หยุดความรุนแรง
หันกลับสู่อ้อมกอดของครอบครัว
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา
เหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้สร้างบาดแผล ความสูญเสีย
และความทุกข์ยากให้แก่ประชาชนจำนวนมาก
ผู้ที่ได้รับผลกระทบไม่ใช่เพียงเจ้าหน้าที่ของรัฐเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเด็ก
ผู้หญิง คนชรา ครู ผู้นำศาสนา และประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งใด
ๆ
ทุกครั้งที่เกิดเหตุลอบยิง
วางระเบิด หรือการสังหารผู้บริสุทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามที่ตกเป็นเหยื่อ
สิ่งที่ตามมาคือครอบครัวที่ต้องร้องไห้ด้วยความเจ็บปวด พ่อแม่ที่ต้องสูญเสียลูก
ภรรยาที่ต้องสูญเสียสามี ลูกที่ต้องกำพร้าพ่อ หรือผู้สูงอายุที่ต้องสูญเสียเสาหลักของครอบครัว
ความสูญเสียเหล่านี้ไม่สามารถประเมินค่าได้ด้วยเงินทองหรือสิ่งใดทั้งสิ้น
เมื่อมีข่าวเด็กถูกยิง
ผู้หญิงถูกทำร้าย หรือคนชราถูกสังหาร
หลายคนอาจมองเห็นเพียงตัวเลขของผู้เสียชีวิตในหน้าข่าว
แต่สำหรับครอบครัวของผู้สูญเสียแล้ว นั่นคือบุคคลอันเป็นที่รัก เป็นความหวัง
เป็นกำลังสำคัญของบ้าน เป็นผู้หาเลี้ยงครอบครัว และเป็นคนที่พวกเขาไม่มีวันได้พบอีกตลอดชีวิต
ผู้ที่ก่อเหตุเคยหยุดคิดบ้างหรือไม่ว่า
หากเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับครอบครัวของตนเองจะรู้สึกอย่างไร
หากผู้ที่ถูกยิงคือพ่อของตน หากผู้ที่เสียชีวิตคือแม่ ภรรยา ลูก
หรือพี่น้องของตนเอง ความเจ็บปวดนั้นจะมากเพียงใด
ไม่มีพ่อแม่คนใดอยากเห็นลูกถูกพรากไปด้วยความรุนแรง
ไม่มีเด็กคนใดอยากเติบโตขึ้นมาโดยขาดพ่อหรือแม่
และไม่มีครอบครัวใดอยากใช้ชีวิตอยู่กับความหวาดกลัวว่าจะสูญเสียคนที่รักในวันใดวันหนึ่ง
การใช้ความรุนแรงต่อผู้บริสุทธิ์ไม่เคยนำมาซึ่งชัยชนะที่แท้จริง
ตรงกันข้าม มันกลับสร้างวงจรแห่งความสูญเสีย ความเกลียดชัง
และความทุกข์ที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ผู้ที่เสียชีวิตไม่ได้มีเพียงร่างกายที่ล้มลง
แต่ยังทิ้งภาระและความทุกข์ไว้ให้ครอบครัวต้องแบกรับไปอีกนานแสนนาน
ในขณะเดียวกัน
ผู้ที่ยังคงหลบซ่อนอยู่ในป่าเขา หรือใช้ชีวิตอย่างหวาดระแวงจากการถูกจับกุม
ก็ต้องห่างไกลจากครอบครัว ไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างปกติสุข ไม่สามารถดูแลพ่อแม่
ภรรยา หรือลูกหลานได้อย่างเต็มที่ หลายคนไม่ได้เห็นลูกเติบโต
ไม่ได้อยู่เคียงข้างคนที่รักในวันที่เจ็บป่วย
หรือในวันที่ครอบครัวต้องการกำลังใจมากที่สุด
จึงเป็นเรื่องที่น่าคิดว่า
