วาทกรรม
ความจริง และความรุนแรง การตั้งคำถามต่อความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนใต้
ปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยเป็นบาดแผลเรื้อรังที่ยืดเยื้อมาอย่างยาวนาน
ท่ามกลางความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน
สิ่งหนึ่งที่ต่อสู้กันอย่างดุเดือดไม่แพ้การใช้กำลังอาวุธคือ "สงครามข้อมูลข่าวสาร"
และการสร้างวาทกรรมเพื่อช่วงชิงความชอบธรรม เราจะเห็นการตั้งคำถามที่แหลมคมต่อขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติ
(BRN)
และการผูกขาดความจริงในพื้นที่ความขัดแย้งแห่งนี้
ประเด็นด้วยคำถามตัวโตที่ท้าทายชุดความคิดเดิมๆ
ว่า “อย่าเชื่อรัฐไทย” แล้ว BRN คือเจ้าของความจริงหรือ?
ประโยคนี้สะท้อนให้เห็นถึงสภาพความเป็นจริงในพื้นที่
ที่ประชาชนมักถูกดึงให้อยู่ตรงกลางระหว่าง 2 ขั้วอำนาจที่มีการโต้เถียงกันมาตลอด
มีการกล่าวอ้างว่ารัฐไทยนั้นโกหกและหลอกลวงประชาชนมาเป็นเวลานาน ถามกลับอย่างตรงไปตรงมาว่า
แล้วข้อมูลที่มาจากฝั่ง BRN นั้นผ่านการตรวจสอบจากใคร
การตั้งคำถามเช่นนี้ถือเป็นการเปิดพื้นที่ให้เกิดการคิดเชิงวิพากษ์ว่า
ในสภาวะสงครามและความขัดแย้ง
ไม่มีฝ่ายใดที่ควรได้รับการเชื่อถืออย่างหลับหูหลับตาโดยปราศจากการตั้งข้อสงสัย
ความจำเป็นในการตรวจสอบที่เท่าเทียม
หลักการสำคัญของความยุติธรรมคือความโปร่งใสและการตรวจสอบได้
การเรียกร้องให้รัฐบาลโปร่งใสและรับผิดชอบต่อการกระทำของเจ้าหน้าที่เป็นสิ่งที่ถูกต้องและสมควรทำในสังคมประชาธิปไตย
แต่ในขณะเดียวกัน
กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบที่อ้างตัวว่าต่อสู้เพื่อประชาชนก็ไม่ควรได้รับการยกเว้นจากการถูกตรวจสอบด้วยมาตรฐานเดียวกัน
เหตุผลสนับสนุนที่ภาพนี้ระบุไว้คือ ที่ผ่านมากลุ่ม BRN ได้ก่อเหตุความรุนแรงและการโจมตีในพื้นที่
โดยไม่ได้สนใจความเป็นความตายของใคร
ภาพซากความเสียหาย
รถยนต์ที่ถูกเผาทำลาย อาคารที่พังทลาย หญิงสาวที่กำลังร้องไห้ด้วยความโศกเศร้า
และเด็กชายที่นั่งเหม่อลอย ล้วนเป็นประจักษ์พยานถึงผลกระทบจากการใช้ความรุนแรง
ไม่ว่าความรุนแรงนั้นจะถูกอ้างว่าทำไปเพื่ออุดมการณ์ใดก็ตาม
ผลลัพธ์ที่ตกอยู่กับประชาชนในพื้นที่คือความสูญเสียที่ไม่อาจประเมินค่าได้
การตรวจสอบกลุ่ม BRN
จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันไม่ให้มีการใช้กำลังตามอำเภอใจโดยอ้างผลประโยชน์ของมวลชนบังหน้า
สิทธิของประชาชนและการไม่ยอมรับความรุนแรง
คำว่า
"สิทธิของประชาชน" ใหม่ หากจะพูดถึงเรื่องสิทธิของประชาชน
ก็ต้องเคารพสิทธิของประชาชนที่จะเลือก "ไม่เชื่อ" BRN ด้วยเช่นกัน
สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานครอบคลุมถึงเสรีภาพในการคิดและการแสดงออก
ประชาชนในพื้นที่ชายแดนใต้มีความหลากหลายทางความคิดและไม่ได้เป็นมวลชนที่ถูกผูกขาดโดยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
การบีบบังคับหรือคาดหวังให้ประชาชนทุกคนต้องเห็นด้วยกับแนวทางของ BRN จึงถือเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนเสียเอง
และอย่าเอาคำว่า
"ปัตตานี" มาเป็นเกราะกำบังคำถาม
และอย่าเอาความเจ็บปวดของประชาชนมาเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้ความรุนแรง
อัตลักษณ์และประวัติศาสตร์ของปัตตานีเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและมีความสำคัญทางจิตใจต่อคนในพื้นที่
แต่การนำคำนี้มาใช้เป็นข้ออ้างเพื่อปัดตกการตรวจสอบ
หรือใช้เพื่อปิดปากผู้ที่เห็นต่าง เป็นการบิดเบือนความหมายของการต่อสู้
ยิ่งไปกว่านั้น
การนำเอาบาดแผลและความโศกเศร้าของชาวบ้านมาใช้เป็นเชื้อไฟเพื่อสร้างความชอบธรรมในการก่อเหตุรุนแรงครั้งแล้วครั้งเล่า
ถือเป็นการผลิตซ้ำวงจรความขัดแย้งที่ไม่มีวันจบสิ้น
บทสรุป
การเดินทางไปสู่สันติภาพในพื้นที่ชายแดนใต้
ไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากสังคมยังคงติดหล่มอยู่ในวาทกรรมที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อสร้างความเกลียดชังและการแบ่งแยก
ให้สังคมหันมาทบทวนท่าทีและตั้งคำถามต่อผู้ที่อ้างตัวว่าเป็นตัวแทนของประชาชน
ความจริงไม่ได้ผูกขาดอยู่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ไม่ว่าจะเป็นรัฐไทยหรือกลุ่มขบวนการอย่าง BRN ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องและมีส่วนทำให้เกิดความสูญเสียจะต้องพร้อมรับการตรวจสอบอย่างโปร่งใส
สันติภาพที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายหยุดใช้ความเจ็บปวดของมวลชนเป็นเครื่องมือทางการเมือง
เคารพสิทธิในการตั้งคำถามของประชาชน และยอมรับว่าความรุนแรงไม่เคยนำมา ซึ่งความยุติธรรมที่ยั่งยืน
การทำความเข้าใจข้อความเหล่านี้และขยายผลไปสู่การพูดคุยอย่างเปิดใจ
จะเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยปลดล็อกพื้นที่ชายแดนใต้ ให้หลุดพ้นจากเงามืดของความรุนแรงที่ครอบงำมานานนับทศวรรษ.









