วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2569

เอาแล้วไง! เมื่อการกำหนดใจตนเอง ถูกนำมาอ้างเพื่อแบ่งแยกดินแดน

เอาแล้วไง! เมื่อการกำหนดใจตนเอง ถูกนำมาอ้างเพื่อแบ่งแยกดินแดน

ภาพที่ปรากฏพร้อมข้อความ “SELF-DETERMINATION IS A HUMAN RIGHTหรือ “การกำหนดใจตนเองคือสิทธิมนุษยชน” กำลังสะท้อนประเด็นที่สังคมควรตั้งคำถามอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเมื่อแนวคิดดังกล่าวถูกนำเข้าไปเชื่อมโยงกับสถานศึกษา การสร้างความตระหนักรู้ทางการเมือง หรือการนำเสนอแนวคิดเรื่องการแยกดินแดนในพื้นที่ชายแดนใต้

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “การกำหนดใจตนเองเป็นสิทธิมนุษยชนหรือไม่” เพราะในหลักกฎหมายระหว่างประเทศ สิทธิในการกำหนดใจตนเองของประชาชนมีอยู่จริง แต่สิทธิดังกล่าวไม่ได้หมายความโดยอัตโนมัติว่า คนกลุ่มหนึ่งสามารถประกาศแยกดินแดนออกจากรัฐเดิมได้ตามใจชอบ องค์การสหประชาชาติและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติได้อธิบายไว้ว่า สิทธิในการกำหนดใจตนเองครอบคลุมถึงการกำหนดสถานะทางการเมือง ตลอดจนการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ขณะเดียวกัน หลักดังกล่าวไม่ได้รับรอง “สิทธิทั่วไปในการประกาศแยกตัวฝ่ายเดียว” จากรัฐที่มีอธิปไตยอยู่แล้ว

ดังนั้น การหยิบคำว่า “Self-Determinationมาใช้เพียงคำเดียว แล้วสรุปทันทีว่า “การแยกดินแดนคือสิทธิมนุษยชน” จึงเป็นการลดทอนประเด็นที่มีความซับซ้อนทางกฎหมายและการเมืองอย่างมาก

สิทธิมนุษยชนไม่ใช่บัตรผ่านสำหรับการทำผิดกฎหมาย ประเทศไทยมีกรอบรัฐธรรมนูญของตนเอง และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยกำหนดหลักสำคัญเกี่ยวกับความเป็นรัฐเดียวของประเทศเอาไว้ การถกเถียงเรื่องสิทธิ เสรีภาพ การกระจายอำนาจ หรือรูปแบบการบริหารราชการ จึงต้องดำเนินไปภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญและกฎหมาย

ตรงนี้เองที่สังคมควรแยกให้ออกระหว่าง “สิทธิในการแสดงความคิดเห็น” กับ “การใช้ความรุนแรงเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมือง

ประชาชนทุกคนควรมีพื้นที่ในการพูดถึงปัญหาของตนเอง สามารถเสนอการกระจายอำนาจ สามารถวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล สามารถเสนอรูปแบบการบริหารพื้นที่ที่แตกต่าง และสามารถเรียกร้องให้รัฐแก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรมได้ ตราบเท่าที่การดำเนินการนั้นอยู่ภายใต้กฎหมายและไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น

แต่เมื่อใดก็ตามที่การเคลื่อนไหวทางการเมืองเปลี่ยนจากการใช้เหตุผลและกระบวนการสันติ ไปสู่การข่มขู่ ทำร้ายประชาชน วางระเบิด ลอบยิง หรือใช้ความรุนแรงเพื่อบังคับให้รัฐยอมรับข้อเรียกร้อง เมื่อนั้นไม่ควรนำคำว่า “สิทธิมนุษยชน” มาใช้เป็นเกราะกำบังให้กับความรุนแรง

เพราะสิทธิมนุษยชนไม่ได้มีไว้สำหรับคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่มีไว้สำหรับทุกคน รวมถึงเด็ก นักเรียน ครู ผู้ปกครอง เจ้าหน้าที่รัฐ พระสงฆ์ ผู้นำศาสนา พ่อค้าแม่ค้า และประชาชนธรรมดาที่ต้องการใช้ชีวิตอย่างปลอดภัย

สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ “สถานศึกษา” สถานศึกษาไม่ควรเป็นพื้นที่สำหรับการปลูกฝังความเกลียดชัง หรือการทำให้เด็กและเยาวชนเชื่อว่าความรุนแรงเป็นเครื่องมือที่ชอบธรรมในการแก้ไขความขัดแย้ง

โรงเรียนและมหาวิทยาลัยควรเป็นพื้นที่แห่งการตั้งคำถาม การเรียนรู้ประวัติศาสตร์อย่างรอบด้าน การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการฝึกคิดอย่างมีเหตุผล

หากมีการนำแนวคิดเรื่องการแบ่งแยกดินแดนเข้าไปในสถานศึกษา สิ่งที่สังคมควรเรียกร้องไม่ใช่การปิดกั้นทุกความคิดเห็น แต่ควรเรียกร้องให้มีการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมาว่า สิ่งที่ถูกนำเสนอเป็น “ความรู้” หรือเป็น “การโฆษณาชวนเชื่อ” มีการนำเสนอข้อมูลครบทุกด้านหรือไม่ มีการเปิดพื้นที่ให้ความคิดเห็นที่แตกต่างหรือไม่ และมีการแยกอย่างชัดเจนหรือไม่ระหว่าง “การศึกษาปัญหาความขัดแย้ง” กับ “การสนับสนุนความรุนแรง” เพราะการศึกษาที่แท้จริงต้องสอนให้เด็กคิดด้วยตนเอง ไม่ใช่สอนให้เด็กเกลียดคนที่คิดต่าง

อย่าเหมารวม “คนเห็นต่าง” กับ “ผู้ก่อความรุนแรง” อีกประเด็นที่ต้องระมัดระวังคือ การวิพากษ์แนวคิดแบ่งแยกดินแดนไม่ควรกลายเป็นการเหมารวมประชาชนทั้งกลุ่ม

คนที่ต้องการการกระจายอำนาจ คนที่เรียกร้องความเป็นธรรม คนที่ต้องการรักษาภาษาและวัฒนธรรมท้องถิ่น หรือคนที่มีความคิดเห็นทางการเมืองแตกต่างจากรัฐบาล ไม่ควรถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้ายเพียงเพราะมีความคิดเห็นไม่เหมือนกัน

ในทางกลับกัน ผู้ที่ใช้ความรุนแรงก็ไม่ควรนำคำว่า “สิทธิมนุษยชน” มาอ้างเพื่อให้การกระทำของตนดูชอบธรรม

สองเรื่องนี้ต้องแยกออกจากกันให้ชัดเจน เพราะหากเราเหมารวมทุกคนที่เห็นต่างว่าเป็นศัตรู เราก็จะทำลายพื้นที่ประชาธิปไตยเสียเอง และหากเราเรียกการใช้ความรุนแรงว่าเป็น “สิทธิ” เราก็กำลังทำลายหลักสิทธิมนุษยชนเสียเองเช่นกัน

แล้วประชาชนจะทำอย่างไร? คำตอบไม่ใช่การใช้ความรุนแรงตอบโต้ความรุนแรง คำถามในลักษณะว่า “ถ้าคนกลุ่มหนึ่งอ้างสิทธิในการแยกดินแดน เราจะมีสิทธิกำจัดเขาหรือไม่?” ไม่ควรถูกตอบด้วยการสนับสนุนให้ใครใช้กำลังนอกกฎหมาย เพราะหลักนิติรัฐต้องใช้กฎหมายกับทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้ก่อเหตุ ผู้สนับสนุน หรือเจ้าหน้าที่รัฐ

หากบุคคลใดกระทำความผิด ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม มีการสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน และพิสูจน์ความผิดตามกฎหมาย ไม่ใช่เปิดทางให้ประชาชนลงโทษกันเอง

นี่ต่างหากคือหลักที่ทำให้สังคมแตกต่างจากสังคมที่ใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องตัดสิน

ประเทศไทยสามารถต่อสู้กับการก่อความรุนแรงได้อย่างเข้มแข็ง โดยไม่จำเป็นต้องละทิ้งหลักนิติธรรม และสามารถปกป้องบูรณภาพแห่งดินแดนได้ โดยไม่จำเป็นต้องปิดกั้นสิทธิในการแสดงความคิดเห็น

