วันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

เมื่อเสียงเล็ก ๆ ของชาวบ้าน กลายเป็นพลังปกป้องชุมชน

เมื่อเสียงเล็ก ๆ ของชาวบ้าน กลายเป็นพลังปกป้องชุมชน

การเบาะแสจาก “ชาวบ้าน” ไม่เคยเป็นเรื่องเล็ก และไม่เคยไร้ค่า โดยเฉพาะในพื้นที่ ที่ความสงบสุขต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายในการรักษาไว้ เหตุการณ์ล่าสุดที่นำไปสู่การควบคุมตัวนายอับดุลเลาะ ยามา ผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีลอบวางระเบิดปั๊มน้ำมันในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ได้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เสียงเล็ก ๆ จากประชาชนในชุมชนสามารถกลายเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาความปลอดภัยและหยุดยั้งความรุนแรงได้อย่างแท้จริง

การจับกุมครั้งนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะโชคช่วย แต่เกิดจากความร่วมมือระหว่างประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐ จากข้อมูลเบาะแสที่ชาวบ้านในพื้นที่ช่วยกันสังเกต แจ้งข้อมูล และประสานความร่วมมือ จนนำไปสู่การปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ และสามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาได้สำเร็จที่สถานีรถไฟโคกโพธิ์ นี่คือภาพสะท้อนของความเปลี่ยนแปลงสำคัญในพื้นที่ ที่ประชาชนไม่ได้เลือกจะนิ่งเฉยต่อความรุนแรงอีกต่อไป แต่กลับเลือกที่จะลุกขึ้นมาปกป้องบ้านของตนเอง

หลายคนอาจมองว่า “ระเบิดลูกเดียว” เป็นเพียงเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นแล้วผ่านไป แต่สำหรับคนในพื้นที่ ความเสียหายจากระเบิดหนึ่งลูกไม่เคยจำกัดอยู่แค่ตัวอาคารหรือทรัพย์สินที่ถูกทำลาย เพราะแรงระเบิดนั้นได้กระแทกไปถึงหัวใจของผู้คนในชุมชน มันทำลายความรู้สึกปลอดภัยที่ประชาชนควรมีในชีวิตประจำวัน ทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้ประกอบการ กระทบต่อเศรษฐกิจในพื้นที่ และสร้างบาดแผลทางจิตใจให้กับผู้คนที่ต้องใช้ชีวิตท่ามกลางความหวาดระแวง

ปั๊มน้ำมันไม่ใช่เพียงสถานที่เติมเชื้อเพลิง แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจและชีวิตประจำวันของคนในชุมชน การโจมตีสถานที่เช่นนี้จึงไม่ใช่เพียงการทำลายทรัพย์สิน หากแต่เป็นการส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของกิจการ พนักงาน ผู้ใช้บริการ หรือครอบครัวของคนที่ได้รับผลกระทบ ทุกคนล้วนต้องแบกรับต้นทุนของความรุนแรงที่ตนไม่ได้ก่อ

ในอดีต ความกลัวมักทำให้หลายคนเลือกที่จะเงียบ ไม่กล้าให้ข้อมูล ไม่กล้าร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ เพราะหวั่นเกรงอิทธิพลของกลุ่มผู้ใช้ความรุนแรง หรือเกรงว่าการให้ข้อมูลจะนำภัยกลับมาสู่ตนเองและครอบครัว แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ได้ส่งสัญญาณบางอย่างที่สำคัญอย่างยิ่ง นั่นคือ “ความเงียบ” ที่เคยปกคลุมชุมชน กำลังถูกแทนที่ด้วย “ความกล้า

ความกล้าของชาวบ้านในการให้ข้อมูล ไม่ใช่เพียงการช่วยเจ้าหน้าที่จับกุมผู้ต้องหา แต่เป็นการประกาศจุดยืนร่วมกันของคนในพื้นที่ว่า พวกเขาไม่ยอมรับความรุนแรงอีกต่อไป พวกเขาไม่ต้องการให้บ้านของตนถูกใช้เป็นสนามของความหวาดกลัว และไม่ต้องการให้คนเพียงไม่กี่คนมาทำลายอนาคตของชุมชนทั้งชุมชน

นี่คือพัฒนาการสำคัญของสังคมในพื้นที่ เพราะเมื่อประชาชนเริ่มลุกขึ้นมาปกป้องชุมชนของตนเอง ความชอบธรรมของผู้ก่อเหตุรุนแรงก็เริ่มสั่นคลอน ผู้ที่ใช้ความรุนแรงอาจหวังพึ่งความกลัว ความเงียบ และการไม่ให้ความร่วมมือจากประชาชนเพื่อให้ตนสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างปลอดภัย แต่เมื่อประชาชนไม่ยินยอมเป็นส่วนหนึ่งของความเงียบอีกต่อไป พื้นที่ของผู้ใช้ความรุนแรงก็ย่อมแคบลงทุกที

การแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ไม่สามารถพึ่งพาเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเพียงลำพังได้ เพราะเจ้าหน้าที่อาจมีอาวุธ มีอำนาจ และมีมาตรการด้านความปลอดภัย แต่สิ่งที่เจ้าหน้าที่ไม่มีเทียบเท่าคนในพื้นที่ คือ “ความเข้าใจชุมชน” และ “สายตาของประชาชน” ที่มองเห็นความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ รอบตัวได้ก่อนใคร ความผิดปกติเล็กน้อยที่คนนอกอาจมองไม่เห็น อาจเป็นเบาะแสสำคัญที่นำไปสู่การป้องกันเหตุร้ายได้

ดังนั้น ชัยชนะในการจับกุมครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงชัยชนะของเจ้าหน้าที่รัฐ แต่เป็นชัยชนะของชุมชน เป็นชัยชนะของประชาชนผู้กล้าที่ตัดสินใจว่า ความปลอดภัยของบ้านเมืองเป็นเรื่องของทุกคน ไม่ใช่หน้าที่ของรัฐฝ่ายเดียว

อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือจากประชาชนจะเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน ก็ต่อเมื่อรัฐสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้ว่าการให้ข้อมูลจะได้รับการคุ้มครอง ผู้แจ้งเบาะแสจะปลอดภัย และข้อมูลที่ให้จะถูกนำไปใช้ด้วยความรับผิดชอบ ความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างรัฐกับประชาชนจึงเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างสังคมที่ปฏิเสธความรุนแรงร่วมกัน

ท้ายที่สุด เหตุการณ์นี้ได้พิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งว่า การต่อสู้กับความรุนแรงไม่ได้เริ่มต้นจากอาวุธหรือกำลังพลเพียงอย่างเดียว แต่มันเริ่มต้นจากหัวใจของผู้คนในชุมชนที่ตัดสินใจว่า “พอแล้ว” กับความหวาดกลัว และเลือกจะยืนหยัดปกป้องบ้านของตนเอง

