วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

ยุบ กอ.รมน." เดือด! เสียงคัดค้านดังลั่นยุบไม่ได้

ยุบ กอ.รมน." เดือด! เสียงคัดค้านดังลั่นยุบไม่ได้

คำว่า "ยุบ" อาจใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีในการกล่าวออกมา แต่ผลกระทบที่ประชาชนและประเทศชาติอาจต้องเผชิญนั้น อาจกินเวลายาวนานกว่าที่หลายคนคาดคิด โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมา ต้องเผชิญทั้งเหตุการณ์ความรุนแรง ความหวาดระแวง และผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างต่อเนื่อง

ในช่วงที่ผ่านมา มีข้อเสนอให้ยุบกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) โดยให้เหตุผลว่า หน่วยงานดังกล่าวไม่สามารถยุติปัญหาความไม่สงบได้อย่างเบ็ดเสร็จ อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอดังกล่าวได้ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางจากหลายฝ่ายที่มองว่า การแก้ปัญหาความมั่นคงไม่ใช่เรื่องของการมีหรือไม่มีหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และการแก้ไขต้นเหตุของปัญหาอย่างแท้จริง

หลายคนตั้งคำถามว่า หากยุบ กอ.รมน. แล้ว ความรุนแรงจะยุติลงทันทีหรือไม่ คำตอบคงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะความขัดแย้งและเหตุการณ์ความไม่สงบไม่ได้เกิดขึ้นจากการมีอยู่ของหน่วยงานรัฐ หากแต่เกิดจากการกระทำของผู้ที่เลือกใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือในการบรรลุเป้าหมายของตนเอง

ดังนั้น การอภิปรายเกี่ยวกับอนาคตของหน่วยงานด้านความมั่นคง ควรมุ่งเน้นว่าระบบการทำงานควรได้รับการปรับปรุงอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตอบสนองต่อประชาชน มากกว่าการคาดหวังว่าการยุบองค์กรเพียงอย่างเดียวจะทำให้ปัญหาคลี่คลาย

สิ่งที่หลายฝ่ายมองว่าสำคัญไม่แพ้กัน คือ การผลักดันให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งลดการใช้ความรุนแรง และสนับสนุนกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพอย่างจริงจัง หากผู้ที่ก่อเหตุเลือกยุติการใช้ความรุนแรง ย่อมเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้สถานการณ์คลี่คลาย และลดความสูญเสียของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทุกครั้งที่เกิดเหตุรุนแรง สิ่งที่สูญเสียไม่ใช่เพียงอาคาร ถนน สะพาน หรือเสาไฟฟ้า แต่ยังรวมถึงชีวิตของเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้นำศาสนา ครู พ่อค้า แม่ค้า และประชาชนผู้บริสุทธิ์ ตลอดจนความเชื่อมั่นของนักลงทุนและโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจของพื้นที่

งบประมาณจำนวนไม่น้อยถูกนำมาใช้เพื่อซ่อมแซมความเสียหายจากเหตุการณ์ความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ หรือการเสริมมาตรการรักษาความปลอดภัย หากสถานการณ์มีความสงบมากขึ้น งบประมาณเหล่านี้ย่อมสามารถนำไปใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้มากกว่า เช่น การพัฒนาด้านการศึกษา การสาธารณสุข การสร้างอาชีพ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการส่งเสริมเศรษฐกิจในระดับชุมชน

ประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่ต่างต้องการสิ่งเดียวกัน คือ การใช้ชีวิตอย่างปลอดภัย ส่งลูกหลานไปโรงเรียนได้โดยไม่ต้องกังวล ประกอบอาชีพได้อย่างมั่นใจ และสามารถดำเนินชีวิตร่วมกันท่ามกลางความหลากหลายทางวัฒนธรรมและศาสนาได้อย่างสันติ

ด้วยเหตุนี้ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทของ กอ.รมน. ควรอยู่บนพื้นฐานของข้อมูล ข้อเท็จจริง และการประเมินผลการทำงานอย่างรอบด้าน หากมีจุดอ่อนก็ควรปรับปรุง หากมีภารกิจที่ซ้ำซ้อนก็ควรปฏิรูป แต่ทุกข้อเสนอควรมุ่งตอบคำถามสำคัญว่า จะทำอย่างไรให้ประชาชนมีความปลอดภัยมากขึ้น และสันติภาพเกิดขึ้นอย่างยั่งยืน

ท้ายที่สุด ไม่ว่าความเห็นต่อ กอ.รมน. จะเป็นเช่นไร สิ่งที่ทุกฝ่ายน่าจะเห็นตรงกัน คือ ความรุนแรงไม่ควรเป็นคำตอบของปัญหา การเคารพกฎหมาย การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน การเปิดพื้นที่ให้มีการพูดคุย และการสร้างความไว้วางใจระหว่างประชาชนกับภาครัฐ เป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน

การถกเถียงเรื่อง "ยุบ" หรือ "ไม่ยุบ" จึงไม่ควรเป็นเพียงประเด็นทางการเมือง หากแต่ควรตั้งอยู่บนคำถามที่สำคัญที่สุดว่า แนวทางใดจะช่วยลดความสูญเสียของประชาชน และสร้างอนาคตที่มั่นคงและสงบสุขให้กับพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้อย่างแท้จริง เพราะสุดท้ายแล้ว ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงมากที่สุด ไม่ใช่นักการเมืองหรือผู้แสดงความคิดเห็น หากแต่คือประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งในทุก ๆ วัน

วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

บทบาทของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า กับการบริหารความมั่นคงในพื้นที่ จชต.

บทบาทของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า กับการบริหารความมั่นคงในพื้นที่ จชต.

การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นประเด็นที่มีความซับซ้อน ครอบคลุมทั้งมิติด้านความมั่นคง การเมือง การพัฒนา เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ด้วยเหตุนี้ แนวทางการดำเนินงานของภาครัฐจึงอาศัยการบูรณาการของหลายหน่วยงาน ทั้งฝ่ายปกครอง ตำรวจ หน่วยงานด้านการพัฒนา และหน่วยงานด้านความมั่นคง เพื่อมุ่งลดความรุนแรง คุ้มครองประชาชน และส่งเสริมสันติสุขในพื้นที่

ในวงวิชาการด้านความมั่นคง มักมีการอภิปรายถึงแนวคิด "การเมืองนำการทหาร" และ "การทหารนำการเมือง" ซึ่งเป็นกรอบแนวคิดที่ใช้อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างการกำหนดนโยบายของรัฐกับบทบาทของกองทัพ ทั้ง 2 แนวคิดมีความหมายและองค์ประกอบแตกต่างกัน และสามารถใช้เป็นกรอบในการวิเคราะห์การดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐได้

ความหมายของ "การเมืองนำการทหาร"

แนวคิด "การเมืองนำการทหาร" (Civilian Control of the Military) หมายถึงการที่รัฐบาลพลเรือนเป็นผู้กำหนดนโยบายและทิศทางการบริหารประเทศ โดยกองทัพทำหน้าที่สนับสนุนการดำเนินนโยบายภายใต้การกำกับของฝ่ายพลเรือน แนวทางดังกล่าวให้ความสำคัญกับการเจรจา การพัฒนา การแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคม การสร้างความเข้าใจระหว่างรัฐกับประชาชน และการลดเงื่อนไขของความขัดแย้ง ขณะที่การใช้กำลังเป็นมาตรการรองและอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย

ความหมายของ "การทหารนำการเมือง"

ส่วนแนวคิด "การทหารนำการเมือง" (Military Leads Politics) ใช้อธิบายสถานการณ์ที่กองทัพมีอิทธิพลเหนือรัฐบาลพลเรือน หรือมีบทบาทเป็นผู้กำหนดนโยบายสำคัญของประเทศ โดยกองทัพเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจหลักในกิจการของรัฐ แนวคิดนี้แตกต่างจากระบบที่รัฐบาลพลเรือนเป็นผู้กำหนดนโยบายและหน่วยงานด้านความมั่นคงดำเนินการตามนโยบายดังกล่าว

ในมุมมองดังกล่าว กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ถูกอธิบายว่าเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ประสานการทำงานของหลายภาคส่วน และดำเนินงานตามนโยบายที่กำหนดโดยรัฐบาล ผ่านการทำงานร่วมกับฝ่ายปกครอง ตำรวจ และหน่วยงานพลเรือน โดยมีเป้าหมายเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่

การดำเนินงานที่กล่าวถึงประกอบด้วยการส่งเสริมการพูดคุย การพัฒนา การเข้าถึงประชาชน การช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ และการสร้างโอกาสให้ผู้ที่ต้องการกลับเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายสามารถกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้ ขณะเดียวกัน เมื่อมีการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมาย การดำเนินการจะเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

หลักนิติธรรมและสิทธิมนุษยชน

อีกประเด็นสำคัญคือการเน้นว่าการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ควรอยู่ภายใต้หลักนิติธรรม กล่าวคือ การใช้อำนาจต้องมีฐานกฎหมายรองรับ สามารถตรวจสอบได้ และคำนึงถึงสิทธิของทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม หลักการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมและลดผลกระทบต่อประชาชน

กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของรัฐที่ได้รับมอบหมายให้ประสานและบูรณาการการดำเนินงานด้านความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งฝ่ายปกครอง ตำรวจ หน่วยงานด้านการพัฒนา และภาคประชาชน เพื่อสนับสนุนการรักษาความสงบเรียบร้อยและการพัฒนาพื้นที่ควบคู่กัน

บทบาทของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ครอบคลุมหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนการรักษาความปลอดภัย การประสานงานระหว่างหน่วยงาน การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน การสนับสนุนโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิต และการสร้างความเข้าใจระหว่างรัฐกับประชาชน ทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตได้อย่างปลอดภัย และเกิดความเชื่อมั่นต่อการดำเนินงานของภาครัฐ

ในด้านการรักษาความปลอดภัย หน่วยงานด้านความมั่นคงมีบทบาทในการสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมาย การเฝ้าระวังและป้องกันเหตุรุนแรง การดูแลความปลอดภัยของประชาชน ตลอดจนการประสานการปฏิบัติงานกับตำรวจ ฝ่ายปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามกฎหมาย หลักนิติธรรม และคำนึงถึงสิทธิมนุษยชน

ขณะเดียวกัน การแก้ไขปัญหาในพื้นที่ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงมิติด้านความมั่นคงเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจ การศึกษา สาธารณสุข โครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพ ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และลดเงื่อนไขที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้ง

อีกประเด็นสำคัญคือการสร้างความไว้วางใจระหว่างภาครัฐกับประชาชน ผ่านการรับฟังความคิดเห็น การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน และการประสานงานกับผู้นำศาสนา ผู้นำท้องถิ่น และภาคประชาสังคม การเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาจะช่วยให้มาตรการต่าง ๆ สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่มากยิ่งขึ้น

ในทางวิชาการ การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มักถูกอธิบายว่าเป็นการดำเนินงานแบบบูรณาการ (Integrated Approach) ซึ่งครอบคลุมทั้งการรักษาความปลอดภัย การบังคับใช้กฎหมาย การพัฒนา และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน แนวทางดังกล่าวสะท้อนว่าการสร้างสันติสุขอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยความสมดุลระหว่างมาตรการด้านความมั่นคงกับการพัฒนาทางสังคมและเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานในพื้นที่ยังคงเผชิญกับความท้าทายจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน เจ้าหน้าที่ของรัฐ และบุคคลผู้บริสุทธิ์ การลดผลกระทบจากความรุนแรงจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งการป้องกันเหตุ การคุ้มครองประชาชน การอำนวยความยุติธรรม และการฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบ

ในระยะยาว การสร้างสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้จำเป็นต้องอาศัยการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ภายใต้หลักนิติธรรม การเคารพสิทธิมนุษยชน ความโปร่งใส และการมีส่วนร่วมของประชาชน พร้อมทั้งส่งเสริมการพัฒนาในทุกมิติ เพื่อให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตได้อย่างปลอดภัย มีคุณภาพชีวิตที่ดี และอยู่ร่วมกันในสังคมที่สงบสุขอย่างยั่งยืน.

วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

เมื่อนักท่องเที่ยวกลายเป็นเหยื่อความรุนแรง

เมื่อนักท่องเที่ยวกลายเป็นเหยื่อความรุนแรง

ระเบิดไม่ได้ทำร้ายแค่คนตรงหน้า แต่ทำร้ายอนาคตของชายแดนใต้ จากเหตุการณ์เมื่อเวลาประมาณ 11.41 น. วันที่ 29 มิถุนายน 2569 เกิดเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดบริเวณท่อลอดใกล้แยกสะปอม บ้านไพรวัน ตำบลไพรวัน อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย เป็นนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย คือ Mr. Abdullah Syarapi Bin Abd Rahman อายุ 45 ปี มีบาดแผลฉีกขาดบริเวณหน้าผาก ศีรษะ และมือซ้าย ต้นขาซ้ายผิดรูป แต่ยังรู้สึกตัวดี และ Mr. Muhammad Yusri Bin Udin อายุ 38 ปี มีบาดแผลบริเวณแขนขวาและนิ้วมือซ้าย รู้สึกตัวดี ทั้งสองขับรถผ่านบริเวณจุดเกิดเหตุในช่วงเวลาที่เกิดการระเบิด ก่อนถูกนำส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษา

เหตุการณ์นี้ทำให้ต้องตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาว่า ความรุนแรงในชายแดนใต้กำลังมุ่งไปทางไหน เพราะเหยื่อในครั้งนี้ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ใช่คู่ขัดแย้งทางการเมือง ไม่ใช่คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ใด ๆ แต่เป็นนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียที่เดินทางผ่านพื้นที่สาธารณะตามปกติ นั่นหมายความว่า ระเบิดไม่ได้เลือกหน้า และคนที่ได้รับผลกระทบอาจเป็นใครก็ได้

นี่คือจุดที่น่ากังวลที่สุด เพราะความรุนแรงลักษณะนี้ไม่ได้ทำร้ายเฉพาะผู้ที่อยู่ตรงจุดเกิดเหตุเท่านั้น แต่ยังส่งสัญญาณไปถึงคนทั้งพื้นที่ว่า “ถนนไม่ปลอดภัย” “การเดินทางไม่ปลอดภัย” และ “แม้แต่นักท่องเที่ยวก็อาจกลายเป็นเหยื่อได้” ผลที่ตามมาคือความหวาดกลัว ความไม่มั่นใจ และภาพลักษณ์ของพื้นที่ชายแดนใต้ที่ถูกฉุดให้ดูอันตรายมากขึ้นในสายตาทั้งคนไทยและประเทศเพื่อนบ้าน

ในมุมวิเคราะห์ นี่ไม่ใช่แค่การก่อเหตุเพื่อสร้างความเสียหายทางกายภาพ แต่เป็นการโจมตี “ความเชื่อมั่น” โดยตรง เพราะเมื่อชาวมาเลเซียได้รับบาดเจ็บจากเหตุระเบิดในฝั่งไทย ผลกระทบย่อมไม่หยุดอยู่แค่ข่าวในพื้นที่ แต่กระทบไปถึงการท่องเที่ยว การค้าชายแดน การเดินทางข้ามแดน และความรู้สึกปลอดภัยของผู้คนทั้งสองฝั่ง

ประเด็นนี้เชื่อมโยงกับเหตุระเบิดปั๊มน้ำมันในพื้นที่ อำเภอสายบุรี และอำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี ซึ่ง พาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี ได้กล่าวประณามไว้อย่างชัดเจนว่า “มันน่าจะเพียงพอได้แล้ว คุณทำร้ายคนทั้งจังหวัด” คำพูดนี้สะท้อนภาพรวมของสถานการณ์ได้อย่างตรงที่สุด เพราะทุกครั้งที่ผู้ก่อเหตุเลือกโจมตีพื้นที่เศรษฐกิจหรือพื้นที่สาธารณะ คนที่เดือดร้อนไม่ใช่แค่เจ้าของกิจการหรือหน่วยงานรัฐ แต่คือประชาชนทั้งจังหวัด

สถานีบริการน้ำมันไม่ใช่แค่ธุรกิจของเอกชน แต่เป็นจุดพักรถ จุดเติมพลังงาน จุดขนส่งสินค้า จุดค้าขาย และเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของประชาชน เมื่อสถานที่แบบนี้ถูกโจมตี ผลกระทบจึงตกถึงพนักงาน คนเดินทาง เกษตรกร ผู้ประกอบการรายย่อย นักท่องเที่ยว และคนในชุมชนที่ต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้

ถ้าใช้หลักอาชญาวิทยาแบบเข้าใจง่าย การก่อเหตุแบบนี้คือการใช้ “ความกลัว” เพื่อควบคุมพื้นที่ ผู้ก่อเหตุไม่จำเป็นต้องยึดตลาด ไม่จำเป็นต้องปิดถนนทั้งจังหวัด แต่เพียงทำให้คนรู้สึกว่าการเดินทาง การค้าขาย การลงทุน และการใช้ชีวิตประจำวันมีความเสี่ยง เท่านี้ก็เพียงพอที่จะทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว ประชาชนหวาดระแวง และพื้นที่ถูกดึงให้ถอยหลัง

ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นเหตุระเบิดที่ตากใบซึ่งทำให้นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียได้รับบาดเจ็บ หรือเหตุระเบิดปั๊มน้ำมันในปัตตานี สิ่งที่เห็นร่วมกันคือ ผู้ก่อเหตุไม่ได้ทำร้ายแค่คนตรงหน้า แต่กำลังทำร้ายโอกาสของพื้นที่ทั้งระบบ ทำร้ายความเชื่อมั่น ทำร้ายปากท้อง และทำร้ายอนาคตของประชาชนชายแดนใต้เอง

