วันอังคารที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569

4 เดือนต้องห้ามในศาสนาอิสลาม

4 เดือนต้องห้ามในศาสนาอิสลาม

คุณค่าของเดือนมุฮัมรอม: จุดเริ่มต้นแห่งศรัทธาและการฟื้นฟูชีวิต เดือนมุฮัมรอม คือหนึ่งในเดือนอันทรงเกียรติของศาสนาอิสลาม ซึ่งถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “เดือนต้องห้าม” (الأشهر الحرم) อันประกอบด้วย ซุลเกาะอฺดะฮฺ ซุลฮิจญะฮฺ มุฮัมรอม และเราะญับ เดือนเหล่านี้เป็นช่วงเวลาที่อัลลอฮฺทรงยกย่องให้มีความพิเศษ ทั้งในด้านการเพิ่มพูนความดีและการหลีกเลี่ยงความชั่ว เดือนมุฮัมรอมจึงไม่ใช่เพียงแค่จุดเริ่มต้นของปีฮิจเราะฮฺศักราช แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการทบทวนตนเอง และเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยความศรัทธาที่มั่นคงยิ่งขึ้น

คำว่า “มุฮัมรอม” มีความหมายว่า “สิ่งที่ถูกห้าม” หรือ “สิ่งที่ได้รับการคุ้มครอง” สะท้อนถึงความศักดิ์สิทธิ์ของเดือนนี้ ที่มุสลิมควรหลีกเลี่ยงการกระทำที่เป็นบาป และเพิ่มพูนการงานที่ดีให้มากยิ่งขึ้น ในอดีต ชาวอาหรับก่อนอิสลามยังให้ความเคารพเดือนนี้ โดยหลีกเลี่ยงการทำสงครามหรือความขัดแย้ง แสดงให้เห็นว่าความสำคัญของเดือนมุฮัมรอมได้รับการยอมรับมาอย่างยาวนาน

หนึ่งในคุณค่าที่สำคัญที่สุดของเดือนมุฮัมรอม คือการเป็นช่วงเวลาแห่งการรำลึกถึงเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะวันอาชูรออ์ (วันที่ 10 ของเดือนมุฮัมรอม) ซึ่งเป็นวันที่อัลลอฮฺทรงช่วยเหลือนบีมูซา (โมเสส) และประชาชาติของท่านให้รอดพ้นจากการกดขี่ของฟิรเอาน์ เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงพลังแห่งความศรัทธา ความอดทน และความเชื่อมั่นในพระผู้เป็นเจ้า และเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับมุสลิมในทุกยุคทุกสมัย

ท่านนบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ได้ส่งเสริมให้มุสลิมถือศีลอดในวันอาชูรออ์ โดยกล่าวว่า การถือศีลอดในวันดังกล่าวจะเป็นการลบล้างบาปเล็ก ๆ น้อย ๆ ของปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมีคำแนะนำให้ถือศีลอดในวันที่ 9 หรือ 11 ร่วมด้วย เพื่อแสดงความแตกต่างจากชาวยิว และเป็นการเพิ่มพูนความดีงามให้มากยิ่งขึ้น

เดือนมุฮัมรอมยังเป็นช่วงเวลาแห่งการฝึกฝนจิตใจให้มีความยำเกรง (ตักวา) มากยิ่งขึ้น การละหมาด การอ่านอัลกุรอาน การบริจาคทาน (ซอดาเกาะฮฺ) และการทำความดีในรูปแบบต่าง ๆ ล้วนได้รับผลบุญเพิ่มขึ้นในเดือนนี้ ในขณะเดียวกัน การกระทำความผิดก็มีโทษที่รุนแรงขึ้นเช่นกัน ดังนั้น มุสลิมจึงควรใช้ช่วงเวลานี้ในการควบคุมตนเอง และห่างไกลจากสิ่งที่ไม่ดีทั้งปวง

อีกหนึ่งแง่มุมที่สำคัญของเดือนมุฮัมรอม คือการเป็นจุดเริ่มต้นของปีใหม่อิสลาม หรือปีฮิจเราะฮฺ ซึ่งมีจุดกำเนิดจากเหตุการณ์การอพยพ (ฮิจเราะฮฺ) ของท่านนบีมุฮัมมัด จากนครมักกะฮฺไปยังนครมะดีนะฮฺ เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์ แต่ยังเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของสังคมอิสลาม จากความอ่อนแอสู่ความเข้มแข็ง จากการถูกกดขี่สู่การสร้างอารยธรรมที่ตั้งอยู่บนหลักความยุติธรรมและศรัทธา

ในบริบทของสังคมปัจจุบัน เดือนมุฮัมรอมสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้เราปรับปรุงตนเอง ทั้งในด้านจริยธรรม ความรับผิดชอบ และความสัมพันธ์กับผู้อื่น โดยเฉพาะในสังคมพหุวัฒนธรรม การใช้ชีวิตอย่างเคารพซึ่งกันและกัน มีความเข้าใจในความแตกต่าง และร่วมมือกันสร้างสันติสุข เป็นสิ่งที่สอดคล้องกับหลักการของอิสลามที่เน้นความเมตตาและความยุติธรรม

นอกจากนี้ เดือนมุฮัมรอมยังเตือนใจให้เราตระหนักถึงคุณค่าของเวลา ชีวิตที่ผ่านไปไม่สามารถย้อนกลับได้ ดังนั้น การเริ่มต้นปีใหม่อิสลามควรเป็นโอกาสในการตั้งเป้าหมายใหม่ ปรับปรุงข้อบกพร่อง และเดินหน้าสู่ชีวิตที่ดีขึ้นทั้งในด้านศาสนาและโลกดุนยา