# เพราะเมื่อประชาชนไม่เอาความรุนแรง

# เมื่อชุมชนไม่ยอมเป็นที่หลบซ่อนของผู้ก่อเหตุ

# เมื่อความกล้าแทนที่ความเงียบ

คนที่ใช้ความรุนแรง…ก็จะไม่มีที่ยืนในสังคมอีกต่อไป

วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569

ศรัทธาต้องไม่เป็นเกราะกำบังของความบิดเบือน

ศรัทธาต้องไม่เป็นเกราะกำบังของความบิดเบือน

ถึงเวลาปฏิรูป “ปอเนาะ” ให้พ้นจากเงาของผู้แอบอ้างศาสนา ในทุกสังคมที่ศรัทธาเป็นรากฐานของผู้คน การปกป้องศรัทธาไม่ใช่เพียงการป้องกันภัยจากผู้โจมตีภายนอก แต่รวมถึงการกล้ากำจัดผู้บิดเบือนศรัทธาจากภายในด้วย

สังคมไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ จำเป็นต้องกล้ายอมรับความจริงอย่างตรงไปตรงมาเสียทีว่า แม้ “ปอเนาะ” จะเป็นสถาบันการศึกษาศาสนาที่มีคุณูปการมหาศาลต่อสังคม เป็นแหล่งหล่อหลอมคุณธรรม เป็นศูนย์กลางทางจิตวิญญาณ และเป็นสถาบันที่สร้างบุคลากรทางศาสนาให้แก่ชุมชนมาอย่างยาวนาน

แต่ในอีกด้านหนึ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้เช่นกัน คือ มีปอเนาะบางแห่งถูกแทรกซึม ถูกครอบงำ และถูกใช้เป็นเครื่องมือของผู้มีวาระซ่อนเร้น ในการบิดเบือนคำสอนทางศาสนา ปลูกฝังแนวคิดที่สุดโต่งและสร้างความชอบธรรมให้กับแนวทางที่เป็นภัยต่อสังคมและความมั่นคงของชาติ

ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ สังคมจำนวนมากยังคงเลือก “นิ่งเงียบ” ด้วยความหวาดกลัวต่อข้อกล่าวหาเรื่องการเหมารวม

หรือเกรงว่าการพูดถึงปัญหาจะกระทบต่อความรู้สึกของประชาชนในพื้นที่

ทว่าประวัติศาสตร์พิสูจน์มาแล้วซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า สังคมใดก็ตามที่ไม่กล้าพูดถึงปัญหาสังคมนั้นไม่มีวันแก้ปัญหาได้

การปฏิเสธไม่พูดถึงการบิดเบือนศาสนาในบางปอเนาะ ไม่ได้ช่วยปกป้องศาสนา แต่กลับเปิดพื้นที่ให้ผู้แอบอ้างศาสนาใช้สถาบันอันทรงเกียรตินี้เป็นเครื่องมือในการขยายอิทธิพล

ต้องพูดให้ชัดว่า การตรวจสอบปอเนาะที่มีพฤติกรรมผิดปกติ

ไม่ใช่การโจมตีศาสนา

ไม่ใช่การทำลายอัตลักษณ์มลายูมุสลิม

และไม่ใช่การเหมารวมประชาชนทั้งพื้นที่

ตรงกันข้าม มันคือการปกป้องสถาบันปอเนาะส่วนใหญ่ ที่ยังคงยืนหยัดทำหน้าที่สอนศาสนาอย่างบริสุทธิ์ ไม่ให้ต้องมัวหมองเพราะการกระทำของคนเพียงหยิบมือ

รัฐไม่ควรปล่อยให้คำว่า “ศาสนา” กลายเป็นพื้นที่ปลอดการตรวจสอบ

เพราะไม่มีสถาบันใดในสังคมประชาธิปไตยที่ควรอยู่เหนือการตรวจสอบ โดยเฉพาะเมื่อมีข้อสงสัยว่ากำลังมีการใช้สถาบันนั้นเพื่อบ่อนทำลายสังคมจากภายใน

หากโรงเรียนใดปลูกฝังความเกลียดชัง

โรงเรียนนั้นต้องถูกตรวจสอบ

หากองค์กรใดเผยแพร่แนวคิดสุดโต่ง

องค์กรนั้นต้องถูกดำเนินการ

และหากปอเนาะใดบิดเบือนคำสอนศาสนาเพื่อชักนำเยาวชนไปสู่แนวคิดรุนแรง

ปอเนาะนั้นก็ต้องถูกตรวจสอบเช่นกัน - โดยไม่มีข้อยกเว้น

การปล่อยให้คนส่วนน้อยใช้ศาสนาเป็นเกราะกำบัง เท่ากับการทรยศต่อคนส่วนใหญ่ที่ศรัทธาอย่างบริสุทธิ์ เพราะผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด

ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ใช่รัฐบาล แต่คือประชาชนมุสลิมในพื้นที่เอง

คือพ่อแม่ที่สูญเสียลูกหลานให้กับการปลูกฝังผิดเพี้ยน

คือชุมชนที่ต้องแบกรับภาพลักษณ์เชิงลบจากการกระทำของคนเพียงบางกลุ่ม

และคือสถาบันปอเนาะนับร้อยแห่งที่ทำงานอย่างสุจริต

แต่ต้องถูกตั้งข้อสงสัยเพราะความเงียบของสังคมต่อผู้กระทำผิด

การปฏิรูปปอเนาะจึงไม่ใช่ทางเลือกแต่เป็นความจำเป็น การปฏิรูปไม่ได้หมายถึงการควบคุมศาสนา แต่หมายถึงการร่วมกันกำหนดมาตรฐาน

ร่วมกันสร้างระบบตรวจสอบ ร่วมกันยืนยันว่า พื้นที่แห่งศรัทธาจะต้องไม่กลายเป็นพื้นที่เพาะบ่มความสุดโต่ง

ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันสร้างเส้นแบ่งให้ชัดเจนระหว่าง

การศึกษาศาสนา” กับ “การบิดเบือนศาสนา

เสรีภาพทางศาสนา” กับ “การแอบอ้างศาสนาเพื่อสร้างภัย

ผู้นำศาสนา” กับ “ผู้ใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือทางอุดมการณ์

และต้องย้ำให้ชัดว่า ผู้ใดก็ตามที่ใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือสร้างความแตกแยก ผู้นั้นไม่ใช่ผู้พิทักษ์ศาสนา แต่คือผู้ทำลายศาสนาในคราบนักศรัทธา

