BRN ต้องการสันติภาพ หรือใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องต่อรอง?
เหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงเป็นประเด็นที่สังคมไทยไม่อาจมองข้าม
โดยเฉพาะเหตุลอบวางระเบิดที่ส่งผลให้นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียได้รับบาดเจ็บ
เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ได้สร้างเพียงความสูญเสียทางร่างกายและจิตใจแก่ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อเท่านั้น
แต่ยังส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อความเชื่อมั่นของประชาชน นักท่องเที่ยว ภาคธุรกิจ
และภาพรวมทางเศรษฐกิจของพื้นที่ชายแดนใต้
ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว
คำว่า “สันติภาพ” ยังคงถูกพูดถึงอยู่เสมอ
ทุกฝ่ายต่างกล่าวถึงความต้องการเห็นบ้านเมืองสงบ
ต้องการให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย
และต้องการเห็นการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยกระบวนการพูดคุย แต่ในขณะเดียวกัน
สังคมก็มีคำถามสำคัญที่ควรได้รับคำตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า หากเป้าหมายคือสันติภาพ
เหตุใดความรุนแรงที่กระทบต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์จึงยังเกิดขึ้น?
สันติภาพกับความรุนแรงเดินไปด้วยกันไม่ได้
คำว่า
“สันติภาพ”
ไม่ควรเป็นเพียงถ้อยคำที่ใช้บนโต๊ะเจรจาหรือปรากฏอยู่ในถ้อยแถลงทางการเมืองเท่านั้น
แต่สันติภาพต้องสะท้อนออกมาให้เห็นผ่านการกระทำ
โดยเฉพาะการเคารพชีวิตและศักดิ์ศรีของมนุษย์
การลอบวางระเบิด
การโจมตีพื้นที่สาธารณะ
หรือการใช้ความรุนแรงที่อาจทำให้ประชาชนได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
ย่อมไม่อาจเรียกได้ง่าย ๆ ว่าเป็นหนทางไปสู่สันติภาพ เพราะทุกครั้งที่เกิดเหตุ
ผู้ที่ต้องเผชิญกับความหวาดกลัวกลับเป็นประชาชนทั่วไป คนทำมาหากิน นักเรียน ผู้สูงอายุ
เจ้าหน้าที่ และผู้เดินทางที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง
กรณีนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียได้รับบาดเจ็บยิ่งสะท้อนภาพอย่างชัดเจนว่า
ความรุนแรงไม่ได้จำกัดผลกระทบอยู่เฉพาะคู่ขัดแย้ง
แต่สามารถลุกลามไปถึงผู้คนจากประเทศเพื่อนบ้าน
ซึ่งเดินทางเข้ามาในพื้นที่เพื่อท่องเที่ยว ทำธุรกิจ หรือเยี่ยมเยียนญาติพี่น้อง
เมื่อคนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องต้องกลายเป็นเหยื่อ
คำถามจึงไม่ได้มีเพียงว่า “ใครเป็นผู้ก่อเหตุ” แต่ยังต้องถามต่อไปว่า “เหตุใดประชาชนผู้บริสุทธิ์จึงต้องเป็นผู้จ่ายราคาของความขัดแย้ง”
หากต้องการสันติภาพ
เหตุใดประชาชนยังต้องหวาดกลัว?
พื้นที่ชายแดนใต้มีประชาชนจำนวนมากที่ต้องการเพียงชีวิตที่ปกติ
ต้องการเดินทางไปทำงาน ส่งลูกไปโรงเรียน เปิดร้านค้า ทำการเกษตร ประกอบศาสนกิจ
และใช้ชีวิตร่วมกับเพื่อนบ้านต่างศาสนาและต่างวัฒนธรรมอย่างสงบ
แต่เมื่อเกิดเหตุระเบิดหรือเหตุยิงขึ้นมา
สิ่งที่ตามมาคือความหวาดระแวง การเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย การชะลอการเดินทาง
และความไม่มั่นใจต่อสถานการณ์
สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยตรง
ในด้านเศรษฐกิจ
ความรุนแรงยังสามารถสร้างผลกระทบต่อการท่องเที่ยว การค้าชายแดน การลงทุน
และธุรกิจขนาดเล็กในพื้นที่ เมื่อผู้คนรู้สึกว่าไม่ปลอดภัย
การเดินทางและการใช้จ่ายย่อมลดลง
ขณะที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับต้นทุนและความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
ดังนั้น
ความรุนแรงหนึ่งครั้งอาจไม่ได้จบลงเมื่อเสียงระเบิดเงียบลง
แต่ผลกระทบสามารถดำเนินต่อไปอีกนาน ทั้งในรูปของบาดแผลทางจิตใจ
ความเสียหายทางเศรษฐกิจ และความหวาดกลัวที่ฝังอยู่ในสังคม
ความรุนแรงไม่ควรเป็นเครื่องต่อรอง
หากการใช้ความรุนแรงถูกนำมาเป็นเครื่องมือเพื่อสร้างแรงกดดัน
หรือเพื่อให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอมรับข้อเรียกร้องบางประการ
ย่อมเป็นเรื่องที่สังคมควรตั้งคำถามอย่างจริงจัง
เพราะหากยอมรับหลักคิดว่า
“ความรุนแรงสามารถนำมาใช้เพื่อสร้างอำนาจต่อรองได้”
ก็เท่ากับเปิดช่องให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องกลายเป็นตัวประกันของความขัดแย้งโดยปริยาย
การเจรจาสันติภาพที่แท้จริงควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของการพูดคุยอย่างมีเหตุผล
การเคารพกติกา การรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง
และการแสวงหาทางออกที่ประชาชนสามารถอยู่ร่วมกันได้
โดยไม่จำเป็นต้องมีใครต้องเสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บเพื่อแลกกับข้อเรียกร้องทางการเมือง
การมีความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างสามารถเกิดขึ้นได้ในสังคมประชาธิปไตย
แต่การแสดงออกทางการเมืองควรแยกออกจากการทำร้ายชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างชัดเจน
ประชาชนไม่ควรเป็นผู้รับกรรมของความขัดแย้ง
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา
ประชาชนในพื้นที่ชายแดนใต้ต้องเผชิญกับผลกระทบจากความรุนแรงมาอย่างยาวนาน
หลายครอบครัวต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก หลายคนต้องอยู่กับความหวาดกลัว
ขณะที่เด็กและเยาวชนจำนวนไม่น้อยเติบโตขึ้นท่ามกลางบรรยากาศของความไม่แน่นอน
คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า
เราจะปล่อยให้คนรุ่นต่อไปต้องรับมรดกของความขัดแย้งเช่นนี้ต่อไปอีกนานเพียงใด?
หากทุกฝ่ายต้องการเห็นชายแดนใต้มีอนาคตที่ดี
สิ่งแรกที่ควรทำคือหยุดการทำร้ายประชาชน
หยุดการใช้ความรุนแรงต่อเป้าหมายที่เป็นพลเรือน
และสร้างพื้นที่ให้การพูดคุยสามารถดำเนินไปได้โดยปราศจากการข่มขู่และความหวาดกลัว เพราะสันติภาพที่เกิดขึ้นจากความกลัว
ย่อมไม่ใช่สันติภาพที่ยั่งยืน
สันติภาพต้องเริ่มจากการเคารพชีวิต
ความขัดแย้งทางการเมืองหรือความแตกต่างทางความคิดสามารถแก้ไขได้หลายวิธี
แต่ชีวิตของผู้บริสุทธิ์เมื่อสูญเสียไปแล้วไม่สามารถเรียกคืนกลับมาได้
ดังนั้น
ไม่ว่าฝ่ายใดจะมีจุดยืนหรือข้อเรียกร้องอย่างไร
หลักพื้นฐานที่ทุกฝ่ายควรยอมรับร่วมกันคือ “ชีวิตมนุษย์ต้องได้รับการคุ้มครอง”
หากต้องการพิสูจน์ว่าความต้องการสันติภาพเป็นความตั้งใจที่แท้จริง
สิ่งที่ประชาชนควรได้เห็นไม่ใช่เพียงคำพูด
แต่คือการลดความรุนแรงลงอย่างเป็นรูปธรรม การปกป้องพลเรือน
และการสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี
ท้ายที่สุดแล้ว
สันติภาพของชายแดนใต้ไม่ควรเป็นชัยชนะของฝ่ายหนึ่งเหนืออีกฝ่ายหนึ่ง
แต่ควรเป็นชัยชนะของประชาชนทุกคนที่ต้องการมีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัย
มีโอกาสทางเศรษฐกิจ
และสามารถอยู่ร่วมกันได้โดยไม่ต้องหวาดกลัวเสียงระเบิดหรือเสียงปืน
หากต้องการสันติภาพจริง
ก็ต้องหยุดความรุนแรงจริง
หยุดทำร้ายผู้บริสุทธิ์
หยุดใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือของความขัดแย้ง และเปิดทางให้การพูดคุย
การเคารพซึ่งกันและกัน และกระบวนการสันติวิธีเป็นหนทางในการแก้ไขปัญหา
เพราะท้ายที่สุด
ไม่ว่าความขัดแย้งจะเริ่มต้นจากเหตุผลใด
ผู้ที่ต้องจ่ายราคาสูงที่สุดไม่ควรเป็นประชาชนผู้บริสุทธิ์ ชายแดนใต้ต้องการสันติภาพ
ไม่ใช่ความรุนแรง
#ชายแดนใต้
#สันติภาพ #หยุดความรุนแรง






