วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569

หยุดความรุนแรง หันกลับสู่อ้อมกอดของครอบครัว

หยุดความรุนแรง หันกลับสู่อ้อมกอดของครอบครัว

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้สร้างบาดแผล ความสูญเสีย และความทุกข์ยากให้แก่ประชาชนจำนวนมาก ผู้ที่ได้รับผลกระทบไม่ใช่เพียงเจ้าหน้าที่ของรัฐเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเด็ก ผู้หญิง คนชรา ครู ผู้นำศาสนา และประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งใด ๆ

ทุกครั้งที่เกิดเหตุลอบยิง วางระเบิด หรือการสังหารผู้บริสุทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามที่ตกเป็นเหยื่อ สิ่งที่ตามมาคือครอบครัวที่ต้องร้องไห้ด้วยความเจ็บปวด พ่อแม่ที่ต้องสูญเสียลูก ภรรยาที่ต้องสูญเสียสามี ลูกที่ต้องกำพร้าพ่อ หรือผู้สูงอายุที่ต้องสูญเสียเสาหลักของครอบครัว ความสูญเสียเหล่านี้ไม่สามารถประเมินค่าได้ด้วยเงินทองหรือสิ่งใดทั้งสิ้น

เมื่อมีข่าวเด็กถูกยิง ผู้หญิงถูกทำร้าย หรือคนชราถูกสังหาร หลายคนอาจมองเห็นเพียงตัวเลขของผู้เสียชีวิตในหน้าข่าว แต่สำหรับครอบครัวของผู้สูญเสียแล้ว นั่นคือบุคคลอันเป็นที่รัก เป็นความหวัง เป็นกำลังสำคัญของบ้าน เป็นผู้หาเลี้ยงครอบครัว และเป็นคนที่พวกเขาไม่มีวันได้พบอีกตลอดชีวิต

ผู้ที่ก่อเหตุเคยหยุดคิดบ้างหรือไม่ว่า หากเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับครอบครัวของตนเองจะรู้สึกอย่างไร หากผู้ที่ถูกยิงคือพ่อของตน หากผู้ที่เสียชีวิตคือแม่ ภรรยา ลูก หรือพี่น้องของตนเอง ความเจ็บปวดนั้นจะมากเพียงใด

ไม่มีพ่อแม่คนใดอยากเห็นลูกถูกพรากไปด้วยความรุนแรง ไม่มีเด็กคนใดอยากเติบโตขึ้นมาโดยขาดพ่อหรือแม่ และไม่มีครอบครัวใดอยากใช้ชีวิตอยู่กับความหวาดกลัวว่าจะสูญเสียคนที่รักในวันใดวันหนึ่ง

การใช้ความรุนแรงต่อผู้บริสุทธิ์ไม่เคยนำมาซึ่งชัยชนะที่แท้จริง ตรงกันข้าม มันกลับสร้างวงจรแห่งความสูญเสีย ความเกลียดชัง และความทุกข์ที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ผู้ที่เสียชีวิตไม่ได้มีเพียงร่างกายที่ล้มลง แต่ยังทิ้งภาระและความทุกข์ไว้ให้ครอบครัวต้องแบกรับไปอีกนานแสนนาน

ในขณะเดียวกัน ผู้ที่ยังคงหลบซ่อนอยู่ในป่าเขา หรือใช้ชีวิตอย่างหวาดระแวงจากการถูกจับกุม ก็ต้องห่างไกลจากครอบครัว ไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างปกติสุข ไม่สามารถดูแลพ่อแม่ ภรรยา หรือลูกหลานได้อย่างเต็มที่ หลายคนไม่ได้เห็นลูกเติบโต ไม่ได้อยู่เคียงข้างคนที่รักในวันที่เจ็บป่วย หรือในวันที่ครอบครัวต้องการกำลังใจมากที่สุด

จึงเป็นเรื่องที่น่าคิดว่า สิ่งที่กำลังทำอยู่ในวันนี้คุ้มค่ากับการสูญเสียเหล่านี้จริงหรือไม่ ขณะที่หลายคนต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก หลบหนี และเสี่ยงอันตรายอยู่ตลอดเวลา แต่บุคคลบางกลุ่มที่อยู่เบื้องหลังกลับดำเนินชีวิตอย่างสะดวกสบาย ห่างไกลจากพื้นที่ความขัดแย้ง ไม่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงเช่นเดียวกับผู้ปฏิบัติในพื้นที่

ผู้ที่ถูกชักจูงให้เดินบนเส้นทางแห่งความรุนแรงควรพิจารณาด้วยตนเองว่า แท้จริงแล้วใครคือผู้ที่ต้องรับผลกระทบโดยตรง ใครคือผู้ที่ต้องสูญเสียอิสรภาพ และใครคือผู้ที่ต้องสูญเสียอนาคต ขณะที่ผู้สั่งการหรือผู้ชี้นำจำนวนหนึ่งกลับไม่ได้เผชิญชะตากรรมเช่นเดียวกัน

ปัจจุบัน รัฐได้เปิดโอกาสให้ผู้ที่หลงผิดหรือผู้ที่ต้องการยุติบทบาทในขบวนการความรุนแรงสามารถเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้ การมอบตัวไม่ใช่ความพ่ายแพ้ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการกลับมาใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี เป็นโอกาสในการแก้ไขอดีตและสร้างอนาคตใหม่ให้กับตนเองและครอบครัว

การกลับตัวกลับใจหมายถึงการเลือกชีวิตแทนความตาย เลือกความสงบแทนความรุนแรง และเลือกครอบครัวแทนการหลบหนีอย่างไร้จุดหมาย ผู้ที่ตัดสินใจกลับเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมจะมีโอกาสได้พบหน้าคนที่รัก ได้ดูแลพ่อแม่ ได้เลี้ยงดูลูกหลาน และได้ใช้ชีวิตอย่างปกติสุขภายใต้กฎหมาย