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการเข้าใจเดือนมุฮัมรอมอย่างถูกต้องตามหลักศาสนา หลีกเลี่ยงการปฏิบัติที่ไม่มีหลักฐานรองรับ หรือการกระทำที่เกินขอบเขตของศาสนา เช่น การแสดงความเศร้าโศกเกินควร หรือพิธีกรรมที่ขัดต่อหลักการอิสลาม มุสลิมควรยึดมั่นในแนวทางของอัลกุรอานและซุนนะฮฺ เพื่อให้การปฏิบัติในเดือนนี้เป็นไปอย่างถูกต้องและเกิดประโยชน์สูงสุด

โดยสรุป เดือนมุฮัมรอมคือช่วงเวลาแห่งการเริ่มต้นใหม่ การฟื้นฟูจิตวิญญาณ และการกลับคืนสู่ความศรัทธาอย่างแท้จริง เป็นโอกาสที่มุสลิมควรใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยการเพิ่มพูนความดี ละเว้นความชั่ว และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีทั้งกับอัลลอฮฺและเพื่อนมนุษย์ หากเราใช้เดือนมุฮัมรอมอย่างมีคุณค่า ชีวิตของเราย่อมได้รับความเมตตา ความสงบ และความสำเร็จทั้งในโลกนี้และโลกหน้าอย่างแน่นอน

สำนึกตน ก้าวแรกสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ในชีวิต

สำนึกตน ก้าวแรกสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ในชีวิต

การเริ่มต้นใหม่ในชีวิตไม่ใช่เรื่องของเวลา แต่เป็นเรื่องของ “หัวใจ” ที่ตระหนักรู้และยอมรับความจริงของตนเอง หลายครั้งที่มนุษย์เราอาจเผลอเดินหลงทาง ทำผิดพลาด หรือปล่อยให้ความโกรธ ความโลภ และอารมณ์ชั่ววูบ นำพาไปสู่การกระทำที่ส่งผลเสียต่อตนเองและคนรอบข้าง โดยเฉพาะ “ครอบครัว” ซึ่งเป็นพื้นที่แห่งความรัก ความอบอุ่น และความเข้าใจ หากวันหนึ่งเราหยุดนิ่งและหันกลับมาทบทวนตัวเองอย่างจริงจัง นั่นคือจุดเริ่มต้นของการ “สำนึกตน” และเป็นก้าวแรกสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ในชีวิต

การสำนึกตนไม่ใช่เพียงการรู้ว่าตนเองผิด แต่คือการยอมรับอย่างจริงใจโดยไม่โทษผู้อื่น ไม่หาข้อแก้ตัว และไม่หลีกหนีความจริง การยอมรับความผิดพลาดของตนเองเป็นความกล้าหาญอย่างหนึ่ง เพราะต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่อาจเจ็บปวด แต่ความเจ็บปวดนั้นเองจะกลายเป็นบทเรียนล้ำค่าที่ช่วยหล่อหลอมให้เรากลายเป็นคนที่ดีขึ้น การสำนึกตนยังเป็นกระบวนการที่ทำให้เรามองเห็นผลกระทบของการกระทำของเราที่มีต่อคนในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นคำพูดที่ทำร้ายจิตใจ การกระทำที่สร้างความทุกข์ หรือการละเลยหน้าที่ที่ควรทำ

เมื่อสำนึกได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ “การกลับตัวกลับใจ” ซึ่งเป็นการลงมือเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงคำพูดหรือคำสัญญา แต่คือการกระทำที่สม่ำเสมอและต่อเนื่อง การกลับตัวกลับใจเริ่มจากการตั้งใจละทิ้งพฤติกรรมที่ไม่ดี และหันมาปลูกฝังสิ่งดีงามในชีวิต เช่น ความอดทน ความเมตตา ความรับผิดชอบ และการให้อภัย การเปลี่ยนแปลงอาจไม่เกิดขึ้นในทันที แต่ต้องอาศัยเวลา ความพยายาม และความตั้งใจที่มั่นคง

ในบริบทของครอบครัว การกลับตัวกลับใจมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะครอบครัวคือสถาบันพื้นฐานของสังคม หากคนในครอบครัวมีความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจ และให้อภัยซึ่งกันและกัน ย่อมนำไปสู่ความสงบสุขที่ยั่งยืน การเริ่มต้นใหม่ในครอบครัวอาจเริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ เช่น การกล่าวคำขอโทษอย่างจริงใจ การเปิดใจพูดคุย การรับฟังกันโดยไม่ตัดสิน และการแสดงความรักผ่านการกระทำในชีวิตประจำวัน สิ่งเหล่านี้แม้จะดูเล็กน้อย แต่มีพลังในการฟื้นฟูความสัมพันธ์อย่างมหาศาล

นอกจากนี้ การให้อภัยก็เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของการสร้างความสันติสุขในครอบครัว ทั้งการให้อภัยผู้อื่นและการให้อภัยตนเอง หลายคนอาจติดอยู่กับความรู้สึกผิดในอดีตจนไม่สามารถก้าวต่อไปได้ แต่แท้จริงแล้ว การให้อภัยตนเองไม่ได้หมายถึงการลืมความผิดพลาด แต่คือการยอมรับ เรียนรู้ และไม่ทำซ้ำอีก การให้อภัยจะช่วยปลดปล่อยจิตใจจากความหนักอึ้ง และเปิดโอกาสให้เราเริ่มต้นใหม่ได้อย่างแท้จริง

การสร้างชีวิตที่ดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์แบบ แต่ขึ้นอยู่กับความพยายามที่จะพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง คนที่เคยผิดพลาดไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีโอกาสเป็นคนดี ตรงกันข้าม คนที่เคยล้มแล้วลุกขึ้นใหม่ด้วยความตั้งใจ มักจะเข้าใจคุณค่าของชีวิตมากกว่าคนที่ไม่เคยผ่านความผิดพลาดเลยด้วยซ้ำ ความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงจึงไม่ใช่การลบอดีต แต่คือการใช้ประสบการณ์ในอดีตเป็นบทเรียนในการสร้างอนาคตที่ดีกว่า

ท้ายที่สุด ความสันติสุขในครอบครัวที่ยั่งยืนไม่ได้เกิดขึ้นจากโชคชะตา แต่เกิดจากความร่วมมือของทุกคนในครอบครัว ที่พร้อมจะสำนึกตน ยอมรับข้อผิดพลาด และให้อภัยกันและกัน การเริ่มต้นใหม่อาจเป็นเรื่องยาก แต่ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ หากเรามีความตั้งใจจริงและไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค ทุกก้าวเล็ก ๆ ที่เราก้าวไปในทางที่ดี ล้วนเป็นการสร้างรากฐานของชีวิตที่มั่นคง และนำไปสู่ครอบครัวที่เต็มไปด้วยความรัก ความเข้าใจ และความสันติสุขอย่างยั่งยืน

ดังนั้น วันนี้จึงเป็นวันที่ดีที่สุดในการเริ่มต้น ไม่ว่าที่ผ่านมาเราจะเคยเป็นอย่างไร ขอเพียงเรากล้าที่จะสำนึกตน กล้าที่จะเปลี่ยนแปลง และกล้าที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง ชีวิตที่ดีและครอบครัวที่อบอุ่นก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม เพราะทุกการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ ล้วนเริ่มต้นจากหัวใจที่พร้อมจะกลับตัวกลับใจอย่างแท้จริง

โชคดีที่เกิดมาบนแผ่นดินไทยที่เต็มเปี่ยมด้วยความเมตตา และเสรีภาพทางศาสนา

โชคดีที่เกิดมาบนแผ่นดินไทยที่เต็มเปี่ยมด้วยความเมตตา และเสรีภาพทางศาสนา

    การได้เกิดมาเป็นคนไทย นับเป็นความโชคดีอย่างยิ่งในชีวิตของคนคนหนึ่ง ไม่ใช่เพียงเพราะความอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดิน หรือวัฒนธรรมที่งดงามเท่านั้น แต่ยังรวมถึง “หัวใจของสังคมไทย” ที่เปิดกว้าง ยอมรับความหลากหลาย และเคารพซึ่งกันและกันอย่างแท้จริง โดยเฉพาะในเรื่องของศาสนา ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของชีวิตมนุษย์

ประเทศไทยเป็นแผ่นดินที่มีความหลากหลายทางศาสนา ไม่ว่าจะเป็นพุทธ อิสลาม คริสต์ ฮินดู ซิกข์ และศาสนาอื่น ๆ ที่อยู่ร่วมกันอย่างสงบ แม้จะมีความเชื่อที่แตกต่างกัน แต่ทุกศาสนากลับได้รับการยอมรับและให้เกียรติอย่างเท่าเทียม ไม่มีการบังคับ ไม่มีการกีดกัน นี่คือเสน่ห์ที่หาได้ยากในโลกยุคปัจจุบัน

สิ่งที่ทำให้ประเทศไทยแตกต่าง คือ “ความเข้าใจ” ไม่ใช่เพียงการยอมรับแบบผิวเผิน แต่เป็นความเข้าใจในแก่นแท้ของความเชื่อของกันและกัน คนไทยจำนวนมากเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันด้วยความเคารพ แม้จะต่างศาสนา ต่างวัฒนธรรม แต่ก็สามารถแบ่งปันพื้นที่ แบ่งปันรอยยิ้ม และแบ่งปันความเป็นมนุษย์ร่วมกันได้อย่างงดงาม

ในหลายพื้นที่ของประเทศ เราจะเห็นภาพของวัด มัสยิด และโบสถ์ตั้งอยู่ไม่ไกลกัน ผู้คนเดินผ่านกันด้วยรอยยิ้ม ทักทายกันด้วยความจริงใจ เข้าร่วมกิจกรรมของกันและกันในฐานะเพื่อนมนุษย์ ไม่ใช่ในฐานะ “คนต่างศาสนา” แต่เป็น “เพื่อนร่วมแผ่นดินเดียวกัน” นี่คือภาพสะท้อนของสังคมที่มีความเอื้อเฟื้อ และเข้าใจความแตกต่างอย่างแท้จริง

อีกหนึ่งสิ่งที่ควรภาคภูมิใจ คือ “ความยุติธรรม” และ “เสรีภาพ” ที่ประชาชนได้รับ ประเทศไทยเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถดำรงชีวิตตามหลักศาสนาของตนได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกาย การประกอบพิธีกรรม หรือการดำเนินชีวิตตามหลักศรัทธา ล้วนได้รับการคุ้มครองและเคารพจากสังคมและกฎหมาย

เสรีภาพทางศาสนาในประเทศไทย ไม่ได้เป็นเพียงตัวหนังสือในรัฐธรรมนูญ แต่เป็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นจริงในชีวิตประจำวัน เป็นสิทธิที่ทุกคนสามารถสัมผัสได้ และใช้ชีวิตได้อย่างภาคภูมิใจในความเชื่อของตนเอง โดยไม่ต้องหวาดกลัวหรือปิดบัง

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเป็นแผ่นดินที่ “อุ้มชู” ทุกศาสนาอย่างแท้จริง หน่วยงานรัฐและสังคมโดยรวมให้การสนับสนุนกิจกรรมทางศาสนา ส่งเสริมความเข้าใจระหว่างศาสนา และสร้างพื้นที่แห่งการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ สิ่งเหล่านี้ช่วยหล่อหลอมให้สังคมไทยเป็นสังคมที่มีความสมดุล มีความเมตตา และมีความมั่นคงทางจิตใจ

ในโลกที่หลายประเทศยังเผชิญกับความขัดแย้งทางศาสนา ความไม่เข้าใจ และความรุนแรง ประเทศไทยกลับสามารถยืนหยัดเป็นตัวอย่างของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ แม้อาจมีความแตกต่าง แต่ก็ไม่ปล่อยให้ความแตกต่างกลายเป็นความแตกแยก นี่คือคุณค่าที่ควรได้รับการรักษาและสืบทอดต่อไป

การตระหนักถึงความโชคดีนี้ ไม่ใช่เพียงเพื่อความภาคภูมิใจ แต่ยังเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนที่จะต้องช่วยกันรักษา “ความดีงามของสังคม” นี้ไว้ ด้วยการเคารพกัน รับฟังกัน และไม่ปล่อยให้ความเกลียดชังหรืออคติเข้ามาทำลายความสงบสุขที่เรามี

ท้ายที่สุดนี้ ขอขอบคุณแผ่นดินไทย ที่มอบโอกาสให้เราได้เติบโตในสังคมที่มีความเมตตา มีความยุติธรรม และมีเสรีภาพในการใช้ชีวิต ขอบคุณที่ทำให้เราได้เรียนรู้ความหมายของคำว่า “อยู่ร่วมกันอย่างสันติ” อย่างแท้จริง

ฉันภูมิใจที่ได้เกิดเป็นคนไทย

และฉันขอพูดจากหัวใจว่า “ขอบคุณประเทศไทย… ฉันรักประเทศไทย

วันจันทร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569

รวบแล้ว! นายอลาวี สารภาพเป็นโชเฟอร์ให้ทีมยิง สส.แวยูแฮ

รวบแล้ว! นายอลาวี สารภาพเป็นโชเฟอร์ให้ทีมยิง สส.แวยูแฮ

รวบอีก 1 ผู้ต้องหาร่วมก๊วนยิงรถ “สส.กมลศักดิ์” สารภาพทำหน้าที่โชเฟอร์พามือปืนไปก่อเหตุ ทั้งยังให้การเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี ขยายผลถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ใกล้โยงถึงตัวคนบงการ ขณะที่ตำรวจออกหมายจับเจ้าของอู่ชำแหละรถเพิ่มอีก 1

ความคืบหน้าคดีกลุ่มคนร้ายใช้รถกระบะ 4 ประตู ยี่ห้อโตโยต้า สีขาว ไม่ทราบหมายเลขทะเบียน ซึ่งภายหลังพบว่าเป็นรถยนต์ในราชการของ กอ.รมน.นราธิวาส เป็นพาหนะในการก่อเหตุยิงถล่มรถยนต์ของ นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส เขต 5 พรรคประชาชาติ เหตุเกิดริมถนนเพชรเกษม (สายหลักระหว่างจังหวัดปัตตานี - นราธิวาส) หน้าบ้านของนายกมลศักดิ์ ในพื้นที่ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส เมื่อเวลาตี 1 ของวันที่ 20 มี.ค.69 ทำให้คนขับรถและตำรวจติดตามได้รับบาดเจ็บสาหัส ส่วน สส.รอดมาได้อย่างหวุดหวิดนั้น

ล่าสุดวันที่ 5 เม.ย.69 มีรายงานจากเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดคลี่คลายคดีว่า สามารถจับกุมตัว นายอลาวี อาแว อายุ 24 ปี ภูมิลำเนา หมู่ 5 ต.ตะปอเยาะ อ.ยี่งอ จ.นราธิวาส ซึ่งเป็น 1 ใน 4 ผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับ ป. วิอาญา (หมายจับที่ออกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา) ได้แล้ว ขณะกำลังหลบหนีไปที่กรุงเทพมหานคร

ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมตัวผู้ต้องหาสองพ่อลูก คือ นายสมพร ลังเดช อดีตนายทหารนาวิกโยธินกองทัพเรือ และ นายยศกร ลังเดช ลูกชาย ทำให้ขณะนี้ยังเหลือผู้ต้องหาที่ถูกเจ้าหน้าที่ออกหมายจับในคดีดังกล่าวอีก 1 รายที่ยังคงหลบหนีอยู่ คือ นายธนภัทร วัฒนภิญโญ

ยอมรับเป็นโชเฟอร์ - สารภาพสิ้นทีมสังหาร มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ชุดคลี่คลายคดีได้ควบคุมตัวนายอลาวี ไปสอบสวนขยายผลที่ศูนย์ซักถามแห่งหนึ่ง จนให้การรับสารภาพว่า ทำหน้าที่ขับรถกระบะให้คนร้ายใช้อาวุธปืนยิงถล่มรถยนต์ที่นายกมลศักดิ์ ฯ สส.นราธิวาส นั่งมา

นอกจากนั้น นายอลาวียังให้การที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี จนเจ้าหน้าที่สามารถปะติดปะต่อทราบถึงผู้ลงมือก่อเหตุในครั้งนี้ว่ามีจำนวนกี่คน ใครบ้าง แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เนื่องจากเกรงจะเสียรูปคดี รวมไปถึงการขยายผลถึงผู้ที่ร่วมก่อเหตุทั้งหมด อาทิ บุคคลที่นำรถยนต์ที่ก่อเหตุไปส่งให้อู่รถทำการชำแหละชิ้นส่วน เพื่ออำพรางคดี เป็นต้น

โดยจิ๊กซอว์สำคัญ คือ นายธนภัทร วัฒนภิญโญ ที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจออกหมายจับ รวมไปถึงอดีตจ่าทหารเรืออีก 1 คนที่ยังไม่มีหมายจับ

แหล่งข่าวในชุดคลี่คลายคดี ระบุว่า หากสามารถจับกุมตัวบุคคลทั้ง 2 ได้ ก็จะทราบว่าผู้ร่วมขบวนการทั้งหมดมีกี่คน ใครทำหน้าที่อะไร และยานพาหนะหรือรถยนต์กระบะ 4 ประตูที่เป็นของ กอ.รมน.จ.นราธิวาส ใครเป็นคนให้ยืมและรับมอบรถจากใครก่อนนำไปใช้ก่อเหตุ เพื่อที่เจ้าหน้าที่จะสามารถขยายผลทางคดีไปสู่ตัวบุคคลที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังหรือว่าจ้างให้ปลิดชีพนายกมลศักดิ์ สส.นราธิวาส ในครั้งนี้ได้

มีรายงานว่า หลังจากเจ้าหน้าที่ชุดคลี่คลายคดีได้สอบสวนนายอลาวีแล้วเสร็จ ได้ส่งตัวให้พนักงานสอบสวนไปดำเนินคดีตามขั้นตอนของ ป.วิอาญา ต่อไป

เจ้าของอู่รับชำแหละรถไม่รอด โดนออกหมายจับแล้ว อีกด้านหนึ่ง พล.ต.ต.ประยงค์ โคตรสาขา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส (ผบก.ภ.จว.นราธิวาส) เปิดเผยว่า พนักงานสอบสวนได้ออกหมายจับผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องกับเหตุลอบยิงนายกมลศักดิ์ เพิ่มอีก 1 ราย คือ นายสุนทร พรหมภักดี เจ้าของอู่ซ่อมรถใน อ.ตากใบ จ.นราธิวาส โดยเป็นหมาย ป.วิอาญา

ผู้การนราธิวาส อธิบายว่า นายสุนทร ทำหน้าที่รับชำแหละรถยนต์คันก่อเหตุ แม้จะปฏิเสธว่าไม่มีส่วนรู้เห็นกับการยิง สส.กมลศักดิ์ แต่นายสุนทรยอมรับว่าได้ชำแหละรถยนต์ 4 ประตู สีขาวยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีโว จากการติดต่อของ นายสมพร ลังเดช ที่เป็นอดีตทหารนาวิกโยธิน ซึ่งรู้จักกันมากว่า 20 ปี โดยมีชาย 2 คนนำรถมาส่งในคืนเกิดเหตุ แล้วให้ นายสุนทร เจ้าของอู่ ไปส่งชาย 2 คนที่บ้านของนายสมพร

นายสุนทร บอกว่า มารู้หลังจากเป็นดูข่าวทางโทรทัศน์ว่า คนกลุ่มนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับการยิง สส.ในพื้นที่ อ.บาเจาะ

เปิดชัดๆ ตัวละคร ทีมสังหาร - ทีมชำแหละรถ สำหรับการควบคุมตัว และลำดับเวลาการจับกุมผู้ต้องสงสัยและผู้ต้องหาในคดียิง สส.กมลศักดิ์ฯ นั้น ค่อนข้างสับสน และมีข่าวออกมาจากหลายแหล่ง ซึ่งบางแหล่งอาจเป็นการปล่อยข่าวเพื่อ “สับขาหลอก” สร้างความสับสนให้กลุ่มคนร้ายที่ยังคงหลบหนี

ทีมข่าวภาคใต้ สามารถรวบรวมข้อมูลทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ดังนี้.-

// หมายจับ ป.วิอาญา //

อ้างอิงจากคำสัมภาษณ์ พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 เมื่อวันเสาร์ที่ 4 เม.ย. 2569

- ออกหมายจับ ป.วิอาญา 4 คน

- ศาลอนุมัติหมายจับเมื่อวันที่ 2 เม.ย.69

1.นายอลาวี อาแว จับกุมรายล่าสุด สารภาพเป็นโชเฟอร์ให้ทีมสังหาร

2.นายธนภัทร วัฒนภิญโญ ยังคงหลบหนี ถูกระบุว่าเป็นคนนำรถพาหนะสังหารไปส่งชำแหละที่อู่ของนายสุนทร

3.นายสมพร ลังเดช อดีตทหารเรือนาวิกโยธิน

4.นายยศกร ลังเดช บุตรชายของนายสมพร

ต่อมา วันอาทิตย์ที่ 5 เม.ย.69 ผู้การนราธิวาสให้ข้อมูลเพิ่มว่า ได้ออกหมายจับอีก 1 คน คือ เจ้าของอู่รถที่มีการส่งรถไปชำแหละ นั่นก็คือ นายสุนทร พรหมภักดี

รวมบุคคลที่ถูกออกหมายจับขณะนี้ จากข้อมูลอย่างเป็นทางการ รวม 5 ราย

//หมาย พ.ร.ก. ออกไว้ก่อนหมาย ป.วิอาญา//

ออกไว้เดิม 4 คนตั้งแต่หลังเกิดเหตุ 20 มี.ค. (หมาย ฉฉ.)

1.นายสมพร ลังเดช

2.นายยศกร ลังเดช

3.นายธนภัทร วัฒนภิญโญ

4.นายอลาวี อาแว

นอกจากนั้นยังมีอีก 2 คนที่ถูกควบคุมตัว โดยไม่แน่ชัดว่าถูกเรียกไปสอบเป็นพยานในเบื้องต้น หรือถูกออกหมาย พ.ร.ก. คือ

1.นายสุนทร เจ้าของอู่ ล่าสุดตกเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับแล้ว

2.นายจำลอง (สงวนนามสกุล) ช่างประจำอู่ ยังไม่มีรายงานว่าถูกออกหมายจับ หรือ หมาย ฉฉ. หรือไม่

นอกจากนั้นยังมีชายปริศนา ข้อมูลบางแหล่งอ้างชื่อ “วิโรจน์” เป็นอดีตทหารเรือ ยศ “จ่าเอก” ถูกระบุว่าน่าจะเป็น 1 ใน 2 รายที่นำรถพาหนะสังหารไปส่งที่อู่ของนายสุนทร แต่ชายคนนี้ยังไม่มีข่าวว่าถูกออกหมายจับหรือหมายเชิญตัวแล้วหรือไม่

ขณะที่ข่าวบางแหล่งระบุว่า นายธนภัทร น่าจะถูกจับกุมแล้ว และเป็นคนซัดทอดทีมสังหารก่อนมีการขยายผลจับเพิ่ม

ขยายวงวิกฤต ทฤษฎีปืนโจร

ขยายวงวิกฤต ทฤษฎีปืนโจร

แก๊งยิง สส.ชายแดนใต้ เรื่องใหญ่กว่าที่คิด! แม้ผู้ต้องหาที่ร่วมทีมยิง สส.กมลศักดิ์ เป็นอดีตทหารนอกราชการ แต่ความเกี่ยวพันแยกกันไม่ออก เพราะใช้รถของทางราชการที่ยังไม่ถูกจำหน่ายออก เรื่องนี้สะเทือนภาพลักษณ์ กอ.รมน. เพราะเป็นรถในราชการของ กอ.รมน. โดยเฉพาะความหละหลวมในการควบคุมรถ เพราะรถถูกยืมไปใช้ก่อเหตุอุกฉกรรจ์ สะท้อนปัญหาใน กอ.รมน. แหล่งรวมกำลังพลแบบใด?

เพราะทหารใน กอ.รมน.ให้เพื่อนอดีตทหารยืมรถ และถูกนำรถไปยิง สส. เกิดคำถามว่าเขาไม่รู้เลยหรือว่าเพื่อนรับงานอะไรอยู่ เครือข่ายทหารสีเดียวกัน ทั้งในและนอกราชการ ทำภารกิจทั้งในและนอกกฎหมายอยู่หรือไม่?

เพราะอดีตทหารที่ก่อเหตุเป็นอดีต นย. ทหารเรือ, ลูกน้องที่นำรถไปส่งอู่เพื่อชำแหละ ก็เป็นอดีตทหารเรือ, ทหารใน กอ.รมน.ที่ให้ยืมรถ เป็นทหารเรือด้วยหรือไม่?

แต่ “บิ๊ก กอ.รมน.จังหวัด” เป็นทหารเรือยศสูงแน่นอน ขณะนี้มีข่าวโดนสอบ คนกลุ่มนี้รู้จักกัน และรู้จักอู่รถที่รับงานผิดกฎหมาย

อาวุธปืนมาจากไหน ทำไมมีอาวุธสงคราม “ไม่มีประวัติ” ถึงถูกนำมาใช้ก่อเหตุลักษณะนี้ รวมทั้งเครื่องกระสุน ทั้งๆ ที่ชายแดนใต้มีทหาร ตำรวจ และ อส.เต็มไปหมด หลายหมื่นนาย

ทฤษฎีปืนโจร - ปืนเวียน - ปืนไร้ที่มา” ดังก้องเต็มสองหูผู้คนในสามจังหวัดชายแดน

สมมติเหตุโจมตีเจ้าหน้าที่เหตุการณ์หนึ่ง กลุ่มโจรก่อเหตุแล้วชิงปืนเจ้าหน้าที่ไป แต่ชิงไปไม่หมด เหลืออยู่ 1 กระบอก หากมีเจ้าหน้าที่หัวใส แต่จิตใจไม่สะอาด เก็บปืนนั้นไว้ แล้วแทงบัญชีว่าถูกโจรใต้ชิงเอาไป ปืนนั้นจะกลายเป็น “ปืนโจร

เมื่อปืนถูกนำไปยิงใคร ยิงนักการเมือง ยิงประชาชนผู้บริสุทธิ์ หรือไปรับจ้างยิง รับงานจากคู่ขัดแย้งต่างๆ เหยื่อที่ตายก็จะถูกระบุว่าเป็น “ฝีมือโจรใต้” เป็นคดีความมั่นคง รับเงินเยียวยาจากรัฐ แถมสาเหตุการถูกสังหารก็จะเป็นความลับดำมืด

นี่คือต้นตอของเสียงเรียกร้องให้ “ขึ้นทะเบียนปืนและยุทโธปกรณ์ทั้งหมด” ที่ใช้ในชายแดนใต้ ไม่ใช่เฉพาะ “ปืนโจร” แต่ต้องรวมถึงปืนเจ้าหน้าที่เองด้วย

ไม่ใช่ไม่ไว้ใจ แต่ต้องป้องกันพวกหัวใจ จิตใจไม่สะอาด สร้างตำนาน “ปืนโจร” ซึ่งมีอยู่จริง

เหตุการณ์แบบนี้เป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาล ถ้าไม่รื้อโครงสร้างทั้ง กอ.รมน. กฎหมายพิเศษ การขึ้นทะเบียนอาวุธปืน และเคลียร์ข้อข้องใจอื่นๆ จะไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนเพื่อดับไฟใต้ได้เลย

1. คนชายแดนใต้จะตั้งคำถามตลอดว่า เหตุร้ายแต่ละเหตุ ใครก่อกันแน่ เจ้าหน้าที่สร้างสถานการณ์เองหรือไม่

2. กระบวนการตรวจพิสูจน์หลักฐานจะสร้างความเชื่อมั่นไม่ได้เลยว่า ผลที่ออกมาปราศจากข้อสงสัยจริงๆ

3. กลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดน/ต่อต้านรัฐ จะนำไปขยายผลไม่จบ ทำให้ประชาชนในพื้นที่ไม่เชื่อใจรัฐ

4. งบประมาณที่ละลายไปแล้วกว่า 5.1 แสนล้าน จะถูกตั้งคำถามไม่เลิกว่า คุ้มค่าจริงหรือไม่ หรือจริงๆ แล้วคือการสร้างสถานการณ์เพื่อเอางบกันแน่

5. กอ.รมน.และกฎหมายพิเศษทุกฉบับ จะถูกตั้งคำถามว่า ควรมีและใช้ต่อไปหรือไม่ เพราะนอกจากจะไม่สามารถสกัดกั้นเหตุร้ายจากกลุ่มโจรใต้ (หน่วยในพื้นที่ยอมรับเอง) ยังมีภัยแทรกซ้อนจากพวกเดียวกันเองท่ามกลางกฎหมายพิเศษอีกด้วย!

วันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569

บ้านที่เราอยากได้ ไม่ใช่สมรภูมิ

บ้านที่เราอยากได้…ไม่ใช่สมรภูมิ

ในทุกเช้าของชีวิต คนธรรมดาในพื้นที่ชายแดนใต้ไม่ได้ตื่นขึ้นมาพร้อมกับความหวาดระแวงหรือความเกลียดชัง พวกเขาตื่นขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ที่เรียบง่ายที่สุดในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง คือการออกไปทำมาหากิน ดูแลครอบครัว และส่งลูกหลานไปโรงเรียนด้วยความหวังว่าอนาคตจะดีกว่าวันนี้ ความต้องการเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งยิ่งใหญ่ ไม่ใช่ข้อเรียกร้องที่ซับซ้อน แต่กลับกลายเป็นสิ่งที่ยากจะเอื้อมถึงในบางช่วงเวลา เพราะเสียงของพวกเขามักถูกกลบด้วยเสียงระเบิดและความรุนแรงที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ความจริงที่น่าเศร้าคือ เสียงของ “คนในพื้นที่ตัวจริง” ที่ต้องการสันติสุข กลับไม่ค่อยถูกได้ยินเท่ากับเสียงของผู้ที่ใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร ขบวนการก่อความไม่สงบมักอ้างว่า การกระทำของตนนั้นทำไปเพื่อประชาชน เพื่อศักดิ์ศรี หรือเพื่ออนาคตของพื้นที่ แต่เมื่อพิจารณาจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น กลับพบว่าความเสียหายตกอยู่กับประชาชนผู้บริสุทธิ์โดยตรง ทั้งในด้านชีวิต ความปลอดภัย เศรษฐกิจ และภาพลักษณ์ของบ้านเกิด

ร้านค้าที่เคยคึกคักกลับเงียบเหงา นักลงทุนลังเลที่จะเข้ามาพัฒนา นักท่องเที่ยวหลีกเลี่ยงการเดินทางเข้ามาในพื้นที่ ทั้งหมดนี้ส่งผลให้โอกาสทางเศรษฐกิจของคนในพื้นที่ถูกจำกัดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เด็กและเยาวชนซึ่งควรเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย กลับต้องใช้ชีวิตท่ามกลางความหวาดกลัวและความไม่แน่นอน สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ “การพัฒนา” และไม่ใช่ “การต่อสู้เพื่อประชาชน” อย่างที่ถูกกล่าวอ้าง

ชาวบ้านจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามว่า หากการกระทำเหล่านี้ทำเพื่อพวกเขาจริง เหตุใดพวกเขาจึงต้องเป็นผู้รับผลกระทบมากที่สุด เหตุใดความสูญเสียจึงเกิดขึ้นกับคนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และเหตุใดความหวังของพวกเขาจึงถูกทำลายลงครั้งแล้วครั้งเล่า

สิ่งที่คนในพื้นที่ต้องการ ไม่ใช่อุดมการณ์ที่นำไปสู่ความรุนแรง แต่คือ “พื้นที่ปลอดภัย” ที่พวกเขาสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข พวกเขาไม่ต้องการให้ใครมาอ้างชื่อของพวกเขาเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำที่นำไปสู่ความสูญเสีย เพราะในความเป็นจริงแล้ว เสียงของพวกเขาชัดเจนและตรงไปตรงมา – พวกเขาไม่ต้องการความรุนแรง

การอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคมที่มีความหลากหลาย ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ สันติสุขที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากการใช้อาวุธหรือการสร้างความหวาดกลัว หากแต่เกิดจากความเข้าใจ การยอมรับความแตกต่าง และการเคารพซึ่งกันและกัน ภายใต้กรอบของกฎหมายและรัฐธรรมนูญเดียวกัน ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนมีสิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียม

บ้านไม่ควรเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวง แต่ควรเป็นพื้นที่ของความอบอุ่น ความปลอดภัย และความหวัง เด็กควรได้วิ่งเล่นอย่างอิสระ ผู้ใหญ่ควรได้ทำงานอย่างมั่นคง และผู้สูงอายุควรได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข สิ่งเหล่านี้คือภาพของ “บ้าน” ที่ทุกคนปรารถนา และไม่ควรถูกแทนที่ด้วยภาพของความสูญเสียหรือความรุนแรง

ถึงเวลาแล้วที่เสียงของคนในพื้นที่จะต้องถูกได้ยินอย่างแท้จริง เสียงที่เรียกร้องสันติภาพ เสียงที่ปฏิเสธความรุนแรง และเสียงที่ต้องการอนาคตที่ดีกว่าสำหรับลูกหลาน เสียงเหล่านี้ไม่ควรถูกมองข้าม หรือถูกกลบด้วยเสียงที่สร้างความแตกแยก

การหยุดความรุนแรงไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคนในสังคม ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคประชาชน หรือแม้แต่ผู้ที่เคยเชื่อว่าความรุนแรงคือทางออก ทุกฝ่ายต้องหันหน้ามาพูดคุยกันด้วยเหตุผล และมองเห็นคุณค่าของชีวิตมนุษย์มากกว่าสิ่งอื่นใด

เพราะท้ายที่สุดแล้ว “บ้านที่เราอยากได้” ไม่ใช่สมรภูมิ แต่คือสถานที่ที่เราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสงบ ปลอดภัย และมีความหวัง

#คืนบ้านที่สงบสุข

#หยุดความรุนแรง

#เสียงจากพื้นที่

#ไม่เอาขบวนการก่อความไม่สงบ

วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569

วันรายออีดิ้ลฟิตรี คนต่างศาสนิกร่วมกิจกกรม

วันรายออีดิ้ลฟิตรี คนต่างศาสนิกร่วมกิจกกรม

คนต่างศาสนาสามารถร่วมแสดงความยินดีได้หรือไม่ และควรปฏิบัติอย่างไร

วันรายออีดิ้ลฟิตรี หรือที่เรียกว่า Eid al-Fitr เป็นวันสำคัญของชาวมุสลิมทั่วโลก เป็นวันเฉลิมฉลองหลังจากเสร็จสิ้นการถือศีลอดในเดือน Ramadan ตลอดระยะเวลาประมาณ 29 - 30 วัน

คำว่า Eid หมายถึง “การกลับมา” หรือ “เทศกาลแห่งความสุข” ส่วน Fitr หมายถึง “การละศีลอด” ดังนั้น Eid al-Fitr จึงเป็นวันแห่งความสุข การขอบคุณต่อพระผู้เป็นเจ้า และการเริ่มต้นชีวิตด้วยความบริสุทธิ์หลังจากการฝึกฝนตนเองตลอดเดือนรอมฎอน

ในวันดังกล่าว มุสลิมจะทำกิจกรรมสำคัญหลายประการ เช่น

- ละหมาดอีดิ้ลฟิตรีในตอนเช้า

- ให้ทานที่เรียกว่า ซะกาตฟิตเราะห์ เพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้

- เยี่ยมเยียนญาติพี่น้อง

- ขออภัยซึ่งกันและกัน

- รับประทานอาหารร่วมกันและเฉลิมฉลองอย่างอบอุ่น

วันรายอจึงไม่ใช่เพียงแค่วันรื่นเริง แต่เป็น วันแห่งการให้อภัย ความเมตตา และการสร้างความสัมพันธ์ในสังคม

คนต่างศาสนาสามารถร่วมเทศกาลอีดิ้ลฟิตรีได้หรือไม่

ในหลายประเทศ รวมถึงสังคมพหุวัฒนธรรมอย่างประเทศไทย การที่ เพื่อนต่างศาสนาเข้าร่วมแสดงความยินดีในวันรายอถือเป็นเรื่องที่ดีและเป็นสัญลักษณ์ของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

คนต่างศาสนาสามารถ

- เยี่ยมเยียนเพื่อนหรือเพื่อนบ้านมุสลิม

- กล่าวคำอวยพร

- รับประทานอาหารร่วมกัน

- แสดงความยินดีในบรรยากาศแห่งมิตรภาพ

สิ่งเหล่านี้ไม่ถือเป็นการเปลี่ยนศาสนา หรือขัดต่อหลักศรัทธา แต่เป็น การแสดงความเคารพต่อวัฒนธรรมและศรัทธาของกันและกัน

เจ้าหน้าที่ทหารหรือตำรวจเข้าร่วมแสดงความยินดีได้หรือไม่

ในพื้นที่ที่มีพี่น้องมุสลิมจำนวนมาก เช่นจังหวัดชายแดนภาคใต้ การที่เจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ว่าจะเป็น ทหาร ตำรวจ หรือข้าราชการ เข้าร่วมแสดงความยินดีในวันรายอ ถือเป็นสิ่งที่เหมาะสมและช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างรัฐกับประชาชน

การเข้าร่วมอาจทำได้ในรูปแบบ เช่น

- เยี่ยมเยียนผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชน

- กล่าวคำอวยพร

- ร่วมงานเปิดบ้านรายอ

- แสดงความเคารพต่อวัฒนธรรมของชุมชนมุสลิม

    สิ่งเหล่านี้ช่วยสร้าง ความไว้วางใจ ความเข้าใจ และบรรยากาศแห่งสันติภาพในสังคม

สิ่งที่ควรปฏิบัติเมื่อร่วมงานรายอ

ผู้ที่เข้าร่วมงานหรือไปเยี่ยมบ้านมุสลิมในวันรายอ ควรปฏิบัติดังนี้

- กล่าวคำอวยพรอย่างสุภาพ เช่น “สลามัตฮารีรายอ อีดิ้ลฟิตรี” หรือ “ขอให้มีความสุขในวันรายอ

- แต่งกายสุภาพเรียบร้อย เคารพวัฒนธรรมของเจ้าบ้าน

- ให้เกียรติผู้อาวุโส ในวัฒนธรรมมลายูมุสลิม การเคารพผู้ใหญ่เป็นเรื่องสำคัญ

- รับประทานอาหารตามความเหมาะสม อาหารในวันรายอมักถูกจัดเตรียมเพื่อแบ่งปันกับแขก

- แสดงความเป็นมิตรและจริงใจ วันรายอคือวันแห่งการให้อภัยและความสัมพันธ์ที่ดี

สิ่งที่ไม่ควรปฏิบัติ

เพื่อให้การร่วมงานเป็นไปด้วยความเคารพ ควรหลีกเลี่ยงสิ่งต่อไปนี้

- การแต่งกายไม่สุภาพ

- การพูดล้อเลียนหรือดูหมิ่นศาสนา

- การนำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้าร่วมงาน

- การแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมกับวัฒนธรรมมุสลิม

- การสร้างประเด็นความขัดแย้งทางศาสนาหรือการเมืองในวันแห่งความสุข

วันรายอ คือวันแห่งความสัมพันธ์ของมนุษย์

ในความหมายที่ลึกซึ้ง วันอีดิ้ลฟิตรีไม่ใช่เพียงเทศกาลศาสนา แต่เป็นวันแห่งความเมตตา การให้อภัย และการสร้างความสามัคคีของสังคม

เมื่อเพื่อนต่างศาสนา เพื่อนบ้าน หรือเจ้าหน้าที่รัฐ เข้ามาแสดงความยินดีอย่างจริงใจ นั่นคือสัญลักษณ์ของ การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ เคารพความแตกต่าง และเห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์ร่วมกัน

สลามัตฮารีรายออีดิ้ลฟิตรี

ขอให้วันแห่งความสุขนี้นำพา สันติภาพ ความเมตตา และความปรองดอง มาสู่ทุกครอบครัว

กล่าว ตะก็อบบัลลอฮุ มินนา วะมิงกุม แปลว่า ขออัลลอฮ์ทรงรับการงานที่ดีจากเราทุกคน 🤲✨