สิทธิ ต้องมาพร้อมความรับผิดชอบ คำว่า “Self-Determinationไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเพียงคำสวยหรูเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับเป้าหมายทางการเมืองใดเป้าหมายหนึ่ง

สิทธิในการกำหนดอนาคตของประชาชนต้องพิจารณาควบคู่กับสิทธิของประชาชนคนอื่น ความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัย และกรอบกฎหมายของรัฐด้วย

แม้หลักสิทธิในการกำหนดใจตนเองจะได้รับการรับรองในกฎหมายระหว่างประเทศ แต่เอกสารของสหประชาชาติเองก็แยกแยะระหว่างสิทธิดังกล่าวกับการประกาศแยกตัวฝ่ายเดียว และย้ำถึงการเคารพบูรณภาพแห่งดินแดนและเอกภาพทางการเมืองของรัฐที่ดำเนินการตามหลักความเสมอภาคและการเป็นตัวแทนของประชาชนโดยไม่เลือกปฏิบัติ

ดังนั้น สังคมไทยจึงควรเปิดพื้นที่ให้มีการถกเถียงเรื่องอนาคตของประเทศอย่างมีเหตุผล แต่ต้องไม่ยอมให้คำว่า “สิทธิมนุษยชน” กลายเป็นเครื่องมือบิดเบือนความหมายของสิทธิ หรือเป็นข้ออ้างในการทำร้ายผู้บริสุทธิ์

เด็กและเยาวชนควรได้รับการศึกษาเพื่อให้รักการคิด รักการตั้งคำถาม และเคารพความแตกต่าง ไม่ใช่ถูกผลักเข้าสู่ความขัดแย้งที่พวกเขาไม่ได้เป็นผู้ก่อขึ้น

ท้ายที่สุดแล้ว หากเราต้องการเห็นชายแดนใต้มีอนาคตที่สงบ ประชาชนทุกศาสนาและทุกชาติพันธุ์สามารถอยู่ร่วมกันได้ สิ่งที่ควรสร้างไม่ใช่ความเกลียดชัง แต่คือความเข้าใจ ความยุติธรรม การพัฒนา และกระบวนการทางการเมืองที่อยู่ภายใต้กฎหมาย

สิทธิมนุษยชนต้องปกป้องชีวิต ไม่ใช่ถูกนำมาใช้เพื่อทำลายชีวิต การเห็นต่างทางการเมืองไม่ใช่อาชญากรรม แต่ความรุนแรงต่อผู้บริสุทธิ์ก็ไม่ควรถูกทำให้กลายเป็น “สิทธิ” เพียงเพราะมีคำสวยหรูมารองรับ

#สิทธิมนุษยชน

#SelfDetermination

#การกำหนดใจตนเอง

#ชายแดนใต้

#ความรุนแรง

#นิติรัฐ

#ประเทศไทย

วันอังคารที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2569

BRN ต้องการสันติภาพ หรือใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องต่อรอง?

BRN ต้องการสันติภาพ หรือใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องต่อรอง?

เหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงเป็นประเด็นที่สังคมไทยไม่อาจมองข้าม โดยเฉพาะเหตุลอบวางระเบิดที่ส่งผลให้นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียได้รับบาดเจ็บ เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ได้สร้างเพียงความสูญเสียทางร่างกายและจิตใจแก่ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อความเชื่อมั่นของประชาชน นักท่องเที่ยว ภาคธุรกิจ และภาพรวมทางเศรษฐกิจของพื้นที่ชายแดนใต้

ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว คำว่า “สันติภาพ” ยังคงถูกพูดถึงอยู่เสมอ ทุกฝ่ายต่างกล่าวถึงความต้องการเห็นบ้านเมืองสงบ ต้องการให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย และต้องการเห็นการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยกระบวนการพูดคุย แต่ในขณะเดียวกัน สังคมก็มีคำถามสำคัญที่ควรได้รับคำตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า หากเป้าหมายคือสันติภาพ เหตุใดความรุนแรงที่กระทบต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์จึงยังเกิดขึ้น?

สันติภาพกับความรุนแรงเดินไปด้วยกันไม่ได้

คำว่า “สันติภาพ” ไม่ควรเป็นเพียงถ้อยคำที่ใช้บนโต๊ะเจรจาหรือปรากฏอยู่ในถ้อยแถลงทางการเมืองเท่านั้น แต่สันติภาพต้องสะท้อนออกมาให้เห็นผ่านการกระทำ โดยเฉพาะการเคารพชีวิตและศักดิ์ศรีของมนุษย์

การลอบวางระเบิด การโจมตีพื้นที่สาธารณะ หรือการใช้ความรุนแรงที่อาจทำให้ประชาชนได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ย่อมไม่อาจเรียกได้ง่าย ๆ ว่าเป็นหนทางไปสู่สันติภาพ เพราะทุกครั้งที่เกิดเหตุ ผู้ที่ต้องเผชิญกับความหวาดกลัวกลับเป็นประชาชนทั่วไป คนทำมาหากิน นักเรียน ผู้สูงอายุ เจ้าหน้าที่ และผู้เดินทางที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง

กรณีนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียได้รับบาดเจ็บยิ่งสะท้อนภาพอย่างชัดเจนว่า ความรุนแรงไม่ได้จำกัดผลกระทบอยู่เฉพาะคู่ขัดแย้ง แต่สามารถลุกลามไปถึงผู้คนจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเดินทางเข้ามาในพื้นที่เพื่อท่องเที่ยว ทำธุรกิจ หรือเยี่ยมเยียนญาติพี่น้อง

เมื่อคนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องต้องกลายเป็นเหยื่อ คำถามจึงไม่ได้มีเพียงว่า “ใครเป็นผู้ก่อเหตุ” แต่ยังต้องถามต่อไปว่า “เหตุใดประชาชนผู้บริสุทธิ์จึงต้องเป็นผู้จ่ายราคาของความขัดแย้ง

หากต้องการสันติภาพ เหตุใดประชาชนยังต้องหวาดกลัว?

พื้นที่ชายแดนใต้มีประชาชนจำนวนมากที่ต้องการเพียงชีวิตที่ปกติ ต้องการเดินทางไปทำงาน ส่งลูกไปโรงเรียน เปิดร้านค้า ทำการเกษตร ประกอบศาสนกิจ และใช้ชีวิตร่วมกับเพื่อนบ้านต่างศาสนาและต่างวัฒนธรรมอย่างสงบ

แต่เมื่อเกิดเหตุระเบิดหรือเหตุยิงขึ้นมา สิ่งที่ตามมาคือความหวาดระแวง การเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย การชะลอการเดินทาง และความไม่มั่นใจต่อสถานการณ์ สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยตรง

ในด้านเศรษฐกิจ ความรุนแรงยังสามารถสร้างผลกระทบต่อการท่องเที่ยว การค้าชายแดน การลงทุน และธุรกิจขนาดเล็กในพื้นที่ เมื่อผู้คนรู้สึกว่าไม่ปลอดภัย การเดินทางและการใช้จ่ายย่อมลดลง ขณะที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับต้นทุนและความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

ดังนั้น ความรุนแรงหนึ่งครั้งอาจไม่ได้จบลงเมื่อเสียงระเบิดเงียบลง แต่ผลกระทบสามารถดำเนินต่อไปอีกนาน ทั้งในรูปของบาดแผลทางจิตใจ ความเสียหายทางเศรษฐกิจ และความหวาดกลัวที่ฝังอยู่ในสังคม

ความรุนแรงไม่ควรเป็นเครื่องต่อรอง

หากการใช้ความรุนแรงถูกนำมาเป็นเครื่องมือเพื่อสร้างแรงกดดัน หรือเพื่อให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอมรับข้อเรียกร้องบางประการ ย่อมเป็นเรื่องที่สังคมควรตั้งคำถามอย่างจริงจัง

เพราะหากยอมรับหลักคิดว่า “ความรุนแรงสามารถนำมาใช้เพื่อสร้างอำนาจต่อรองได้” ก็เท่ากับเปิดช่องให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องกลายเป็นตัวประกันของความขัดแย้งโดยปริยาย

การเจรจาสันติภาพที่แท้จริงควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของการพูดคุยอย่างมีเหตุผล การเคารพกติกา การรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง และการแสวงหาทางออกที่ประชาชนสามารถอยู่ร่วมกันได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีใครต้องเสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บเพื่อแลกกับข้อเรียกร้องทางการเมือง

การมีความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างสามารถเกิดขึ้นได้ในสังคมประชาธิปไตย แต่การแสดงออกทางการเมืองควรแยกออกจากการทำร้ายชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างชัดเจน

ประชาชนไม่ควรเป็นผู้รับกรรมของความขัดแย้ง

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ประชาชนในพื้นที่ชายแดนใต้ต้องเผชิญกับผลกระทบจากความรุนแรงมาอย่างยาวนาน หลายครอบครัวต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก หลายคนต้องอยู่กับความหวาดกลัว ขณะที่เด็กและเยาวชนจำนวนไม่น้อยเติบโตขึ้นท่ามกลางบรรยากาศของความไม่แน่นอน

คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า เราจะปล่อยให้คนรุ่นต่อไปต้องรับมรดกของความขัดแย้งเช่นนี้ต่อไปอีกนานเพียงใด?

