก้ไขปัญหาชายแดนใต้จึงควรมุ่งสู่ สันติวิธี ความเข้าใจ และการอยู่ร่วมกัน

ศาสนาควรเป็นพลังแห่งสันติ ไม่ใช่เครื่องมือสร้างความรุนแรง

#สันติสุขชายแดนใต้ #ศาสนาอิสลาม #อยู่ร่วมกันอย่างสันติ #ไม่ใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือ

ทำไมการใช้ความรุนแรงและอ้างศาสนาของกลุ่มก่อความไม่สงบ ถึงผิดหลักอิสลาม

📌 **สรุปประเด็น: ทำไมการใช้ความรุนแรงและอ้างศาสนาของกลุ่มก่อความไม่สงบ ถึงผิดหลักอิสลาม?**

▪️ **การแห่ศพและอ้างเป็น "มูญาฮีดีน" คือสิ่งฮารอม:** การนำศพผู้ก่อเหตุที่ฆ่าคนบริสุทธิ์ไปฝังโดยไม่อาบน้ำศพ ถือเป็นการแอบอ้างคำสอนที่ผิดเพี้ยนและสุดโต่ง เพราะอิสลามห้ามสังหารผู้บริสุทธิ์อย่างเด็ดขาด พฤติกรรมนี้ไม่ต่างจากกลุ่มดาอิช (ISIS) หรือคอวาริจญ์

▪️ **ปัตตานีไม่ใช่ "ดินแดนสงคราม" (ดารุลฮัรบี):** การอ้างประวัติศาสตร์การกดขี่ในอดีต (เช่น ยุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม) มาใช้เป็นข้ออ้างในปัจจุบันถือว่าผิดบริบท เพราะปัจจุบันรัฐธรรมนูญไทยให้สิทธิเสรีภาพทางศาสนาอย่างเท่าเทียม มุสลิมมีบทบาทเป็นผู้นำระดับสูงในสภา และได้รับการดูแลสนับสนุนจากสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นอย่างดี

▪️ **ผู้นำศาสนาไม่ยอมรับ:** ทั้งสำนักจุฬาราชมนตรี และสันนิบาตมุสลิมโลก (OIC) ต่างระบุชัดเจนว่า 3 จังหวัดชายแดนใต้ไม่ใช่พื้นที่สงคราม และประณามการใช้ความรุนแรงที่ทำให้ศาสนาเสื่อมเสีย

▪️ **คือการคลั่งชาติพันธุ์ ไม่ใช่เพื่อศาสนา:** การบิดเบือนคำสอนเพื่อปลุกระดมให้คนฆ่ากันเอง เป็นเพียงการต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ทางชาติพันธุ์มลายู ซึ่งขัดกับหลักความสันติของอัล-อิสลามอย่างสิ้นเชิง


💡 **บทสรุป:** อิสลามคือศาสนาแห่งความสันติ ขอให้เยาวชนและพี่น้องมุสลิมรู้เท่าทันและร่วมกันต่อต้านแนวคิดสุดโต่งที่บิดเบือนศาสนา เพื่อปกป้องอิสลามที่บริสุทธิ์และนำความสงบสุขกลับคืนสู่มาตุภูมิของเรา

#ปัตตานี #ชายแดนใต้ #สันติภาพชายแดนใต้ #อิสลามคือความสันติ

วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2569

แก้ปัญหาในพื้นที่ จชต. ต้องชนะใจมวลชน เข้าถึงประชาชน เข้าใจก่อนจึงแก้ได้

การแก้ปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องชนะใจมวลชน เข้าถึงประชาชน เข้าใจก่อนจึงแก้ได้

ตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมา พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน แม้ว่าภาครัฐจะดำเนินมาตรการในหลายมิติ ทั้งด้านการรักษาความปลอดภัย การพัฒนาเศรษฐกิจ และการส่งเสริมคุณภาพชีวิต แต่การสร้างสันติสุขที่ยั่งยืนยังคงต้องอาศัยปัจจัยสำคัญที่สุด นั่นคือ "การชนะใจประชาชน"

ประชาชนไม่ใช่เพียงผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ แต่คือหัวใจสำคัญของการแก้ไขปัญหา หากประชาชนเกิดความเชื่อมั่น ไว้วางใจ และพร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วน การสร้างสันติสุขก็จะเกิดขึ้นได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