สิ่งที่กำลังทำอยู่ในวันนี้คุ้มค่ากับการสูญเสียเหล่านี้จริงหรือไม่
ขณะที่หลายคนต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก หลบหนี และเสี่ยงอันตรายอยู่ตลอดเวลา
แต่บุคคลบางกลุ่มที่อยู่เบื้องหลังกลับดำเนินชีวิตอย่างสะดวกสบาย
ห่างไกลจากพื้นที่ความขัดแย้ง
ไม่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงเช่นเดียวกับผู้ปฏิบัติในพื้นที่
ผู้ที่ถูกชักจูงให้เดินบนเส้นทางแห่งความรุนแรงควรพิจารณาด้วยตนเองว่า
แท้จริงแล้วใครคือผู้ที่ต้องรับผลกระทบโดยตรง ใครคือผู้ที่ต้องสูญเสียอิสรภาพ
และใครคือผู้ที่ต้องสูญเสียอนาคต
ขณะที่ผู้สั่งการหรือผู้ชี้นำจำนวนหนึ่งกลับไม่ได้เผชิญชะตากรรมเช่นเดียวกัน
ปัจจุบัน
รัฐได้เปิดโอกาสให้ผู้ที่หลงผิดหรือผู้ที่ต้องการยุติบทบาทในขบวนการความรุนแรงสามารถเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้
การมอบตัวไม่ใช่ความพ่ายแพ้
แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการกลับมาใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี
เป็นโอกาสในการแก้ไขอดีตและสร้างอนาคตใหม่ให้กับตนเองและครอบครัว
การกลับตัวกลับใจหมายถึงการเลือกชีวิตแทนความตาย
เลือกความสงบแทนความรุนแรง และเลือกครอบครัวแทนการหลบหนีอย่างไร้จุดหมาย
ผู้ที่ตัดสินใจกลับเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมจะมีโอกาสได้พบหน้าคนที่รัก
ได้ดูแลพ่อแม่ ได้เลี้ยงดูลูกหลาน และได้ใช้ชีวิตอย่างปกติสุขภายใต้กฎหมาย
ไม่มีความอบอุ่นใดจะมีค่ามากไปกว่าอ้อมกอดของครอบครัว
ไม่มีสถานที่ใดจะปลอดภัยและมีความสุขเท่ากับบ้านของตนเอง
และไม่มีสิ่งใดจะมีค่ามากไปกว่าการได้เห็นคนที่เรารักมีรอยยิ้มและใช้ชีวิตอย่างสงบสุข
ขอวิงวอนต่อผู้ที่ยังคงเกี่ยวข้องกับการใช้ความรุนแรงทุกคน
ให้หยุดทบทวนเส้นทางที่กำลังเดินอยู่
หยุดคิดถึงคำสั่งหรืออุดมการณ์ที่นำไปสู่การสูญเสีย และหันกลับมามองหน้าพ่อแม่
ภรรยา สามี ลูกหลาน และคนที่รักของท่าน
จงถามหัวใจของตนเองว่า
หากวันหนึ่งท่านต้องจากไป หรือถูกพรากจากครอบครัวอย่างไม่มีวันกลับ
คนที่เสียใจที่สุดคือใคร คำตอบย่อมไม่ใช่ผู้นำหรือผู้สั่งการที่อยู่ห่างไกล
แต่คือครอบครัวของท่านเอง
ถึงเวลาแล้วที่จะยุติวงจรแห่งความสูญเสีย
หยุดสร้างความทุกข์ให้กับผู้บริสุทธิ์
และหยุดสร้างน้ำตาให้กับครอบครัวของทั้งผู้อื่นและของตนเอง
จงเลือกเส้นทางแห่งสันติภาพ กลับเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
และกลับมาสู่อ้อมกอดของครอบครัว เพราะนั่นคือหนทางที่จะนำไปสู่ความสุข ความมั่นคง
และอนาคตที่ดีกว่าสำหรับทุกคน.