สิ่งสำคัญคือต้องแยกให้ออกว่า ประชาชนในพื้นที่ชายแดนใต้ไม่ใช่ผู้ก่อความรุนแรง คนส่วนใหญ่ต้องการความสงบ ต้องการค้าขาย ต้องการเดินทาง ต้องการส่งลูกไปโรงเรียน ต้องการให้พื้นที่มีนักท่องเที่ยว มีการลงทุน และมีอนาคต แต่คนกลุ่มหนึ่งกลับใช้ระเบิดเพื่อสร้างความกลัว แล้วปล่อยให้ประชาชนทั้งจังหวัดเป็นผู้แบกรับผลเสีย

สุดท้าย เหตุการณ์เหล่านี้จึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงข่าวความไม่สงบเฉพาะจุด แต่ต้องมองว่าเป็นการโจมตีคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยตรง เพราะเมื่อถนนไม่ปลอดภัย เมื่อนักท่องเที่ยวไม่มั่นใจ เมื่อปั๊มน้ำมันถูกระเบิด เมื่อธุรกิจลังเลที่จะลงทุน คนที่เสียหายมากที่สุดก็คือคนในพื้นที่เอง

ความรุนแรงไม่ได้สร้างอนาคตให้ชายแดนใต้ แต่มันกำลังฉุดรั้งอนาคตของคนชายแดนใต้ และคำว่า “มันน่าจะเพียงพอได้แล้ว” จึงไม่ใช่แค่คำประณาม แต่คือเสียงสะท้อนจากประชาชนที่ไม่ต้องการให้บ้านของตนถูกนิยามด้วยเสียงระเบิดอีกต่อไป.

วันอังคารที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569

วินาศกรรมตากใบสัญญาณเตือนว่าถึงเวลาที่ไทย–มาเลเซียต้องระงับความรุนแรงข้ามพรมแดน

วินาศกรรมตากใบ : สัญญาณเตือนว่าถึงเวลาที่ยุทธศาสตร์ไทย–มาเลเซียต้องยกระดับการรับมือความรุนแรงข้ามพรมแดน

เหตุลอบวางระเบิดเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 เวลา 11.41 น. บริเวณท่อลอดถนนใกล้สามแยกสะปอม บ้านไพรวัน ตำบลไพรวัน อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ส่งผลให้รถยนต์ Proton X50 ป้ายทะเบียนมาเลเซียได้รับความเสียหาย และมีพลเมืองชาวมาเลเซียได้รับบาดเจ็บ 2 ราย เป็นเหตุการณ์ที่มีนัยสำคัญต่อสถานการณ์ความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มากกว่าการก่อเหตุรุนแรงทั่วไป เพราะสะท้อนให้เห็นว่าความรุนแรงได้ขยายผลกระทบจากปัญหาภายในประเทศไปสู่มิติความมั่นคงระหว่างประเทศอย่างชัดเจน

แม้เป้าหมายที่แท้จริงของผู้ก่อเหตุยังอยู่ระหว่างการสืบสวน แต่ผลที่เกิดขึ้นคือประชาชนผู้บริสุทธิ์ตกเป็นผู้เสียหายโดยตรง การใช้ระเบิดแสวงเครื่องในเส้นทางสัญจรสาธารณะเป็นยุทธวิธีที่สร้างความหวาดกลัวต่อประชาชนในวงกว้าง และบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อความปลอดภัยของพื้นที่ชายแดน ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของไทย แต่ยังกระทบต่อพลเมือง เศรษฐกิจ และภาพลักษณ์ของภูมิภาคโดยรวม

ในเชิงยุทธศาสตร์ ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่อาจมองเป็นเพียงปัญหาความมั่นคงภายในของประเทศไทยอีกต่อไป เพราะพื้นที่ชายแดนไทย–มาเลเซียมีความเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเดินทาง และเครือญาติ เมื่อประชาชนของประเทศเพื่อนบ้านได้รับผลกระทบโดยตรง ความรุนแรงย่อมกลายเป็นประเด็นความมั่นคงร่วมที่ทั้งสองประเทศต้องรับผิดชอบร่วมกัน

เหตุการณ์ครั้งนี้ยังสะท้อนข้อเท็จจริงสำคัญว่า ความรุนแรงในพื้นที่จะไม่สามารถยุติลงได้อย่างยั่งยืน หากยังมีเครือข่ายที่สามารถอาศัยพื้นที่ชายแดนเพื่อหลบเลี่ยงการบังคับใช้กฎหมาย ติดต่อประสานงาน หรือได้รับการสนับสนุนจากบุคคลหรือโครงสร้างใด ๆ ที่อยู่ข้ามพรมแดน การรับมือกับปัญหานี้จึงต้องอาศัยความร่วมมือด้านข่าวกรอง การบังคับใช้กฎหมาย และการดำเนินคดีอย่างใกล้ชิดภายใต้กฎหมายของทั้งสองประเทศ

ที่ผ่านมา ความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างไทยและมาเลเซียมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง ทั้งการแลกเปลี่ยนข่าวกรอง การลาดตระเวนร่วม และการหารือในระดับนโยบาย อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนว่าความร่วมมือดังกล่าวยังจำเป็นต้องได้รับการยกระดับให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในด้านการติดตามบุคคลตามหมายจับ การป้องกันการใช้พื้นที่ชายแดนเพื่อหลบหนี และการสกัดเครือข่ายสนับสนุนที่เกี่ยวข้องกับการใช้ความรุนแรง หากผลการสืบสวนพบว่ามีเครือข่ายเชื่อมโยงข้ามพรมแดน