หากทุกฝ่ายต้องการเห็นชายแดนใต้มีอนาคตที่ดี สิ่งแรกที่ควรทำคือหยุดการทำร้ายประชาชน หยุดการใช้ความรุนแรงต่อเป้าหมายที่เป็นพลเรือน และสร้างพื้นที่ให้การพูดคุยสามารถดำเนินไปได้โดยปราศจากการข่มขู่และความหวาดกลัว เพราะสันติภาพที่เกิดขึ้นจากความกลัว ย่อมไม่ใช่สันติภาพที่ยั่งยืน

สันติภาพต้องเริ่มจากการเคารพชีวิต

ความขัดแย้งทางการเมืองหรือความแตกต่างทางความคิดสามารถแก้ไขได้หลายวิธี แต่ชีวิตของผู้บริสุทธิ์เมื่อสูญเสียไปแล้วไม่สามารถเรียกคืนกลับมาได้

ดังนั้น ไม่ว่าฝ่ายใดจะมีจุดยืนหรือข้อเรียกร้องอย่างไร หลักพื้นฐานที่ทุกฝ่ายควรยอมรับร่วมกันคือ “ชีวิตมนุษย์ต้องได้รับการคุ้มครอง

หากต้องการพิสูจน์ว่าความต้องการสันติภาพเป็นความตั้งใจที่แท้จริง สิ่งที่ประชาชนควรได้เห็นไม่ใช่เพียงคำพูด แต่คือการลดความรุนแรงลงอย่างเป็นรูปธรรม การปกป้องพลเรือน และการสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี

ท้ายที่สุดแล้ว สันติภาพของชายแดนใต้ไม่ควรเป็นชัยชนะของฝ่ายหนึ่งเหนืออีกฝ่ายหนึ่ง แต่ควรเป็นชัยชนะของประชาชนทุกคนที่ต้องการมีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัย มีโอกาสทางเศรษฐกิจ และสามารถอยู่ร่วมกันได้โดยไม่ต้องหวาดกลัวเสียงระเบิดหรือเสียงปืน

หากต้องการสันติภาพจริง ก็ต้องหยุดความรุนแรงจริง

หยุดทำร้ายผู้บริสุทธิ์ หยุดใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือของความขัดแย้ง และเปิดทางให้การพูดคุย การเคารพซึ่งกันและกัน และกระบวนการสันติวิธีเป็นหนทางในการแก้ไขปัญหา

เพราะท้ายที่สุด ไม่ว่าความขัดแย้งจะเริ่มต้นจากเหตุผลใด ผู้ที่ต้องจ่ายราคาสูงที่สุดไม่ควรเป็นประชาชนผู้บริสุทธิ์ ชายแดนใต้ต้องการสันติภาพ ไม่ใช่ความรุนแรง

#ชายแดนใต้ #สันติภาพ #หยุดความรุนแรง

เสียงเล็กๆ ของคนในพื้นที่ ต่อการแก้ไขปัญหาไฟใต้

เสียงเล็กๆ ของคนในพื้นที่...ต่อการแก้ไขปัญหาไฟใต้

เรื่องราวต่อไปนี้เป็นเรื่องจริง ของผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ระบายออกมาเป็นตัวอักษรแทนความรู้สึก...เป็นแค่เสียงเล็กๆ ไม่ได้มีอะไรที่แอบแฝงหรือหมกเม็ดต่อสิ่งที่ได้เขียน แต่ต้องการสะท้อนปัญหาที่แท้จริงให้ผู้ที่มีอำนาจได้ตัดสินใจ เป็นมุมมองอีกด้านหนึ่งในการแก้ปัญหาด้วยการคิดวิเคราะห์ด้วยข้อมูล ข้อเท็จจริง และที่สำคัญการดำเนินการแก้ปัญหาไฟใต้ได้ถูกทาง ไม่ต้องคลำทางเหมือนคนตาบอดดั่งเช่นที่ผ่านมา ผู้เขียนอยากให้ทุกท่านได้อ่านให้จบแล้วเราจะได้รู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อน...ลองมาอ่านดูกันครับ....

เมื่อไม่นานมานี้ ผมเห็นผู้หลักผู้ใหญ่ท่านหนึ่งออกมาให้สัมภาษณ์ ว่าถ้าไทยทำตามข้อเรียกร้อง 7 ข้อ ของ "ฮัจยีสุหลง" และอีก 5 ข้อ ของ BRN ได้ “ภาคใต้ก็จะสงบ  ผมอ่านแล้วถึงกับตกใจ เพราะเหตุผลที่ท่านนั้นยกมาไม่ว่าจะเรื่องข้อเรียกร้องหรือเหตุผลที่ทำให้

อาเจะห์สงบ  มาจากการโอนอ่อนผ่อนตามผู้ที่ต่อต้านรัฐ แล้วการเจรจาจึงจะดำเนินไปได้ด้วยดี ผมก็เพิ่งเคยเห็นทฤษฎีนี้ครั้งแรกจริงๆ ที่กล่าวว่าถ้าจะเจรจาต่อรองกับใครต้องยอมฝ่ายตรงข้ามก่อน เพราะโดยปกติแล้วผู้ที่เสนอขอเจรจาจะต้องเป็นฝ่ายที่เสียเปรียบ หรือเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติของตนเพิ่มมากขึ้นต่างหาก

ลองจินตนาการดูสิครับ ถ้าคนตัวใหญ่เจรจากับคนตัวเล็กอะไรจะเกิดขึ้น คนตัวเล็กก็ต้องยอมทุกข้อแม้ว่าจะเสียเปรียบอยู่เห็นๆ ก็ตาม นั้นเป็นเพราะเค้าไม่สามารถต่อรองอะไรได้เลย ซึ่งการเจรจาแบบนี้นำไปสู่ความเสียเปรียบของคนตัวเล็กอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นในขณะที่การเจรจายังดำเนินอยู่ การบังคับใช้กฎหมายของรัฐก็ต้องกระทำควบคู่ไปด้วยครับ

จะปล่อยให้เกิดเป็นสุญญากาศ ในพื้นที่ของความขัดแย้งนี้ไม่ได้เด็ดขาด คนที่ทำผิดก็ต้องถูกไล่ล่าและนำตัวมาดำเนินคดีรับกรรมที่เค้าก่อต่อไป

แต่ถ้าใครที่ทำไปแล้วสำนึกได้ก็เชิญมามอบตัว รัฐก็มีทางออกที่ผ่อนปรนกว่าการดำเนินคดีไว้รองรับอยู่หลายทางแล้วในขณะนี้

ยิ่งถ้าพูดถึงเรื่องอาเจะห์ ผมเชื่อว่าผู้ที่ติดตามสถานการณ์ของอาเจะห์ต้องทราบดีแน่นอน ว่าที่อาเจะห์สงบลงได้ทุกวันนี้เป็นเพราะอะไร อาจมีคนบอกว่าใช้หลักทางศาสนาแต่จริงๆแล้วไม่ใช่ เพราะอาเจะห์สงบก่อนที่จะเจรจาแล้ว โดยสาเหตุสำคัญที่สุดที่เป็นจุดผกผันของกลุ่มต่อต้านเลย ก็คือ “ซึนามิ” ครับ

ซึ่งแม้แต่กลุ่มต่อต้านและรัฐบาลอินโดนีเซียก็เห็นตรงกันในเรื่องนี้   เพราะเหตุการณ์ซึนามิในครั้งนั้น สร้างความเสียหายให้กับ อาเจะห์เป็นอย่างมากจนไม่สามารถพื้นตัวได้ด้วยตนเอง ทำให้กองกำลังติดอาวุธต้องยอมจำนนเจรจาสงบศึกกับรัฐบาลอินโดนีเซียในที่สุด เพื่อรับการช่วยเหลือจากภายนอกนั้นเอง