ผู้ใดก็ตามที่ใช้คำสอนแห่งพระเจ้าเพื่อปลุกระดมความเกลียดชัง ผู้นั้นไม่ได้ปกป้องความเชื่อ แต่กำลังบิดเบือนความเชื่อเพื่อรับใช้วาระของตน

สังคมไทยไม่ควรต้องเลือกระหว่าง “การปกป้องศาสนา” กับ“การปกป้องความมั่นคง” เพราะทั้งสองสิ่งสามารถดำรงอยู่ร่วมกันได้ หากเรากล้าจัดการกับผู้ที่บิดเบือนศาสนาอย่างจริงจัง

ถึงเวลาแล้วที่ทุกฝ่ายต้องยอมรับว่า การนิ่งเฉยต่อปัญหา คือการปล่อยให้ปัญหาเติบโต

การหลีกเลี่ยงความจริง ไม่ใช่หนทางสู่สันติภาพ และการปล่อยให้ผู้แอบอ้างศาสนามีพื้นที่เคลื่อนไหว ไม่ใช่การเคารพศรัทธา แต่คือการทำลายศรัทธาอย่างช้า ๆ

ปอเนาะต้องกลับมาเป็นพื้นที่แห่งปัญญาแห่งคุณธรรม และแห่งการสร้างอนาคตของเยาวชน

ไม่ใช่พื้นที่ของความหวาดระแวง

ไม่ใช่พื้นที่ของการบิดเบือน

และไม่ใช่พื้นที่ของเงามืดทางอุดมการณ์

เพราะท้ายที่สุดแล้ว สังคมที่ไม่กล้าปกป้องความจริง ย่อมไม่อาจปกป้องอนาคตของตนได้ และศรัทธาที่แท้จริง จะไม่มีวันถูกใช้เป็นเกราะกำบังของความชั่ว หากสังคมยังมีความกล้าพอที่จะเปิดโปงมัน

วันพุธที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569

ปลุกจิตสำนึกสร้างจิตอาสา ทางออกของสังคมที่ยั่งยืนในพื้นที่ จชต.

ปลุกจิตสำนึก สร้างจิตอาสา: ทางออกของสังคมที่ยั่งยืนในพื้นที่ จชต.

ทุกวันที่ผ่านไปในพื้นที่ชายแดนใต้ ไม่ใช่เพียงแค่วันธรรมดาที่หมุนเวียนไปตามกาลเวลา หากแต่เป็นวันที่เต็มไปด้วยเสียงปืน เสียงระเบิด และเสียงสะอื้นของผู้บริสุทธิ์ที่ต้องเผชิญชะตากรรมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความสูญเสียกลายเป็นภาพคุ้นชิน ข่าวความรุนแรงกลายเป็นเพียงตัวอักษรที่ถูกเลื่อนผ่านในหน้าจอมือถืออย่างรวดเร็ว จนเราเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า - เมื่อไร “ความผิดปกติ” นี้จึงกลายเป็น “ความปกติ” ของสังคม?

คำถามที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ เราในฐานะคนในสังคมกำลังทำอะไรอยู่ ?

ผู้นำอยู่ตรงไหน ?

ผู้รู้ในชุมชนหายไปไหน ?

หรือแท้จริงแล้ว พวกเขาไม่ได้หายไป แต่กำลังเลือก “ความเงียบ” เพื่อรักษาความปลอดภัยของตนเองและคนรอบข้าง

ความเงียบอาจดูเหมือนเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว แต่ในอีกมุมหนึ่ง ความเงียบนี้เองที่กำลังเปิดทางให้ความรุนแรงหยั่งรากลึกลงในสังคมอย่างเงียบงันเช่นกัน เมื่อไม่มีเสียงคัดค้าน ไม่มีการลุกขึ้นยืน เพื่อความถูกต้อง ความรุนแรงก็ยิ่งเติบโตโดยไม่มีแรงต้าน

เราต้องยอมรับความจริงว่า “ความกลัว” เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนมี และไม่ใช่เรื่องผิดที่จะรู้สึกกลัว แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความกลัว แต่อยู่ที่ว่าเราปล่อยให้ความกลัวนั้นมีอำนาจเหนือ “ความถูกต้อง” หรือไม่ หากวันหนึ่งสังคมยอมจำนนต่อความกลัวอย่างสิ้นเชิง สิ่งที่เราจะสูญเสียไปไม่ใช่เพียงแค่ความปลอดภัย แต่คือ “หลักยึดทางศีลธรรม” ที่ทำให้สังคมยังคงเป็นสังคม

การสร้างสังคมที่ยั่งยืน จึงไม่ใช่หน้าที่ของรัฐหรือเจ้าหน้าที่เพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคนในชุมชน โดยเฉพาะ “คนในพื้นที่” ที่เข้าใจบริบท เข้าใจปัญหา และมีพลังในการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด

จิตอาสาไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการกระทำที่ยิ่งใหญ่เสมอไป บางครั้งมันเริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ เช่น การกล้าที่จะพูดความจริงในวงสนทนา การไม่สนับสนุนหรือเพิกเฉยต่อความรุนแรง การดูแลเพื่อนบ้าน การเป็นหูเป็นตาให้กับชุมชน หรือแม้กระทั่งการปลูกฝังคุณค่าของสันติภาพให้กับเยาวชน

สิ่งเหล่านี้ อาจดูเล็กน้อยในสายตาของบางคน แต่เมื่อรวมกันแล้ว มันคือพลังมหาศาลที่สามารถเปลี่ยนทิศทางของสังคมได้ เพราะสันติสุขไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นจากนโยบายเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก “วัฒนธรรมของการไม่ยอมรับความรุนแรง” ที่หยั่งรากในจิตใจของผู้คน

ผู้นำชุมชนและผู้รู้เอง ก็มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ใช่เพียงการนำในเชิงตำแหน่ง แต่คือการเป็นแบบอย่างของความกล้าหาญทางศีลธรรม การกล้าที่จะยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง แม้จะต้องเผชิญกับแรงกดดัน การสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ และการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้คนในชุมชนสามารถแสดงความคิดเห็นได้โดยไม่ต้องหวาดกลัว

ในขณะเดียวกัน คนธรรมดาทุกคนก็สามารถเป็น “ผู้นำ” ได้ในแบบของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ที่สอนลูกให้รู้จักความถูกต้อง ครูที่ปลูกฝังจิตสำนึกของความรับผิดชอบต่อสังคม หรือเยาวชนที่กล้าแสดงออกในทางที่สร้างสรรค์

