วันพุธที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

มิติการทำงานของกลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดน

มิติการทำงานของกลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดน

📍หากพูดถึงโจรใต้ หลายๆคนคงคิดว่ามันมีแต่พวกหัวรุนแรงที่ต้องการแบ่งแยกดิน หรือมีแค่ฆาตรกรที่เป็นผู้ลงมือก่อเหตุสร้างสถานการณ์ แต่แท้จริงแล้ว การปฏิบัติงานโดยภาพรวมของโจรใต้เหล่านั้นมีด้วยกันหลายมิติ แต่จะมีบางมิติ ที่อยู่กลุ่มในขบวนการโดยที่ท่านไม่รู้ตัว

📍ปัจจุบันที่เห็นเด่นชัดและเป็นกระแสที่สุดในสื่อสังคมออนไลน์นั้นแบ่งได้เป็น 4 มิติด้วยกัน คือ

1. ผู้บงการ คอยควบคุมการทำงานทั้งในและนอกประเทศ โดยการปลูกฝังชักจูงใจผู้ที่เกลียดชังฝ่ายรัฐ ด้วยประวัติศาสตร์ที่ถูกบิดเบือน โกหกซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนถูกเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง โดยพวกเขาเหล่านั้นจะถูกเรียกว่า “แนวร่วมระดับปฏิบัติการ

2. ระดับปฏิบัติการ มิตินี้จะแฝงตัวเป็นชาวบ้านหรือไม่ก็เป็นชาวบ้านดั่งเดิมที่หลงผิดฝักใฝ่ในการแบ่งแยกดินแดน อาศัยอยู่ในพื้นที่จะคอยรับคำสั่งจากผู้บงการ เพื่อก่อเหตุสร้างสถานการณ์ในพื้นที่ ให้เกิดความหวาดกลัวหวาดระแวงระหว่างชาวบ้านและเจ้าหน้าที่รัฐ

3. นักสิทธิ นักการเมือง นักเคลื่อนไหว พวกเขาเหล่านี้มีด้วยกันหลายองค์กร มีผลประโยชน์ทางการเมืองและรับเงินสนับสนุนจากผู้บงการ เพื่อคอยช่วยเหลือแนวร่วมระดับปฏิบัติการหากเกิดการพลั้งพลาดและเสียท่าให้แก่เจ้าหน้าที่รัฐ และทำจะทุกวิถีทางให้เจ้าหน้าที่รัฐดูแย่ที่สุดต่อความรู้สึกของชาวบ้านในพื้นที่

4. IO โจรใต้ ส่วนสำคัญที่สุดของการสร้างมวลชล ด้วยการแก้ต่างให้กับโจรใต้, ใส่ร้ายเจ้าหน้าที่, บิดเบือนความจริง, สร้างความเกลียดชังให้ระหว่างเจ้าหน้าที่และชาวบ้าน เป็นวงกว้างและมีน่าเชื่อถือให้มากที่สุด เช่น การใช้ภาษาในพื้นที่ ที่ให้ความรู้สึกที่เป็นเอง, อ้างหลักศาสนา, ยกประวัติศาสตร์ที่อ้างว่าฝ่ายตนถูกกระทำ เข้ามาปลุกปั่น ฯลฯ

💥สุดท้าย ไม่ใช่มิติของกระบวนแบ่งแยกดินแดนแต่อย่างใด แต่คือ “ประชาชนผู้บริสุทธิ์” นับพันนับหมื่นชีวิตที่ต้องล้มตายเพราะความรุนแรงที่กลุ่มขบวนการสร้างขึ้น เพื่ออุดมการณ์ผิดๆ ที่ถูกปลูกฝังกันมารุ่นสู่รุ่น แม้ว่าโลกจะไปไกลแค่ไหนแล้วก็ตาย แต่กลุ่มขบวนการเหล่านี้ ก็ยังยึดติดและมองประชาชนในพื้นที่เป็นเพียงแค่เครื่องมือแบ่งแยกดินแดน ไม่ว่าจะเป็นไทยพุทธ หรือมุสลิมก็ตาม...

การอยู่ร่วมกันในสังคม

การอยู่ร่วมกันในสังคม

         การอยู่ร่วมกันในสังคม มาพูดให้กับท่านผู้ฟังทุกท่านได้รับฟังกัน ก็เป็นเพราะทุกวันนี้สังคมความเป็นอยู่ของบ้านเราและต่างประเทศนั้นช่างแตกต่างไปจากแต่ก่อนมาก พอมีความเจริญมากยิ่งขึ้นทำให้สังคมเกิดการแข่งขัน ช่วงชิง เพื่อที่จะให้ตนเองได้เป็นผู้มีอำนาจและมีอิทธิพล จนลืมไปว่าสิ่งที่จะตามนั้นอาจสร้างผลเสียและส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อสังคมที่อยู่ร่วมกัน ดังนั้นเราเองจึงต้องมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับการอยู่ร่วมกันในสังคม

         สิ่งหนึ่งที่ท่านผู้ฟังทุกคนควรพึงระลึกไว้ในใจเสมอคือ ‘เราต่างอยู่ร่วมกันในโลกที่เต็มไปด้วยความแตกต่าง’ ไม่ว่าจะเป็นความแตกต่างทางเชื้อชาติ ศาสนา ความเชื่อ วัย เพศ หรือทัศนคติก็ตาม เหล่านั้นคือสิ่งที่สร้างแง่มุมหลากหลายทั้งหวานขมให้เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ภายใต้ความแตกต่างเหล่านั้น แน่นอนว่าเราคงไม่สามารถเข้าใจมันได้ทั้งหมดหรอก แต่จะดีกว่าหรือไม่ หากเราจะพยายามเข้าใจและเปลี่ยนให้มันกลายเป็นหนทางที่ดีในการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นด้วยความเข้าใจ

         การอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสงบสุขนั้น สมาชิกในสังคมจะต้องมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันในด้านต่างๆ เช่นการพึ่งพาอาศัยให้ความช่วยเหลือกัน มีความสามัคคีและร่วมมือกันพัฒนาสังคมให้่เจริญก้าวหน้า สังคมก็จะน่าอยู่สมาชิกในสังคมก็มีความสงบสุข

         1. ข้อปฏิบัติในการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

            - มีความรับผิดชอบ

            - มีระเบียบวินัย

            - มีความซื่อสัตย์

            - มีความสามัคคี

            - มีความเสียสละ

         2. มารยาทในสังคม

            - รู้จักการวางตน

            - รู้จักการประมาณตน

            - รู้จักการพูดจา

            - รู้จักการควบคุมอารมณ์

            - ความมีน้ำใจไมตรี

         3. ลักษณะของการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขในสังคม

            - สมาชิกในสังคมร่วมมือกันทำกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมที่อาศัยอยู่

            - สมาชิกในสังคมประกอบอาชีพที่สุจริต

            - สมาชิกในสังคมมีน้ำใจ รักใคร่สนิทสนมกัน

            - สมาชิกในสังคมมีคุณธรรม จริยธรรม

         ซึ่งถ้าหากท่านผู้ฟังทุกท่านทำความเข้าใจและปฏิบัติได้ ก็เชื่อได้ว่าสังคมของเรานั้นจะน่าอยู่เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะทุกคนล้วนปฏิบัติตามกรอบแนวทาง เคารพกฎเกณฑ์ของสังคมที่ตั้งไว้ เพียงเท่านี้ก็จะไม่มีอะไรมาทำลายความสงบสุขของสังคมอีกได้

วันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

เมื่อเสียงเล็ก ๆ ของชาวบ้าน กลายเป็นพลังปกป้องชุมชน

เมื่อเสียงเล็ก ๆ ของชาวบ้าน กลายเป็นพลังปกป้องชุมชน

การเบาะแสจาก “ชาวบ้าน” ไม่เคยเป็นเรื่องเล็ก และไม่เคยไร้ค่า โดยเฉพาะในพื้นที่ ที่ความสงบสุขต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายในการรักษาไว้ เหตุการณ์ล่าสุดที่นำไปสู่การควบคุมตัวนายอับดุลเลาะ ยามา ผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีลอบวางระเบิดปั๊มน้ำมันในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ได้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เสียงเล็ก ๆ จากประชาชนในชุมชนสามารถกลายเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาความปลอดภัยและหยุดยั้งความรุนแรงได้อย่างแท้จริง

การจับกุมครั้งนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะโชคช่วย แต่เกิดจากความร่วมมือระหว่างประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐ จากข้อมูลเบาะแสที่ชาวบ้านในพื้นที่ช่วยกันสังเกต แจ้งข้อมูล และประสานความร่วมมือ จนนำไปสู่การปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ และสามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาได้สำเร็จที่สถานีรถไฟโคกโพธิ์ นี่คือภาพสะท้อนของความเปลี่ยนแปลงสำคัญในพื้นที่ ที่ประชาชนไม่ได้เลือกจะนิ่งเฉยต่อความรุนแรงอีกต่อไป แต่กลับเลือกที่จะลุกขึ้นมาปกป้องบ้านของตนเอง

หลายคนอาจมองว่า “ระเบิดลูกเดียว” เป็นเพียงเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นแล้วผ่านไป แต่สำหรับคนในพื้นที่ ความเสียหายจากระเบิดหนึ่งลูกไม่เคยจำกัดอยู่แค่ตัวอาคารหรือทรัพย์สินที่ถูกทำลาย เพราะแรงระเบิดนั้นได้กระแทกไปถึงหัวใจของผู้คนในชุมชน มันทำลายความรู้สึกปลอดภัยที่ประชาชนควรมีในชีวิตประจำวัน ทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้ประกอบการ กระทบต่อเศรษฐกิจในพื้นที่ และสร้างบาดแผลทางจิตใจให้กับผู้คนที่ต้องใช้ชีวิตท่ามกลางความหวาดระแวง

ปั๊มน้ำมันไม่ใช่เพียงสถานที่เติมเชื้อเพลิง แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจและชีวิตประจำวันของคนในชุมชน การโจมตีสถานที่เช่นนี้จึงไม่ใช่เพียงการทำลายทรัพย์สิน หากแต่เป็นการส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของกิจการ พนักงาน ผู้ใช้บริการ หรือครอบครัวของคนที่ได้รับผลกระทบ ทุกคนล้วนต้องแบกรับต้นทุนของความรุนแรงที่ตนไม่ได้ก่อ