ในมิติของนโยบาย มาเลเซียย่อมมีผลประโยชน์โดยตรงในการรักษาความปลอดภัยของพลเมืองของตนเอง การออกประกาศเตือนการเดินทางสามารถลดความเสี่ยงได้ในระยะสั้น แต่ไม่ใช่มาตรการที่แก้ไขต้นเหตุของปัญหา หากเป้าหมายคือการปกป้องประชาชนอย่างยั่งยืน การเสริมสร้างความร่วมมือกับไทยในการบังคับใช้กฎหมาย การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรอง และการดำเนินการต่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการใช้ความรุนแรงตามกระบวนการยุติธรรม จะเป็นมาตรการที่มีผลในระยะยาวมากกว่า

สำหรับประเทศไทย เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นเครื่องย้ำเตือนว่าการรักษาความปลอดภัยตามแนวเส้นทางคมนาคม การตรวจจับวัตถุระเบิด การใช้เทคโนโลยีเฝ้าระวัง และการพัฒนาระบบข่าวกรองเชิงรุก ยังต้องได้รับการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง การลดช่องว่างด้านความมั่นคงจะช่วยลดโอกาสที่ประชาชนผู้บริสุทธิ์จะตกเป็นเหยื่อของการใช้ความรุนแรง

ในมุมมองด้านยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาค ความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนไม่ได้กระทบเฉพาะความมั่นคงเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อการค้าชายแดน การลงทุน การท่องเที่ยว และความเชื่อมั่นของนักลงทุน หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ต้นทุนทางเศรษฐกิจจะตกอยู่กับประชาชนทั้งสองประเทศ ขณะที่ผู้ใช้ความรุนแรงกลับสามารถสร้างผลกระทบได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าอย่างมาก

ดังนั้น การรับมือกับปัญหานี้จึงไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการตอบโต้หลังเกิดเหตุ แต่ต้องมุ่งสู่การป้องกันเชิงรุก การเสริมสร้างศักยภาพด้านข่าวกรอง การดำเนินคดีตามหลักนิติรัฐ การปิดช่องทางสนับสนุนการใช้ความรุนแรง และการประสานงานระหว่างหน่วยงานของทั้งสองประเทศอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ความเคารพต่ออธิปไตยและกฎหมายของแต่ละฝ่าย

ท้ายที่สุด เหตุลอบวางระเบิดที่อำเภอตากใบไม่ใช่เพียงสถิติของเหตุความไม่สงบอีกหนึ่งเหตุการณ์ หากแต่เป็นสัญญาณเตือนว่าความท้าทายด้านความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนได้ก้าวเข้าสู่ระยะที่ผลกระทบข้ามพรมแดนมีความชัดเจนมากขึ้น ความร่วมมือไทย–มาเลเซียจึงควรถูกประเมินจากผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ได้แก่ การลดจำนวนเหตุรุนแรง การปกป้องประชาชน การนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยต่อการดำรงชีวิตและการพัฒนาเศรษฐกิจของประชาชนทั้งสองประเทศ

ความมั่นคงที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทั้งสองประเทศสามารถสร้างกลไกความร่วมมือที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตั้งอยู่บนหลักนิติรัฐ เพื่อทำให้ผู้ที่ใช้ความรุนแรงไม่สามารถอาศัยพื้นที่ชายแดนหรือช่องว่างของการบังคับใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการหลีกเลี่ยงความรับผิดได้อีกต่อไป

วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569

สันติสุขแด่เดือนมุฮัมรอม ความสำคัญของปีใหม่อิสลาม สิ่งควรปฏิบัติและการธำรงสันติสุขในสังคม

สันติสุขแด่เดือนมุฮัมรอม : ความสำคัญของปีใหม่อิสลาม สิ่งควรปฏิบัติ และการธำรงสันติสุขในสังคม

เดือนมุฮัมรอม (Muharram) เป็นเดือนแรกของปฏิทินฮิจเราะห์ศักราช หรือปฏิทินอิสลาม ถือเป็นหนึ่งในเดือนที่มีความสำคัญยิ่งของชาวมุสลิมทั่วโลก เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของปีใหม่อิสลาม และเป็นเดือนที่อัลลอฮ์ทรงยกย่องให้เป็นหนึ่งใน "เดือนอันศักดิ์สิทธิ์" (Al-Ashhur Al-Hurum) ที่มุสลิมพึงให้เกียรติ เคารพ และเพิ่มพูนการทำความดี

การเข้าสู่เดือนมุฮัมรอม จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนผ่านของปีปฏิทินเท่านั้น แต่ยังเป็นช่วงเวลาแห่งการทบทวนตนเอง การสำนึกต่อพระผู้เป็นเจ้า การสร้างความดีงาม และการส่งเสริมสันติสุขในสังคม เพื่อให้ปีใหม่อิสลามเริ่มต้นด้วยความสงบสุข ความเมตตา และความปรองดองระหว่างผู้คน

ความสำคัญของเดือนมุฮัมรอม

อัลลอฮ์ทรงกล่าวไว้ในคัมภีร์อัลกุรอานว่า พระองค์ได้กำหนดจำนวนเดือนทั้งสิ้น 12 เดือน และในจำนวนนี้มี 4 เดือนที่เป็น "เดือนต้องห้าม" หรือเดือนศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งมุสลิมพึงให้ความเคารพเป็นพิเศษ

เดือนทั้ง 4 ประกอบด้วย

1. ซุลเกาะอ์ดะห์ (Dhul-Qa'dah)

2. ซุลฮิจญะห์ (Dhul-Hijjah)

3. มุฮัมรอม (Muharram)

4. เราะญับ (Rajab)

เดือนเหล่านี้ได้รับการยกย่องมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยเฉพาะการห้ามก่อสงคราม การละเมิดสิทธิ และการสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น เพื่อให้ผู้คนสามารถดำรงชีวิต เดินทาง และประกอบศาสนกิจได้อย่างปลอดภัย

สำหรับเดือนมุฮัมรอม ท่านศาสดามุฮัมมัด ได้กล่าวว่า "การถือศีลอดที่ประเสริฐที่สุดหลังจากเดือนรอมฎอน คือการถือศีลอดในเดือนมุฮัมรอม"

จึงเป็นเดือนที่มุสลิมควรเพิ่มพูนการอิบาดะห์ การทำความดี และการขัดเกลาจิตใจให้ใกล้ชิดต่ออัลลอฮ์มากยิ่งขึ้น