คำถามที่ว่า “เราจะรอให้ใครลุกขึ้นก่อน ?” อาจไม่ใช่คำถามที่ควรถามอีกต่อไป เพราะคำตอบที่แท้จริงคือ “เราแต่ละคน” ต่างหากที่ต้องเริ่มต้น การเปลี่ยนแปลงไม่จำเป็นต้องเริ่มจากคนที่มีอำนาจมากที่สุด แต่เริ่มจากคนที่ “ตัดสินใจ” จะไม่ยอมรับความรุนแรงอีกต่อไป

การยืนอยู่ข้างความถูกต้อง ไม่จำเป็นต้องเสียงดังหรือเผชิญหน้าอย่างรุนแรงเสมอไป บางครั้งมันคือการไม่เงียบงันในเวลาที่ควรพูด การเลือกที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง แม้จะไม่มีใครเห็นและการยึดมั่นในคุณค่าที่ดี แม้จะต้องเผชิญกับความยากลำบาก

สันติสุข จะไม่เกิดขึ้นจากความหวังลอย ๆ หรือการรอคอยปาฏิหาริย์ แต่มันเริ่มต้นจาก “ความกล้าเล็ก ๆ” ที่สะสมและขยายตัวในสังคม เมื่อมีคนหนึ่งกล้า อีกคนก็จะกล้าตาม และเมื่อความกล้านั้นแพร่กระจายออกไป มันจะกลายเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่พอจะหยุดยั้งความรุนแรงได้ในที่สุด

สุดท้ายนี้ คำถามไม่ได้อยู่ที่ว่าสังคมจะเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ แต่อยู่ที่ว่า “เรา” จะเลือกเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงนั้นหรือเปล่า

เราจะยังคงยืนดูต่อไป ท่ามกลางเสียงปืนและน้ำตา หรือจะเริ่มลงมือทำบางสิ่ง ตั้งแต่วันนี้...

เพราะอนาคตของสังคม ไม่ได้ถูกกำหนดโดยคนเพียงไม่กี่คน แต่ถูกกำหนดโดย “การตัดสินใจ” ของคนทั้งสังคมในทุก ๆ วัน

บทบาทของหลักฮูกุมปากัด (ธรรมนูญหมู่บ้าน) 9 ดี ในการเสริมสร้างสันติสุขอย่างยั่งยืน

บทบาทของหลักฮูกุมปากัด (ธรรมนูญหมู่บ้าน) 9 ดี ในการเสริมสร้างสันติสุขอย่างยั่งยืน

พื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เป็นพื้นที่ที่มีอัตลักษณ์ทางศาสนา วัฒนธรรม และวิถีชีวิตเฉพาะถิ่นที่โดดเด่น ซึ่งแม้จะเป็นความงดงามทางสังคมวัฒนธรรม แต่ในขณะเดียวกัน พื้นที่ดังกล่าวยังเผชิญกับความท้าทายด้านความมั่นคง ความขัดแย้ง และความไม่สงบที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง การสร้างสันติสุขอย่างยั่งยืนจึงจำเป็นต้องอาศัยกระบวนการพัฒนาที่ให้ความสำคัญกับ “การมีส่วนร่วมของประชาชน” และ “การใช้กลไกชุมชนเป็นฐาน” ควบคู่กับการเคารพอัตลักษณ์และวิถีวัฒนธรรมของคนในพื้นที่

หนึ่งในกลไกสำคัญที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นเครื่องมือพัฒนาสังคมจากฐานราก คือ หลักฮูกุมปากัด (ธรรมนูญหมู่บ้าน) 9 ดี ซึ่งเป็นข้อตกลงร่วมของชุมชนในการกำหนดแนวปฏิบัติ กติกา และมาตรฐานการอยู่ร่วมกันบนพื้นฐานของหลักศาสนา คุณธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อมุ่งพัฒนาชุมชนให้มีความสงบเรียบร้อย เข้มแข็ง และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

1. เป็นเครื่องมือพัฒนาชุมชนเชิงบูรณาการที่สร้างความตระหนักรู้จากภายใน

ฮูกุมปากัดมิใช่เพียงข้อกำหนดทางสังคม หากแต่เป็นกระบวนการสร้าง “การตระหนักรู้ร่วม” ให้ประชาชนเข้าใจถึงบทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบของตนต่อชุมชน การที่คนในหมู่บ้านมีส่วนร่วมในการกำหนดธรรมนูญ ทำให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของกติกา เกิดความสมัครใจในการปฏิบัติตาม และมีจิตสำนึกร่วมในการรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากความตระหนักรู้ภายในย่อมมีพลังและยั่งยืนกว่าการบังคับจากภายนอก

2. ปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม

หัวใจสำคัญของฮูกุมปากัด 9 ดี คือการนำหลักศาสนาและคุณธรรมมาเป็นกรอบกำกับพฤติกรรมของคนในชุมชน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการปลูกฝังจิตสำนึกด้านความดี ความรับผิดชอบ วินัย และการเคารพสิทธิของผู้อื่น อันเป็นพื้นฐานของสังคมสันติสุข การสร้างภูมิคุ้มกันทางคุณธรรมเช่นนี้ช่วยลดแนวโน้มการเกิดพฤติกรรมเบี่ยงเบน ปัญหาอาชญากรรม และการตกเป็นเหยื่อของแนวคิดสุดโต่งหรือการใช้ความรุนแรง

3. สร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนเห็นคุณค่าของการเป็นพลเมืองที่ดี

ในบริบทของพื้นที่ชายแดนใต้ เยาวชนถือเป็นกลุ่มเปราะบางที่อาจได้รับอิทธิพลจากสภาพแวดล้อม ความขัดแย้ง หรือการชักจูงจากกลุ่มที่ไม่หวังดี การนำหลักฮูกุมปากัดมาใช้ในชุมชนช่วยสร้างต้นแบบเชิงบวกให้เยาวชนได้เห็นแบบอย่างของการอยู่ร่วมกันด้วยสันติวิธี ความเสียสละ และการรับผิดชอบต่อส่วนรวม ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้เยาวชนเกิดความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ของตน และเติบโตเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาสังคม

4. ลดปัจจัยเสี่ยงของความขัดแย้งผ่านการจัดระเบียบสังคมโดยชุมชน

ธรรมนูญหมู่บ้าน 9 ดี ช่วยกำหนดมาตรฐานการอยู่ร่วมกันในประเด็นต่าง ๆ เช่น การป้องกันยาเสพติด การลดอบายมุข การส่งเสริมการศึกษา การดูแลครอบครัว และการรักษาความปลอดภัยในชุมชน ซึ่งเป็นการจัดการปัญหาเชิงป้องกันก่อนลุกลามเป็นวิกฤต เมื่อชุมชนสามารถจัดการปัญหาของตนเองได้อย่างเป็นระบบ ย่อมช่วยลดปัจจัยที่นำไปสู่ความขัดแย้งและความรุนแรงในระยะยาว

5. ส่งเสริมความเข้มแข็งของทุนทางสังคมและความสามัคคีในชุมชน

กระบวนการจัดทำและขับเคลื่อนฮูกุมปากัดทำให้เกิดการมีส่วนร่วมระหว่างผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชน เยาวชน สตรี และประชาชนทุกภาคส่วน ก่อให้เกิดเครือข่ายความร่วมมือและความไว้วางใจภายในชุมชน ซึ่งถือเป็น “ทุนทางสังคม” ที่สำคัญต่อการสร้างสันติสุข เพราะชุมชนที่มีความสัมพันธ์เข้มแข็งและไว้ใจกันจะสามารถรับมือกับปัญหาและแรงกดดันจากภายนอกได้ดีกว่า

6. เป็นแบบอย่างของการพัฒนาที่เคารพอัตลักษณ์และบริบทพื้นที่

การพัฒนาที่ประสบความสำเร็จในพื้นที่ชายแดนใต้จำเป็นต้องสอดคล้องกับบริบททางศาสนาและวัฒนธรรมของประชาชน ฮูกุมปากัดเป็นรูปธรรมของการพัฒนาที่เคารพอัตลักษณ์ท้องถิ่น ไม่ใช่การนำแนวคิดจากภายนอกมาบังคับใช้โดยไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิต จึงช่วยลดความรู้สึกความแปลกแยก และเสริมสร้างความไว้วางใจต่อกระบวนการพัฒนาของรัฐและภาคีต่าง ๆ

7. สร้างโอกาสในการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ชุมชนที่มีระเบียบ วินัย และความสงบสุข ย่อมเป็นฐานสำคัญของการพัฒนาในทุกมิติ ทั้งด้านการศึกษา เศรษฐกิจ การลงทุน และคุณภาพชีวิต เมื่อชุมชนมีความมั่นคงภายใน ประชาชนมีความร่วมมือ และเยาวชนได้รับการปลูกฝังอย่างถูกต้อง ย่อมเปิดโอกาสให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับคนรุ่นต่อไป

บทสรุป

หลักฮูกุมปากัด (ธรรมนูญหมู่บ้าน) 9 ดี เป็นมากกว่ากติกาชุมชน หากแต่เป็นกลไกเชิงสังคมที่ทรงพลังในการเสริมสร้างสันติสุขจากฐานราก ผ่านการปลูกฝังจิตสำนึก การสร้างความตระหนักรู้ การเสริมสร้างคุณธรรม และการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตของชุมชนตนเอง การขับเคลื่อนฮูกุมปากัดอย่างจริงจังและต่อเนื่อง จะไม่เพียงช่วยลดปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้ประชาชนทุกภาคส่วนเห็นพลังของ “ชุมชนเข้มแข็ง” ว่าเป็นรากฐานสำคัญที่สุดของสันติภาพที่ยั่งยืน

เพราะสันติสุขที่แท้จริง มิได้เกิดจากการควบคุมด้วยกำลัง หากเกิดจากการที่ประชาชนทุกคนมีจิตสำนึกร่วมกันในการสร้างสังคมที่ดี และร่วมกันยืนหยัดปกป้องความสงบสุขของบ้านเกิดด้วยหัวใจของตนเอง

วันอังคารที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569

BRN ไม่ใช่อิสลาม และอย่าเอาศาสนาเป็นเกราะบังการกระทำ

BRN ไม่ใช่อิสลาม และอย่าเอาศาสนา…ไปเป็นเกราะบังการกระทำ

ในวันที่ข้อมูลถูกปล่อยออกมาเป็นระลอก มีความพยายามทำให้คนทั้งประเทศ “เข้าใจผิด” เอาศาสนา…ไปผูกกับการกระทำบางอย่าง เพื่อสร้างความชอบธรรมให้ตัวเอง

แต่ผมขอพูดตรง ๆ สิ่งแบบนั้น…อิสลามไม่เคยสอน ผมไม่ได้พิมพ์เนื้อหาจากความรู้สึก แต่มาพร้อมกับหลักฐานทางศาสนาและความจริง

อิสลาม ไม่ใช่การทำร้ายแบบลอบทำ

อิสลามยืนอยู่บนความชัดเจน และความยุติธรรม ไม่ใช่การกระทำที่แอบแฝง หรือเล่นงานกันโดยไม่เปิดเผย ท่านนบี สอนไว้ชัดเจน ห้ามทรยศ และห้ามละเมิดผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง (บันทึกโดยมุสลิม)

และอิสลาม ไม่ใช่ การทำให้ผู้บริสุทธิ์ต้องสูญเสีย ผู้ใดทำให้หนึ่งชีวิตสูญเสียไป…เสมือนว่าเขาได้ทำลายมนุษย์ทั้งหมด” (ซูเราะฮฺ อัลมาอิดะฮฺ 5:32)

ชีวิตมนุษย์มีคุณค่าอย่างยิ่ง การกระทำต่อผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องไม่เคยได้รับการยอมรับในอิสลาม

อิสลาม ไม่ละเมิดผู้หญิงและผู้เยาว์

ท่านนบี ห้ามอย่างชัดเจน ไม่ให้กระทำต่อผู้หญิง และผู้ที่ยังไม่อยู่ในสถานการณ์เผชิญหน้า (บันทึกโดยบุคอรี และมุสลิม)

อิสลาม ไม่ละเมิดทรัพย์สิน

แท้จริง อัลลอฮฺทรงใช้ให้พวกเจ้าคืนความไว้วางใจแก่เจ้าของมัน” (ซูเราะฮฺ อันนิสาอ์ 4:58)

การยึดทรัพย์โดยมิชอบ ไม่ใช่แนวทางของศาสนา

อิสลาม ไม่ใช้ศาสนาแบบผิดเจตนา

วิบัติแก่ผู้ที่เขียนคัมภีร์ด้วยมือของตน แล้วกล่าวว่านี่มาจากอัลลอฮฺ” (ซูเราะฮฺ อัลบะเกาะเราะฮฺ 2:79)

การตีความคลาดเคลื่อนเพื่อปลุกอารมณ์ ไม่ใช่ศาสนา…แต่คือการบิดความจริง

อิสลาม ไม่ปลุกความแตกแยก

ผู้ที่มีเกียรติที่สุด คือผู้ที่ยำเกรงที่สุด” (ซูเราะฮฺ อัลหุญุรอต 49:13)

ศาสนาไม่สอนให้แบ่งแยก แต่สอนให้ยืนบนความยุติธรรม

อิสลาม ห้ามแตะต้องนักบวชและผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง

แม้ในสถานการณ์ความขัดแย้ง อิสลามยังวางขอบเขตไว้ชัดเจน นักบวช ผู้ประกอบศาสนกิจ และผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง **ต้องได้รับการคุ้มครอง**

ท่าน Abu Bakr al-Siddiq ได้สั่งไว้ว่า : เจ้าจะพบกลุ่มคนที่อุทิศตนอยู่ในศาสนสถานของพวกเขา จงปล่อยพวกเขาไว้กับสิ่งที่พวกเขาอุทิศตนอยู่” และอัลกุรอานกล่าวว่า : หากอัลลอฮฺไม่ทรงยับยั้งมนุษย์บางพวกด้วยอีกพวกหนึ่ง แน่นอนแล้ว อาราม โบสถ์ ธรรมศาลา และมัสยิด จะถูกทำลาย(ซูเราะฮฺ อัลฮัจญ์ 22:40)

สรุปคือ

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นแทบทุกอย่าง ที่กลุ่ม BRN กระทำ ไม่ใช่ ภาพของอิสลาม และอย่าเอาศาสนาไปเป็นข้ออ้างของการกระทำที่สวนทาง

ขอวิงวอนดุอาร์

ขอพระองค์อัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตาอย่างยิ่ง โปรดประทานความสงบ ความปลอดภัย และความร่มเย็นให้แก่พี่น้องในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

ขอให้พี่น้องมุสลิม และพี่น้องต่างศาสนิก ได้ใช้ชีวิตร่วมกันด้วยความสงบสุข ความเข้าใจ และความปลอดภัย

ขอพระองค์ทรงขจัดคณะผู้ก่อการร้าย ที่คิดไม่ดีต่อแผ่นดิน ที่เป็นต้นเหตุแห่งความสูญเสียให้สิ้นสูญ และทำให้ความไม่สงบหมดสิ้นไป

ขอให้ทุกครอบครัวได้กลับมาใช้ชีวิตอย่างสงบสุขอีกครั้ง ภายใต้ความเมตตาและการคุ้มครองของพระองค์ อามีน.

วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569

การศึกษาไทยไม่ใช่มีแต่โรงเรียน รู้จัก “ปอเนาะ-ตาดีกา-รร.ศาสนา” ความรู้คู่ขนานที่ชายแดนใต้

 

การศึกษาไทยไม่ใช่มีแต่โรงเรียน รู้จัก “ปอเนาะ-ตาดีกา-รร.ศาสนา” ความรู้คู่ขนานที่ชายแดนใต้

“การเข้าถึงการศึกษาของเด็กและเยาวชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีความแตกต่างจากพื้นที่อื่นในประเทศไทยเนื่องจากเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม ประกอบด้วยผู้นับถือศาสนาพุทธและศาสนาอิสลาม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดวิถีชีวิตประจำวันที่แตกต่างกัน”

นอกจากนี้ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังมีการใช้ภาษาทั้งไทยและมลายู ในด้านการศึกษาก็มีทั้งโรงเรียนตาดีกาและปอเนาะ ซึ่งเป็นโรงเรียนที่มีบทบาทสำคัญมากต่อเด็กที่นี่ และมักมีคำถามว่า เรียนอะไร อย่างไร ทีมข่าวไทยพีบีเอสออนไลน์เดินทางไปที่จังหวัดภาคใต้เพื่อทำความรู้จักกับตาดีกาและปอเนาะให้ดีขึ้น

โดยทั่วไปเราจะรู้จักระบบการเรียนขั้นพื้นฐาน ว่ามีโรงเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ที่สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)กระทรวงศึกษาธิการ โดยโรงเรียนสังกัด สพฐ.ในแต่ละพื้นที่จะปรับรายละเอียดการสอนให้เหมาะสมตามแต่ละพื้นที่

ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็มีระบบการเรียนนี้เช่นกัน และมีการปรับรูปแบบบางอย่างให้เข้ากับท้องถิ่น ซึ่งเป็นรูปแบบพหุวัฒนธรรมของผู้นับถือศาสนาพุทธและศาสนาอิสลาม เช่น การอ่านอัลกุรอานแบบกีรออาตีย์ โดยเน้นความเข้าใจที่ถูกต้อง เพื่อให้ปฏิบัติศาสนกิจได้ถูกต้อง การแต่งกายที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตมุสลิม การปรับนี้ไม่มีผลกระทบกับนักเรียนส่วนใหญ่ที่นับถือศาสนาพุทธ

แต่ระบบการเรียนที่แตกต่างจากภูมิภาคอื่นๆ อย่างชัดเจนก็คือ โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งในพื้นที่อื่นๆ จะได้แก่โรงเรียนเอกชน แต่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จะมี 3 ระบบการเรียนหลัก คือ โรงเรียนตาดีกา สถาบันปอเนาะ และโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา

“ตาดีกา” โรงเรียนจริยธรรมวันหยุด

โรงเรียนตาดีกาหรือศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด เป็นโรงเรียนสอนจริยธรรม ในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนใต้ คือ สงขลา ปัตตานี นราธิวาส ยะลาและสตูล มีโรงเรียนตาดีกาทั้งหมด 2,083 แห่ง เปิดสอนเยาวชนที่นับถือศาสนาอิสลาม อายุระหว่าง 5-12 ปี ในวันเสาร์-อาทิตย์ให้กับ ส่วนมากจะสอนในชุมชนหรือมัสยิดที่เยาวชนเดินทางไปเรียนได้อย่างสะดวกไม่ไกลเกินไปนัก

นายแวดาโอะ หะยีซาเม๊าะ ประธานตาดีกาจังหวัดยะลา อธิบายรูปแบบการเรียนการสอนว่า โรงเรียนตาดีกาเป็นโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามเบื้องต้นให้กับเด็ก เน้นการสอนจริยธรรม การอ่าน-เขียน ภาษามลายู รวมถึงการประกอบศาสนกิจ โดยผู้นำชุมชนและอาสาสมัครในชุมชนเป็นผู้สอน

“เพื่อให้เด็กมีจริยธรรม เรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมของชาวมลายู เนื่องจากการเรียนในโรงเรียนปกติในช่วงวันจันทร์-ศุกร์นักเรียนได้เรียนภาษาไทยอยู่แล้ว ดังนั้นจึงเน้นเรียนภาษามลายูและหลักศาสนาเป็นหลัก” นายแวดาโอะ กล่าว

สถาบันปอเนาะ ผลิตครูสอนศาสนา

ปอเนาะเป็นสถาบันการศึกษาศาสนาอิสลามในรูปแบบดั้งเดิม ในพื้นที่ 5 จังหวัดมีทั้งหมด 441 แห่ง โดยเน้นการศึกษาหลักศาสนาอิสลาม แต่เดิมผู้เรียนจะเรียนในกระท่อมจึงเป็นที่มาของการเรียกว่า "ปอเนาะ" เปิดรับผู้เรียนตั้งแต่ช่วงวัยเด็กและเรียนไปได้ตลอดชีวิต เนื่องจากเน้นการสอนศาสนา มีผู้ดูแลคือโต๊ะครูหรือ "บาบอ" ผู้มีความรู้ สอนแบบไม่แบ่งแยกชั้นและอายุ เรียนอย่างเรียบง่าย โดยการสอนหลักศาสนา การอ่านคัมภีร์ตลอดจนการเรียนรู้ในการใช้ชีวิตประจำวัน