ในอดีต ความกลัวมักทำให้หลายคนเลือกที่จะเงียบ ไม่กล้าให้ข้อมูล ไม่กล้าร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ เพราะหวั่นเกรงอิทธิพลของกลุ่มผู้ใช้ความรุนแรง หรือเกรงว่าการให้ข้อมูลจะนำภัยกลับมาสู่ตนเองและครอบครัว แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ได้ส่งสัญญาณบางอย่างที่สำคัญอย่างยิ่ง นั่นคือ “ความเงียบ” ที่เคยปกคลุมชุมชน กำลังถูกแทนที่ด้วย “ความกล้า

ความกล้าของชาวบ้านในการให้ข้อมูล ไม่ใช่เพียงการช่วยเจ้าหน้าที่จับกุมผู้ต้องหา แต่เป็นการประกาศจุดยืนร่วมกันของคนในพื้นที่ว่า พวกเขาไม่ยอมรับความรุนแรงอีกต่อไป พวกเขาไม่ต้องการให้บ้านของตนถูกใช้เป็นสนามของความหวาดกลัว และไม่ต้องการให้คนเพียงไม่กี่คนมาทำลายอนาคตของชุมชนทั้งชุมชน

นี่คือพัฒนาการสำคัญของสังคมในพื้นที่ เพราะเมื่อประชาชนเริ่มลุกขึ้นมาปกป้องชุมชนของตนเอง ความชอบธรรมของผู้ก่อเหตุรุนแรงก็เริ่มสั่นคลอน ผู้ที่ใช้ความรุนแรงอาจหวังพึ่งความกลัว ความเงียบ และการไม่ให้ความร่วมมือจากประชาชนเพื่อให้ตนสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างปลอดภัย แต่เมื่อประชาชนไม่ยินยอมเป็นส่วนหนึ่งของความเงียบอีกต่อไป พื้นที่ของผู้ใช้ความรุนแรงก็ย่อมแคบลงทุกที

การแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ไม่สามารถพึ่งพาเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเพียงลำพังได้ เพราะเจ้าหน้าที่อาจมีอาวุธ มีอำนาจ และมีมาตรการด้านความปลอดภัย แต่สิ่งที่เจ้าหน้าที่ไม่มีเทียบเท่าคนในพื้นที่ คือ “ความเข้าใจชุมชน” และ “สายตาของประชาชน” ที่มองเห็นความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ รอบตัวได้ก่อนใคร ความผิดปกติเล็กน้อยที่คนนอกอาจมองไม่เห็น อาจเป็นเบาะแสสำคัญที่นำไปสู่การป้องกันเหตุร้ายได้

ดังนั้น ชัยชนะในการจับกุมครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงชัยชนะของเจ้าหน้าที่รัฐ แต่เป็นชัยชนะของชุมชน เป็นชัยชนะของประชาชนผู้กล้าที่ตัดสินใจว่า ความปลอดภัยของบ้านเมืองเป็นเรื่องของทุกคน ไม่ใช่หน้าที่ของรัฐฝ่ายเดียว

อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือจากประชาชนจะเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน ก็ต่อเมื่อรัฐสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้ว่าการให้ข้อมูลจะได้รับการคุ้มครอง ผู้แจ้งเบาะแสจะปลอดภัย และข้อมูลที่ให้จะถูกนำไปใช้ด้วยความรับผิดชอบ ความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างรัฐกับประชาชนจึงเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างสังคมที่ปฏิเสธความรุนแรงร่วมกัน

ท้ายที่สุด เหตุการณ์นี้ได้พิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งว่า การต่อสู้กับความรุนแรงไม่ได้เริ่มต้นจากอาวุธหรือกำลังพลเพียงอย่างเดียว แต่มันเริ่มต้นจากหัวใจของผู้คนในชุมชนที่ตัดสินใจว่า “พอแล้ว” กับความหวาดกลัว และเลือกจะยืนหยัดปกป้องบ้านของตนเอง

# เพราะเมื่อประชาชนไม่เอาความรุนแรง

# เมื่อชุมชนไม่ยอมเป็นที่หลบซ่อนของผู้ก่อเหตุ

# เมื่อความกล้าแทนที่ความเงียบ

คนที่ใช้ความรุนแรง…ก็จะไม่มีที่ยืนในสังคมอีกต่อไป

วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569

ศรัทธาต้องไม่เป็นเกราะกำบังของความบิดเบือน

ศรัทธาต้องไม่เป็นเกราะกำบังของความบิดเบือน

ถึงเวลาปฏิรูป “ปอเนาะ” ให้พ้นจากเงาของผู้แอบอ้างศาสนา ในทุกสังคมที่ศรัทธาเป็นรากฐานของผู้คน การปกป้องศรัทธาไม่ใช่เพียงการป้องกันภัยจากผู้โจมตีภายนอก แต่รวมถึงการกล้ากำจัดผู้บิดเบือนศรัทธาจากภายในด้วย

สังคมไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ จำเป็นต้องกล้ายอมรับความจริงอย่างตรงไปตรงมาเสียทีว่า แม้ “ปอเนาะ” จะเป็นสถาบันการศึกษาศาสนาที่มีคุณูปการมหาศาลต่อสังคม เป็นแหล่งหล่อหลอมคุณธรรม เป็นศูนย์กลางทางจิตวิญญาณ และเป็นสถาบันที่สร้างบุคลากรทางศาสนาให้แก่ชุมชนมาอย่างยาวนาน