สิ่งควรปฏิบัติในเดือนมุฮัมรอม

เดือนมุฮัมรอมเป็นช่วงเวลาแห่งการเริ่มต้นใหม่ มุสลิมจึงควรใช้โอกาสนี้ในการพัฒนาตนเองทั้งด้านศาสนาและคุณธรรม โดยเฉพาะ

1. เพิ่มพูนการอิบาดะห์

ไม่ว่าจะเป็นการละหมาด การอ่านอัลกุรอาน การซิกรุลลอฮ์ การขอดุอาอ์ และการทำความดีต่าง ๆ เพื่อสะสมผลบุญและเสริมสร้างจิตวิญญาณ

2. ถือศีลอดสุนัต

โดยเฉพาะวันที่ 9 และ 10 มุฮัมรอม หรือวันที่ 10 และ 11 มุฮัมรอม ซึ่งเกี่ยวข้องกับวันอาชูรออ์ (Ashura) อันเป็นวันที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อิสลาม

3. สำนึกผิดและกลับเนื้อกลับตัว

การเริ่มต้นปีใหม่อิสลามควรมาพร้อมกับการทบทวนข้อบกพร่องในอดีต แก้ไขตนเอง และตั้งเจตนารมณ์ที่จะเป็นมุสลิมที่ดีขึ้น

4. สร้างความสามัคคีในสังคม

การให้อภัย การช่วยเหลือเกื้อกูล และการสร้างความเข้าใจระหว่างกัน ถือเป็นแนวทางสำคัญในการสร้างสังคมแห่งสันติสุขตามหลักอิสลาม

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงและต้องห้าม

เนื่องจากมุฮัมรอมเป็นเดือนศักดิ์สิทธิ์ การกระทำความผิดจึงเป็นสิ่งที่มุสลิมพึงระมัดระวังมากเป็นพิเศษ

1. การละเมิดสิทธิผู้อื่น

ไม่ว่าจะเป็นการโกหก ใส่ร้าย นินทา ฉ้อโกง หรือเอารัดเอาเปรียบ ล้วนเป็นสิ่งที่ขัดต่อหลักคำสอนของอิสลาม

2. การสร้างความแตกแยก

อิสลามส่งเสริมความเป็นพี่น้องและความปรองดอง ดังนั้นการปลุกปั่น สร้างความเกลียดชัง หรือยุยงให้เกิดความขัดแย้ง จึงเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงอย่างยิ่ง

3. การใช้ความรุนแรง

ความรุนแรงทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินของผู้อื่น ล้วนเป็นสิ่งที่ขัดต่อเจตนารมณ์ของเดือนอันศักดิ์สิทธิ์นี้

เดือนต้องห้ามสู้รบ : บทเรียนแห่งสันติภาพ

หนึ่งในสาระสำคัญของเดือนมุฮัมรอม คือการเป็นส่วนหนึ่งของ " 4 เดือนต้องห้ามสู้รบ" ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าของสันติภาพในอิสลาม

แม้อิสลามจะอนุญาตให้มีการป้องกันตนเองเมื่อถูกคุกคาม แต่หลักการพื้นฐานคือการหลีกเลี่ยงความรุนแรง การรักษาชีวิตมนุษย์ และการส่งเสริมความสงบสุขในสังคม

ดังนั้น การก่อเหตุรุนแรง การทำร้ายผู้บริสุทธิ์ การสร้างสถานการณ์ที่ทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว หรือการทำลายทรัพย์สินสาธารณะในช่วงเดือนมุฮัมรอม จึงเป็นพฤติกรรมที่ขัดแย้งกับเจตนารมณ์แห่งความศักดิ์สิทธิ์ของเดือนนี้อย่างชัดเจน

การสร้างความเดือดร้อนในเดือนปีใหม่อิสลาม

การเริ่มต้นปีใหม่อิสลาม ควรเป็นช่วงเวลาแห่งความหวัง ความเมตตา และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ แต่หากมีการกระทำใด ๆ ที่สร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการก่อความไม่สงบ การข่มขู่คุกคาม หรือการละเมิดสิทธิของผู้บริสุทธิ์ ย่อมส่งผลกระทบต่อความสงบสุขของสังคมโดยรวม

ผู้ศรัทธาควรตระหนักว่า การรักษาความปลอดภัยในชุมชน การเคารพสิทธิของผู้อื่น และการร่วมมือกันสร้างสังคมที่สงบสุข เป็นหน้าที่ที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้

สันติสุขแด่เดือนมุฮัมรอม

เดือนมุฮัมรอม เป็นเดือนแห่งการเริ่มต้นใหม่ เป็นช่วงเวลาแห่งการทบทวนตนเองและฟื้นฟูความสัมพันธ์กับอัลลอฮ์ รวมทั้งความสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์

ในห้วงเวลาที่โลกยังเผชิญกับความขัดแย้ง ความแตกแยก และความรุนแรง การยึดมั่นในคุณค่าของเดือนมุฮัมรอม ไม่ว่าจะเป็นความเมตตา ความยุติธรรม การให้อภัย และการเคารพชีวิตมนุษย์ จะช่วยนำพาสังคมไปสู่ความสงบสุขอย่างยั่งยืน

ขอให้ปีใหม่อิสลาม ฮ.ศ.1448 ปีนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของการทำความดี การสร้างความสามัคคี และการธำรงสันติสุขในทุกชุมชน "สันติสุขแด่เดือนมุฮัมรอม สันติสุขแด่ทุกชีวิต และสันติสุขจงมีแด่สังคมของเรา".