ไม่มีความอบอุ่นใดจะมีค่ามากไปกว่าอ้อมกอดของครอบครัว ไม่มีสถานที่ใดจะปลอดภัยและมีความสุขเท่ากับบ้านของตนเอง และไม่มีสิ่งใดจะมีค่ามากไปกว่าการได้เห็นคนที่เรารักมีรอยยิ้มและใช้ชีวิตอย่างสงบสุข

ขอวิงวอนต่อผู้ที่ยังคงเกี่ยวข้องกับการใช้ความรุนแรงทุกคน ให้หยุดทบทวนเส้นทางที่กำลังเดินอยู่ หยุดคิดถึงคำสั่งหรืออุดมการณ์ที่นำไปสู่การสูญเสีย และหันกลับมามองหน้าพ่อแม่ ภรรยา สามี ลูกหลาน และคนที่รักของท่าน

จงถามหัวใจของตนเองว่า หากวันหนึ่งท่านต้องจากไป หรือถูกพรากจากครอบครัวอย่างไม่มีวันกลับ คนที่เสียใจที่สุดคือใคร คำตอบย่อมไม่ใช่ผู้นำหรือผู้สั่งการที่อยู่ห่างไกล แต่คือครอบครัวของท่านเอง

ถึงเวลาแล้วที่จะยุติวงจรแห่งความสูญเสีย หยุดสร้างความทุกข์ให้กับผู้บริสุทธิ์ และหยุดสร้างน้ำตาให้กับครอบครัวของทั้งผู้อื่นและของตนเอง จงเลือกเส้นทางแห่งสันติภาพ กลับเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และกลับมาสู่อ้อมกอดของครอบครัว เพราะนั่นคือหนทางที่จะนำไปสู่ความสุข ความมั่นคง และอนาคตที่ดีกว่าสำหรับทุกคน.

กอ.รมน.ภาค 4 สน. กับภารกิจสร้างสันติสุขในพื้นที่ จชต.

กอ.รมน.ภาค 4 สน. กับภารกิจสร้างสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้

ตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมา พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องเผชิญกับความท้าทายด้านความมั่นคง ความปลอดภัย และความแตกต่างทางความคิดของผู้คนในสังคม ส่งผลให้การสร้างสันติสุขและความสงบเรียบร้อยกลายเป็นภารกิจสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันขับเคลื่อน

หนึ่งในหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนภารกิจดังกล่าว คือ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ซึ่งปฏิบัติงานในพื้นที่ด้วยเป้าหมายหลักในการสร้างความสงบสุข ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชนทุกกลุ่ม โดยยึดหลัก "เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา" ตามแนวพระราชดำริเป็นแนวทางสำคัญในการดำเนินงาน

แม้โครงสร้างของ กอ.รมน.ภาค 4 สน. จะมีบุคลากรจากกองทัพเป็นกำลังหลัก แต่ภารกิจของหน่วยงานไม่ได้จำกัดอยู่เพียงงานด้านความมั่นคง หรือการใช้กำลังเท่านั้น หากแต่ครอบคลุมถึงการพัฒนาสังคม การส่งเสริมการศึกษา การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ การช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ ตลอดจนการประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชน และภาคประชาสังคม

ในหลายโอกาส กอ.รมน.ภาค 4 สน. ได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์หรือโจมตีจากบางกลุ่มว่าเป็นองค์กรที่มุ่งเน้นการควบคุมหรือใช้อำนาจทางทหารเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากภารกิจและการปฏิบัติงานในพื้นที่อย่างรอบด้าน จะพบว่าการทำงานส่วนใหญ่เป็นการลงพื้นที่พบปะประชาชน รับฟังปัญหา และร่วมกันแสวงหาแนวทางแก้ไขที่เหมาะสมกับบริบทของชุมชน

เจ้าหน้าที่จำนวนมากใช้เวลาอยู่กับประชาชนในหมู่บ้าน โรงเรียน มัสยิด และศูนย์การเรียนรู้ต่าง ๆ เพื่อสร้างความเข้าใจอันดี ลดความหวาดระแวง และเสริมสร้างความเชื่อมั่นระหว่างรัฐกับประชาชน การดำเนินงานในลักษณะนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการทำงานเชิงสันติ มากกว่าการใช้มาตรการด้านความมั่นคงเพียงมิติเดียว

การสร้างสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ใช่ภารกิจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นภารกิจร่วมของทุกภาคส่วนในสังคม การเปิดใจรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง การเคารพในอัตลักษณ์ ศาสนา และวัฒนธรรมของประชาชนในพื้นที่ คือหัวใจสำคัญที่จะนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน

กอ.รมน.ภาค 4 สน. จึงเป็นหนึ่งในกลไกของรัฐที่ทำหน้าที่ประสานความร่วมมือและสนับสนุนการแก้ไขปัญหาในทุกมิติ โดยยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นศูนย์กลาง ภายใต้เป้าหมายเดียวกัน คือการเห็นจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นพื้นที่แห่งความสงบสุข ความปลอดภัย และการอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์ของผู้คนทุกเชื้อชาติและทุกศาสนา

เมื่อประชาชนเกิดความเข้าใจซึ่งกันและกัน มีความไว้วางใจต่อกระบวนการแก้ไขปัญหา และร่วมมือกันสร้างสังคมแห่งสันติสุข ความมั่นคงที่แท้จริงก็จะเกิดขึ้นจากพลังของประชาชนในพื้นที่เอง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของสันติภาพที่ถาวรและยั่งยืนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไป :::

วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

อีดิ้ลอัฎฮา วันรายอกรุบานคืออะไร มีความสำคัญต่อพี่น้องมุสลิมอย่างไร

อีดิ้ลอัฎฮา วันรายอกรุบานคืออะไร มีความสำคัญต่อพี่น้องมุสลิมอย่างไร

อีดิ้ลอัฎฮา หรือที่พี่น้องมุสลิมในพื้นที่ภาคใต้เรียกว่า “วันรายอกรุบาน” เป็นวันสำคัญยิ่งอีกวันหนึ่งของชาวมุสลิมทั่วโลก รองจากวันอีดิ้ลฟิตรี โดยเป็นวันที่ระลึกถึงความศรัทธา ความเสียสละ และการภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้า ของท่านนบีอิบรอฮีม (อับราฮัม) ผู้ยอมปฏิบัติตามพระบัญชาของอัลลอฮ์ด้วยความศรัทธาอย่างสมบูรณ์ แม้จะเป็นบททดสอบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต

คำว่า “กรุบาน” มาจากภาษาอาหรับว่า “กุรบาน” หมายถึง การเชือดสัตว์พลีทาน เช่น วัว แพะ หรืออูฐ เพื่อแจกจ่ายแก่ครอบครัว ญาติพี่น้อง และผู้ยากไร้ เป็นการแบ่งปันความสุขและช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในสังคม ถือเป็นสัญลักษณ์ของความเมตตา ความเสียสละ และการดูแลซึ่งกันและกันในสังคมมุสลิม

ในปี พ.ศ. 2569 วันอีดิ้ลอัฎฮา หรือวันรายอกรุบาน ตรงกับวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ตามประกาศของท่านจุฬาราชมนตรี ซึ่งพี่น้องมุสลิมต่างเตรียมตัวต้อนรับวันสำคัญนี้ด้วยความปลื้มปีติ มีการทำความสะอาดบ้านเรือน แต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่สุภาพ สวยงาม และร่วมละหมาดอีดิ้ลอัฎฮา ณ มัสยิดหรือสถานที่ละหมาดกลางแจ้ง พร้อมกล่าวตักบีร คือการสรรเสริญอัลลอฮ์ เพื่อแสดงถึงความยำเกรงและความขอบคุณต่อพระองค์

วันรายอกรุบาน จึงมิใช่เพียงพิธีกรรมทางศาสนา แต่ยังเป็นวันที่สร้างความสัมพันธ์อันดีในครอบครัว ชุมชน และสังคม ผู้คนจะเดินทางไปเยี่ยมเยียนพ่อแม่ ญาติพี่น้อง ผู้สูงอายุ รวมถึงขออภัยซึ่งกันและกัน สร้างบรรยากาศแห่งความรัก ความอบอุ่น และความสามัคคีในสังคม

สำหรับการประพฤติตนของมุสลิมในวันรายอกรุบานนั้น ศาสนาอิสลามส่งเสริมให้ดำรงตนด้วยความสงบ สุภาพ มีน้ำใจ และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งหรือความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น ควรใช้วันสำคัญนี้ในการทำความดี ช่วยเหลือผู้ยากไร้ แบ่งปันอาหาร และสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อเพื่อนมนุษย์ทุกศาสนา เพราะอิสลามเป็นศาสนาแห่งสันติภาพและความเมตตา

ในสังคมพหุวัฒนธรรมของประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ วันรายอกรุบานยังเป็นโอกาสสำคัญในการเสริมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างพี่น้องต่างศาสนา พี่น้องชาวพุทธ คริสต์ หรือศาสนาอื่น ๆ สามารถร่วมแสดงความยินดี เยี่ยมเยียน หรือร่วมกิจกรรมทางสังคมกับพี่น้องมุสลิมได้ เช่น การรับประทานอาหารร่วมกัน การเยี่ยมเยียนบ้าน หรือการร่วมกิจกรรมสาธารณประโยชน์ของชุมชน ทั้งนี้ด้วยความเคารพต่อหลักศาสนาและวัฒนธรรมของเจ้าของงาน

การร่วมกิจกรรมวันรายอกรุบานของต่างศาสนิก จึงเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างมิตรภาพ ความไว้เนื้อเชื่อใจ และลดช่องว่างทางสังคม เป็นภาพสะท้อนของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคมไทยที่มีความหลากหลายทางศาสนาและวัฒนธรรม

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมควรให้เกียรติวันสำคัญทางศาสนา ด้วยการแต่งกายสุภาพ ใช้วาจาที่เหมาะสม เคารพสถานที่และพิธีกรรมทางศาสนา รวมถึงหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่อาจกระทบต่อความรู้สึกของผู้อื่น การแสดงออกถึงความเข้าใจและการให้เกียรติซึ่งกันและกัน ถือเป็นรากฐานสำคัญของการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุข

อีดิ้ลอัฎฮา หรือวันรายอกรุบาน จึงเป็นมากกว่าวันแห่งพิธีกรรมทางศาสนา แต่เป็นวันแห่งการเสียสละ การแบ่งปัน และการสร้างสันติสุขในสังคม เป็นพลังสำคัญที่ช่วยส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์บนพื้นฐานของเสรีภาพในการดำรงชีวิตภายใต้กฎหมายและความหลากหลายทางวัฒนธรรมของประเทศไทย

เมื่อทุกคนเรียนรู้ที่จะเคารพความแตกต่าง เปิดใจยอมรับกัน และร่วมมือกันสร้างสังคมแห่งความเมตตา ความเข้าใจ และความปรองดอง ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข และร่วมกันพัฒนาพื้นที่ให้เป็นสังคมแห่งสันติภาพ ความมั่นคง และความร่มเย็นสืบไป.

ปัตตานีกำลังเดินเข้าสู่ จุดเปลี่ยนใหม่หรือไม่?

ปาตานีกำลังเดินเข้าสู่ จุดเปลี่ยนใหม่หรือไม่?

เมื่อเสียงจากภาคประชาสังคมเริ่มท้าทาย “โครงสร้างความมั่นคง” ที่ครอบงำชายแดนใต้มานานกว่า 20 ปี ตลอดกว่า 2 ทศวรรษหลังเหตุการณ์ปล้นปืนค่ายปิเหล็งในปี 2547 จังหวัดชายแดนภาคใต้ถูกบริหารภายใต้ “กรอบความมั่นคง” ที่ให้อำนาจพิเศษแก่รัฐและกองทัพอย่างต่อเนื่อง ทั้งกฎอัยการศึก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และโครงสร้างด้านความมั่นคงที่ขยายตัวขึ้นมหาศาล

แต่ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เริ่มเกิดสัญญาณใหม่ที่หลายฝ่ายจับตามองว่า อาจเป็น “การเปลี่ยนผ่านทางความคิด” ครั้งสำคัญของปาตานี เมื่อภาคประชาสังคม นักการเมือง และเครือข่ายศาสนา เริ่มประสานพลังกันอย่างเปิดเผยมากขึ้น เพื่อเรียกร้องให้รัฐไทย “เปลี่ยนวิธีคิด” ต่อปัญหาชายแดนใต้

หนึ่งในกระแสที่ได้รับความสนใจ คือบทวิเคราะห์ยาวจากเพจของ สุโก ดินอะ (Shukur Dina) ซึ่งพยายามอธิบายว่า เหตุลอบสังหาร สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ไม่ใช่เพียงคดีอาชญากรรมทั่วไป แต่กำลังถูกมองว่าเป็น “จุดแตกหัก” ที่ทำให้สังคมเริ่มตั้งคำถามต่อโครงสร้างความมั่นคงเดิมอย่างจริงจัง

บทความดังกล่าวเชื่อมโยงหลายปรากฏการณ์เข้าด้วยกัน ทั้งการรวมตัวละหมาดฮายัตของ 20 องค์กรภาคประชาสังคม การเรียกร้องให้ DSI รับคดีลอบสังหาร สส.กมลศักดิ์ เป็นคดีพิเศษ ไปจนถึงข้อกล่าวหาเรื่อง “ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร” หรือ IO ที่ถูกมองว่าใช้สร้างความแตกแยกในสังคมชายแดนใต้

แม้หลายประเด็นในบทความจะยังเป็น “ข้อวิเคราะห์ทางการเมือง” มากกว่าข้อเท็จจริงที่ได้รับการพิสูจน์ทางกฎหมาย แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ บรรยากาศทางสังคมในพื้นที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน

สิ่งที่เคยเป็น “เสียงเฉพาะกลุ่ม” กำลังเริ่มกลายเป็น “บทสนทนาสาธารณะ” โดยเฉพาะคำถามสำคัญว่า : “ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา แนวทางด้านความมั่นคงสามารถพาพื้นที่ออกจากวงจรความรุนแรงได้จริงหรือไม่?

คดีลอบสังหาร ที่กลายเป็นแรงสะเทือนทางการเมือง เหตุลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สร้างแรงกระเพื่อมอย่างมากในพื้นที่ เพราะเขาไม่ใช่เพียงนักการเมืองท้องถิ่น แต่เป็นหนึ่งในตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่พยายามผลักดันการเมืองแบบพลเรือนในจังหวัดชายแดนใต้

หลังเหตุการณ์ มีการรวมตัวละหมาดฮายัตครั้งใหญ่ที่จังหวัดยะลา โดยเครือข่ายภาคประชาสังคม 20 องค์กร ภายใต้การนำของสมัชชาประชาสังคมเพื่อสันติภาพ (CAP)

ภาพผู้คนจำนวนมาก ที่ออกมาร่วมขอดุอาอ์และเรียกร้องสันติภาพ สะท้อนว่า ความรู้สึก “อ่อนล้าจากความรุนแรง” กำลังขยายตัวในสังคมมลายูมุสลิมรุ่นใหม่ หลายฝ่ายเริ่มพูดตรงกันมากขึ้นว่า ปัญหาชายแดนใต้ไม่อาจแก้ด้วย “กำลัง” เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป

จาก “ทหารนำ” สู่ข้อเรียกร้อง “การเมืองนำ” ข้อเสนอสำคัญที่ถูกพูดถึงมากขึ้นในระยะหลัง คือการเปลี่ยนแนวทางจาก “มิติทหารนำ” ไปสู่ “มิติการเมืองนำ

แนวคิดนี้ ไม่ได้ หมายถึง การยกเลิกความมั่นคงทันที แต่หมายถึงการลดบทบาทกฎหมายพิเศษ เปิดพื้นที่การเมืองพลเรือน และสร้างกระบวนการรับฟังประชาชนอย่างจริงจัง

ข้อเสนอ ที่ถูกหยิบยกขึ้นมา มีทั้ง:

* ทบทวนกฎอัยการศึกและ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

* เพิ่มบทบาทรัฐบาลพลเรือนเหนือกลไกความมั่นคง

* เปิดพื้นที่สื่อและภาคประชาสังคม

* ผลักดันกระบวนการสันติภาพที่ประชาชนมีส่วนร่วมจริง

ข้อเรียกร้องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สิ่งที่ต่างออกไป คือวันนี้เริ่มมีแรงสนับสนุนจากหลายภาคส่วนมากขึ้น ทั้งนักวิชาการ ผู้นำศาสนา นักการเมือง และเยาวชนในพื้นที่

IO” และสงครามข้อมูลในชายแดนใต้

อีกประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง คือเรื่อง “IOหรือปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีข้อกล่าวหาจากภาคประชาสังคมและสื่อบางส่วนว่า มีการใช้บัญชีออนไลน์หรือเครือข่ายข้อมูลเพื่อโจมตีฝ่ายเห็นต่าง สร้างความหวาดระแวง หรือทำให้ภาคประชาชนถูกมองว่าเป็นภัยความมั่นคง

แม้หน่วยงานรัฐไทยเคยยืนยันว่า การปฏิบัติการด้านข้อมูลเป็นเรื่องจำเป็นต่อความมั่นคง แต่ประเด็นนี้ยังคงถูกถกเถียงอย่างหนัก โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ความไว้วางใจระหว่างรัฐกับประชาชนยังเปราะบาง

นักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยมองว่า “สงครามข้อมูล” อาจยิ่งทำให้ช่องว่างระหว่างรัฐกับประชาชนลึกขึ้นกว่าเดิม

จุดเปลี่ยนที่ยังไม่มีคำตอบ

สิ่งที่เกิดขึ้นในปัตตานีเวลานี้ อาจยังไม่ใช่ “การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่” ในเชิงโครงสร้างทันที แต่ชัดเจนว่า “ความเงียบ” แบบเดิมกำลังเปลี่ยนไป

ภาคประชาสังคม เริ่มกล้าพูดเรื่องอำนาจรัฐอย่างเปิดเผยมากขึ้น นักการเมืองในพื้นที่เริ่มเชื่อมโยงประเด็นสิทธิมนุษยชนเข้ากับการเมืองระดับชาติ ขณะที่คนรุ่นใหม่จำนวนมาก เริ่มตั้งคำถาม ต่อวิธีแก้ปัญหาแบบเดิมที่ดำเนินมายาวนานกว่า 20 ปี

คำถามสำคัญ จึงอาจไม่ใช่แค่ “ใครควบคุมพื้นที่

แต่คือ “รัฐไทยจะสร้างสันติภาพที่ประชาชนรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกันได้หรือไม่” เพราะสุดท้ายแล้ว สันติภาพที่ยั่งยืน อาจไม่ได้เกิดจากการมีอาวุธมากที่สุด แต่อาจเกิดจากวันที่ประชาชน “ไม่รู้สึกกลัวกันอีกต่อไป”.

วิธีชนะใจคนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างถาวร

 วิธีชนะใจคนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างถาวร

พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และบางอำเภอของสงขลา เป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางศาสนา วัฒนธรรม ภาษา และประวัติศาสตร์มายาวนาน ปัญหาความไม่สงบที่เกิดขึ้นตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ไม่ใช่เพียงเรื่องความมั่นคงหรือเหตุรุนแรงเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงปัญหาความไม่ไว้วางใจ ความรู้สึกห่างเหินระหว่างรัฐกับประชาชน รวมถึงความเหลื่อมล้ำในหลายมิติ ดังนั้น หากประเทศไทยต้องการ “ชนะใจ” คนในพื้นที่อย่างแท้จริงและถาวร จำเป็นต้องใช้แนวทางที่ลึกซึ้งกว่าเพียงการควบคุมสถานการณ์ด้วยกำลัง เพราะหัวใจสำคัญคือ “การสร้างความเชื่อมั่นและความรู้สึกเป็นเจ้าของประเทศร่วมกัน

ประการแรก รัฐต้องให้ความสำคัญกับ “ความยุติธรรม” อย่างจริงจัง ประชาชนในพื้นที่จำนวนมากต้องการเห็นการบังคับใช้กฎหมายที่เท่าเทียม โปร่งใส และตรวจสอบได้ หากเกิดกรณีเจ้าหน้าที่ใช้อำนาจเกินขอบเขต ต้องมีการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา เพราะความรู้สึกว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรม คือหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ประชาชนบางส่วนเกิดความไม่ไว้วางใจต่อรัฐ การสร้างระบบยุติธรรมที่ประชาชนเข้าถึงได้ จะช่วยลดความรู้สึกแตกแยก และทำให้ประชาชนเชื่อว่ารัฐพร้อมยืนอยู่ข้างความถูกต้อง ไม่ใช่เลือกปฏิบัติ

ประการที่สอง รัฐต้องเคารพอัตลักษณ์และวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ ชาวมลายูมุสลิมในพื้นที่มีภาษา วัฒนธรรม และหลักศาสนาที่เป็นเอกลักษณ์ การส่งเสริมให้ประชาชนสามารถใช้ภาษามลายูถิ่นควบคู่กับภาษาไทยในบางบริบท การสนับสนุนการศึกษาศาสนาอย่างเหมาะสม และการเปิดพื้นที่ให้วัฒนธรรมท้องถิ่นได้รับการยอมรับ จะช่วยลดความรู้สึกว่าตนถูกกลืนหรือถูกมองเป็นคนนอก ความหลากหลายไม่ใช่อุปสรรคของชาติ แต่สามารถเป็นพลังของประเทศได้ หากรัฐมองด้วยความเข้าใจและเคารพ

อีกประเด็นสำคัญคือ “เศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต” คนในพื้นที่จำนวนมากยังประสบปัญหาความยากจน การว่างงาน และโอกาสทางเศรษฐกิจที่จำกัด การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างอาชีพ การสนับสนุนธุรกิจท้องถิ่น และการลงทุนด้านการศึกษา จะช่วยให้เยาวชนมีอนาคตและความหวังมากขึ้น เมื่อประชาชนมีชีวิตที่มั่นคง มีรายได้เพียงพอ และเห็นว่ารัฐช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตจริง ความรู้สึกผูกพันกับประเทศก็จะเพิ่มขึ้นโดยธรรมชาติ เพราะไม่มีใครต้องการอยู่กับความขัดแย้งตลอดไป หากเขามองเห็นอนาคตที่ดีกว่า

นอกจากนี้ การเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับบ้านเกิดของตนเองก็มีความสำคัญอย่างมาก หลายครั้งนโยบายจากส่วนกลางอาจไม่สอดคล้องกับสภาพจริงในพื้นที่ หากรัฐรับฟังผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชน ครู เยาวชน และภาคประชาสังคมอย่างจริงใจ จะช่วยให้การแก้ปัญหามีประสิทธิภาพมากขึ้น ประชาชนจะรู้สึกว่าตนมีคุณค่าและมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของพื้นที่ ไม่ใช่เพียงผู้รับคำสั่งจากส่วนกลางเท่านั้น

ในขณะเดียวกัน สังคมไทยโดยรวมก็ต้องช่วยกันลดอคติและความหวาดระแวงต่อคนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะบางครั้งคนในพื้นที่รู้สึกว่าตนถูกเหมารวมจากเหตุการณ์ความรุนแรง ทั้งที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการสันติสุขเหมือนคนไทยทุกภูมิภาค การสร้างความเข้าใจระหว่างคนต่างศาสนา ต่างวัฒนธรรม และต่างพื้นที่ จะช่วยลดกำแพงทางความคิดและสร้างความเป็นหนึ่งเดียวของสังคมไทย

ท้ายที่สุด การชนะใจประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างถาวร ไม่สามารถทำได้ด้วยอาวุธหรือมาตรการด้านความมั่นคงเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัย “หัวใจ” คือความจริงใจ ความยุติธรรม ความเข้าใจ และการให้เกียรติในศักดิ์ศรีของประชาชน เมื่อประชาชนรู้สึกว่าตนได้รับความเป็นธรรม ได้รับโอกาส และได้รับการยอมรับในฐานะส่วนหนึ่งของประเทศไทยอย่างแท้จริง ความไว้วางใจก็จะค่อย ๆ เกิดขึ้น และนั่นคือรากฐานสำคัญของสันติภาพที่ยั่งยืนในพื้นที่ชายแดนใต้ต่อไปในอนาคต.

วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

หยุดบิดเบือน RSD เพื่อสร้างความชอบธรรมในการแบ่งแยกดินแดนในพื้นที่ จชต.

หยุดบิดเบือน “RSD” เพื่อสร้างความชอบธรรมในการแบ่งแยกดินแดนในพื้นที่ จชต.

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ประเด็นเรื่อง “สิทธิในการกำหนดใจตนเอง” หรือ *Right to Self-Determination* (RSD) ถูกหยิบยกขึ้นมาใช้โดยกลุ่มนักเคลื่อนไหวบางกลุ่มในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.) เพื่อพยายามสร้างวาทกรรมทางการเมืองว่า พื้นที่ดังกล่าวควรมีสิทธิแยกตัวออกจากประเทศไทย หรือควรมีรูปแบบการปกครองพิเศษที่แยกออกจากอำนาจรัฐส่วนกลาง โดยอ้างหลักกฎหมายระหว่างประเทศและหลักสิทธิมนุษยชนมาเป็นเครื่องมือสนับสนุนข้อเรียกร้องของตน

อย่างไรก็ตาม การนำแนวคิด RSD มาอ้างเพื่อสนับสนุนแนวคิดแบ่งแยกดินแดนนั้น เป็นการตีความแบบเลือกเฉพาะส่วนที่ตนเองต้องการ และละเลยข้อเท็จจริงสำคัญทั้งในด้านกฎหมายระหว่างประเทศ ประวัติศาสตร์ และสภาพความเป็นจริงของประเทศไทย

RSD ไม่ใช่ ใบอนุญาตแบ่งแยกประเทศ

หลัก Right to Self-Determination มีขึ้นเพื่อให้ประชาชนมีสิทธิในการกำหนดอนาคตทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของตนเอง แต่ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ หลักการดังกล่าวมิได้หมายความว่า “ทุกกลุ่ม” สามารถประกาศแยกดินแดนได้ตามใจชอบ

ในความเป็นจริง หลัก RSD ถูกใช้ในบริบทของการปลดปล่อยอาณานิคม หรือกรณีที่ประชาชนถูกกดขี่รุนแรงจนไม่สามารถใช้สิทธิขั้นพื้นฐานภายในรัฐเดิมได้ เช่น การถูกลิดรอนสิทธิทางการเมืองอย่างสิ้นเชิง ถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ หรือถูกปกครองแบบอาณานิคมโดยไม่มีส่วนร่วมใด ๆ

ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขดังกล่าว พี่น้องประชาชนในพื้นที่ จชต. มีสิทธิทางการเมืองเหมือนประชาชนทุกคนในประเทศ มีสิทธิเลือกตั้ง มีตัวแทนในรัฐสภา มีเสรีภาพในการนับถือศาสนาอิสลาม มีสถาบันการศึกษา ศาล และองค์กรศาสนาที่รัฐรับรอง รวมถึงสามารถใช้ภาษามลายูถิ่นในวิถีชีวิตประจำวันได้อย่างเปิดเผย

ดังนั้น การพยายามอ้าง RSD เพื่อผลักดันแนวคิดแบ่งแยกดินแดน จึงไม่สอดคล้องกับหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่แท้จริง

การสร้างวาทกรรม “ผู้ถูกกดขี่” เพื่อหวังผลทางการเมือง

กลุ่มนักเคลื่อนไหวบางส่วนพยายามสร้างภาพว่าประชาชนในพื้นที่ถูก “ยึดครอง” หรือ “ถูกกดขี่โดยรัฐไทย” เพื่อเชื่อมโยงเข้าสู่กรอบคิดแบบอาณานิคม ทั้งที่ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์และกฎหมายไม่ได้เป็นเช่นนั้น

พื้นที่ชายแดนใต้เป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทยมายาวนาน และรัฐไทยเองก็พยายามแก้ไขปัญหาผ่านกระบวนการพัฒนา การกระจายงบประมาณ การเปิดพื้นที่ทางการเมือง และการพูดคุยสันติสุขอย่างต่อเนื่อง

หากมองตามข้อเท็จจริง จะเห็นว่าประชาชนมลายูมุสลิมจำนวนมากสามารถเติบโตในระบบของรัฐไทยได้อย่างเต็มศักยภาพ ทั้งในด้านการศึกษา การเมือง ธุรกิจ และราชการ หลายคนดำรงตำแหน่งสำคัญระดับประเทศ สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า ประเทศไทยมิได้ปิดกั้นโอกาสของประชาชนในพื้นที่ตามที่มีการกล่าวอ้าง

แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ การเคลื่อนไหวบางรูปแบบกลับพยายามปลุกกระแสความเกลียดชังรัฐ สร้างความรู้สึกแบ่งแยก และใช้เยาวชนเป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยอาศัยถ้อยคำสวยหรู เช่น “สิทธิ เสรีภาพ อัตลักษณ์ และการปลดปล่อย” มาเป็นฉากหน้า ทั้งที่เป้าหมายลึก ๆ คือการสร้างความชอบธรรมให้แนวคิดแบ่งแยกดินแดน

สิทธิมนุษยชนต้องไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างความรุนแรง

แน่นอนว่า ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และรัฐเองก็ต้องรับฟังปัญหาของประชาชนอย่างจริงจัง แต่เสรีภาพต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย และไม่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือในการปลุกระดม สร้างความแตกแยก หรือสนับสนุนความรุนแรง

ในอดีต พื้นที่ชายแดนใต้ต้องสูญเสียชีวิตผู้บริสุทธิ์จำนวนมากจากเหตุการณ์ความไม่สงบ ทั้งชาวพุทธและมุสลิม ต่างเป็นเหยื่อของความรุนแรงเหมือนกัน การนำแนวคิด RSD มาใช้แบบสุดโต่ง อาจยิ่งทำให้ความหวาดระแวงในสังคมเพิ่มขึ้น และทำลายบรรยากาศแห่งการอยู่ร่วมกัน

ที่สำคัญ คนส่วนใหญ่ในพื้นที่ต้องการ “สันติภาพ” มากกว่าความขัดแย้ง ประชาชนต้องการเศรษฐกิจที่ดี การศึกษาที่มีคุณภาพ ความปลอดภัยในชีวิต และอนาคตที่มั่นคงให้ลูกหลาน ไม่ใช่การถูกดึงเข้าไปอยู่ในเกมการเมืองของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

ทางออกของปัญหาคือการอยู่ร่วมกัน ไม่ใช่การแบ่งแยก

การแก้ไขปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ควรเดินหน้าไปบนพื้นฐานของการพูดคุย การพัฒนา และความเข้าใจซึ่งกันและกัน ไม่ใช่การสร้างวาทกรรมเพื่อแบ่งประชาชนออกจากกัน

ประเทศไทยเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมที่มีผู้คนหลากหลายศาสนาและชาติพันธุ์อาศัยอยู่ร่วมกันมาอย่างยาวนาน ความแตกต่างไม่ใช่อุปสรรค หากทุกฝ่ายเคารพกฎหมาย เคารพสิทธิของกันและกัน และร่วมกันปฏิเสธความรุนแรง

RSD ไม่ควรถูกหยิบมาใช้แบบบิดเบือนเพื่อสร้างความชอบธรรมให้การแบ่งแยกดินแดน เพราะท้ายที่สุดแล้ว ผู้ที่ต้องรับผลกระทบมากที่สุดคือประชาชนในพื้นที่เอง

สิ่งที่สังคมไทยควรร่วมกันปกป้อง คือสันติภาพ ความเข้าใจ และอนาคตร่วมกันของคนทุกเชื้อชาติศาสนา ภายใต้ความเป็นประเทศไทยเดียวกัน ที่ทุกคนสามารถมีศักดิ์ศรี มีเสรีภาพ และมีโอกาสในการกำหนดอนาคตของตนเองได้โดยไม่ต้องเดินไปสู่ความแตกแยกและความรุนแรงอีกต่อไป.

วันพุธที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

RSD กับคำถามที่สังคมต้องกล้าคิด: ใครกันแน่ที่ได้ประโยชน์บนความทุกข์ของประชาชน?

“RSD” กับคำถามที่สังคมต้องกล้าคิด: ใครกันแน่ที่ได้ประโยชน์บนความทุกข์ของประชาชน?

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องเผชิญกับปัญหาความไม่สงบ ความหวาดระแวง และความแตกแยกที่ฝังรากลึกในสังคม ประชาชนจำนวนมากต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความกลัว สูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก และต้องแบกรับภาระจากสถานการณ์ที่ยืดเยื้อโดยไม่รู้จุดจบ แต่สิ่งที่น่าตั้งคำถามอย่างยิ่งคือ ในขณะที่ประชาชนทั่วไปกำลังทุกข์ยาก กลับมีกลุ่มบุคคลบางกลุ่ม ทั้งในนามองค์กรภาคประชาสังคม กลุ่มนักศึกษาสุดโต่ง หรือเครือข่ายที่นิยมแนวคิดแบ่งแยก กลับใช้วาทกรรม “กำหนดใจตนเอง” หรือ RSD (Remedial Self-Determination) เป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อสร้างกระแส ปลุกปั่นอารมณ์ และแสวงหาผลประโยชน์จากความขัดแย้ง

คำว่า “กำหนดใจตนเอง” ฟังดูสวยหรูในทางทฤษฎี แต่เมื่อถูกนำมาใช้ในบริบทของประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ กลับถูกตีความอย่างบิดเบือนเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับแนวคิดแบ่งแยกดินแดน ทั้งที่ข้อเท็จจริงคือ ประเทศไทยมิใช่รัฐที่กดขี่ศาสนา มิใช่รัฐที่ห้ามประชาชนดำรงอัตลักษณ์ของตนเอง และมิใช่ “ดารุลฮัรบี” ตามหลักการศาสนาอิสลามแต่อย่างใด

ประเทศไทยเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกศาสนาใช้ชีวิตได้อย่างเสรี ชาวมุสลิมสามารถละหมาด ถือศีลอด สร้างมัสยิด เรียนศาสนา แต่งกายตามหลักศาสนา และประกอบพิธีกรรมได้อย่างเปิดเผย มีทั้งโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา ศาลชารีอะห์ในบางเรื่องของครอบครัวและมรดก รวมถึงมีผู้นำศาสนาและองค์กรอิสลามที่ได้รับการยอมรับตามกฎหมาย สิ่งเหล่านี้สะท้อนชัดว่ารัฐไทยให้เกียรติและเคารพต่อความหลากหลายทางศาสนาและวัฒนธรรม

ดังนั้น การพยายามผลักดันวาทกรรม RSD เพื่อสร้างความรู้สึกว่า “ถูกกดขี่จนต้องแยกตัว” จึงเป็นเรื่องที่สังคมต้องตั้งคำถามว่า แท้จริงแล้วใครคือผู้ได้รับประโยชน์? เพราะเมื่อมองลึกลงไป จะพบว่ามีกลุ่มคนบางส่วนที่เติบโตบนความขัดแย้ง ได้รับทุนสนับสนุนจากต่างประเทศ ได้ชื่อเสียงจากเวทีสิทธิมนุษยชน ได้บทบาททางการเมือง และใช้เยาวชนเป็นเครื่องมือในการสร้างกระแสทางสังคม

หลายครั้งที่เราเห็นกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ การจัดม็อบ การสร้างกระแสผ่านโซเชียลมีเดีย หรือการปลุกเร้าให้เยาวชนเกิดความรู้สึกต่อต้านรัฐ โดยใช้ถ้อยคำรุนแรงและสร้างความเกลียดชังต่อสังคมส่วนรวม แต่ผู้ที่ออกมานำกระแสเหล่านั้น กลับไม่ใช่คนที่ต้องเผชิญผลกระทบโดยตรง คนที่เดือดร้อนจริงคือประชาชนตาดำ ๆ พ่อค้าแม่ค้า คนหาเช้ากินค่ำ และครอบครัวผู้มีรายได้น้อย ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม

ยิ่งไปกว่านั้น กระแสบางอย่างที่ถูกสร้างขึ้นในหมู่เยาวชน กลับกลายเป็นภาระต่อผู้ปกครองและครอบครัว เช่น การรณรงค์เปลี่ยนสีชุด แต่งกายตามกระแส หรือกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ที่ต้องใช้ค่าใช้จ่าย โดยไม่คำนึงถึงความเป็นจริงของคนรากหญ้า หลายครอบครัวต้องดิ้นรนหาเงินเพียงเพื่อให้ลูก “ไม่ตกกระแส” หรือไม่ถูกกีดกันจากสังคม ทั้งที่ในความเป็นจริง สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต หรือแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนเลยแม้แต่น้อย

คำถามสำคัญคือ สิ่งที่กลุ่มเหล่านี้ต้องการจริง ๆ คือสันติภาพ หรือเพียงต้องการรักษาพื้นที่ทางอำนาจและผลประโยชน์ของตนเอง? เพราะหากต้องการสันติสุขอย่างแท้จริง สิ่งที่ควรทำคือการสร้างโอกาสทางการศึกษา สร้างงาน พัฒนาเศรษฐกิจ และส่งเสริมความเข้าใจระหว่างผู้คน ไม่ใช่การปลุกระดมให้เกิดความแตกแยก หรือสร้างความเกลียดชังต่อรัฐและสังคม

เยาวชนไม่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือทางอุดมการณ์ พวกเขาควรได้รับการส่งเสริมให้คิดอย่างมีวิจารณญาณ มีความเข้าใจในข้อเท็จจริง และมองเห็นคุณค่าของการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม การสร้างความฮึกเหิมชั่วคราวผ่านวาทกรรมสุดโต่ง อาจทำให้บางคนรู้สึกมีพลัง แต่ท้ายที่สุดแล้ว คนที่ต้องรับผลกระทบจากความขัดแย้งคือประชาชนธรรมดา ไม่ใช่แกนนำที่อยู่เบื้องหลัง

จังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องการสันติภาพที่ยั่งยืน ไม่ใช่สันติภาพปลอมที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างอำนาจ ประเทศไทยอาจมีปัญหาหลายด้านที่ต้องแก้ไข แต่หนทางแก้ไม่ใช่การสร้างความแตกแยกหรือปลุกปั่นให้สังคมเกลียดชังกันเอง สิ่งที่ควรทำคือการร่วมกันพัฒนาพื้นที่ เปิดพื้นที่ให้มีการพูดคุยอย่างสร้างสรรค์ และเคารพในความแตกต่างภายใต้ความเป็นพลเมืองไทยร่วมกัน

ท้ายที่สุด ประชาชนควรตั้งคำถามให้มากขึ้นว่า ใครกันแน่ที่ได้ประโยชน์จากความขัดแย้ง และใครคือผู้ที่ต้องแบกรับความสูญเสีย เพราะในทุกเหตุการณ์ความไม่สงบ คนที่เจ็บปวดที่สุดไม่ใช่ผู้พูดบนเวที ไม่ใช่ผู้ได้รับทุนสนับสนุน หรือผู้สร้างกระแสบนโลกออนไลน์ แต่คือชาวบ้านธรรมดาที่เพียงต้องการใช้ชีวิตอย่างสงบสุขในบ้านเกิดของตนเอง