ผมใช้ชีวิตใน จชต. มาหลายสิบปีแล้ว จนกระทั้งบัดนี้ผมยังไม่ทราบเลยว่า แท้จริงแล้วรัฐเอาเปรียบคนมุสลิมหรือคนมุสลิมเอาเปรียบกันเองกันแน่ อย่างหนึ่งที่รัฐต้องยอมรับในความผิดพลาดในอดีตก็คือ เมื่อสมัยก่อนพื้นที่ จชต.เป็นพื้นที่ที่รัฐมักจะโยกย้ายข้าราชการที่ทำผิดจากที่อื่นให้มาอยู่ที่นี่ นั้นเป็นเพราะว่าพื้นที่ จชต.นี้ ไม่มีใครอยากมาทำงาน ยกเว้นแต่คนที่มีภูมิลำเนาอยู่ที่นี่นั้นเอง แต่ปัญหานี้ในปัจจุบันผมไม่เห็นว่ามันจะมีอีกแล้ว หนำซ้ำข้าราชการที่มีความสามารถและต้องการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาของชาติกลับอยากมาทำงานที่นี่มากขึ้น

แต่หากมองในมุมของคนมุสลิมด้วยกันแล้ว คนมุสลิมที่อยู่ในเมืองหรือคนพอมีฐานะ ก็จะส่งให้ลูกหลานได้เรียนสูงๆ ซึ่งคนกลุ่มนี้ก็จะไม่ได้รู้สึกถูกเอาเปรียบมากมายนัก เพราะเค้าสามารถทำอะไรได้เหมือนคนอื่นๆทั่วประเทศ แต่คนมุสลิมที่อยู่ในชนบทนั้น ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยสนใจเรื่องการศึกษาสายสามัญเท่าไรนัก ยิ่งมีกลุ่มก่อความไม่สงบพยายามยุแหย่อีกว่า “อย่าไปเรียนโรงเรียนรัฐนะมันบาป มันจะทำลายอัตลักษณ์ของเรา มันพยายามกลืนชาติของเรา” ก็ยิ่งทำให้คนกลุ่มนี้ ไม่อยากจะไปเรียนกันมากขึ้นไปอีก หนักไปกว่านั้นมีถึงขั้นการปล่อยข่าวว่า "การหยอดยาปอริโอ คือการทำหมันคนมุสลิม" ก็ไม่มีใครไปหยอด.....สุดท้ายคนที่ลำบากก็คือคนในชนบทนั้นเอง

เมื่อเกิดความเดือดร้อน ก็เป็นช่องว่างให้ผู้ไม่หวังดีมาชักจูงได้ง่ายเข้าไปอีก ว่ารัฐเค้าไม่รับคนมุสลิมหรอกเค้ารับแต่คนพุทธเป็นข้าราชการ ทั้งๆที่ไม่ได้มองว่าแท้จริงแล้วตนให้ความสำคัญกับการศึกษาหรือไม่ หรือจบทางด้านไหนมา

ซึ่งนี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนในชนบทเรียนแต่ศาสนา แล้วก็หางานทำตามมีตามเกิดไม่สามารถเข้ารับราชการได้เลย ยิ่งถ้าสังเกตเหตุการณ์ที่ผ่านมาจะเห็นว่า เป้าหมายที่โจรใต้ต้องการมากที่สุด ก็คือครูสายสามัญนี่เอง เพราะสิ่งที่องค์กรพวกนี้กลัวที่สุดคือ "ประชาชนของที่นี่มีการศึกษา" และ "การพัฒนาที่เข้าถึงชนบท" เพราะจะทำให้แนวคิดหัวรุนแรงและไร้เหตุผลสูญพันธุ์ไปในที่สุด

ผม จึงอยากขอร้องให้กระทรวงศึกษาได้เห็นความสำคัญของการแก้ปัญหาในจุดนี้ด้วยครับ อย่าปล่อยให้เจ้าหน้าที่ความมั่นคงแก้ไขอยู่ฝ่ายเดียว ยิ่งโรงเรียนปอเนาะที่ผุดขึ้นมาเหมือนดอกเห็ด ก็ไม่ใช่ว่าเป็นสิ่งไม่ดี แต่มีใครสามารถความคุมมาตรฐานได้หรือไม่ เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าจุดเริ่มต้น ของคนหัวรุนแรงใน จชต. ก็ถูกกล่อมเกลามาจากสถาบันลักษณะนี้ทั้งสิ้น แม้ว่าปอเนาะส่วนใหญ่จะสอนตามแนวทางศาสนาที่ถูกต้องแล้วก็ตามแต่มันไม่ใช่ทุกแห่งเสมอไป

มามองในแง่ของเศรษฐกิจกันบ้าง เหมือนว่ามีคนพยายามเรียกร้องว่าเงินภาษีที่จัดเก็บได้ในสาม จชต. ต้องใช้ใน จชต.เท่านั้น ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าข้อนี้จะเป็นประโยชน์กับคน จชต.จริงหรือไม่ เพราะลองพิจารณาดูดีๆ สิครับ เงินภาษีที่เก็บได้ของ จชต. ส่วนหลักๆ ก็น่าจะมาจากการนำเข้าและส่งออกสินค้าใช่หรือไม่ครับ แต่ลองย้อนถามกลับไปว่าแล้วผู้บริโภคหรือผู้ผลิตสินค้านำเข้าส่งออกนั้นอยู่ใน จชต.หรือไม่ครับ

ถ้าเป็นอย่างนั้น รายได้ของภาษีที่จัดเก็บได้ ก็ไม่ได้เกิดจาก จชต. เป็นหลัก แต่เกิดจากอีกหลายพื้นที่สนับสนุนกันใช่หรือไม่ และถ้ามองไปที่ภาษีท้องถิ่น ทุกวันนี้ภาษีท้องถิ่นก็ใช้จ่ายอยู่ที่ อบต. และ อบจ.ใช่หรือไม่ แล้วนายกอบจ. นายก อบต.มาจากไหน มาจากภูมิภาคอื่นหรือไม่ ก็เป็นคนมุสลิมในพื้นที่นั้นๆเอง

ผมไม่แน่ใจว่า เคยมีพี่น้องตามชนบทเคยสนใจหรือไม่ว่าที่ อบต.ของตนเองมีงบให้พัฒนาแต่ละปีรวมแล้วเป็นเงินเท่าไหร่ และมีโครงการจะทำอะไรบ้าง แล้วดำเนินการแล้วหรือไม่ ผมเชื่อว่าคนชนบทใน จชต.ไม่ได้สนใจเรื่องนี้ครับ จะด้วยว่าไม่ทราบหรือกลัวก็เป็นได้

แต่สุดท้ายกลุ่มผู้ไม่หวังดี ก็จะบอกว่าที่บ้านเราไม่พัฒนาเพราะรัฐเห็นว่าเราเป็นมุสลิมจึงไม่ยอมให้เงินมาพัฒนา ซึ่งคำถามที่ถูกต้องควรถามว่า ปีหนึ่งๆ รัฐให้เงินมาพัฒนาเท่าไหร่ และเงินมันไปไหนหมดต่างหากครับ

เพราะการจัดสรรงบประมาณของภาครัฐ ไม่ได้นำเรื่องศาสนามาเกี่ยวข้องอยู่แล้ว ไม่ว่าจะศาสนาใดก็มีความเป็นคนเท่าเทียมกันทั้งนั้น หรือถ้าจะมองเรื่องภาษีเงินได้บุคคลที่จัดเก็บเข้าส่วนกลาง ผมเชื่อว่าทุกวันนี้ พื้นที่ จชต. ได้งบประมาณมาพัฒนามากกว่าที่จัดเก็บภาษีเงินได้จากคนที่นี่อย่างแน่นอน แต่ถ้าจะบอกว่าเงินที่จัดเก็บจากที่นี่ต้องอยู่ที่นี่ แต่ถ้ารัฐจะให้เพิ่มก็ดี ผมคิดว่าความคิดแบบนี้เป็นความคิดที่เห็นแก่ตัวอย่างมากๆ เลยล่ะหรือว่าไม่จริง

นี่ยังไม่รวมถึงเมื่อยามมีอุทกภัยหรือวาตภัย ซึ่งในพื้นที่ จชต.มักจะเกิดพร้อมๆ กัน แล้วถ้าเป็นอย่างนั้น ใครละครับที่จะช่วยได้ถ้าไม่ใช้จากภูมิภาคอื่นๆ ในเมื่อความเสียหายเกิดขึ้นทั่วทั้ง จชต. พืชผลการเกษตรก็เสียหายหมด และอีกหลายๆคนอาจจะไม่ทราบว่าใน จชต.ยังมีเงินที่ต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศมุสลิมด้วยกัน บริจาคมาเพื่อบำรุงศาสนารวมๆอีกเป็นหลายล้านต่อปี ซึ่งก็ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าเงินเหล่านั้นได้นำไปใช้ในทางที่ถูกต้องตรงตามวัตถุประสงค์ของผู้ให้หรือไม่อย่างไร.....

ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นอีกหนึ่งเสียงเล็กๆ อีกเสียงหนึ่งของคน จชต. ที่อยากให้คนไทยอยู่ด้วยกัน อย่างพหุวัฒนธรรม การอยู่ร่วมกันของคนหลากหลายเชื้อชาติ ศาสนา ไม่ว่าพุทธ คริสต์ หรือมุสลิม หรือศาสนาใดก็ตามแต่ ผู้เขียนอยากให้ท่านผู้อ่านมองปัญหาใน จชต.

อย่างมีเหตุมีผลครับ....

------------------------

วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2569

คลุมฮิญาบก่อเหตุร้ายถี่ยิบ กลวิธีอำพรางที่ไม่ควรนำศาสนามาบังหน้า

คลุมฮิญาบก่อเหตุร้ายถี่ยิบ กลวิธีอำพรางที่ไม่ควรนำศาสนามาบังหน้า

ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ การก่อเหตุรุนแรงไม่ได้สร้างความสูญเสียเพียงต่อชีวิตและทรัพย์สินเท่านั้น แต่ยังสร้างความหวาดระแวงให้แก่ประชาชนในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเมื่อผู้ก่อเหตุใช้วิธีการอำพรางตัวเองเพื่อหลีกเลี่ยงการจดจำใบหน้าและหลบเลี่ยงการตรวจสอบจากกล้องวงจรปิด หนึ่งในรูปแบบที่ถูกพูดถึงอย่างมาก คือการแต่งกายด้วยเสื้อผ้าคลุมมิดชิดหรือแต่งกายเลียนแบบสตรี ขณะใช้รถจักรยานยนต์ในการก่อเหตุ

หากมีการนำการแต่งกายของสตรีมาใช้เป็นเครื่องมือในการอำพรางตัวเพื่อก่อเหตุร้ายจริง นั่นไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงเรื่องของยุทธวิธีด้านความมั่นคงเท่านั้น แต่ยังเป็นประเด็นที่สังคมควรตั้งคำถามอย่างจริงจัง เพราะการแต่งกายของสตรีมุสลิม โดยเฉพาะฮิญาบ เป็นสิ่งที่มีความหมายทางศาสนาและวัฒนธรรม มิใช่เครื่องมือสำหรับผู้ใดนำมาใช้เพื่อปกปิดใบหน้าแล้วก่ออาชญากรรมหรือสร้างความหวาดกลัวแก่ประชาชน

สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ หากผู้ก่อเหตุเลือกลงมือในเวลากลางวัน ท่ามกลางผู้คนและชุมชนที่มีประชาชนทั่วไปใช้ชีวิตตามปกติ ผลกระทบย่อมไม่ได้จำกัดอยู่ที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง แต่ประชาชนผู้บริสุทธิ์ก็สามารถตกเป็นเหยื่อได้เช่นกัน โดยเฉพาะผู้หญิง เด็ก ผู้สูงอายุ หรือบุคคลที่ไม่มีทางป้องกันตัวเอง

การยิงหรือทำร้ายบุคคลที่ไม่มีทางต่อสู้ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่หรือประชาชน ย่อมไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นการกระทำที่น่ายกย่อง การใช้รถจักรยานยนต์เพื่อเข้าถึงเป้าหมายอย่างรวดเร็ว แล้วหลบหนีหลังเกิดเหตุ หากมีการกระทำในลักษณะดังกล่าวจริง ยิ่งสะท้อนถึงการวางแผนเพื่อสร้างความหวาดกลัวและหลีกเลี่ยงการจับกุม มากกว่าจะเป็นการกระทำที่สะท้อนถึงคุณค่าทางศาสนา

ฮิญาบไม่ใช่เครื่องมือของความรุนแรง

ฮิญาบมีความหมายต่อสตรีมุสลิมในหลายมิติ ทั้งด้านศาสนา ความศรัทธา และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ดังนั้น การนำเครื่องแต่งกายดังกล่าวมาใช้เป็นฉากบังหน้าในการก่อเหตุร้าย หากพิสูจน์ได้ว่าเกิดขึ้นจริง ย่อมเป็นการทำลายความหมายของการแต่งกายและทำให้ผู้หญิงมุสลิมที่แต่งกายตามหลักศาสนาต้องเผชิญกับความหวาดระแวงจากสังคมโดยไม่เป็นธรรม

ผู้หญิงที่คลุมฮิญาบจำนวนมากใช้ชีวิตอย่างสุจริต เป็นแม่ เป็นลูก เป็นครู เป็นนักเรียน เป็นพนักงาน และเป็นสมาชิกของชุมชน พวกเธอไม่ควรถูกเหมารวมกับผู้ก่อเหตุเพียงเพราะคนร้ายบางรายอาจเลือกใช้รูปแบบการแต่งกายดังกล่าวในการอำพรางตัว

ตรงกันข้าม ผู้ที่นำเครื่องแต่งกายของผู้หญิงมาใช้เพื่อก่อเหตุรุนแรงต่างหากที่ควรถูกประณาม เพราะการกระทำดังกล่าวอาจทำให้ผู้หญิงมุสลิมต้องรับผลกระทบจากความหวาดระแวงและอคติที่พวกเธอไม่ได้ก่อขึ้น

ยิ่งหากผู้ก่อเหตุอ้างว่าตนเองต่อสู้เพื่อศาสนา หรือเรียกผู้เสียชีวิตจากการก่อเหตุว่า “ชะฮีด” สังคมยิ่งต้องตั้งคำถามว่า การทำร้ายผู้บริสุทธิ์ การสร้างความหวาดกลัว และการนำสิ่งที่มีเกียรติทางศาสนามาใช้เป็นเครื่องมืออำพรางนั้น สอดคล้องกับหลักศาสนาจริงหรือไม่

อย่าเอาศาสนามาเป็นข้ออ้างในการทำร้ายคน

หลักศาสนาไม่ควรถูกนำมาใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับความรุนแรง การกล่าวอ้างว่าตนเองกำลังทำเพื่อศาสนา ไม่ได้ทำให้การทำร้ายผู้บริสุทธิ์กลายเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และการเรียกตนเองว่าเป็นนักต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ ก็ไม่ได้ทำให้การฆ่าหรือทำร้ายผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นเรื่องที่น่ายกย่อง

ในทางกลับกัน ผู้ที่นำศาสนามาอ้างเพื่อสนับสนุนความรุนแรงกำลังสร้างความเสียหายให้แก่ศาสนาและชุมชนของตนเอง เพราะประชาชนทั่วไปอาจเกิดความเข้าใจผิดว่าเครื่องแต่งกายหรือสัญลักษณ์ทางศาสนามีความเกี่ยวข้องกับความรุนแรง ทั้งที่ในความเป็นจริง ผู้ศรัทธาส่วนใหญ่ต้องการใช้ชีวิตอย่างสงบ อยู่ร่วมกับเพื่อนต่างศาสนา และดูแลครอบครัวและชุมชนของตน

ดังนั้น หากพบหลักฐานว่าผู้ก่อเหตุจากขบวนการใดใช้การแต่งกายเลียนแบบสตรีหรือใช้ฮิญาบเป็นเครื่องมืออำพรางตัว สิ่งที่ควรประณามคือ “การกระทำของผู้ก่อเหตุ” และผู้ที่อยู่เบื้องหลัง ไม่ควรนำความผิดของคนกลุ่มหนึ่งไปเหมารวมกับผู้หญิงมุสลิมทั้งหมด หรือกับผู้ที่สวมฮิญาบอย่างสุจริต

การอำพรางตัวไม่ได้ทำให้ความผิดหายไป

เทคโนโลยีในปัจจุบันทำให้การตรวจสอบพยานหลักฐานมีหลายช่องทาง แม้ผู้ก่อเหตุจะพยายามปกปิดใบหน้า แต่งกายมิดชิด หรือเปลี่ยนรูปลักษณ์เพื่อหลบเลี่ยงกล้องวงจรปิด การสืบสวนยังสามารถอาศัยหลักฐานอื่นประกอบ เช่น เส้นทางการเดินทาง รถจักรยานยนต์ พยานแวดล้อม วัตถุพยาน และหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์