นิสัยลอบทำร้ายของโจรใต้ในเดือนมุฮัมรอม เป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักศาสนาอย่างร้ายแรง

 

การก่อกวน ลอบยิง และลอบวางระเบิดในเดือนมุฮัมรอม : การกระทำที่ขัดต่อหลักศาสนาอย่างร้ายแรง

เดือนมุฮัมรอม เป็นหนึ่งใน 4 เดือนอันศักดิ์สิทธิ์ที่อัลลอฮ์ทรงกำหนดให้มุสลิมให้ความเคารพและยำเกรงเป็นพิเศษ เป็นช่วงเวลาที่ผู้ศรัทธาควรเพิ่มพูนการทำความดี ลดละบาป และธำรงรักษาสันติสุขในสังคม การกระทำใด ๆ ที่นำไปสู่ความรุนแรง ความหวาดกลัว หรือการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของผู้บริสุทธิ์ จึงเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับเจตนารมณ์ของเดือนนี้โดยตรง

การลอบยิง การลอบวางระเบิด การก่อเหตุสร้างความไม่สงบ การเผาทรัพย์สินสาธารณะ การข่มขู่คุกคามประชาชน หรือการก่อกวนที่ส่งผลให้ผู้คนตกอยู่ในความหวาดกลัว ล้วนเป็นการกระทำที่ไม่อาจอ้างหลักการทางศาสนามารองรับได้ เพราะอิสลามให้ความสำคัญกับการคุ้มครองชีวิตมนุษย์ ความปลอดภัยของสังคม และความยุติธรรมเหนือสิ่งอื่นใด

อัลกุรอานได้กล่าวถึงคุณค่าของชีวิตมนุษย์ไว้อย่างชัดเจนว่า “ผู้ใดฆ่าชีวิตหนึ่งโดยปราศจากความชอบธรรม เสมือนกับการฆ่ามนุษยชาติทั้งหมด และผู้ใดช่วยรักษาชีวิตหนึ่งไว้ เสมือนกับการช่วยชีวิตมนุษยชาติทั้งหมด” หลักการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า “ชีวิตของมนุษย์ทุกคนมีคุณค่าและต้องได้รับการปกป้อง”

ยิ่งไปกว่านั้น การก่อเหตุรุนแรงในห้วงเดือนมุฮัมรอม ซึ่งเป็นเดือนศักดิ์สิทธิ์ที่อิสลามกำหนดให้หลีกเลี่ยงการสู้รบและการละเมิดผู้อื่น ย่อมเป็นความผิดที่มีความร้ายแรงยิ่งขึ้น เพราะนอกจากจะละเมิดสิทธิของมนุษย์แล้ว ยังเป็นการละเมิดความศักดิ์สิทธิ์ของช่วงเวลาที่อัลลอฮ์ทรงให้เกียรติอีกด้วย

ผู้ที่ใช้ความรุนแรงโดยอ้างศาสนาเพื่อสร้างความชอบธรรมแก่การลอบยิง ลอบวางระเบิด หรือทำร้ายผู้บริสุทธิ์ กำลังบิดเบือนคำสอนที่แท้จริงของอิสลาม ซึ่งเป็นศาสนาแห่งความเมตตา ความยุติธรรม และสันติภาพ อิสลามไม่อนุญาตให้ทำร้ายเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ ผู้บริสุทธิ์ หรือบุคคลที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งใด ๆ

การก่อเหตุรุนแรงในช่วงเดือนมุฮัมรอม จึงไม่เพียงสร้างความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของศาสนา ทำลายความรู้สึกของพี่น้องมุสลิมที่กำลังประกอบศาสนกิจ และบั่นทอนบรรยากาศแห่งสันติสุขที่ควรเกิดขึ้นในช่วงเริ่มต้นปีใหม่อิสลาม

เดือนมุฮัมรอม ควรเป็นเดือนแห่งการกลับใจ การให้อภัย การสร้างความสมานฉันท์ และการร่วมกันสร้างสังคมที่สงบสุข มิใช่ช่วงเวลาแห่งความหวาดกลัว ความสูญเสีย และความรุนแรง ดังนั้นประชาชนทุกภาคส่วน ผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชน และเยาวชน ควรร่วมกันส่งเสริมคุณค่าของสันติภาพ และยืนหยัดปฏิเสธการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ

เพราะสันติสุข คือเจตนารมณ์ที่แท้จริงของเดือนมุฮัมรอม และการรักษาชีวิตของผู้บริสุทธิ์ คือหนึ่งในหลักการสำคัญสูงสุดของอิสลาม.

วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ตัดท่อน้ำเลี้ยงเครือข่ายความรุนแรง ปราบยาเสพติดคือภารกิจสำคัญของ กอ.รมน.ภาค 4

ตัดท่อน้ำเลี้ยงเครือข่ายความรุนแรง : ปราบยาเสพติดคือภารกิจสำคัญของ กอ.รมน.ภาค 4

ตลอดระยะเวลากว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้สร้างความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินแก่ประชาชนจำนวนมาก ขณะที่ภาครัฐยังคงดำเนินมาตรการด้านความมั่นคง การพัฒนา และการสร้างสันติสุขควบคู่กันไปอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่มักถูกกล่าวถึงในมิติด้านความมั่นคง คือเรื่องของ "แหล่งเงินทุน" หรือ "ท่อน้ำเลี้ยง" ที่ใช้สนับสนุนการดำเนินกิจกรรมของเครือข่ายความรุนแรงและขบวนการใต้ดิน การเคลื่อนไหวใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นการจัดหาบุคลากร การจัดซื้ออุปกรณ์ การลำเลียงกำลังพล หรือการสร้างเครือข่ายสนับสนุน ล้วนต้องอาศัยงบประมาณและทรัพยากรจำนวนมาก

ด้วยเหตุนี้ หน่วยงานด้านความมั่นคงทั่วโลกจึงให้ความสำคัญกับการตัดวงจรทางการเงินของกลุ่มก่อเหตุรุนแรง ไม่แพ้การปฏิบัติการทางทหารหรือการบังคับใช้กฎหมาย เพราะหากสามารถตัดแหล่งทุนได้ ย่อมส่งผลกระทบต่อศักยภาพในการเคลื่อนไหวของเครือข่ายเหล่านั้นโดยตรง