การชนะใจมวลชนไม่สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยคำพูดหรือโครงการเพียงระยะสั้น แต่ต้องเกิดจากการปฏิบัติที่จริงใจ การให้เกียรติ การรับฟัง และการอยู่เคียงข้างประชาชนในทุกช่วงเวลาของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือผู้ประสบภัย การส่งเสริมอาชีพ การพัฒนาการศึกษา การดูแลผู้สูงอายุ เยาวชน สตรี หรือการสนับสนุนกิจกรรมของชุมชนและศาสนา สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสะพานที่เชื่อมโยงความไว้วางใจระหว่างรัฐกับประชาชน

การเข้าถึงประชาชน คือกุญแจสำคัญของการแก้ปัญหา

การปฏิบัติงานในพื้นที่จะประสบความสำเร็จได้ เจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนจำเป็นต้องลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง พบปะพูดคุย รับฟังความคิดเห็น และเรียนรู้วิถีชีวิตของประชาชนอย่างใกล้ชิด เพราะปัญหาหลายเรื่องไม่สามารถมองเห็นได้จากรายงานหรือข้อมูลบนโต๊ะทำงาน แต่จะเห็นได้จากการใช้เวลาอยู่ร่วมกับชุมชน รับฟังความเดือดร้อน และเข้าใจบริบทของแต่ละพื้นที่

การเข้าหากิจกรรมของมวลชนจึงเป็นอีกแนวทางสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมทางศาสนา กิจกรรมของเยาวชน การแข่งขันกีฬา งานประเพณี การประชุมหมู่บ้าน หรือกิจกรรมพัฒนาชุมชน ล้วนเป็นโอกาสในการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชน เปิดพื้นที่ให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และลดช่องว่างของความไม่ไว้วางใจ

เมื่อเจ้าหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของชุมชน ไม่ใช่เพียงผู้มาปฏิบัติหน้าที่ แต่เป็นผู้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับประชาชน ความร่วมมือก็จะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ

เมื่อเข้าถึงมวลชน เราจะเข้าใจปัญหาที่แท้จริง

ปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีความซับซ้อนและแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ บางชุมชนต้องการการพัฒนาอาชีพ บางพื้นที่ประสบปัญหายาเสพติด บางแห่งต้องการการศึกษาและโอกาสสำหรับเยาวชน ขณะที่บางพื้นที่ต้องการเพียงการรับฟังและความเป็นธรรม

หากไม่เข้าใจรากเหง้าของปัญหา การแก้ไขก็อาจไม่ตรงกับความต้องการของประชาชน แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ได้สัมผัสชีวิตจริงของชุมชน รับฟังข้อเสนอแนะ และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดแนวทางแก้ไข ย่อมทำให้มาตรการต่าง ๆ มีความเหมาะสม ตรงจุด และเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

การพัฒนาที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนจะช่วยลดเงื่อนไขของความขัดแย้ง สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ เสริมสร้างคุณภาพชีวิต และเพิ่มความเชื่อมั่นต่อการทำงานของภาครัฐ

นอกจากนี้ การมีส่วนร่วมของประชาชนยังทำให้ชุมชนสามารถเป็นพลังสำคัญในการเฝ้าระวังปัญหาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นอาชญากรรม ยาเสพติด หรือเหตุการณ์ความรุนแรง เพราะเมื่อประชาชนรู้สึกว่าตนเองเป็นเจ้าของพื้นที่และเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา ความร่วมมือก็จะเกิดขึ้นอย่างเข้มแข็ง

สันติสุขที่แท้จริง เริ่มต้นจากความเข้าใจและความไว้วางใจ

สันติสุขไม่ใช่เพียงการไม่มีเหตุการณ์ความรุนแรง แต่หมายถึงการที่ประชาชนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีโอกาสในการประกอบอาชีพ ได้รับความเป็นธรรม และมีความเชื่อมั่นต่อทุกภาคส่วน

การสร้างสันติสุขจึงไม่ใช่ภารกิจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นความร่วมมือของภาครัฐ ผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชน ภาคการศึกษา ภาคประชาสังคม และประชาชนทุกคน ที่ร่วมกันสร้างพื้นที่แห่งความเข้าใจ ความเคารพในความหลากหลาย และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

ท้ายที่สุด การแก้ปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้จะประสบผลสำเร็จได้ ต้องเริ่มจากการเปลี่ยนแนวคิดจาก"การเข้าควบคุมพื้นที่" มาเป็น "การเข้าถึงหัวใจของประชาชน" เพราะเมื่อเราชนะใจมวลชน เข้าถึงประชาชน และร่วมทำกิจกรรมกับชุมชนอย่างต่อเนื่อง เราจะเข้าใจปัญหาที่แท้จริง เข้าใจความต้องการที่แท้จริง และสามารถกำหนดแนวทางแก้ไขได้อย่างตรงจุด

เมื่อความไว้วางใจเกิดขึ้น ความร่วมมือก็จะตามมา เมื่อความร่วมมือเกิดขึ้น การพัฒนาก็จะเดินหน้า และเมื่อประชาชนกับภาครัฐก้าวเดินไปในทิศทางเดียวกัน สันติสุขที่ยั่งยืนก็ย่อมเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง.

บทบาทของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า กับการบริหารความมั่นคงในพื้นที่ จชต.

บทบาทของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า กับการบริหารความมั่นคงในพื้นที่ จชต.

การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นประเด็นที่มีความซับซ้อน ครอบคลุมทั้งมิติด้านความมั่นคง การเมือง การพัฒนา เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ด้วยเหตุนี้ แนวทางการดำเนินงานของภาครัฐจึงอาศัยการบูรณาการของหลายหน่วยงาน ทั้งฝ่ายปกครอง ตำรวจ หน่วยงานด้านการพัฒนา และหน่วยงานด้านความมั่นคง เพื่อมุ่งลดความรุนแรง คุ้มครองประชาชน และส่งเสริมสันติสุขในพื้นที่

ในวงวิชาการด้านความมั่นคง มักมีการอภิปรายถึงแนวคิด "การเมืองนำการทหาร" และ "การทหารนำการเมือง" ซึ่งเป็นกรอบแนวคิดที่ใช้อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างการกำหนดนโยบายของรัฐกับบทบาทของกองทัพ ทั้ง 2 แนวคิดมีความหมายและองค์ประกอบแตกต่างกัน และสามารถใช้เป็นกรอบในการวิเคราะห์การดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐได้

ความหมายของ "การเมืองนำการทหาร"

แนวคิด "การเมืองนำการทหาร" (Civilian Control of the Military) หมายถึงการที่รัฐบาลพลเรือนเป็นผู้กำหนดนโยบายและทิศทางการบริหารประเทศ โดยกองทัพทำหน้าที่สนับสนุนการดำเนินนโยบายภายใต้การกำกับของฝ่ายพลเรือน แนวทางดังกล่าวให้ความสำคัญกับการเจรจา การพัฒนา การแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคม การสร้างความเข้าใจระหว่างรัฐกับประชาชน และการลดเงื่อนไขของความขัดแย้ง ขณะที่การใช้กำลังเป็นมาตรการรองและอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย

ความหมายของ "การทหารนำการเมือง"

ส่วนแนวคิด "การทหารนำการเมือง" (Military Leads Politics) ใช้อธิบายสถานการณ์ที่กองทัพมีอิทธิพลเหนือรัฐบาลพลเรือน หรือมีบทบาทเป็นผู้กำหนดนโยบายสำคัญของประเทศ โดยกองทัพเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจหลักในกิจการของรัฐ แนวคิดนี้แตกต่างจากระบบที่รัฐบาลพลเรือนเป็นผู้กำหนดนโยบายและหน่วยงานด้านความมั่นคงดำเนินการตามนโยบายดังกล่าว

กรอบการดำเนินงานของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า

จากข้อมูลที่นำมาพิจารณา มีข้อเสนอว่าการดำเนินงานของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ไม่ได้อธิบายได้ทั้งหมดด้วยแนวคิด "การเมืองนำการทหาร" หรือ "การทหารนำการเมือง" แต่เป็นการดำเนินงานในลักษณะบูรณาการที่ผสมผสานการพัฒนา การสร้างความเข้าใจ การประสานงานกับประชาชน และการบังคับใช้กฎหมายภายใต้หลักนิติธรรม

ในมุมมองดังกล่าว กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ถูกอธิบายว่าเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ประสานการทำงานของหลายภาคส่วน และดำเนินงานตามนโยบายที่กำหนดโดยรัฐบาล ผ่านการทำงานร่วมกับฝ่ายปกครอง ตำรวจ และหน่วยงานพลเรือน โดยมีเป้าหมายเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่

การดำเนินงานที่กล่าวถึงประกอบด้วยการส่งเสริมการพูดคุย การพัฒนา การเข้าถึงประชาชน การช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ และการสร้างโอกาสให้ผู้ที่ต้องการกลับเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายสามารถกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้ ขณะเดียวกัน เมื่อมีการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมาย การดำเนินการจะเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

หลักนิติธรรมและสิทธิมนุษยชน

อีกประเด็นสำคัญคือการเน้นว่าการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ควรอยู่ภายใต้หลักนิติธรรม กล่าวคือ การใช้อำนาจต้องมีฐานกฎหมายรองรับ สามารถตรวจสอบได้ และคำนึงถึงสิทธิของทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม หลักการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมและลดผลกระทบต่อประชาชน

กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของรัฐที่ได้รับมอบหมายให้ประสานและบูรณาการการดำเนินงานด้านความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งฝ่ายปกครอง ตำรวจ หน่วยงานด้านการพัฒนา และภาคประชาชน เพื่อสนับสนุนการรักษาความสงบเรียบร้อยและการพัฒนาพื้นที่ควบคู่กัน

บทบาทของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ครอบคลุมหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนการรักษาความปลอดภัย การประสานงานระหว่างหน่วยงาน การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน การสนับสนุนโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิต และการสร้างความเข้าใจระหว่างรัฐกับประชาชน ทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตได้อย่างปลอดภัย และเกิดความเชื่อมั่นต่อการดำเนินงานของภาครัฐ

ในด้านการรักษาความปลอดภัย หน่วยงานด้านความมั่นคงมีบทบาทในการสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมาย การเฝ้าระวังและป้องกันเหตุรุนแรง การดูแลความปลอดภัยของประชาชน ตลอดจนการประสานการปฏิบัติงานกับตำรวจ ฝ่ายปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามกฎหมาย หลักนิติธรรม และคำนึงถึงสิทธิมนุษยชน

ขณะเดียวกัน การแก้ไขปัญหาในพื้นที่ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงมิติด้านความมั่นคงเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจ การศึกษา สาธารณสุข โครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพ ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และลดเงื่อนไขที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้ง

อีกประเด็นสำคัญคือการสร้างความไว้วางใจระหว่างภาครัฐกับประชาชน ผ่านการรับฟังความคิดเห็น การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน และการประสานงานกับผู้นำศาสนา ผู้นำท้องถิ่น และภาคประชาสังคม การเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาจะช่วยให้มาตรการต่าง ๆ สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่มากยิ่งขึ้น

ในทางวิชาการ การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มักถูกอธิบายว่าเป็นการดำเนินงานแบบบูรณาการ (Integrated Approach) ซึ่งครอบคลุมทั้งการรักษาความปลอดภัย การบังคับใช้กฎหมาย การพัฒนา และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน แนวทางดังกล่าวสะท้อนว่าการสร้างสันติสุขอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยความสมดุลระหว่างมาตรการด้านความมั่นคงกับการพัฒนาทางสังคมและเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานในพื้นที่ยังคงเผชิญกับความท้าทายจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน เจ้าหน้าที่ของรัฐ และบุคคลผู้บริสุทธิ์ การลดผลกระทบจากความรุนแรงจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งการป้องกันเหตุ การคุ้มครองประชาชน การอำนวยความยุติธรรม และการฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบ

ในระยะยาว การสร้างสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้จำเป็นต้องอาศัยการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ภายใต้หลักนิติธรรม การเคารพสิทธิมนุษยชน ความโปร่งใส และการมีส่วนร่วมของประชาชน พร้อมทั้งส่งเสริมการพัฒนาในทุกมิติ เพื่อให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตได้อย่างปลอดภัย มีคุณภาพชีวิตที่ดี และอยู่ร่วมกันในสังคมที่สงบสุขอย่างยั่งยืน.

วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2569

BRN กับสงครามความทรงจำ

BRN กับสงครามความทรงจำ

ถ้าเราลองเอา ยุทธศาสตร์ของ BRN มาเทียบกับกระแส “เขมรเคลมวัฒนธรรม” เราจะเห็นอะไรบางอย่างที่คล้ายกันมาก คือทั้งสองเรื่องไม่ได้สู้กันแค่เรื่องว่า “วันนี้เกิดอะไรขึ้น” แต่กำลังสู้กันว่า “อดีตควรถูกเล่าแบบไหน และคนรุ่นปัจจุบันควรเข้าใจอดีตนั้นอย่างไร

พูดง่าย ๆ คือ ใครคุมเรื่องเล่าเรื่องอดีตได้ คนนั้นก็มีโอกาสคุมความรู้สึกของคนในปัจจุบันได้ด้วย