เพราะฉะนั้น การเลือกใช้เสื้อผ้าสตรีหรือเครื่องแต่งกายทางศาสนาเป็นเครื่องมืออำพราง ไม่ควรถูกมองว่าเป็นความฉลาดหรือความกล้าหาญ แต่ควรถูกมองว่าเป็นพฤติกรรมที่ทำร้ายทั้งเหยื่อและผู้คนที่ถูกนำอัตลักษณ์มาใช้เป็นฉากบังหน้า

โดยเฉพาะผู้หญิงมุสลิม พวกเธอไม่ควรต้องตกเป็นจำเลยทางสังคมจากการกระทำของผู้ก่อเหตุ การแก้ปัญหาที่ถูกต้องจึงต้องแยกให้ออกระหว่าง “ศาสนา” กับ “ความรุนแรง” และระหว่าง “ผู้บริสุทธิ์” กับ “ผู้กระทำผิด

ถ้าบอกว่าทำเพื่อศาสนา ก็ยิ่งต้องตอบคำถาม

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “แต่งกายอย่างไรจึงจะหลบกล้องได้” แต่คือ “เหตุใดจึงต้องนำเครื่องแต่งกายของผู้หญิงมาใช้เพื่อก่อเหตุร้าย?

ถ้าคนกลุ่มหนึ่งอ้างว่ากำลังต่อสู้เพื่อศาสนา แต่กลับทำให้ผู้หญิงต้องถูกหวาดระแวง ทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ได้รับบาดเจ็บ และนำสัญลักษณ์ทางศาสนามาใช้เป็นเครื่องมืออำพราง นั่นย่อมเป็นเรื่องที่สังคมควรตั้งคำถามอย่างหนักแน่น

การเรียกผู้ก่อเหตุว่า “ชะฮีด” ไม่ควรเป็นเกราะกำบังให้ใครหลีกหนีจากการตรวจสอบข้อเท็จจริง และไม่ควรมีใครนำคำศัพท์ทางศาสนามาใช้เพื่อสร้างภาพให้ความรุนแรงกลายเป็นเรื่องสูงส่ง

ศาสนาไม่ควรถูกใช้เป็นข้ออ้างในการทำร้ายผู้บริสุทธิ์ และฮิญาบก็ไม่ควรถูกทำให้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความรุนแรงเพราะการกระทำของผู้ก่อเหตุบางราย

หากมีผู้ใดในนามของ BRN หรือกลุ่มติดอาวุธใดก็ตาม ใช้การแต่งกายของสตรีเป็นเครื่องมือก่อเหตุ สิ่งที่ควรเกิดขึ้นคือการนำตัวผู้กระทำผิดและผู้เกี่ยวข้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม พร้อมเปิดเผยข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐาน ไม่ใช่การเหมารวมผู้หญิงมุสลิมหรือผู้สวมฮิญาบทั้งสังคม

เพราะท้ายที่สุดแล้ว **ฮิญาบไม่ใช่อาวุธ ผู้หญิงไม่ใช่โล่กำบัง และศาสนาไม่ใช่ใบอนุญาตให้ใครทำร้ายผู้บริสุทธิ์**

ใครก็ตามที่นำศาสนาและการแต่งกายอันทรงเกียรติของสตรีมาใช้เป็นฉากบังหน้าเพื่อก่อเหตุร้าย กำลังไม่ได้ปกป้องศาสนา แต่กำลังทำลายความน่าเชื่อถือของศาสนา ทำร้ายผู้บริสุทธิ์ และสร้างบาดแผลให้กับสังคมที่ต้องการเพียงความสงบ

ดังนั้น การต่อสู้กับความรุนแรงจึงต้องทำควบคู่กันสองด้าน คือ นำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างเด็ดขาด และปกป้องไม่ให้ศาสนา เครื่องแต่งกาย หรืออัตลักษณ์ของประชาชนผู้บริสุทธิ์ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือของความรุนแรง

เพราะ ผู้ที่อ้างว่าทำเพื่อศาสนา ควรถูกตัดสินจากการกระทำของตนเอง ไม่ใช่จากคำกล่าวอ้างของตนเอง ความรุนแรงไม่เคยทำให้ศาสนาสูงส่งขึ้น และการทำร้ายผู้บริสุทธิ์ไม่เคยทำให้ผู้ก่อเหตุเป็นวีรบุรุษ

วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569

การมองข้ามล่าอาณานิคมในอดีต สู่ความสัมพันธ์ที่ยุติธรรมในปัจจุบัน

การมองข้ามล่าอาณานิคมในอดีต สู่ความสัมพันธ์ที่ยุติธรรมในปัจจุบัน

3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ : พหุวัฒนธรรมบนผืนแผ่นดินไทย ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติเต็มไปด้วยเรื่องราวของการเดินทาง การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม การสร้างบ้านแปงเมือง ตลอดจนความขัดแย้งและการแข่งขันเพื่ออำนาจ หลายพื้นที่ของโลกเคยผ่านยุคอาณานิคม ซึ่งมหาอำนาจจากภายนอกเข้ามามีอิทธิพลเหนือดินแดนและผู้คนในภูมิภาคต่าง ๆ ผลจากประวัติศาสตร์เหล่านั้นยังคงส่งอิทธิพลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความรู้สึกของผู้คนมาจนถึงปัจจุบัน

เมื่อย้อนกลับมามองพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เราจะพบว่าพื้นที่แห่งนี้มีประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ภาษา และวิถีชีวิตที่มีความหลากหลายอย่างโดดเด่น ผู้คนหลายเชื้อสาย หลายศาสนา และหลายวัฒนธรรมได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันมาเป็นเวลายาวนาน ความแตกต่างเหล่านี้จึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นกำแพง หากแต่ควรมองเป็นคุณค่าที่ทำให้สังคมมีความงดงามและมีเอกลักษณ์

ประวัติศาสตร์ควรเป็นบทเรียน ไม่ใช่กำแพงระหว่างผู้คน

การศึกษาประวัติศาสตร์เรื่องอาณานิคมมีความสำคัญ เพราะช่วยให้เราเข้าใจว่าความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและประชาชนในอดีตมีความซับซ้อนเพียงใด แต่การนำประวัติศาสตร์มาใช้ในปัจจุบันจำเป็นต้องทำด้วยความรอบคอบ เพราะหากนำความเจ็บปวดหรือความขัดแย้งในอดีตมาตอกย้ำความแตกต่างอยู่ตลอดเวลา อาจทำให้คนรุ่นใหม่มองกันด้วยความหวาดระแวง แทนที่จะมองเห็นอนาคตร่วมกัน

ประวัติศาสตร์จึงควรเป็น “บทเรียน” มากกว่าเป็น “อาวุธ”

เราสามารถยอมรับได้ว่าแต่ละชุมชนมีความทรงจำทางประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกัน ขณะเดียวกันก็สามารถสร้างพื้นที่ให้ทุกฝ่ายได้เล่าเรื่องราวของตนเองด้วยความเคารพ ไม่จำเป็นต้องบังคับให้ทุกคนคิดเหมือนกัน แต่ควรทำให้ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันได้ แม้จะมีความแตกต่างทางศาสนา ภาษา ชาติพันธุ์ หรือวัฒนธรรม

การก้าวข้ามความขัดแย้งในอดีตจึงไม่ได้หมายถึงการลืมประวัติศาสตร์ แต่หมายถึงการเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ แล้วเลือกที่จะสร้างความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ที่ตั้งอยู่บนความเคารพ ความเสมอภาค และความยุติธรรม

3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ : ความหลากหลายที่สามารถอยู่ร่วมกันได้

ในชีวิตประจำวันของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เราสามารถพบเห็นผู้คนต่างศาสนาและต่างวัฒนธรรมใช้ชีวิตอยู่ในสังคมเดียวกัน ทั้งชาวไทยมุสลิม ชาวไทยพุทธ และผู้คนจากหลากหลายเชื้อสาย ต่างประกอบอาชีพ ทำมาหากิน ส่งบุตรหลานเข้าโรงเรียน และมีความสัมพันธ์ทางสังคมร่วมกัน

ตลาด ร้านค้า โรงเรียน ชุมชน และสถานที่สาธารณะ ล้วนเป็นพื้นที่ที่ผู้คนสามารถพบปะและช่วยเหลือกันได้