แต่ในอีกด้านหนึ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้เช่นกัน คือ มีปอเนาะบางแห่งถูกแทรกซึม ถูกครอบงำ และถูกใช้เป็นเครื่องมือของผู้มีวาระซ่อนเร้น ในการบิดเบือนคำสอนทางศาสนา ปลูกฝังแนวคิดที่สุดโต่งและสร้างความชอบธรรมให้กับแนวทางที่เป็นภัยต่อสังคมและความมั่นคงของชาติ

ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ สังคมจำนวนมากยังคงเลือก “นิ่งเงียบ” ด้วยความหวาดกลัวต่อข้อกล่าวหาเรื่องการเหมารวม

หรือเกรงว่าการพูดถึงปัญหาจะกระทบต่อความรู้สึกของประชาชนในพื้นที่

ทว่าประวัติศาสตร์พิสูจน์มาแล้วซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า สังคมใดก็ตามที่ไม่กล้าพูดถึงปัญหาสังคมนั้นไม่มีวันแก้ปัญหาได้

การปฏิเสธไม่พูดถึงการบิดเบือนศาสนาในบางปอเนาะ ไม่ได้ช่วยปกป้องศาสนา แต่กลับเปิดพื้นที่ให้ผู้แอบอ้างศาสนาใช้สถาบันอันทรงเกียรตินี้เป็นเครื่องมือในการขยายอิทธิพล

ต้องพูดให้ชัดว่า การตรวจสอบปอเนาะที่มีพฤติกรรมผิดปกติ

ไม่ใช่การโจมตีศาสนา

ไม่ใช่การทำลายอัตลักษณ์มลายูมุสลิม

และไม่ใช่การเหมารวมประชาชนทั้งพื้นที่

ตรงกันข้าม มันคือการปกป้องสถาบันปอเนาะส่วนใหญ่ ที่ยังคงยืนหยัดทำหน้าที่สอนศาสนาอย่างบริสุทธิ์ ไม่ให้ต้องมัวหมองเพราะการกระทำของคนเพียงหยิบมือ

รัฐไม่ควรปล่อยให้คำว่า “ศาสนา” กลายเป็นพื้นที่ปลอดการตรวจสอบ

เพราะไม่มีสถาบันใดในสังคมประชาธิปไตยที่ควรอยู่เหนือการตรวจสอบ โดยเฉพาะเมื่อมีข้อสงสัยว่ากำลังมีการใช้สถาบันนั้นเพื่อบ่อนทำลายสังคมจากภายใน

หากโรงเรียนใดปลูกฝังความเกลียดชัง

โรงเรียนนั้นต้องถูกตรวจสอบ

หากองค์กรใดเผยแพร่แนวคิดสุดโต่ง

องค์กรนั้นต้องถูกดำเนินการ

และหากปอเนาะใดบิดเบือนคำสอนศาสนาเพื่อชักนำเยาวชนไปสู่แนวคิดรุนแรง

ปอเนาะนั้นก็ต้องถูกตรวจสอบเช่นกัน - โดยไม่มีข้อยกเว้น

การปล่อยให้คนส่วนน้อยใช้ศาสนาเป็นเกราะกำบัง เท่ากับการทรยศต่อคนส่วนใหญ่ที่ศรัทธาอย่างบริสุทธิ์ เพราะผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด

ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ใช่รัฐบาล แต่คือประชาชนมุสลิมในพื้นที่เอง

คือพ่อแม่ที่สูญเสียลูกหลานให้กับการปลูกฝังผิดเพี้ยน

คือชุมชนที่ต้องแบกรับภาพลักษณ์เชิงลบจากการกระทำของคนเพียงบางกลุ่ม

และคือสถาบันปอเนาะนับร้อยแห่งที่ทำงานอย่างสุจริต

แต่ต้องถูกตั้งข้อสงสัยเพราะความเงียบของสังคมต่อผู้กระทำผิด

การปฏิรูปปอเนาะจึงไม่ใช่ทางเลือกแต่เป็นความจำเป็น การปฏิรูปไม่ได้หมายถึงการควบคุมศาสนา แต่หมายถึงการร่วมกันกำหนดมาตรฐาน

ร่วมกันสร้างระบบตรวจสอบ ร่วมกันยืนยันว่า พื้นที่แห่งศรัทธาจะต้องไม่กลายเป็นพื้นที่เพาะบ่มความสุดโต่ง

ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันสร้างเส้นแบ่งให้ชัดเจนระหว่าง

การศึกษาศาสนา” กับ “การบิดเบือนศาสนา

เสรีภาพทางศาสนา” กับ “การแอบอ้างศาสนาเพื่อสร้างภัย

ผู้นำศาสนา” กับ “ผู้ใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือทางอุดมการณ์

และต้องย้ำให้ชัดว่า ผู้ใดก็ตามที่ใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือสร้างความแตกแยก ผู้นั้นไม่ใช่ผู้พิทักษ์ศาสนา แต่คือผู้ทำลายศาสนาในคราบนักศรัทธา

ผู้ใดก็ตามที่ใช้คำสอนแห่งพระเจ้าเพื่อปลุกระดมความเกลียดชัง ผู้นั้นไม่ได้ปกป้องความเชื่อ แต่กำลังบิดเบือนความเชื่อเพื่อรับใช้วาระของตน

สังคมไทยไม่ควรต้องเลือกระหว่าง “การปกป้องศาสนา” กับ“การปกป้องความมั่นคง” เพราะทั้งสองสิ่งสามารถดำรงอยู่ร่วมกันได้ หากเรากล้าจัดการกับผู้ที่บิดเบือนศาสนาอย่างจริงจัง