อย่าง BRN เขาไม่ได้อยากให้คนมองสามจังหวัดชายแดนใต้แค่ว่าเป็น “พื้นที่หนึ่งของประเทศไทยที่มีปัญหาความไม่สงบ” เพราะถ้าเกมอยู่แค่นั้น รัฐไทยได้เปรียบทันที เขาจึงต้องขยายเรื่องให้ใหญ่กว่านั้น ต้องพาคนย้อนกลับไปว่า ครั้งหนึ่งเคยมีปาตานี มีอัตลักษณ์ มีภาษา มีวัฒนธรรม มีประวัติศาสตร์ของตัวเอง แล้วค่อยสร้างคำถามต่อว่า แล้วทำไมวันนี้เราถึงมาอยู่ในสภาพนี้ พอเล่าแบบนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ก็จะไม่ใช่เหตุการณ์โดด ๆ อีกต่อไป

สมมติมีคนถูกจับ มีคนเสียชีวิต มีข้อกล่าวหาเจ้าหน้าที่ มีเหตุการณ์ตากใบหรือกรือเซะ เรื่องเหล่านี้สามารถถูกเอาไปร้อยเข้ากับเรื่องเล่าใหญ่ได้ทันทีว่า “เห็นไหม เรื่องนี้ไม่ได้เพิ่งเกิด แต่มันเกิดกับเรามาตลอด

ตรงนี้แหละที่ทรงพลัง เพราะคนฟังไม่จำเป็นต้องเข้าใจรายละเอียดทั้งหมดแล้ว เขาแค่ต้องรู้สึกว่า “พวกเราถูกกระทำมานาน” ก็พอ

เรื่องเขมรก็มีลักษณะคล้ายกัน สมมติวันนี้เถียงกันเรื่องมวย เรื่องชุด เรื่องอาหาร หรือปราสาท ถ้ามองแค่ของชิ้นเดียวก็อาจเป็นเรื่องธรรมดา เพราะวัฒนธรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มันผสมกันมาตั้งแต่ก่อนมีพรมแดนประเทศสมัยใหม่เสียอีก

แต่ถ้ามีการเอาของทุกชิ้นมาต่อกัน แล้วเล่าว่า “สิ่งเหล่านี้เดิมเป็นของเรา แล้วถูกอีกฝ่ายเอาไป

เรื่องก็เปลี่ยนทันที จากการถกเถียงทางประวัติศาสตร์ กลายเป็นเรื่อง ศักดิ์ศรีของชาติ พอไปถึงจุดนั้น คนไม่ได้เถียงกันเรื่องหลักฐานแล้วครับ คนกำลังปกป้องตัวตนของตัวเอง

นี่คือสิ่งที่ผมว่าคล้ายกันมาก BRN พยายามสร้างคำว่า “เรา” ให้แข็งแรง

ฝั่งชาตินิยมกัมพูชาบางส่วนก็ทำแบบเดียวกัน คือสร้าง “เรา” ขึ้นมาก่อน แล้วค่อยสร้าง “เขา” ขึ้นมาเป็นคู่ตรงข้าม

เมื่อมี “เรา” กับ “เขา” ชัดแล้ว เรื่องเล่าจะง่ายมาก

เรามีอดีตของเรา

เราเคยรุ่งเรือง

เราเคยมีของของเรา

ต่อมาเราสูญเสีย และมีใครบางคนเป็นเหตุให้เราสูญเสีย สุดท้ายมันจะตามมาด้วยคำถามว่า “แล้วคนรุ่นเราจะปล่อยไว้แบบนี้หรือ?

นี่เป็นจุดที่ประวัติศาสตร์เริ่มเปลี่ยนจากความรู้ กลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง

BRN ก็เหมือนกัน เขาไม่ได้ต้องการให้คนรุ่นใหม่เรียนประวัติศาสตร์เพื่อสอบผ่าน แต่ต้องการให้ประวัติศาสตร์ตอบคำถามว่า “คุณคือใคร

และถ้าทำได้มากกว่านั้นก็คือ “คุณควรยืนอยู่ข้างใคร” อันนี้ต่างหากที่สำคัญ

เพราะทันทีที่คนยอมรับว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มที่ “ถูกกระทำมาโดยตลอด” การชักชวนทางการเมืองจะง่ายขึ้นเยอะ

อีกเทคนิคหนึ่งที่น่าสนใจมากคือ เรื่องภาษา

คำหนึ่งคำบางทีเปลี่ยนสนามรบได้เลย เช่น “ปัตตานี” กับ “ปาตานี”คนทั่วไปอาจคิดว่าแค่สะกดต่างกัน แต่ในทางการเมืองมันมีความหมาย

เพราะ “ปัตตานี” ฟังดูเป็นจังหวัดหนึ่งของประเทศไทย ขณะที่ “ปาตานี” สามารถถูกใช้ในความหมายกว้างกว่านั้น คือเป็นพื้นที่ เป็นประวัติศาสตร์ เป็นประชาคม หรือเป็นดินแดนทางการเมืองในอดีต พอเปลี่ยนคำ กรอบที่คนใช้คิดก็เปลี่ยนตาม

เรื่องเขมรก็คล้ายกันมาก อย่างคำว่า Muay Thai กับ Kun Khmer ถ้าเราพูดว่านี่คือศิลปะการต่อสู้ในภูมิภาคที่พัฒนามาใกล้เคียงกัน เรื่องก็จบแบบหนึ่ง แต่ถ้าเปลี่ยนคำถามเป็น “ใครเป็นต้นฉบับ ใครขโมยใคร” สนามรบเปลี่ยนทันที

จากวิชาการกลายเป็นชาตินิยม

จากชาตินิยมกลายเป็นศักดิ์ศรี

แล้วจากศักดิ์ศรีก็สามารถไหลไปถึงเรื่องอธิปไตยได้

นี่คือเหตุผลว่าทำไมผมคิดว่ารัฐไทยจะตอบเรื่องพวกนี้ด้วย “ข้อเท็จจริงอย่างเดียว” ไม่พอ

ข้อเท็จจริงต้องมีนะ และสำคัญมาก แต่ต้องเข้าใจว่าอีกฝ่ายอาจไม่ได้กำลังขายข้อเท็จจริง เขากำลังขาย เรื่องเล่า

รัฐบอกว่า “เหตุการณ์นี้ผลสอบพบว่า A B C”

แต่อีกฝ่ายเล่าว่า “เหตุการณ์นี้คือหลักฐานอีกครั้งว่าเราโดนกระทำมาตลอดร้อยปี”

ถามว่าอันไหนเข้าใจง่ายกว่า?

แน่นอนว่าเรื่องหลังเข้าใจง่ายกว่าเยอะ และกระแทกอารมณ์มากกว่า

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าเวลาเกิดเรื่องในสามจังหวัด เจ้าหน้าที่รัฐต้องระวังมาก ถ้ารัฐทำผิดจริง ต้องยอมรับและจัดการให้เร็ว เพราะความผิดครั้งเดียวอาจถูกเอาไปใช้เป็นหลักฐานประกอบเรื่องเล่าได้อีกหลายสิบปี

แต่กลับกันก็เหมือนกัน ถ้ามีข้อกล่าวหารัฐที่ยังไม่มีหลักฐาน เราก็ต้องตรวจสอบให้ดี เพราะถ้าปล่อยให้เรื่องที่ยังไม่รู้จริงหรือเท็จกลายเป็น “ความจริงในความรู้สึกของประชาชน” ไปแล้ว ต่อให้ภายหลังพิสูจน์ว่าไม่จริง ความเสียหายทางความคิดอาจเกิดไปเรียบร้อยแล้ว

ดังนั้นถ้าจะสรุปแบบบ้าน ๆ ผมว่า BRN ไม่ได้รบกับรัฐไทยแค่ด้วยปืน เขารบด้วยความทรงจำด้วย

ส่วนกระแสชาตินิยมกัมพูชาที่เคลมเรื่องวัฒนธรรม ก็ไม่ได้กำลังแย่งแค่มวย ชุด หรือปราสาท แต่กำลังแย่งกันว่า “ใครมีสิทธิ์เป็นเจ้าของอดีต

และเมื่อคุณทำให้คนเชื่อได้ว่าอดีตเป็นของคุณ ขั้นต่อไปคือการบอกว่า

เพราะฉะนั้น อนาคตก็ควรเป็นแบบที่เราต้องการ

อันนี้แหละครับคือแกนใหญ่ของมัน

ยึดความหมายของอดีต สร้างตัวตนของคนวันนี้ แล้วใช้ตัวตนนั้นสร้างความชอบธรรมทางการเมืองในวันหน้า

แต่ต้องย้ำไว้ด้วยว่า การเห็น “วิธีคิดคล้ายกัน” ไม่ได้แปลว่า BRN กับกัมพูชาทำงานร่วมกัน หรือมีแผนเดียวกัน เป็นเพียงการเปรียบเทียบ กลไกการสร้างเรื่องเล่าทางการเมือง เท่านั้นค่ะ