ความเป็นพหุวัฒนธรรมจึงไม่ใช่เพียงคำสวยหรูในเอกสาร แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวันของผู้คนจำนวนมาก

เพื่อนบ้านต่างศาสนาสามารถช่วยเหลือกันในยามเดือดร้อน สามารถแสดงความยินดีในเทศกาลสำคัญของกันและกัน และสามารถร่วมกันพัฒนาชุมชนโดยไม่จำเป็นต้องละทิ้งอัตลักษณ์ของตนเอง

สิ่งสำคัญคือ เราต้องไม่ทำให้ความแตกต่างกลายเป็นความเกลียดชัง

การเป็นมุสลิมไม่ได้ทำให้ใครเป็นคนอื่นของสังคม การเป็นพุทธก็ไม่ได้ทำให้ใครมีสิทธิเหนือกว่าผู้อื่น และการมีเชื้อสายหรือภาษาที่แตกต่างก็ไม่ได้ทำให้คุณค่าความเป็นมนุษย์ของใครลดลง

ทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งของบ้านหลังเดียวกันได้ หากบ้านหลังนั้นตั้งอยู่บนหลักของความเคารพและความยุติธรรม

ความเป็นไทยไม่จำเป็นต้องลบความหลากหลาย

คำว่า “ไทย” สามารถมีความหมายกว้างกว่าการมีวัฒนธรรมแบบเดียวกัน เพราะประเทศไทยประกอบด้วยผู้คนจำนวนมากที่มีความแตกต่างกันทั้งเชื้อสาย ภาษา ศาสนา และประเพณี

ความเป็นไทยจึงสามารถหมายถึงการอยู่ร่วมกันภายใต้กติกาเดียวกัน เคารพสิทธิของกันและกัน และร่วมกันดูแลบ้านเมืองที่เราอาศัยอยู่

ชาวไทยมุสลิมในภาคใต้สามารถรักษาภาษาและวัฒนธรรมมลายูของตนเอง ขณะเดียวกันก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยได้อย่างสมบูรณ์ เช่นเดียวกับคนไทยเชื้อสายจีนหรือกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ ที่สามารถรักษารากเหง้าของตนเองควบคู่ไปกับการเป็นพลเมืองไทย

นี่คือความงดงามของพหุวัฒนธรรม

ความแตกต่างไม่ได้ทำให้ชาติอ่อนแอ หากสังคมสามารถจัดการกับความแตกต่างด้วยความยุติธรรม

สถาบันพระมหากษัตริย์กับหลักความเป็นธรรมต่อประชาชน

ประเทศไทยมีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นส่วนสำคัญของประวัติศาสตร์และโครงสร้างทางสังคมของประเทศ และในกรอบรัฐธรรมนูญ พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของรัฐ

สำหรับผู้คนจำนวนมาก สถาบันพระมหากษัตริย์ยังเป็นสัญลักษณ์ของความต่อเนื่องและความเป็นหนึ่งเดียวของประเทศ อีกทั้งพระราชกรณียกิจในหลายพื้นที่สะท้อนแนวคิดเรื่องการพัฒนาคุณภาพชีวิตและการช่วยเหลือประชาชนโดยไม่แบ่งแยกศาสนาและเชื้อชาติ

การอยู่ร่วมกันอย่างสงบจึงควรตั้งอยู่บนหลักการว่า ประชาชนทุกคนมีศักดิ์ศรีและสิทธิที่ควรได้รับการคุ้มครองอย่างเสมอภาค ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด มีเชื้อสายใด หรือพูดภาษาใด

หลักความยุติธรรมที่แท้จริงต้องไม่เลือกปฏิบัติ

จากความทรงจำของอดีต สู่ความสัมพันธ์ของอนาคต

วันนี้เราอาจไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์ในอดีตได้ แต่เราสามารถเลือกได้ว่า จะนำอดีตมาใช้สร้างความเกลียดชัง หรือใช้เป็นบทเรียนเพื่อสร้างอนาคต

หากเรายังคงมองทุกสิ่งผ่านกรอบของความขัดแย้งในอดีต เราอาจเห็นแต่สิ่งที่แบ่งแยกเราออกจากกัน แต่หากเรามองไปข้างหน้า เราจะพบว่าสิ่งที่ทุกคนต้องการมีความคล้ายคลึงกันอย่างมาก นั่นคือความปลอดภัย การศึกษา อาชีพที่มั่นคง เศรษฐกิจที่ดี ครอบครัวที่มีความสุข และอนาคตที่ดีสำหรับลูกหลาน

ดังนั้น การสร้างสันติสุขใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จึงไม่ควรเป็นหน้าที่ของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเพียงลำพัง แต่ควรเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของประชาชน ผู้นำชุมชน ศาสนิกชน ภาครัฐ ภาคเอกชน และทุกภาคส่วนของสังคม

เราสามารถเห็นต่างทางความคิดได้ แต่ไม่จำเป็นต้องเกลียดกัน

    เราสามารถรักษาอัตลักษณ์ของตนเองได้ แต่ไม่จำเป็นต้องปฏิเสธอัตลักษณ์ของผู้อื่น และเราสามารถรักวัฒนธรรมของตนเองได้ โดยไม่จำเป็นต้องดูถูกวัฒนธรรมของคนอื่น

แผ่นดินเดียวกัน อนาคตร่วมกัน

ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งสำคัญกว่าการถกเถียงว่าใครมีความถูกต้องทางประวัติศาสตร์มากกว่าใคร คือการถามว่า “เราจะสร้างอนาคตร่วมกันอย่างไร

3 จังหวัดชายแดนภาคใต้สามารถเป็นตัวอย่างของสังคมพหุวัฒนธรรมที่ผู้คนต่างศาสนา ต่างภาษา และต่างเชื้อสายอยู่ร่วมกันได้อย่างมีศักดิ์ศรี หากทุกฝ่ายยึดหลักความเคารพ ความเสมอภาค และความยุติธรรม

ประเทศไทยอาจมีประวัติศาสตร์ที่ซับซ้อน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือคนรุ่นปัจจุบันสามารถเลือกเส้นทางของตนเองได้

เราสามารถมองอดีตด้วยความเข้าใจ

มองปัจจุบันด้วยความเป็นธรรม

และมองอนาคตด้วยความหวัง

ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยมุสลิม ชาวไทยพุทธ หรือผู้คนจากเชื้อสายและวัฒนธรรมใด ทุกคนล้วนสามารถมีบ้าน มีความฝัน และมีอนาคตร่วมกันบนผืนแผ่นดินไทย

เพราะความแตกต่างไม่ใช่ศัตรูของความเป็นหนึ่งเดียว

หากแต่ ความเคารพในความแตกต่างต่างหาก คือรากฐานของความเป็นหนึ่งเดียวอย่างแท้จริง

และเมื่อเราสามารถก้าวข้ามบาดแผลของประวัติศาสตร์ โดยไม่ลืมบทเรียนของมัน แล้วหันมาสร้างความสัมพันธ์ที่ตั้งอยู่บนความยุติธรรม ความเมตตา และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ประเทศไทยก็จะสามารถเดินหน้าต่อไปด้วยความมั่นคงและสันติสุข โดยมีความหลากหลายเป็นพลัง ไม่ใช่เป็นเหตุแห่งการแบ่งแยก.

ประชาชนใน จชต. จะปกป้องการรุกรานในชีวิตจากขบวนการBRN อย่างไร?

ประชาชนใน จชต. จะปกป้องการรุกรานในชีวิตจากขบวนการBRN อย่างไร?