กรณีการจับกุม เมื่อ 19 มิ.ย.69 เวลา 0930 ชปพ.3 ได้รับแจ้งจาก ร้อย.ร.ที่ 3 ฉก.พัน.ร.ที่ 1 ว่า เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.69 เวลา 0530 ขณะกำลังพลตั้งจุดตรวจ/จุดสกัดบริเวณหน้าฐานปฏิบัติการ ร้อย.ร.ที่ 3 ได้ตรวจพบรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ยี่ห้อ Toyota Vios หมายเลขทะเบียน กธ 388 ตรัง โดยมี นายนิฮาลาวี อภิบาลแบ อยู่บ้านเลขที่ 28 ม.11 บ.ป่าหวังนอก ต.บันนังสตา อ.บันนังสตา จว.ยะลา เป็นผู้ขับขี่ผ่านเข้ามายังจุดตรวจ

ผู้ต้องหาพร้อมยาบ้ากว่า 102,000 เม็ด อาวุธปืน และกระสุนปืน ในพื้นที่จังหวัดยะลา

จึงไม่ใช่เพียงการจับกุมคดียาเสพติดทั่วไป แต่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการสกัดกั้นกิจกรรมผิดกฎหมายที่อาจถูกใช้เป็นแหล่งรายได้ของเครือข่ายอาชญากรรมและกลุ่มผู้ใช้ความรุนแรงในพื้นที่

ยาเสพติดเป็นอาชญากรรมที่สร้างผลกำไรมหาศาล ผู้ค้ายาเสพติดจำนวนมากพร้อมเสี่ยงต่อการกระทำผิดกฎหมาย เพราะผลตอบแทนที่ได้รับมีมูลค่าสูง ขณะเดียวกัน เงินที่หมุนเวียนอยู่ในวงจรยาเสพติดก็สามารถถูกนำไปสนับสนุนกิจกรรมผิดกฎหมายในรูปแบบต่าง ๆ ได้

ในมิติด้านยุทธศาสตร์ความมั่นคง การปราบปรามยาเสพติดจึงมีความหมายมากกว่าการป้องกันไม่ให้เยาวชนตกเป็นเหยื่อของยาเสพติด แต่ยังเป็นการตัดวงจรผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของเครือข่ายผิดกฎหมายที่อาจแสวงหาผลกำไรจากความเดือดร้อนของประชาชน

ที่สำคัญ ยาเสพติดไม่ได้ทำลายเฉพาะตัวผู้เสพ แต่ยังทำลายโครงสร้างสังคมของชุมชน ทำลายครอบครัว ทำลายศักยภาพของเยาวชน และบ่อนเซาะความเข้มแข็งของสังคมจากภายใน เมื่อชุมชนอ่อนแอ ความสามารถในการปฏิเสธแนวคิดสุดโต่งหรือการใช้ความรุนแรงก็ยิ่งลดลง

ดังนั้น ผู้ที่ลักลอบค้ายาเสพติดในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ว่าจะมีแรงจูงใจทางเศรษฐกิจหรือเหตุผลใดก็ตาม ล้วนกำลังสร้างความเสียหายให้แก่ประชาชนในพื้นที่อย่างร้ายแรง การนำยาเสพติดเข้าสู่ชุมชนมุสลิมและชุมชนพหุวัฒนธรรม ไม่เพียงเป็นการละเมิดกฎหมายของรัฐเท่านั้น แต่ยังขัดต่อหลักศีลธรรมและคุณค่าทางศาสนาที่ให้ความสำคัญกับการปกป้องชีวิต สติปัญญา และอนาคตของมนุษย์

ผู้ที่อ้างว่าต่อสู้เพื่อประชาชน แต่กลับมีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติด หรือได้รับผลประโยชน์จากเครือข่ายค้ายา ย่อมเป็นการกระทำที่ขัดแย้งในตัวเองอย่างชัดเจน เพราะยาเสพติดไม่ได้ปลดปล่อยประชาชนจากความทุกข์ แต่กลับสร้างความทุกข์ให้กับประชาชนมากขึ้น

การปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ในการตรวจค้น จับกุม และยึดทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด จึงควรถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การสร้างสันติสุขในพื้นที่ การตัดวงจรยาเสพติดคือการตัดท่อน้ำเลี้ยงของเครือข่ายอาชญากรรม ลดศักยภาพของผู้ที่อาจใช้เงินผิดกฎหมายในการสนับสนุนความรุนแรง และปกป้องประชาชนจากภัยคุกคามที่เกิดขึ้นพร้อมกันหลายมิติ

สันติสุขที่ยั่งยืนในจังหวัดชายแดนภาคใต้จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากยาเสพติดยังคงแพร่ระบาดและสร้างผลประโยชน์ให้กับเครือข่ายผิดกฎหมาย การปราบปรามยาเสพติดจึงไม่ใช่เพียงภารกิจของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเท่านั้น แต่เป็นภารกิจร่วมกันของผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชน ภาคประชาสังคม และประชาชนทุกคน

เมื่อเจ้าหน้าที่สามารถยึดยาบ้าได้กว่า 102,000 เม็ดในครั้งนี้ นั่นหมายถึงการป้องกันไม่ให้ยาเสพติดจำนวนมหาศาลกระจายสู่ชุมชน ป้องกันไม่ให้เยาวชนจำนวนมากตกเป็นเหยื่อ และเป็นอีกก้าวหนึ่งของการตัดวงจรผลประโยชน์ที่หล่อเลี้ยงเครือข่ายอาชญากรรมในพื้นที่

การตัดท่อน้ำเลี้ยงของความรุนแรง ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสนามรบหรือจากปฏิบัติการทางทหารเท่านั้น แต่เกิดขึ้นจากการทำลายเครือข่ายยาเสพติด เครือข่ายอาชญากรรม และผลประโยชน์ผิดกฎหมายทุกรูปแบบ เพราะทุกบาทที่ถูกตัดออกจากระบบอาชญากรรม คืออีกหนึ่งก้าวที่นำพาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ไปสู่สันติสุข ความมั่นคง และอนาคตที่ดีกว่าสำหรับคนรุ่นต่อไป.