ถึงเวลาแล้วที่ทุกฝ่ายต้องยอมรับว่า การนิ่งเฉยต่อปัญหา คือการปล่อยให้ปัญหาเติบโต

การหลีกเลี่ยงความจริง ไม่ใช่หนทางสู่สันติภาพ และการปล่อยให้ผู้แอบอ้างศาสนามีพื้นที่เคลื่อนไหว ไม่ใช่การเคารพศรัทธา แต่คือการทำลายศรัทธาอย่างช้า ๆ

ปอเนาะต้องกลับมาเป็นพื้นที่แห่งปัญญาแห่งคุณธรรม และแห่งการสร้างอนาคตของเยาวชน

ไม่ใช่พื้นที่ของความหวาดระแวง

ไม่ใช่พื้นที่ของการบิดเบือน

และไม่ใช่พื้นที่ของเงามืดทางอุดมการณ์

เพราะท้ายที่สุดแล้ว สังคมที่ไม่กล้าปกป้องความจริง ย่อมไม่อาจปกป้องอนาคตของตนได้ และศรัทธาที่แท้จริง จะไม่มีวันถูกใช้เป็นเกราะกำบังของความชั่ว หากสังคมยังมีความกล้าพอที่จะเปิดโปงมัน

วันพุธที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569

ปลุกจิตสำนึกสร้างจิตอาสา ทางออกของสังคมที่ยั่งยืนในพื้นที่ จชต.

ปลุกจิตสำนึก สร้างจิตอาสา: ทางออกของสังคมที่ยั่งยืนในพื้นที่ จชต.

ทุกวันที่ผ่านไปในพื้นที่ชายแดนใต้ ไม่ใช่เพียงแค่วันธรรมดาที่หมุนเวียนไปตามกาลเวลา หากแต่เป็นวันที่เต็มไปด้วยเสียงปืน เสียงระเบิด และเสียงสะอื้นของผู้บริสุทธิ์ที่ต้องเผชิญชะตากรรมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความสูญเสียกลายเป็นภาพคุ้นชิน ข่าวความรุนแรงกลายเป็นเพียงตัวอักษรที่ถูกเลื่อนผ่านในหน้าจอมือถืออย่างรวดเร็ว จนเราเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า - เมื่อไร “ความผิดปกติ” นี้จึงกลายเป็น “ความปกติ” ของสังคม?

คำถามที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ เราในฐานะคนในสังคมกำลังทำอะไรอยู่ ?

ผู้นำอยู่ตรงไหน ?

ผู้รู้ในชุมชนหายไปไหน ?

หรือแท้จริงแล้ว พวกเขาไม่ได้หายไป แต่กำลังเลือก “ความเงียบ” เพื่อรักษาความปลอดภัยของตนเองและคนรอบข้าง

ความเงียบอาจดูเหมือนเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว แต่ในอีกมุมหนึ่ง ความเงียบนี้เองที่กำลังเปิดทางให้ความรุนแรงหยั่งรากลึกลงในสังคมอย่างเงียบงันเช่นกัน เมื่อไม่มีเสียงคัดค้าน ไม่มีการลุกขึ้นยืน เพื่อความถูกต้อง ความรุนแรงก็ยิ่งเติบโตโดยไม่มีแรงต้าน

เราต้องยอมรับความจริงว่า “ความกลัว” เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนมี และไม่ใช่เรื่องผิดที่จะรู้สึกกลัว แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความกลัว แต่อยู่ที่ว่าเราปล่อยให้ความกลัวนั้นมีอำนาจเหนือ “ความถูกต้อง” หรือไม่ หากวันหนึ่งสังคมยอมจำนนต่อความกลัวอย่างสิ้นเชิง สิ่งที่เราจะสูญเสียไปไม่ใช่เพียงแค่ความปลอดภัย แต่คือ “หลักยึดทางศีลธรรม” ที่ทำให้สังคมยังคงเป็นสังคม

การสร้างสังคมที่ยั่งยืน จึงไม่ใช่หน้าที่ของรัฐหรือเจ้าหน้าที่เพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคนในชุมชน โดยเฉพาะ “คนในพื้นที่” ที่เข้าใจบริบท เข้าใจปัญหา และมีพลังในการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด

จิตอาสาไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการกระทำที่ยิ่งใหญ่เสมอไป บางครั้งมันเริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ เช่น การกล้าที่จะพูดความจริงในวงสนทนา การไม่สนับสนุนหรือเพิกเฉยต่อความรุนแรง การดูแลเพื่อนบ้าน การเป็นหูเป็นตาให้กับชุมชน หรือแม้กระทั่งการปลูกฝังคุณค่าของสันติภาพให้กับเยาวชน

สิ่งเหล่านี้ อาจดูเล็กน้อยในสายตาของบางคน แต่เมื่อรวมกันแล้ว มันคือพลังมหาศาลที่สามารถเปลี่ยนทิศทางของสังคมได้ เพราะสันติสุขไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นจากนโยบายเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก “วัฒนธรรมของการไม่ยอมรับความรุนแรง” ที่หยั่งรากในจิตใจของผู้คน

ผู้นำชุมชนและผู้รู้เอง ก็มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ใช่เพียงการนำในเชิงตำแหน่ง แต่คือการเป็นแบบอย่างของความกล้าหาญทางศีลธรรม การกล้าที่จะยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง แม้จะต้องเผชิญกับแรงกดดัน การสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ และการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้คนในชุมชนสามารถแสดงความคิดเห็นได้โดยไม่ต้องหวาดกลัว

ในขณะเดียวกัน คนธรรมดาทุกคนก็สามารถเป็น “ผู้นำ” ได้ในแบบของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ที่สอนลูกให้รู้จักความถูกต้อง ครูที่ปลูกฝังจิตสำนึกของความรับผิดชอบต่อสังคม หรือเยาวชนที่กล้าแสดงออกในทางที่สร้างสรรค์

คำถามที่ว่า “เราจะรอให้ใครลุกขึ้นก่อน ?” อาจไม่ใช่คำถามที่ควรถามอีกต่อไป เพราะคำตอบที่แท้จริงคือ “เราแต่ละคน” ต่างหากที่ต้องเริ่มต้น การเปลี่ยนแปลงไม่จำเป็นต้องเริ่มจากคนที่มีอำนาจมากที่สุด แต่เริ่มจากคนที่ “ตัดสินใจ” จะไม่ยอมรับความรุนแรงอีกต่อไป

การยืนอยู่ข้างความถูกต้อง ไม่จำเป็นต้องเสียงดังหรือเผชิญหน้าอย่างรุนแรงเสมอไป บางครั้งมันคือการไม่เงียบงันในเวลาที่ควรพูด การเลือกที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง แม้จะไม่มีใครเห็นและการยึดมั่นในคุณค่าที่ดี แม้จะต้องเผชิญกับความยากลำบาก

สันติสุข จะไม่เกิดขึ้นจากความหวังลอย ๆ หรือการรอคอยปาฏิหาริย์ แต่มันเริ่มต้นจาก “ความกล้าเล็ก ๆ” ที่สะสมและขยายตัวในสังคม เมื่อมีคนหนึ่งกล้า อีกคนก็จะกล้าตาม และเมื่อความกล้านั้นแพร่กระจายออกไป มันจะกลายเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่พอจะหยุดยั้งความรุนแรงได้ในที่สุด

สุดท้ายนี้ คำถามไม่ได้อยู่ที่ว่าสังคมจะเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ แต่อยู่ที่ว่า “เรา” จะเลือกเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงนั้นหรือเปล่า

เราจะยังคงยืนดูต่อไป ท่ามกลางเสียงปืนและน้ำตา หรือจะเริ่มลงมือทำบางสิ่ง ตั้งแต่วันนี้...

เพราะอนาคตของสังคม ไม่ได้ถูกกำหนดโดยคนเพียงไม่กี่คน แต่ถูกกำหนดโดย “การตัดสินใจ” ของคนทั้งสังคมในทุก ๆ วัน

บทบาทของหลักฮูกุมปากัด (ธรรมนูญหมู่บ้าน) 9 ดี ในการเสริมสร้างสันติสุขอย่างยั่งยืน

บทบาทของหลักฮูกุมปากัด (ธรรมนูญหมู่บ้าน) 9 ดี ในการเสริมสร้างสันติสุขอย่างยั่งยืน

พื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เป็นพื้นที่ที่มีอัตลักษณ์ทางศาสนา วัฒนธรรม และวิถีชีวิตเฉพาะถิ่นที่โดดเด่น ซึ่งแม้จะเป็นความงดงามทางสังคมวัฒนธรรม แต่ในขณะเดียวกัน พื้นที่ดังกล่าวยังเผชิญกับความท้าทายด้านความมั่นคง ความขัดแย้ง และความไม่สงบที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง การสร้างสันติสุขอย่างยั่งยืนจึงจำเป็นต้องอาศัยกระบวนการพัฒนาที่ให้ความสำคัญกับ “การมีส่วนร่วมของประชาชน” และ “การใช้กลไกชุมชนเป็นฐาน” ควบคู่กับการเคารพอัตลักษณ์และวิถีวัฒนธรรมของคนในพื้นที่

หนึ่งในกลไกสำคัญที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นเครื่องมือพัฒนาสังคมจากฐานราก คือ หลักฮูกุมปากัด (ธรรมนูญหมู่บ้าน) 9 ดี ซึ่งเป็นข้อตกลงร่วมของชุมชนในการกำหนดแนวปฏิบัติ กติกา และมาตรฐานการอยู่ร่วมกันบนพื้นฐานของหลักศาสนา คุณธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อมุ่งพัฒนาชุมชนให้มีความสงบเรียบร้อย เข้มแข็ง และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

1. เป็นเครื่องมือพัฒนาชุมชนเชิงบูรณาการที่สร้างความตระหนักรู้จากภายใน

ฮูกุมปากัดมิใช่เพียงข้อกำหนดทางสังคม หากแต่เป็นกระบวนการสร้าง “การตระหนักรู้ร่วม” ให้ประชาชนเข้าใจถึงบทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบของตนต่อชุมชน การที่คนในหมู่บ้านมีส่วนร่วมในการกำหนดธรรมนูญ ทำให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของกติกา เกิดความสมัครใจในการปฏิบัติตาม และมีจิตสำนึกร่วมในการรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากความตระหนักรู้ภายในย่อมมีพลังและยั่งยืนกว่าการบังคับจากภายนอก

2. ปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม

หัวใจสำคัญของฮูกุมปากัด 9 ดี คือการนำหลักศาสนาและคุณธรรมมาเป็นกรอบกำกับพฤติกรรมของคนในชุมชน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการปลูกฝังจิตสำนึกด้านความดี ความรับผิดชอบ วินัย และการเคารพสิทธิของผู้อื่น อันเป็นพื้นฐานของสังคมสันติสุข การสร้างภูมิคุ้มกันทางคุณธรรมเช่นนี้ช่วยลดแนวโน้มการเกิดพฤติกรรมเบี่ยงเบน ปัญหาอาชญากรรม และการตกเป็นเหยื่อของแนวคิดสุดโต่งหรือการใช้ความรุนแรง

3. สร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนเห็นคุณค่าของการเป็นพลเมืองที่ดี

ในบริบทของพื้นที่ชายแดนใต้ เยาวชนถือเป็นกลุ่มเปราะบางที่อาจได้รับอิทธิพลจากสภาพแวดล้อม ความขัดแย้ง หรือการชักจูงจากกลุ่มที่ไม่หวังดี การนำหลักฮูกุมปากัดมาใช้ในชุมชนช่วยสร้างต้นแบบเชิงบวกให้เยาวชนได้เห็นแบบอย่างของการอยู่ร่วมกันด้วยสันติวิธี ความเสียสละ และการรับผิดชอบต่อส่วนรวม ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้เยาวชนเกิดความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ของตน และเติบโตเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาสังคม

4. ลดปัจจัยเสี่ยงของความขัดแย้งผ่านการจัดระเบียบสังคมโดยชุมชน

ธรรมนูญหมู่บ้าน 9 ดี ช่วยกำหนดมาตรฐานการอยู่ร่วมกันในประเด็นต่าง ๆ เช่น การป้องกันยาเสพติด การลดอบายมุข การส่งเสริมการศึกษา การดูแลครอบครัว และการรักษาความปลอดภัยในชุมชน ซึ่งเป็นการจัดการปัญหาเชิงป้องกันก่อนลุกลามเป็นวิกฤต เมื่อชุมชนสามารถจัดการปัญหาของตนเองได้อย่างเป็นระบบ ย่อมช่วยลดปัจจัยที่นำไปสู่ความขัดแย้งและความรุนแรงในระยะยาว

5. ส่งเสริมความเข้มแข็งของทุนทางสังคมและความสามัคคีในชุมชน

กระบวนการจัดทำและขับเคลื่อนฮูกุมปากัดทำให้เกิดการมีส่วนร่วมระหว่างผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชน เยาวชน สตรี และประชาชนทุกภาคส่วน ก่อให้เกิดเครือข่ายความร่วมมือและความไว้วางใจภายในชุมชน ซึ่งถือเป็น “ทุนทางสังคม” ที่สำคัญต่อการสร้างสันติสุข เพราะชุมชนที่มีความสัมพันธ์เข้มแข็งและไว้ใจกันจะสามารถรับมือกับปัญหาและแรงกดดันจากภายนอกได้ดีกว่า

6. เป็นแบบอย่างของการพัฒนาที่เคารพอัตลักษณ์และบริบทพื้นที่

การพัฒนาที่ประสบความสำเร็จในพื้นที่ชายแดนใต้จำเป็นต้องสอดคล้องกับบริบททางศาสนาและวัฒนธรรมของประชาชน ฮูกุมปากัดเป็นรูปธรรมของการพัฒนาที่เคารพอัตลักษณ์ท้องถิ่น ไม่ใช่การนำแนวคิดจากภายนอกมาบังคับใช้โดยไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิต จึงช่วยลดความรู้สึกความแปลกแยก และเสริมสร้างความไว้วางใจต่อกระบวนการพัฒนาของรัฐและภาคีต่าง ๆ

7. สร้างโอกาสในการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ชุมชนที่มีระเบียบ วินัย และความสงบสุข ย่อมเป็นฐานสำคัญของการพัฒนาในทุกมิติ ทั้งด้านการศึกษา เศรษฐกิจ การลงทุน และคุณภาพชีวิต เมื่อชุมชนมีความมั่นคงภายใน ประชาชนมีความร่วมมือ และเยาวชนได้รับการปลูกฝังอย่างถูกต้อง ย่อมเปิดโอกาสให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับคนรุ่นต่อไป

บทสรุป

หลักฮูกุมปากัด (ธรรมนูญหมู่บ้าน) 9 ดี เป็นมากกว่ากติกาชุมชน หากแต่เป็นกลไกเชิงสังคมที่ทรงพลังในการเสริมสร้างสันติสุขจากฐานราก ผ่านการปลูกฝังจิตสำนึก การสร้างความตระหนักรู้ การเสริมสร้างคุณธรรม และการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตของชุมชนตนเอง การขับเคลื่อนฮูกุมปากัดอย่างจริงจังและต่อเนื่อง จะไม่เพียงช่วยลดปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้ประชาชนทุกภาคส่วนเห็นพลังของ “ชุมชนเข้มแข็ง” ว่าเป็นรากฐานสำคัญที่สุดของสันติภาพที่ยั่งยืน

เพราะสันติสุขที่แท้จริง มิได้เกิดจากการควบคุมด้วยกำลัง หากเกิดจากการที่ประชาชนทุกคนมีจิตสำนึกร่วมกันในการสร้างสังคมที่ดี และร่วมกันยืนหยัดปกป้องความสงบสุขของบ้านเกิดด้วยหัวใจของตนเอง