การปกป้องชีวิต สวัสดิภาพ และความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.) จากการคุกคามหรือความรุนแรงของขบวนการ BRN มุ่งเน้นไปที่ "มาตรการความปลอดภัยเชิงป้องกัน การสร้างเครือข่ายเตือนภัย และการรวมกลุ่มภาคประชาชน" เป็นหลัก ดังนี้.-

1. การสร้างระบบเฝ้าระวังและเตือนภัยในระดับชุมชน

จัดตั้งเครือข่ายตาสับปะรด (Community Watch): ร่วมมือกับคนในหมู่บ้านเพื่อสอดส่องสิ่งผิดปกติ เช่น บุคคลแปลกหน้าที่เข้ามาพำนักผิดสังเกต ยานพาหนะต้องสงสัย หรือวัตถุที่ถูกวางทิ้งไว้

กำหนดจุดตรวจ/จุดซุ่มระวังของชุมชน: เสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) และ ราษฎรอาสารักษาหมู่บ้าน (อรบ.) เพื่อดูแลทางเข้า-ออกหมู่บ้านและพื้นที่เสี่ยงในยามวิกาล

ระบบแจ้งข่าวเร็ว: จัดตั้งกลุ่มสื่อสารด่วน (เช่น แอปพลิเคชันไลน์ หรือวิทยุสื่อสารชุมชน) สำหรับการแจ้งเตือนเหตุสงสัยหรือภัยคุกคามทันที

2. การเพิ่มทักษะและการปฏิบัติตัวในภาวะฉุกเฉิน

ซักซ้อมแผนเผชิญเหตุ: ฝึกซ้อมแผนซ่อนตัว แผนอพยพ และการรับมือเหตุระเบิด/ซุ่มยิง ร่วมกับชุมชนและภาครัฐอย่างต่อเนื่อง

การหลีกเลี่ยงเส้นทางและเวลาเสี่ยง: เพิ่มความระมัดระวังในการเดินทางบนเส้นทางเปลี่ยว เส้นทางสายรอง หรือช่วงเวลาที่มีสถิติการเกิดเหตุสูง

เรียนรู้การปฐมพยาบาลเบื้องต้น: ฝึกอบรมการช่วยเหลือชีวิตเบื้องต้น (First Aid/CPR) และการห้ามเลือดฉุกเฉินสำหรับผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุความรุนแรง

3. การปฏิเสธการเป็นเงื่อนไขและไม่ตกเป็นเป้าหมาย

วางตัวเป็นกลางและปฏิเสธการให้ความร่วมมือกลุ่มใช้ความรุนแรง: ไม่ให้การสนับสนุนด้านเสบียง ที่พักพิง การส่งข่าว หรือการเงินแก่กลุ่มผู้ก่อเหตุ เพื่อไม่ให้ชุมชนกลายเป็นพื้นที่เป้าหมายการแทรกแซง

ลดความขัดแย้งในพื้นที่: สร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนต่างศาสนิก (พุทธ-มุสลิม) เพื่อไม่ให้ความขัดแย้งส่วนบุคคลถูกนำไปแอบอ้างหรือขยายผลเป็นประเด็นความมั่นคง

4. การประสานความร่วมมือกับภาครัฐอย่างปลอดภัย

ใช้นวัตกรรมและช่องทางแจ้งเบาะแสแบบปกปิดตัวตน: แจ้งเบาะแสหรือข้อมูลความเสี่ยงผ่านสายด่วนหรือช่องทางที่เป็นลับ เพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว

ผลักดันพื้นที่ปลอดภัย (Safe Zones): ร่วมมือกับองค์กรชุมชนและเจ้าหน้าที่ในการกำหนดให้สถานที่สาธารณะ เช่น โรงเรียน มัสยิด วัด ตลาด และโรงพยาบาล เป็น "พื้นที่ปลอดอาวุธ" อย่างเด็ดขาด

5. การรวมกลุ่มเพื่อสร้างพลังต่อรองและเรียกร้องสันติภาพ

สนับสนุนกลุ่มภาคประชาสังคม (CSOs): รวมตัวกันในนามกลุ่มแม่ บ้าน หรือเครือข่ายชุมชน เพื่อต่อต้านการประทุษร้ายต่อผู้บริสุทธิ์

ส่งเสียงปฏิเสธความรุนแรง: ใช้พลังมวลชนในการประณามและกดดันไม่ให้มีการใช้ความรุนแรงต่อประชาชนบริสุทธิ์ ไม่ว่าจะมาจากฝ่ายใดก็ตาม

#ราษฎรอาสารักษาหมู่บ้าน #ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน #ประชาชนในจชตจะปกป้องการรุกรานในชีวิตจากขบวนการBRNอย่างไร

วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569

แปลกไหม? เมื่อรัฐบาลมาเลเซียไม่ประณามผู้ก่อเหตุ

แปลกไหม? เมื่อรัฐบาลมาเลเซียไม่ประณามผู้ก่อเหตุ

แปลกไหม? เมื่อรัฐบาลมาเลเซียไม่ประณามผู้ก่อเหตุ แต่กลับเตือนประชาชนให้งดเดินทางมายังชายแดนใต้ของไทย ทุกครั้งที่เกิดเหตุความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย สิ่งที่สังคมคาดหวังคือการร่วมกันประณามการใช้ความรุนแรงต่อผู้บริสุทธิ์ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับประชาชนของประเทศใดก็ตาม เพราะการลอบวางระเบิด การลอบยิง หรือการก่อเหตุที่มุ่งเป้าสร้างความหวาดกลัว ล้วนเป็นการกระทำที่ละเมิดหลักมนุษยธรรมและไม่อาจยอมรับได้

อย่างไรก็ตาม หลังเกิดเหตุระเบิดในพื้นที่ชายแดนใต้ที่ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ รวมถึงประชาชนชาวมาเลเซีย กลับมีคำถามจากหลายฝ่ายว่า เหตุใดรัฐบาลมาเลเซียจึงเลือกออกประกาศเตือนพลเมืองของตนให้งดหรือหลีกเลี่ยงการเดินทางมายังพื้นที่ดังกล่าว แต่กลับไม่มีการแสดงท่าทีประณามผู้ก่อเหตุอย่างชัดเจน

ในมุมมองของผู้ตั้งคำถาม เรื่องนี้อาจสะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับ "ผลลัพธ์" มากกว่าการประณาม "ต้นเหตุ" ของปัญหา เพราะแม้มาตรการเตือนการเดินทางจะเป็นหน้าที่ของรัฐในการคุ้มครองพลเมือง แต่การประณามการก่อเหตุรุนแรงก็เป็นการแสดงจุดยืนที่สำคัญว่า การใช้ความรุนแรงต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์เป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้

หลายประเทศทั่วโลก เมื่อเกิดเหตุลักษณะเดียวกัน มักดำเนินการควบคู่กันสองด้าน คือ ออกคำแนะนำด้านความปลอดภัยแก่ประชาชน พร้อมทั้งประณามผู้ก่อเหตุและสนับสนุนการดำเนินคดีต่อผู้ที่ใช้ความรุนแรง การดำเนินการทั้งสองอย่างไม่ได้ขัดแย้งกัน แต่เป็นการยืนยันหลักการว่าความปลอดภัยของประชาชนและการต่อต้านการก่อการร้ายต้องดำเนินไปพร้อมกัน

คำถามที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอีกประเด็น คือ การสื่อสารที่มุ่งเน้นเพียงการเตือนให้งดเดินทาง อาจทำให้ภาพลักษณ์ของพื้นที่ได้รับผลกระทบ ขณะที่ผู้ก่อเหตุซึ่งเป็นต้นตอของปัญหากลับไม่ได้รับแรงกดดันจากการถูกประณามในระดับที่หลายฝ่ายคาดหวัง

ประเด็นดังกล่าวทำให้บางคนเปรียบเทียบกับการทำงานขององค์กรหรือกลุ่มที่เคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนบางส่วน ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ในบางกรณีมักให้ความสำคัญกับการวิจารณ์ผลกระทบจากมาตรการของรัฐมากกว่าการแสดงจุดยืนประณามการใช้ความรุนแรงของผู้ก่อเหตุอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนและ NGO มีบทบาทและแนวทางการทำงานที่แตกต่างกัน และไม่ควรสรุปเหมารวมว่าทุกองค์กรมีจุดยืนแบบเดียวกัน เนื่องจากหลายองค์กรก็ได้ออกแถลงการณ์ประณามการโจมตีพลเรือนและเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพหลักสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่อง

ท้ายที่สุด ไม่ว่าผู้ก่อเหตุจะมีแรงจูงใจทางการเมือง ศาสนา หรืออุดมการณ์ใด การลอบวางระเบิดหรือใช้ความรุนแรงต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ย่อมไม่สามารถสร้างความชอบธรรมให้กับข้อเรียกร้องใดได้ การประณามผู้ก่อเหตุอย่างชัดเจนและการร่วมมือกันป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ คือสิ่งที่หลายฝ่ายคาดหวังจากทุกประเทศและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

เพราะในท้ายที่สุด ผู้ที่ต้องรับผลกระทบมากที่สุดไม่ใช่รัฐบาลของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่คือประชาชนผู้บริสุทธิ์ ทั้งชาวไทย ชาวมาเลเซีย และผู้คนทุกเชื้อชาติที่เพียงต้องการใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยจากความรุนแรง.