วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569

ขอประณามการก่อการร้ายซุกระเบิดถังขยะ หวังสังหารผู้บริสุทธิ์ในพื้นที่ศรีสาคร

จากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังคงเป็นปัญหาที่สร้างความเจ็บปวดให้กับประชาชนผู้บริสุทธิ์มาอย่างยาวนาน หลายครั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้มุ่งเป้าไปยังเจ้าหน้าที่รัฐเท่านั้น

แต่กลับพุ่งเป้าไปยังประชาชนธรรมดา ผู้ใช้ชีวิตหาเช้ากินค่ำ และผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งใด ๆ เลย เหตุการณ์ล่าสุดที่เกิดขึ้นในพื้นที่ อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่สะท้อนถึงความโหดร้ายและไร้มนุษยธรรมของกลุ่มผู้ก่อการร้ายที่ยังคงพยายามสร้างความหวาดกลัวให้กับสังคมอย่างไม่หยุดยั้ง

เมื่อเวลาประมาณ 01.00 น. ของวันที่ 9 มีนาคม 2569 ได้เกิดเหตุระเบิดบริเวณหน้าร้านขายอาหารสัตว์ เลขที่ 35 หมู่ที่ 1 ต.ศรีสาคร อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าคนร้ายได้นำวัตถุระเบิดไปซุกซ่อนไว้ภายในถังขยะหน้าร้าน โดยมีเป้าหมายชัดเจนที่จะหวังสังหารพนักงานเก็บขยะของเทศบาล รวมถึงชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ที่สัญจรผ่านไปมาในบริเวณดังกล่าว

การกระทำเช่นนี้ ถือเป็นการกระทำที่เลวทรามต่ำช้าและไร้จิตสำนึกอย่างยิ่ง เพราะพนักงานเก็บขยะของเทศบาล เป็นเพียงแรงงานผู้ทำหน้าที่ดูแลความสะอาดของเมือง เป็นผู้ที่ตื่นเช้ามืดเพื่อทำงานรับใช้สังคม มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมืองหรือความมั่นคงใด ๆ การนำระเบิดไปซุกซ่อนไว้ในถังขยะจึงเป็นแผนการที่โหดเหี้ยมและสกปรกทางความคิดอย่างที่สุด เปรียบเสมือนการวางกับดักสังหารผู้บริสุทธิ์โดยไม่คำนึงถึงชีวิตมนุษย์แม้แต่น้อย

แม้ว่าเหตุระเบิดในครั้งนี้จะไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ซึ่งถือว่าเป็นความโชคดีของประชาชนในพื้นที่ แต่แรงระเบิดก็ได้สร้างความเสียหายให้กับบ้านเรือนของประชาชนที่อยู่บริเวณใกล้เคียง รวมถึงสร้างความหวาดกลัวและความตื่นตระหนกให้กับชุมชนอย่างมาก เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ได้เพียงทำลายทรัพย์สิน แต่ยังทำลายความรู้สึกปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความหวาดระแวง

สิ่งที่น่าตั้งคำถามอย่างยิ่งคือ กลุ่มผู้ก่อเหตุเหล่านี้มักอ้างตัวว่าเป็นผู้ต่อสู้เพื่ออุดมการณ์บางอย่าง หรืออ้างว่ากระทำไปเพื่อประชาชนในพื้นที่ แต่การกระทำเช่นนี้กลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง เพราะผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดกลับเป็นชาวบ้านตาดำ ๆ ผู้บริสุทธิ์ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับความขัดแย้ง การวางระเบิดในถังขยะเพื่อดักสังหารพนักงานเทศบาลและประชาชนทั่วไป จึงไม่ใช่การต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ใด ๆ แต่เป็นเพียงการก่อการร้ายที่โหดร้ายและไร้ศีลธรรม

ในมุมมองของสังคมโดยรวม การก่อเหตุลักษณะนี้ไม่ได้สร้างความชอบธรรมให้กับกลุ่มผู้ก่อเหตุแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามกลับยิ่งทำให้ประชาชนเห็นชัดเจนว่าการกระทำดังกล่าวคือการทำร้ายพี่น้องประชาชนด้วยกันเอง เป็นการทำลายบ้านเกิดของตนเอง และเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้กับชุมชนในสามจังหวัดชายแดนใต้ที่ต้องการเพียงสันติสุขและความสงบในการดำรงชีวิต

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา รัฐได้พยายามพัฒนาและฟื้นฟูพื้นที่ชายแดนใต้ในหลายด้าน ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชน เพื่อให้พื้นที่แห่งนี้สามารถเดินหน้าไปสู่ความสงบและความเจริญ แต่การกระทำของกลุ่มผู้ก่อการร้ายที่ยังคงใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือ กลับเป็นการทำลายโอกาสของประชาชนในพื้นที่ และทำให้ความพยายามในการสร้างสันติภาพต้องเผชิญกับอุปสรรคอยู่เสมอ

เหตุการณ์ระเบิดในครั้งนี้ จึงควรถูกประณามอย่างหนักจากทุกภาคส่วนของสังคม ไม่ว่าจะเป็นผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนา ภาคประชาชน และหน่วยงานของรัฐ เพราะการนิ่งเฉยต่อความรุนแรงเท่ากับการเปิดโอกาสให้การก่อการร้ายยังคงดำเนินต่อไป การปกป้องชีวิตของผู้บริสุทธิ์ควรเป็นหลักการพื้นฐานที่ทุกคนต้องยึดถือร่วมกัน

ในขณะเดียวกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องเร่งติดตามตัวผู้ก่อเหตุและเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลังมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายภายใต้พระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย เพื่อให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษอย่างสาสม และเพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต

การปราบปรามกลุ่มก่อการร้ายและขบวนการแบ่งแยกดินแดนจำเป็นต้องดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพราะหากปล่อยให้กลุ่มเหล่านี้ยังคงเคลื่อนไหวและสร้างสถานการณ์ความรุนแรงต่อไป ผู้ที่ต้องแบกรับความทุกข์ยากมากที่สุดก็คือประชาชนในพื้นที่ชายแดนใต้เอง

ท้ายที่สุดนี้ ประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ต่างปรารถนาเพียงความสงบ ความปลอดภัย และการใช้ชีวิตอย่างปกติเหมือนกับคนไทยในพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศ ไม่มีใครต้องการให้บ้านเกิดของตนเองกลายเป็นพื้นที่แห่งความหวาดกลัวและความรุนแรง ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมกันยืนหยัดปฏิเสธความรุนแรง และสนับสนุนการปราบปรามกลุ่มก่อการร้ายให้หมดสิ้นไปจากผืนแผ่นดินแห่งนี้

การซุกระเบิดไว้ในถังขยะเพื่อหวังสังหารพนักงานเก็บขยะและประชาชนผู้บริสุทธิ์ เป็นพฤติกรรมที่ไม่อาจยอมรับได้ในสังคมมนุษย์ การกระทำเช่นนี้ไม่ได้สร้างเกียรติหรือศักดิ์ศรีใด ๆ ให้กับผู้ก่อเหตุ แต่กลับตอกย้ำถึงความโหดร้ายและความไร้มนุษยธรรมของผู้ที่เลือกใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือ

ประชาชนในพื้นที่ชายแดนใต้ต้องการสันติภาพ ไม่ต้องการระเบิด ไม่ต้องการความหวาดกลัว และไม่ต้องการให้ผู้บริสุทธิ์ต้องตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงอีกต่อไป ถึงเวลาแล้วที่กลุ่มผู้ก่อเหตุจะต้องยุติการกระทำที่ทำลายชีวิตและอนาคตของผู้คน และถึงเวลาแล้วที่รัฐจะต้องเดินหน้าปราบปรามกลุ่มก่อการร้ายให้สิ้นซาก เพื่อคืนความสงบสุขให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง

#พรบ_ก่อการร้าย

#ขบวนการแบ่งแยกดินแดน

#สามจังหวัดชายแดนใต้

#รัฐฯสร้าง_โจรใต้ทำลาย

วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569

อยุธยา รัฐพหุชาติพันธุ์ตั้งแต่แรกกำเนิด

อยุธยา: รัฐพหุชาติพันธุ์ตั้งแต่แรกกำเนิด

บทบาทของกลุ่มมลายูในโครงสร้างบ้านเมือง ก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยาใน พ.ศ. 1893 พื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาไม่ได้เป็นดินแดนว่างเปล่า

แต่เป็นถิ่นฐานของผู้คนหลายกลุ่มชาติพันธุ์ที่ตั้งถิ่นฐานและค้าขายอยู่ก่อนแล้ว รวมถึงกลุ่มเชื้อสายมลายูและชุมชนมุสลิม ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ อธิบายว่า อยุธยาเกิดขึ้นในบริบทของ “รัฐการค้า” (trading state)

ที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายการค้าทะเลอ่าวไทย–มะละกา–ชวา–อินเดีย–อาหรับ

การเติบโตของรัฐอยุธยาจึงสัมพันธ์โดยตรงกับการเข้ามาของพ่อค้าจากโลกมลายูและโลกอิสลาม

ด้าน ศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ เสนอว่า อยุธยาเป็นรัฐที่ประกอบขึ้นจากผู้คนหลากหลายกลุ่ม ทั้งไทย มอญ เขมร จีน และกลุ่มที่เอกสารโบราณเรียกว่า “แขก” ซึ่งในบริบทสมัยนั้นหมายถึงผู้คนจากคาบสมุทรมลายู อินเดีย และโลกมุสลิมทางทะเล

บันทึกราชสำนักจีนในสมัยราชวงศ์หยวนและหมิง กล่าวถึงลุ่มเจ้าพระยาในฐานะเมืองท่าที่มีพ่อค้าหลายเชื้อชาติ รวมถึงพ่อค้าจากดินแดนมลายู (南蛮) และแขกทะเล สะท้อนว่าพื้นที่นี้เป็นศูนย์กลางของการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมมาตั้งแต่ก่อนตั้งกรุงฯ

ขณะเดียวกัน พงศาวดารเปอร์เซียของเชคอะหมัด โกมี (Sheikh Ahmad Qomi) ซึ่งเข้ามาอยุธยาในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17กล่าวถึงการมีอยู่ของชุมชนมุสลิมมาก่อนแล้ว และความสัมพันธ์ระหว่างอยุธยากับรัฐมลายูทางตอนใต้ เช่น ปัตตานีและมะละกา

นักประวัติศาสตร์อย่าง Anthony Reid และ Denys Lombard

อธิบายว่า อุษาคเนย์ในยุคอยุธยาตอนต้นเป็นส่วนหนึ่งของ “โลกการค้าทะเลมลายู-อิสลาม” (Malay-Muslim trading world) อยุธยาจึงไม่ใช่เมืองปิด แต่เป็นเมืองเปิดที่รับผู้คนจากหลายวัฒนธรรม

กลุ่มมลายูในอยุธยา: ไม่ใช่กลุ่มเดียวแต่เป็นหลายเครือข่าย นักวิชาการเสนอว่า กลุ่มมลายูในอยุธยาสมัยต้นไม่ได้เป็นกลุ่มเดียวกันทั้งหมด แต่ประกอบด้วยหลายเครือข่ายที่มีบทบาทแตกต่างกัน ทั้งด้านเศรษฐกิจ การทหาร และวัฒนธรรม

Anthony Reid และ Denys Lombard เสนอว่า สามารถมองกลุ่มมลายูในอยุธยาอย่างน้อย 4 กลุ่มสำคัญ ดังนี้

1. กลุ่มพ่อค้ามลายูและมุสลิมทางทะเล (Malay-Muslim merchants)

กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีบทบาทเด่นที่สุดในระยะต้น ทำหน้าที่เชื่อมอยุธยาเข้ากับเครือข่ายการค้าระหว่างประเทศ พวกเขาติดต่อค้าขายกับมะละกา ปัตตานี กลันตัน ไทรบุรี ชวา อินเดีย และอาหรับ นำสินค้า เครื่องเทศ ผ้า และวัตถุดิบต่าง ๆ เข้ามาแลกเปลี่ยน

Anthony Reid เรียกเครือข่ายนี้ว่า Malay-Muslim trading world

ซึ่งอยุธยาเป็นหนึ่งในเมืองท่าสำคัญของเครือข่ายนี้ บทบาทของพ่อค้ามลายูทำให้อยุธยาเติบโตเป็นศูนย์กลางการค้าในภูมิภาคอย่างรวดเร็ว

2. กลุ่มทหารและกองเรือ (แขกอาสา)

พงศาวดารอยุธยาและเอกสารเปอร์เซียกล่าวถึง “แขกอาสา” ซึ่งจำนวนหนึ่งเป็นชาวมลายูและมุสลิม ศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ อธิบายว่า รัฐอยุธยาต้องพึ่งกำลังทหารจากหลายชาติพันธุ์ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความรู้ด้านการเดินเรือและการรบทางทะเล

กลุ่มมลายูจึงมีบทบาทใน : กองเรือ

การป้องกันหัวเมืองชายฝั่ง

การคุ้มกันเส้นทางการค้า

บทบาทนี้สะท้อนว่า ชาวมลายูไม่ได้เป็นเพียงพ่อค้า แต่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างความมั่นคงของรัฐอยุธยา

3. กลุ่มผู้นำศาสนาและนักวิชาการอิสลาม

พงศาวดารของเชคอะหมัด โกมี กล่าวถึงชุมชนมุสลิมที่มีอยู่ก่อนแล้วในอยุธยา ซึ่งมีผู้นำศาสนาเป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชน Denys Lombard มองว่า ชุมชนมุสลิมในอยุธยาเป็น “เครือข่ายทางปัญญา” ที่เชื่อมโลกอิสลามกับรัฐสยาม

กลุ่มนี้ทำหน้าที่ : ถ่ายทอดความรู้ทางศาสนา เป็นตัวกลางทางวัฒนธรรมเชื่อมโยงอยุธยากับรัฐมลายูและโลกอิสลาม

4. กลุ่มชุมชนตั้งถิ่นฐานถาวร

เอกสารจีนและเอกสารไทยกล่าวถึงย่านที่อยู่อาศัยของ “แขก” ใกล้แม่น้ำและท่าเรือ

นักวิชาการอย่าง ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ชี้ว่า ชุมชนเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงที่พักชั่วคราวของพ่อค้า แต่เป็นชุมชนถาวรที่มีครอบครัว ระบบอาชีพ และเครือญาติ

พวกเขามีบทบาทใน : ระบบภาษี, งานช่างฝีมือ, การผลิตสินค้าเพื่อการค้า และแรงงานในเมืองท่า

ภาพรวม : มลายูคือส่วนหนึ่งของกลไกรัฐอยุธยา

เมื่อรวมหลักฐานจากหลายฝ่าย กลุ่มมลายูในอยุธยาไม่ได้อยู่ชายขอบ

แต่เป็นส่วนหนึ่งของกลไกหลักของรัฐในสามมิติสำคัญคือ เศรษฐกิจ (การค้าและเมืองท่า), ความมั่นคง (ทหารและกองเรือ) และวัฒนธรรม (ศาสนา ภาษา และเครือข่ายโลกอิสลาม)

Anthony Reid สรุปว่า รัฐในอุษาคเนย์ยุคต้นใหม่จำนวนมากเกิดขึ้นได้เพราะการรวมตัวของเครือข่ายพ่อค้า นักรบ และนักศาสนาจากโลกมลายู

อยุธยาก็เป็นหนึ่งในรัฐเหล่านั้น

บทเรียนจากประวัติศาสตร์อยุธยา การก่อรูปของอยุธยาไม่ได้เกิดจากกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเพียงลำพัง แต่เกิดจากการทำงานร่วมกันของผู้คนหลายเชื้อสายภายใต้บริบทของการค้า การเมือง และวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ช่วงต้นของอยุธยา จึงสะท้อนให้เห็นว่า “ความหลากหลายของผู้คน” คือหนึ่งในรากฐานสำคัญของบ้านเมืองในลุ่มเจ้าพระยาไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ตั้งแต่แรกเริ่ม

วันพุธที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569

รอมฎอนคือเดือนแห่งความสงบ แต่หากถูกรุกรานก็จงยืนหยัดบนความถูกต้อง

รอมฎอนคือเดือนแห่งความสงบ แต่หากถูกรุกรานก็จงยืนหยัดบนความถูกต้อง

เดือนรอมฎอนคือเดือนอันประเสริฐ เป็นเดือนที่หัวใจของผู้ศรัทธาถูกชำระให้สะอาดจากความโกรธ ความอาฆาต และความหลงผิด เป็นเดือนแห่งการกลับตัวกลับใจ การขออภัยโทษ และการเพิ่มพูนความดีงามอย่างไม่สิ้นสุด อัลลอฮ์ทรงกำหนดให้การถือศีลอดเป็นเครื่องขัดเกลาจิตใจ เพื่อให้มนุษย์รู้จักความอดทน ความเมตตา และความยำเกรงต่อพระองค์อย่างแท้จริง

รอมฎอนไม่ใช่เพียงการงดอาหารและน้ำตั้งแต่รุ่งอรุณจนตะวันลับฟ้า แต่คือการฝึกควบคุมอารมณ์ ฝึกละเว้นจากคำพูดที่ทำร้ายผู้อื่น และงดเว้นจากการกระทำที่เป็นบาปทุกประการ เป็นเดือนที่มุสลิมถูกเรียกร้องให้สร้างสันติสุข ทั้งในครอบครัว ชุมชน และสังคมโดยรวม

รอมฎอน เป็นเดือนแห่งสันติและความเมตตา ในคำสอนของอิสลาม สันติภาพคือหลักการสำคัญ ชื่อของศาสนา “อิสลาม” เองมีรากศัพท์เดียวกับคำว่า “สลาม” ที่หมายถึงความสันติ การถือศีลอดในรอมฎอน จึงเป็นการฝึกให้เราหลีกเลี่ยงความรุนแรงทั้งทางคำพูดและการกระทำ

ท่านนบีมุฮัมมัด สอนว่า หากมีผู้ใดมาทะเลาะหรือยั่วยุ ผู้ถือศีลอดควรกล่าวว่า “ฉันกำลังถือศีลอด” เพื่อเตือนตนเองให้สงบและไม่ตอบโต้ด้วยความโกรธ นี่คือหัวใจของรอมฎอน – การเอาชนะตนเองก่อนเอาชนะผู้อื่น

เดือนนี้ จึงควรเป็นช่วงเวลาแห่งการให้อภัย การช่วยเหลือผู้ยากไร้ การบริจาคทาน การละหมาดกลางคืน และการอ่านอัล-กุรอานอย่างสม่ำเสมอ ทุกการงานที่ทำด้วยความบริสุทธิ์ใจจะได้รับผลบุญทวีคูณอย่างมหาศาล

แต่หากถูกรุกราน ก็จงยืนหยัดอย่างมีศักดิ์ศรี แม้อิสลามจะยืนหยัดบนหลักสันติ แต่ก็ไม่ใช่ศาสนาที่สอนให้ยอมจำนนต่อความอยุติธรรม หากมีผู้รุกราน ก่อความวุ่นวาย ทำร้ายผู้บริสุทธิ์ หรือพยายามทำลายความสงบของสังคม อิสลามอนุญาตให้ปกป้องตนเองและชุมชนได้ อัล-กุรอานได้กล่าวไว้ในซูเราะฮ์อัลบะเกาะเราะฮ์ว่า “และจงต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮ์กับบรรดาผู้ที่ต่อสู้กับพวกเจ้า แต่จงอย่าล่วงละเมิด แท้จริงอัลลอฮ์ไม่ทรงรักผู้ล่วงละเมิด”อัลกุรอาน 2:190

โองการนี้วางหลักการชัดเจนว่า อนุญาตให้ต่อสู้ได้ เมื่อถูกกระทำก่อน แต่ห้ามเป็นฝ่ายเริ่มต้นความรุนแรง ห้ามเกินขอบเขต ต้องอยู่บนความยุติธรรม

การปกป้องตนเอง จึงไม่ใช่ความก้าวร้าว แต่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ทว่าการปกป้องนั้นต้องไม่ถูกใช้เป็นข้ออ้างในการทำร้ายผู้บริสุทธิ์ ไม่ทำลายทรัพย์สินโดยไร้เหตุผล และไม่กระทำเกินความจำเป็น

รอมฎอนกับการยืนหยัดบนความถูกต้อง รอมฎอนไม่ได้ปิดกั้นการปกป้องตนเอง แต่กลับย้ำเตือนให้ทุกการกระทำอยู่ภายใต้กรอบศีลธรรมที่สูงส่ง แม้ในยามเผชิญหน้ากับศัตรู ผู้ศรัทธายังคงต้องรักษาความยุติธรรม

อิสลามห้ามการทรยศ ห้ามการทำร้ายเด็ก สตรี คนชรา และผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง หลักการเหล่านี้ถูกเน้นย้ำในคำสอนของท่านนบีมุฮัมมัด อย่างชัดเจน

ดังนั้น หากเกิดสถานการณ์ที่ชุมชนถูกคุกคาม การยืนหยัดปกป้องตนเองต้องเป็นไปเพื่อหยุดยั้งความเลวร้าย ไม่ใช่เพื่อระบายความโกรธหรือสร้างความเสียหายเพิ่มเติม จุดมุ่งหมายคือการฟื้นฟูความสงบ ไม่ใช่ขยายวงจรแห่งความรุนแรง

เดือนแห่งผลบุญทวีคูณ รอมฎอนคือเดือนที่การงานความดีได้รับการตอบแทนหลายเท่าทวีคูณ การละหมาดหนึ่งครั้ง การบริจาคหนึ่งบาท การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์หนึ่งครั้ง ล้วนมีคุณค่าเหนือเดือนอื่น ๆ

คืนลัยละตุลก็อดรฺ (คืนแห่งกำหนด) ซึ่งอยู่ในสิบคืนสุดท้ายของรอมฎอน มีคุณค่าดีกว่าการทำความดีตลอดหนึ่งพันเดือน นั่นหมายความว่า ผู้ศรัทธามีโอกาสสะสมผลบุญมหาศาลในช่วงเวลาเพียงไม่กี่คืน

การอดทนต่อการยั่วยุ การให้อภัยผู้ที่ทำผิด การไม่ตอบโต้ด้วยความรุนแรง ทั้งหมดนี้คือการญิฮาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุด – ญิฮาดกับตัวเอง - สันติคือเป้าหมายสูงสุด

ท้ายที่สุดแล้ว เป้าหมายของการปกป้องตนเองในอิสลาม ไม่ใช่ชัยชนะทางกำลัง แต่คือการรักษาความยุติธรรมและความสงบของสังคม หากศัตรูยุติการรุกราน อิสลามก็สั่งให้ยุติการต่อสู้ทันที เพราะความสันติคือเป้าหมายที่สูงกว่า

รอมฎอน จึงเป็นบททดสอบของหัวใจ - เราจะเลือกตอบโต้ด้วยอารมณ์ หรือจะยืนหยัดด้วยความยุติธรรม? เราจะเป็นผู้เริ่มต้นความวุ่นวาย หรือจะเป็นผู้สร้างความสงบ?

ขอให้รอมฎอนปีนี้ เป็นเดือนแห่งการกลับใจ เป็นเดือนแห่งความเมตตา และเป็นเดือนแห่งการยืนหยัดบนความถูกต้อง หากถูกทดสอบก็จงเข้มแข็ง แต่หากมีโอกาสให้อภัย ก็จงเลือกสันติ

เพราะแท้จริงแล้ว รอมฎอนคือเดือนแห่งความสงบ และทุกหยดเหงื่อแห่งความอดทนในเดือนนี้ จะถูกตอบแทนด้วยผลบุญที่มากมายเกินกว่าที่มนุษย์จะจินตนาการได้

เดือนรอมฎอน เดือนแห่งการทำความดีของพี่น้องชาวไทยมุสลิมทั่วโลก

เดือนรอมฎอน เดือนแห่งการทำความดีของพี่น้องชาวไทยมุสลิมทั่วโลก

รอมฎอน หรือหลายคนอาจจะรู้จักกันในนาม “เดือนถือศีลอด” หรือ “เดือนบวช” ถือเป็นเดือนศักดิ์สิทธิ์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและถือเป็นเดือนแห่งการอุทิศร่างกายและจิตวิญญาณให้แก่พระผู้เป็นเจ้า และยังเป็นหนึ่งในธรรมเนียมมุสลิมไม่กี่ประการที่เป็นที่คุ้นเคยของประชาชนต่างศาสนาเป็นอย่างดี ในฐานะเทศกาลถือศีลอด ซึ่งชาวมุสลิมทุกคนจะไม่รับประทานอาหารและเครื่องดื่มใดๆตั้งแต่พระอาทิตย์ ขึ้นจนถึงพระอาทิตย์ตกดิน เพื่อเป็นการฝึกความอดทนและให้เห็นใจผู้ที่ยากจนและขาดโอกาสในสังคม

นอกเหนือจากการถือศีลอดแล้ว การปฏิบัติตัวของมุสลิมในช่วงเดือนนี้ยังมีความสำคัญมาก เพราะเชื่อว่าเป็นช่วงเวลาแห่งการล้างบาป ที่จะต้องทำให้ร่างกายมีความบริสุทธิ์ทั้งกายและใจ เป็นไปตามหลักการอิสลามที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน

ดังนั้นแก่นแกนสาระของการถือศีลอดในเดือนรอมฎอน จึงมีจุดประสงค์ เพื่อให้อิสลามิกชนได้ตระหนักรู้ถึงความยากลำบาก ได้เรียนรู้อุปสรรคต่างๆ ในการดำเนินชีวิต การถือศีลอดจึงเป็นการปฏิบัติศาสนกิจเพื่อให้รู้จักอดทนอดกลั้นต่อความทุกข์ยากต่างๆ ด้วยความเพียรและสติปัญญา การถือศีลอดจึงเป็นการขัดเกลาจิตใจให้อิสลามิกชนเป็นผู้มีสติหนักแน่น อดทนต่อความหิวโหย อดทนต่อความโกรธ ไม่ปล่อยจิตใจไหลไปตามสิ่งเย้ายวนอารมณ์

การถือศีลอด จึงเป็นกระบวนการฝึกฝนจิตใจของชาวมุสลิมให้เป็นผู้มีสติ การถือศีลจึงมีคุณประโยชน์อย่างยิ่งต่อการดำเนินชีวิต ต่อหน้าที่การงาน และกิจวัตรประจำวันของชาวมุสลิม นอกเหนือไปจากความยำเกรง และศรัทธาอย่างแรงกล้าที่จะได้ใกล้ชิดพระผู้เป็นเจ้า

วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569

รอมฎอนเดือนแห่งศรัทธา เมตตา และการอยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจ

รอมฎอนสันติสุข: เดือนแห่งศรัทธา เมตตา และการอยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจ

รอมฎอนมีระยะเวลา 29 หรือ 30 วัน ขึ้นอยู่กับการเห็นดวงจันทร์ และจะเลื่อนเร็วขึ้นประมาณ 11 วันในแต่ละปี เนื่องจากปฏิทินอิสลามอิงตามจันทรคติ แตกต่างจากปฏิทินเกรกอเรียนที่ใช้กันทั่วไป ความพิเศษของเดือนนี้คือเป็นช่วงเวลาที่คัมภีร์ อัลกุรอาน ถูกประทานลงมาเป็นครั้งแรกแก่ท่านศาสดา มุฮัมมัด (ขอสันติสุขจงมีแด่ท่าน) อีกทั้งยังเป็นเดือนที่มุสลิมปฏิบัติหนึ่งในห้าเสาหลักของศาสนาอิสลาม คือ การถือศีลอด (ซอว์ม)

ความสำคัญของการถือศีลอด

การถือศีลอดในเดือนรอมฎอนเป็นข้อบังคับสำหรับมุสลิมที่บรรลุนิติภาวะและมีสุขภาพแข็งแรง โดยจะงดเว้นจากอาหาร เครื่องดื่ม และการมีเพศสัมพันธ์ ตั้งแต่รุ่งอรุณจนถึงพลบค่ำ แต่แก่นแท้ของการถือศีลอดมิใช่เพียงการงดกินงดดื่ม หากคือการฝึกจิตใจให้ยำเกรง (ตักวา) ต่อพระผู้เป็นเจ้า

อัลลอฮ์ตรัสในอัลกุรอาน ความว่า “โอ้ผู้ศรัทธาทั้งหลาย การถือศีลอดนั้นได้ถูกกำหนดไว้สำหรับพวกเจ้า เช่นเดียวกับที่ถูกกำหนดไว้สำหรับผู้คนก่อนหน้าพวกเจ้า เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้มีความยำเกรง” (อัลกุรอาน 2:183)

คำวจนะหรือหะดีษบทหนึ่งที่บันทึกใน ศอฮีห์ อัล-บุคอรี ระบุว่า อัลลอฮ์ตรัสว่า “การถือศีลอดเป็นของข้า และข้าแต่เพียงผู้เดียวจะเป็นผู้ให้รางวัลตอบแทน” ข้อความนี้สะท้อนให้เห็นว่าการถือศีลอดเป็นการอิบาดะห์ (การเคารพภักดี) ที่บริสุทธิ์ที่สุด เพราะเป็นการกระทำที่ซ่อนเร้น ไม่มีใครรู้ได้แน่ชัดนอกจากผู้ถือศีลอดและพระผู้เป็นเจ้าเอง

รอมฎอน: เดือนแห่งการเปลี่ยนแปลงตนเอง

ในช่วงเดือนศักดิ์สิทธิ์นี้ ผลบุญจากการทำความดีจะเพิ่มทวีคูณ มุสลิมจึงเร่งสร้างคุณงามความดี เช่น การอ่านอัลกุรอาน การละหมาดเพิ่มเติม โดยเฉพาะละหมาดตะรอเวียะห์ในยามค่ำคืน การบริจาคทาน และการจ่ายซะกาตอัลฟิตร์ (ฟิตรานา) เพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้ก่อนวันอีดิลฟิตรี

รอมฎอนยังเป็นโอกาสสำคัญของการขัดเกลานิสัย ลดละพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น การโกหก นินทา โกรธง่าย หรือเอาเปรียบผู้อื่น เพราะการถือศีลอดที่แท้จริงต้องครอบคลุมทั้งร่างกายและจิตใจ การควบคุมอารมณ์และวาจาจึงเป็นส่วนหนึ่งของการถือศีลอดเช่นกัน

ยิ่งไปกว่านั้น การอดอาหารทำให้ผู้ถือศีลอดเข้าใจความหิวกระหายของผู้ยากไร้ เกิดความเห็นอกเห็นใจ และตระหนักถึงความโปรดปรานของอัลลอฮ์ที่ประทานอาหารและน้ำสะอาดแก่เราในทุกวัน นี่คือรากฐานของ “รอมฎอนสันติสุข” ที่เริ่มต้นจากหัวใจที่รู้จักขอบคุณ

การเฉลิมฉลองและบรรยากาศแห่งความอบอุ่น

เมื่อเข้าสู่เดือนรอมฎอน หลายครอบครัวตกแต่งบ้านด้วยไฟประดับและโคมไฟ สร้างบรรยากาศแห่งความสุข ญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงจะกล่าวคำอวยพรว่า “รอมฎอนมูบารัก” หรือ “รอมฎอนการีม” เพื่อแสดงความยินดี

ในทุกค่ำคืน เมื่อถึงเวลาละศีลอด (อิฟฏอร) ครอบครัวจะมารวมตัวกัน เริ่มต้นด้วยอินทผาลัมและน้ำตามแบบอย่างของท่านศาสดา การแบ่งปันอาหารให้ผู้ถือศีลอดถือเป็นความดีอันยิ่งใหญ่ ดังหะดีษที่บันทึกใน ญามิอ์ อัต-ติรมิซี ที่กล่าวว่า “ผู้ใดให้อาหารแก่ผู้ที่กำลังละศีลอด เขาจะได้รับผลบุญเท่ากับผู้ที่ละศีลอด โดยที่ผลบุญของผู้ถือศีลอดจะไม่ลดลงเลย

บรรยากาศเช่นนี้สร้างความผูกพันในครอบครัว และเสริมสร้างความสามัคคีในชุมชน มัสยิดเต็มไปด้วยผู้ศรัทธาที่มาร่วมละหมาดและอ่านอัลกุรอาน เป็นภาพสะท้อนของสังคมที่ขับเคลื่อนด้วยศรัทธาและความหวัง

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงในเดือนรอมฎอน

ระหว่างถือศีลอด มุสลิมต้องงดเว้นจากการกิน ดื่ม และการมีเพศสัมพันธ์ในเวลากลางวัน นอกจากนี้ยังต้องหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่บ่อนทำลายคุณค่าทางศีลธรรม เช่น การทะเลาะเบาะแว้ง การโกง หรือการใช้วาจารุนแรง เพราะสิ่งเหล่านี้อาจทำลายผลบุญของการถือศีลอด

รอมฎอน จึงเป็นช่วงเวลาของการจัดลำดับความสำคัญใหม่ในชีวิต ลดกิจกรรมทางโลกที่ไม่จำเป็น และเพิ่มการรำลึกถึงอัลลอฮ์ (ดิกร์) เพื่อให้จิตใจสงบและมั่นคง

รอมฎอนสันติสุขกับการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม

ในบริบทของสังคมที่มีความหลากหลายทางศาสนา การให้เกียรติซึ่งกันและกันในช่วงเดือนรอมฎอนมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือบุคคลที่ต้องปฏิบัติงานร่วมกับพี่น้องมุสลิม ควรคำนึงถึงมารยาทพื้นฐาน เช่น

- ไม่รับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มต่อหน้าผู้ถือศีลอด

- ใช้วาจาสุภาพ หลีกเลี่ยงคำพูดดูหมิ่นศาสนา

- หลีกเลี่ยงการนัดประชุมในช่วงกลางวันที่อาจกระทบต่อสภาพร่างกายของผู้ถือศีลอด

- ร่วมกิจกรรมละศีลอดตามคำเชิญ เพื่อสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจ

- สนับสนุนความปลอดภัย เพื่อให้ประชาชนสามารถปฏิบัติศาสนกิจได้อย่างเต็มที่

แนวทางเหล่านี้ไม่เพียงเป็นเรื่องของมารยาท แต่ยังเป็นสะพานเชื่อมความเข้าใจ ลดความหวาดระแวง และส่งเสริมสันติสุขในสังคม

สรุป: สันติสุขที่เริ่มจากภายใน

รอมฎอนไม่ใช่เพียงเทศกาลประจำปี หากเป็นโรงเรียนแห่งชีวิตที่สอนให้มนุษย์รู้จักควบคุมตนเอง เห็นคุณค่าของผู้อื่น และยอมจำนนต่อพระประสงค์ของอัลลอฮ์ เดือนนี้ปลูกฝังความอดทน ความเมตตา ความเอื้อเฟื้อ และความรับผิดชอบต่อสังคม

รอมฎอนสันติสุข” จึงมิใช่เพียงคำสวยงาม หากคือเป้าหมายที่ทุกคนสามารถร่วมกันสร้างได้ เมื่อหัวใจแต่ละดวงเต็มไปด้วยศรัทธาและความเข้าใจ สังคมก็จะเปล่งประกายด้วยความสงบสุขอย่างแท้จริง

ขอให้เดือนรอมฎอนเป็นช่วงเวลาแห่งการชำระล้างจิตใจ การให้อภัย และการเริ่มต้นใหม่ที่งดงามสำหรับทุกคน

รอมฎอนมูบารัก 🌙

บอร์ดเกม ประวัติศาสตร์ปลอม และเส้นทางสู่การแบ่งแยกดินแดน

การเมืองอัตลักษณ์เทียม: บอร์ดเกม ประวัติศาสตร์ปลอม และเส้นทางสู่การแบ่งแยกดินแดน

ท่านทราบหรือไม่ว่า "สำนึกในชาติไม่ได้เกิดจากสายเลือด แต่เกิดจากความผูกพันที่สั่งสมจากอดีตถึงปัจจุบัน" มีชาวตะวันตกจำนวนไม่น้อยที่เกิดและเติบโตในเมืองไทย พูดภาษาไทยชัด ร้องเพลงชาติได้ เคารพสถาบัน ผูกพันกับผู้คนและแผ่นดินนี้อย่างลึกซึ้ง แม้ใบหน้าจะเป็นฝรั่ง ผิวขาว ผมทอง แต่ไม่มีใครปฏิเสธว่าเขาเป็น “คนไทย” อย่างสมบูรณ์

และตัวอย่างนี้เองที่พิสูจน์อย่างชัดเจนว่าสำนึกในชาติ ไม่ได้ถือกำเนิดจากการถูกบอกว่าเราเป็นคนเผ่าพันธุ์ใด พูดภาษาอะไร หรือถูกจัดวางให้อยู่ในกล่องอัตลักษณ์แบบใดแบบหนึ่ง หากแต่เกิดจากความหวงแหนในความสัมพันธ์ร่วมกัน ระหว่างผู้คน แผ่นดิน สถาบัน และประวัติศาสตร์ที่เดินเคียงกันมาอย่างต่อเนื่อง

และเมื่อใดก็ตามที่มีความพยายามตัดตอนความทรงจำร่วม แล้วสอดแทรกเรื่องเล่าใหม่เข้าไปแทนที่ เมื่อนั้นสำนึกในชาติจะไม่พังลงทันที แต่มันจะค่อย ๆ ถูกทำให้กลวงจากข้างใน ตามทฤษฎีสไลด์ซิ่งซาลามี่

การเมืองของอัตลักษณ์เทียม: เมื่อความหลากหลายกลายเป็นข้ออ้าง

สิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คือความพยายามของกลุ่มการเมืองบางส่วน โดยเฉพาะแนวคิดที่เชื่อมโยงกับ พรรคประชาชน ในการผลักดันกิจกรรม สื่อ และกระบวนการเรียนรู้ ที่อ้างว่าเป็นการคืนเสียงให้ท้องถิ่น หรือเปิดพื้นที่ทางวัฒนธรรม

แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่การยอมรับความหลากหลาย หากคือการคัดเลือกเรื่องเล่าบางด้านมาขยายซ้ำอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้าง “อัตลักษณ์ใหม่” ที่แยกตัวออกจากความเป็นชาติไทยโดยรวม

*นี่ไม่ใช่ความบังเอิญ

*นี่คือการเมืองเชิงออกแบบ

*บอร์ดเกมไม่ใช่ของเล่น เมื่อมันถูกใช้เป็นอาวุธทางวัฒนธรรม

*บอร์ดเกมที่อ้างอิง “ปัตตานี” ไม่ได้เป็นเพียงสื่อการเรียนรู้ไร้พิษภัยอย่างที่พยายามทำให้ดูเป็น

เมื่อเกมถูกออกแบบให้เลือกเล่าเฉพาะความทรงจำด้านเดียว ตัดบริบทความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์กับรัฐสยามออก และจัดวางรัฐไทยในฐานะผู้กระทำเพียงฝ่ายเดียว มันจึงไม่ใช่การเรียนรู้ แต่คือการฝึกให้รู้สึก

เกมเหล่านี้ทำหน้าที่ปลูกฝังกรอบอารมณ์ใหม่ ให้ผู้เล่นค่อย ๆ รู้สึกว่าตนเองเป็นคนละพวกกับรัฐ โดยไม่ต้องพูดคำว่า “แบ่งแยกดินแดน” ออกมาแม้แต่คำเดียว

กาตาลุญญา: ตัวอย่างที่ถูกหยิบมาใช้ผิดบริบท

ฝ่ายที่สนับสนุนแนวคิดนี้มักอ้างกรณีกาตาลุญญา เพื่อสร้างภาพว่าปัตตานีก็เป็นอัตลักษณ์ที่ถูกกดทับเช่นเดียวกัน แต่นี่คือการเปรียบเทียบที่บิดเบือนโดยเจตนา

กาตาลุญญามีประวัติศาสตร์ ภาษา และโครงสร้างการปกครองที่แยกขาดจากรัฐสเปนอย่างชัดเจน การรวมเข้ากับสเปนเกิดจากสงครามและการรวมศูนย์อำนาจ

ตรงกันข้าม ปัตตานีเป็นส่วนหนึ่งของสยามมาโดยตลอด ความสัมพันธ์เป็นแบบเครือญาติ การอุปถัมภ์ และการยอมรับอำนาจในบริบทของรัฐโบราณ ไม่ใช่อาณานิคมแบบตะวันตก และไม่เคยมีรัฐชาติ “ปัตตานี” แยกขาดจากสยามในความหมายแบบสมัยใหม่

การนำโมเดลกาตาลุญญามาครอบปัตตานี จึงไม่ใช่ความผิดพลาดทางวิชาการธรรมดา แต่คือการเลือกใช้ตัวอย่างเพื่อชี้นำความรู้สึกทางการเมือง

ประวัติศาสตร์เท็จ วัฒนธรรมเท็จ และการปั้น New Normal

เป้าหมายที่แท้จริงของกิจกรรมเหล่านี้ ไม่ได้อยู่ที่การเรียนรู้ แต่คือการสร้างประวัติศาสตร์เท็จ ด้วยการตัดทอนข้อเท็จจริงที่ไม่สอดคล้องกับเรื่องเล่าที่ต้องการ คือการสร้างวัฒนธรรมเท็จ ที่ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าตนแยกขาดจากชาติ ทั้งที่เคยอยู่ร่วมกันมาโดยไม่ขัดแย้ง และคือการสร้าง New Normal ทางความรู้สึก ที่ทำให้การตั้งคำถามต่อความเป็นชาติไทยดูเป็นเรื่องธรรมดา

นี่คือการเมืองแบบใหม่ การเมืองที่ไม่ต้องใช้ปืน แต่ใช้สื่อ ใช้กิจกรรม ใช้เกม และใช้มหาวิทยาลัยเป็นสนามทดลอง สิ่งที่ต้องพูดอย่างตรงไปตรงมา คือการเมืองอัตลักษณ์เทียมที่ถูกผลักดันโดยพรรคประชาชน ไม่ได้ดำรงอยู่อย่างโดดเดี่ยว หากแต่เคลื่อนไปใน “ทิศทางเดียวกันทางอุดมการณ์” กับกลุ่มแบ่งแยกดินแดนอย่าง BRN ซึ่งใช้ประวัติศาสตร์ ความรู้สึกเจ็บแค้น และอัตลักษณ์ที่ถูกบิดเบือนเป็นเครื่องมือในการแยกผู้คนออกจากรัฐไทย

ความแตกต่างมีเพียงวิธีการ

BRN ใช้อาวุธและความรุนแรง

ขณะที่พรรคประชาชนและเครือข่ายแนวคิด ใช้สื่อ ใช้กิจกรรม ใช้มหาวิทยาลัย และใช้บอร์ดเกมเป็นเครื่องมือ

แต่ปลายทางของทั้งสองแนวทาง คือการทำให้คนรุ่นใหม่ “ไม่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชาติเดียวกัน” และนั่นคือเงื่อนไขพื้นฐานที่สุดของการแบ่งแยกดินแดน

สรุป: เจตนาที่ซ่อนอยู่หลังอัตลักษณ์ปลอม

เมื่อพิจารณาอย่างเป็นระบบ จะเห็นได้ชัดว่า พรรคประชาชน มีบทบาทในการสนับสนุนและเอื้อให้เกิดการสร้างอัตลักษณ์ปลอมเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะโดยเจตนาตรงหรือโดยผลลัพธ์ทางการเมือง

ตั้งแต่การจำลองการเลือกตั้งในลักษณะแบ่งแยกดินแดนในรั้วมหาวิทยาลัย ไปจนถึงการผลักดันบอร์ดเกมและกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมให้กลายเป็น “เครื่องมือการเรียนรู้” ทั้งหมดล้วนเป็นกระบวนการเดียวกับที่ขบวนการอย่าง BRN ใช้มานาน เพียงแต่เปลี่ยนจากปืนเป็นสื่อ และจากสนามรบเป็นห้องเรียน

ผลลัพธ์อาจไม่เกิดวันนี้ และอาจไม่เกิดพรุ่งนี้

แต่จะเกิดขึ้นแน่นอน เมื่อคนรุ่นใหม่เหล่านี้เติบโตขึ้นมาเป็นพลเมืองไทย ที่มีสัญชาติไทย แต่มีจิตใจแยกขาดจากชาติ เพราะถูกหล่อหลอมด้วย artificial information ที่ถูกออกแบบมาเพื่อบิดความทรงจำและความรู้สึกอย่างเป็นระบบ

และเมื่อถึงวันนั้น การแบ่งแยกจะไม่ต้องถูกปลุก เพราะมันถูก “เตรียมฐานทางความคิด” ไว้เรียบร้อยแล้ว

#การเมืองอัตลักษณ์เทียม

#BRN

#แบ่งแยกดินแดน

#สงครามทางวัฒนธรรม

#ประวัติศาสตร์ปลอม

#อัตลักษณ์ปลอม

#ความมั่นคงของรัฐ

วันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

คนร้ายวางระเบิดห้องน้ำปั๊มน้ำมันปัตตานี ความโหดร้ายที่ประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องรับเคราะห์

     ขอประณามคนร้ายวางระเบิดห้องน้ำปั๊มน้ำมัน ปัตตานี – ความโหดร้ายที่ประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องรับเคราะห์

เหตุลอบวางวัตถุระเบิดภายในห้องน้ำสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี จำนวน 4 จุด เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 คืออีกหนึ่งเหตุการณ์อันอุกอาจที่ประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงอย่างไร้มนุษยธรรม

ห้องน้ำในปั๊มน้ำมันคือสถานที่สาธารณะ ที่เด็ก สตรี คนชรา และชาวบ้านตาดำ ๆ ใช้พักรถ ใช้ทำธุระส่วนตัว แต่กลับถูกเลือกเป็นเป้าหมายเพื่อหวังก่อความเสียหาย และอาจคร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์โดยไม่เลือกหน้า การกระทำเช่นนี้ไม่ใช่ “การต่อสู้” ใด ๆ ทั้งสิ้น หากแต่เป็นความโหดร้ายที่ทำร้ายสังคมและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

จากการเร่งสืบสวนของเจ้าหน้าที่ ทั้งงานด้านการข่าว การซักถาม และการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด พบรถยนต์ต้องสงสัยที่คาดว่าใช้ในการก่อเหตุหรือให้การสนับสนุนผู้ก่อเหตุ และสามารถควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้แล้ว 3 ราย ก่อนขยายผลเชื่อมโยงถึงบุคคลต้องสงสัยเพิ่มเติม

ล่าสุดเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัว นายซุลกิฟลี (สงวนนามสกุล) พร้อมตรวจยึดรถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุ ตอนเดียว สีเทา ที่คาดว่าใช้ในการก่อเหตุ โดยได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย ลงบันทึกประจำวัน ณ สถานีตำรวจภูธรตุยง ก่อนนำตัวเข้าตรวจร่างกายที่ โรงพยาบาลหนองจิก และส่งต่อเพื่อซักถาม ณ หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 43 ค่ายอิงคยุทธบริหาร อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี

การปฏิบัติทั้งหมดอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย และยึดหลักสากลด้านสิทธิมนุษยชน เพื่อความโปร่งใสและความชอบธรรมทุกฝ่าย

ความรุนแรงไม่เคยสร้างอนาคต ผู้ที่เลือกใช้ความรุนแรงอาจคิดว่าสามารถสร้าง “ความหวาดกลัว” ได้ แต่แท้จริงแล้วกำลังทำลายความไว้วางใจ ทำลายเศรษฐกิจท้องถิ่น และทำร้ายพี่น้องประชาชนในพื้นที่เดียวกัน การวางระเบิดในสถานที่สาธารณะคือการประกาศชัดเจนว่าไม่คำนึงถึงชีวิตของผู้บริสุทธิ์แม้แต่น้อย

พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องการความสงบ ความร่วมมือ และการพัฒนา ไม่ใช่วงจรความรุนแรงซ้ำซากที่ทำให้เด็กกำพร้าเพิ่มขึ้น ครอบครัวแตกสลาย และสังคมเต็มไปด้วยความหวาดระแวง

ถึงเวลาที่สังคมต้องยืนหยัด เราขอประณามการกระทำอันโหดเหี้ยมนี้อย่างถึงที่สุด และขอเรียกร้องให้ผู้ที่ยังคิดจะใช้ความรุนแรง ทบทวนการกระทำของตนเอง เพราะท้ายที่สุดแล้ว “วงจรปิด” อาจจับภาพได้ แต่กฎหมายและความยุติธรรมจะเป็นผู้ตัดสิน

สันติภาพไม่อาจเกิดจากเสียงระเบิด

ความชอบธรรมไม่อาจสร้างจากการทำร้ายผู้บริสุทธิ์

ประชาชนในพื้นที่สมควรได้รับชีวิตที่ปลอดภัย ไม่ใช่ต้องใช้ชีวิตท่ามกลางความหวาดกลัว

#วงจรปิด #ผู้ต้องสงสัย #ระเบิดปั๊ม #ปัตตานี #หยุดความรุนแรง