วันอังคารที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569

BRN ไม่ใช่อิสลาม และอย่าเอาศาสนาเป็นเกราะบังการกระทำ

BRN ไม่ใช่อิสลาม และอย่าเอาศาสนา…ไปเป็นเกราะบังการกระทำ

ในวันที่ข้อมูลถูกปล่อยออกมาเป็นระลอก มีความพยายามทำให้คนทั้งประเทศ “เข้าใจผิด” เอาศาสนา…ไปผูกกับการกระทำบางอย่าง เพื่อสร้างความชอบธรรมให้ตัวเอง

แต่ผมขอพูดตรง ๆ สิ่งแบบนั้น…อิสลามไม่เคยสอน ผมไม่ได้พิมพ์เนื้อหาจากความรู้สึก แต่มาพร้อมกับหลักฐานทางศาสนาและความจริง

อิสลาม ไม่ใช่การทำร้ายแบบลอบทำ

อิสลามยืนอยู่บนความชัดเจน และความยุติธรรม ไม่ใช่การกระทำที่แอบแฝง หรือเล่นงานกันโดยไม่เปิดเผย ท่านนบี สอนไว้ชัดเจน ห้ามทรยศ และห้ามละเมิดผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง (บันทึกโดยมุสลิม)

และอิสลาม ไม่ใช่ การทำให้ผู้บริสุทธิ์ต้องสูญเสีย ผู้ใดทำให้หนึ่งชีวิตสูญเสียไป…เสมือนว่าเขาได้ทำลายมนุษย์ทั้งหมด” (ซูเราะฮฺ อัลมาอิดะฮฺ 5:32)

ชีวิตมนุษย์มีคุณค่าอย่างยิ่ง การกระทำต่อผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องไม่เคยได้รับการยอมรับในอิสลาม

อิสลาม ไม่ละเมิดผู้หญิงและผู้เยาว์

ท่านนบี ห้ามอย่างชัดเจน ไม่ให้กระทำต่อผู้หญิง และผู้ที่ยังไม่อยู่ในสถานการณ์เผชิญหน้า (บันทึกโดยบุคอรี และมุสลิม)

อิสลาม ไม่ละเมิดทรัพย์สิน

แท้จริง อัลลอฮฺทรงใช้ให้พวกเจ้าคืนความไว้วางใจแก่เจ้าของมัน” (ซูเราะฮฺ อันนิสาอ์ 4:58)

การยึดทรัพย์โดยมิชอบ ไม่ใช่แนวทางของศาสนา

อิสลาม ไม่ใช้ศาสนาแบบผิดเจตนา

วิบัติแก่ผู้ที่เขียนคัมภีร์ด้วยมือของตน แล้วกล่าวว่านี่มาจากอัลลอฮฺ” (ซูเราะฮฺ อัลบะเกาะเราะฮฺ 2:79)

การตีความคลาดเคลื่อนเพื่อปลุกอารมณ์ ไม่ใช่ศาสนา…แต่คือการบิดความจริง

อิสลาม ไม่ปลุกความแตกแยก

ผู้ที่มีเกียรติที่สุด คือผู้ที่ยำเกรงที่สุด” (ซูเราะฮฺ อัลหุญุรอต 49:13)

ศาสนาไม่สอนให้แบ่งแยก แต่สอนให้ยืนบนความยุติธรรม

อิสลาม ห้ามแตะต้องนักบวชและผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง

แม้ในสถานการณ์ความขัดแย้ง อิสลามยังวางขอบเขตไว้ชัดเจน นักบวช ผู้ประกอบศาสนกิจ และผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง **ต้องได้รับการคุ้มครอง**

ท่าน Abu Bakr al-Siddiq ได้สั่งไว้ว่า : เจ้าจะพบกลุ่มคนที่อุทิศตนอยู่ในศาสนสถานของพวกเขา จงปล่อยพวกเขาไว้กับสิ่งที่พวกเขาอุทิศตนอยู่” และอัลกุรอานกล่าวว่า : หากอัลลอฮฺไม่ทรงยับยั้งมนุษย์บางพวกด้วยอีกพวกหนึ่ง แน่นอนแล้ว อาราม โบสถ์ ธรรมศาลา และมัสยิด จะถูกทำลาย(ซูเราะฮฺ อัลฮัจญ์ 22:40)

สรุปคือ

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นแทบทุกอย่าง ที่กลุ่ม BRN กระทำ ไม่ใช่ ภาพของอิสลาม และอย่าเอาศาสนาไปเป็นข้ออ้างของการกระทำที่สวนทาง

ขอวิงวอนดุอาร์

ขอพระองค์อัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตาอย่างยิ่ง โปรดประทานความสงบ ความปลอดภัย และความร่มเย็นให้แก่พี่น้องในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

ขอให้พี่น้องมุสลิม และพี่น้องต่างศาสนิก ได้ใช้ชีวิตร่วมกันด้วยความสงบสุข ความเข้าใจ และความปลอดภัย

ขอพระองค์ทรงขจัดคณะผู้ก่อการร้าย ที่คิดไม่ดีต่อแผ่นดิน ที่เป็นต้นเหตุแห่งความสูญเสียให้สิ้นสูญ และทำให้ความไม่สงบหมดสิ้นไป

ขอให้ทุกครอบครัวได้กลับมาใช้ชีวิตอย่างสงบสุขอีกครั้ง ภายใต้ความเมตตาและการคุ้มครองของพระองค์ อามีน.