บาบอ อัสมัน สิเดะ เจ้าของสถาบันศึกษาปอเนาะมะฮัดดารุลเราะห์นะห์ ต.มะนังตาลำ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี เล่าว่า การเรียนการสอนของสถาบันปอเนาะจะนั่งเรียนกับพื้น เพื่อสอนให้เด็กรู้จักถ่อมตน ไม่แบ่งชั้นสูงชั้นต่ำ การเรียนโดยหลักคำสอนของศาสดา คือเป็นการเรียนไปตลอดชีวิต เริ่มตั้งแต่คลอดจากท้องแม่จนถึงสิ้นชีวิต โดยยึดหลัก 3 ประการ คือ ต้องศึกษาหาความรู้ ต้องนั่งฟังคนที่ให้ความรู้หากไม่มีโอกาสเรียน และการสอนผู้อื่น กิจกรรมการเรียนในแต่ละวันจะเริ่มตั้งแต่เวลา 04.00 น.เพื่อสวดมนต์ขอพรจากองค์พระอัลเลาะห์ มีละหมาด 5 เวลา ฝึกวิชาชีพ และเรียนจนถึงเวลา 22.00 - 24.00 น. ก็จะพักผ่อน

ผู้ที่เรียนปอเนาะเป็นหลัก หลังจบการศึกษาจะเป็นผู้เชี่ยวชาญศาสนาได้รับความนับถือจากชุมชนและเป็นผู้นำในการประกอบพิธีทางศาสนาหรือ “อิหม่าม” ซึ่งมีภารกิจในการเผยแพร่ศาสนาต่อไป ด้วยการเปิดสถาบันปอเนาะและผันตัวเองไปเป็นครูผู้สอน โดยครูผู้สอนจะเป็นผู้พิจารณาว่าผู้เรียนมีความเชี่ยวชาญ มีความเข้าใจในแก่นแท้ของศาสนาอย่างแท้จริง จนสามารถไปเผยแพร่ต่อได้แล้วหรือไม่

“ปอเนาะเป็นที่รองรับเด็กทั้งหมดทั้งที่เรียนสามัญและเด็กที่ไม่อยู่ในระบบการศึกษา และเป็นสถานที่กลั่นกรองให้คนสะอาด แต่ขณะนี้มีความแตกต่างจากสมัยก่อนที่เรียนกันถึง 20 ปี แต่เมื่อสังคมเปลี่ยนไปจะเรียนไม่ถึง 20 ปี ส่วนใหญ่จะเรียนอย่างมาก 16 ปี แต่ปัจจุบันจะเรียนโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ราวๆ 7 ปี ซึ่งยากต่อการไปเปิดสถาบันปอเนาะหรือเผยแพร่ต่อ” บาบอ อัสมัน สิเดะ กล่าว

ฮิตสุด รร.เอกชนสอนศาสนาอิสลามควบคู่สามัญ

สภาพสังคมปัจจุบันทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองต้องการให้บุตรหลานได้ศึกษาเล่าเรียนสิ่งที่จะนำไปประกอบอาชีพได้ ความต้องการเรียนวิชาการสายสามัญจึงมากขึ้น ขณะเดียวกันได้เรียนศาสนาและปฏิบัติศาสนกิจพร้อมกันไปด้วย โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาจึงเกิดขึ้นเพื่อรองรับความต้องการนี้ที่ขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเปิดสอนในระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย ถือว่าเป็นโรงเรียนที่มีจำนวนมากที่สุดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือราวร้อยละ 60 ของโรงเรียนทั้งหมด เนื่องจากสอดคล้องกับวัฒนธรรมและศาสนาของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งมีทั้งโรงเรียนขนาดใหญ่ ขนาดกลางไปจนถึงโรงเรียนขนาดเล็ก

ดาโต๊ะ นายนิเดร์ วาบา ผู้ก่อตั้งโรงเรียนสายบุรีอิสลามวิทยา จ.ปัตตานี บอกว่า การเรียนการสอนในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาปัจจุบันพัฒนาจากอดีตอย่างมากเนื่องจากได้รับการสนับสนุนจากชุมชนเป็นอย่างดี โดยมีการเรียนทั้งวิชาสามัญและศาสนา

       นายสุวิทย์ บูรณศิลป์ หรือ อุซตะอาลี ครูโรงเรียนสายบุรีอิสลามวิทยา จ.ปัตตานี อธิบายถึงการจัดการศึกษาที่โรงเรียนว่า ครอบคลุมทุกสาระวิชาในสัดส่วนร้อยละ 50 โดยคาบเรียนช่วงเช้าจะเรียนวิชาศาสนาในเวลา 08.20 -12.20 น. ประกอบด้วย 3 สาระสำคัญ คือ 1) สาระศาสนา ประกอบด้วย อัลกุรอาน อัลฮาดิษ ฟิกส์ 2) สาระสังคม ประกอบด้วย ประวัติศาสตร์อิสลาม อัคลาส และ 3) สาระหลักภาษา ประกอบด้วย ภาษาอาหรับ ภาษามลายู

ช่วงบ่าย 13.10 -16.00 น. จะเรียนวิชาสามัญ เช่นเดียวกับโรงเรียนทั่วไปคือ ภาษาไทย สังคม อังกฤษ วิทยาศาสตร์ และจะมีห้องพิเศษหรือห้องต้นแบบที่จะเน้นด้านวิชาการเพิ่มเติมในช่วงวันเสาร์ เพื่อให้นักเรียนสามารถสอบเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา

“นักเรียนเรียนสายสามัญเพื่อนำไปประกอบอาชีพในอนาคตและเรียนศาสนาเพื่อควบคุมการประกอบอาชีพให้อย่างสุจริต โดยโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาเป็นโรงเรียนที่สร้างมาเพื่อช่วยเหลือรัฐในส่วนที่รัฐไม่สามารถจัดการเรียนการสอนครอบคลุมได้ทั้งหมด ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของโรงเรียน” นายสุวิทย์ระบุ

ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายในการเรียนการสอนโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐโดยได้รับเงินอุดหนุนรายหัวหรือคนละประมาณ 3,500 บาท แต่ส่วนมากไม่เพียงพอต่อการจัดการศึกษา แต่ละโรงเรียนจึงต้องหาเงินสนับสนุนเพิ่มเติม ซึ่งส่วนมากจะได้มาจากการบริจาค และพยายามของบประมาณเพื่อสนับสนุนบุคลากรทางการศึกษาเพิ่มเติม โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นค่าครูสอนศาสนา

โรงเรียนสายบุรีอิสลามวิทยยืนยันว่านักเรียนมีผลสำเร็จการศึกษา เห็นได้จากการที่แต่ละปีมีนักเรียนที่สอบเข้าเรียนต่อในสถาบันอุดมศึกษาจำนวนมาก เช่น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งมีทั้งคณะแพทยศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และสาขาอื่นๆ รวมถึงการไปศึกษาต่อในต่างประเทศ เช่น มาเลเซีย ออสเตรเลีย เป็นต้น และมีศิษย์เก่าของโรงเรียนประกอบอาชีพในหลากหลายสาขาวิชาในพื้นที่ทั้งแพทย์ ตลอดจนนายอำเภอในพื้นที่ด้วย

วันจันทร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569

เมื่อเยาวชนถูกล้างสมองด้วยวาทกรรม คนนายู-คนซีแย

เมื่อเยาวชนถูกล้างสมองด้วยวาทกรรมคนนายู-คนซีแย

ภาพจำของความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนใต้ อาจเป็นเสียงปืน ควันระเบิด หรือการสูญเสียที่ปรากฏตามหน้าข่าว แต่มี "ระเบิดเวลา" อีกกลไกหนึ่งที่ทำงานเงียบเชียบ แนบเนียน และอันตรายกว่านั้นมหาศาล นั่นคือ "การล้างสมองและปลูกฝังอุดมการณ์แบ่งแยกให้กับเยาวชน"

แนวร่วมขบวนการสร้างความแตกแยก กำลังใช้เด็กและเยาวชนเป็นเครื่องมือทางการเมือง ผ่านการสร้างความเกลียดชังทางชาติพันธุ์และประวัติศาสตร์บาดแผล

"นายู" กับ "ซีแย" เป็นวาทกรรมแบ่งแยกที่ถูกสร้างขึ้น

    ในพื้นที่ชายแดนใต้ คำว่า "นายู" (มลายู) และ "ซีแย" (สยาม) กำลังถูกบิดเบือนและนำมาใช้เป็นเครื่องมือแบ่งแยก "พวกเรา" ออกจาก "พวกเขา" อย่างสิ้นเชิง

    กระบวนการนี้ไม่ได้สอนให้เยาวชนภูมิใจในอัตลักษณ์รากเหง้าของตนเองอย่างสร้างสรรค์ แต่กลับเป็นการปลูกฝังในลักษณะ "กีดกันและเป็นปรปักษ์" * "นายู" ถูกตีกรอบให้หมายถึงเจ้าของพื้นที่ ผู้ถูกกระทำ และต้องต่อสู้

    "ซีแย" ถูกตีกรอบให้หมายถึงผู้รุกราน รัฐไทย และรวมไปถึง คนไทยพุทธ ที่อาศัยอยู่ร่วมกันมาหลายชั่วอายุคน

    เมื่อเส้นแบ่งนี้ถูกขีดให้ชัดเจนและลึกขึ้นในใจเด็กๆ คำว่า "เราคือคนไทยด้วยกัน" จึงถูกลบเลือนหายไป

กลไกการปลูกฝัง คือ จากห้องเรียนมืดถึงโลกออนไลน์

การปลูกฝังนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่มีการทำอย่างเป็นระบบผ่านหลายช่องทาง

1. ประวัติศาสตร์บาดแผล (ด้านเดียว) คือ เลือกเล่าเฉพาะประวัติศาสตร์ความขัดแย้ง การกดขี่ในอดีต (ที่บางเรื่องถูกขยายความเกินจริงหรือตัดบริบทออก) เพื่อกระตุ้นความโกรธแค้นและส่งต่อความเกลียดชังจากรุ่นสู่รุ่น

2. แฝงในกิจกรรมและพื้นที่ปิด คือ มีการใช้พื้นที่นอกระบบ พื้นที่ทางศาสนาบางแห่ง (ที่ถูกบิดเบือนเจตนารมณ์) หรือกิจกรรมเยาวชนเพื่อสอดแทรกแนวคิดปฏิเสธการมีอยู่ของรัฐไทย

3. การผลิตซ้ำบนโซเชียลมีเดีย คือ ใช้สื่อออนไลน์สร้าง Echo Chamber (ห้องเสียงสะท้อน) ให้เยาวชนซึมซับแนวคิดสุดโต่ง ยกย่องผู้ก่อเหตุรุนแรงให้กลายเป็นฮีโร่ และด้อยค่าแนวทางสันติวิธี

ผลลัพธ์ที่น่ากลัว คือ ปฏิเสธรัฐ ปฏิเสธคนพุทธ

เมื่อเมล็ดพันธุ์แห่งความเกลียดชังเติบโต ผลลัพธ์ที่เราเห็นคือ การปฏิเสธการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม

1. ปฏิเสธกลไกรัฐ คือ เยาวชนกลุ่มนี้ถูกสอนให้มองเจ้าหน้าที่รัฐ ครู กฎหมายไทย เป็นสิ่งแปลกปลอมและเป็นศัตรูที่ต้องต่อต้าน นำไปสู่การไม่ให้ความร่วมมือและพร้อมจะลุกฮือ

2. ตัดขาดคนไทยพุทธ คือ เพื่อนบ้านชาวไทยพุทธที่เคยพึ่งพาอาศัย ไปมาหาสู่กัน กลายเป็นเป้าหมายของความหวาดระแวง และถูกมองว่าไม่ใช่ "พวกเดียวกัน" อีกต่อไป การแบ่งแยกหมู่บ้าน ร้านอาหาร หรือแม้กระทั่งความสัมพันธ์ส่วนตัวเริ่มชัดเจนขึ้น

ถึงเวลาต้องตื่นรู้

    ดังนั้น รัฐบาลไทย ทหารไทย ตำรวจไทย ข้าราชการไทย ประชาชนไทย ไม่ควรปล่อยให้เยาวชนในพื้นที่ถูกเพาะเมล็ดพันธุ์ความเกลียดชังต่อไป... สันติภาพที่แท้จริงจะไม่มีวันเกิดขึ้น

    รัฐบาล หน่วยงานความมั่นคง กระทรวงศึกษาธิการ และที่สำคัญที่สุดคือ พ่อแม่ผู้ปกครองในพื้นที่ ต้องรู้เท่าทันขบวนการนี้ ต้องหยุดยั้งการใช้เด็กเป็นเครื่องมือสร้างความเกลียดชัง และเร่งสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสังคมพหุวัฒนธรรม