ศาสนากับการเมือง
: เมื่อความเชื่อถูกใช้เป็นเครื่องมือ และประชาชนกลายเป็นผู้ถูกหลอกซ้ำซาก
ในสังคมประชาธิปไตย
ศาสนาเป็นพื้นที่แห่งศรัทธา เป็นหลักยึดทางจิตใจ
และเป็นกรอบคุณธรรมที่ช่วยหล่อหลอมมนุษย์ให้รู้จักผิดชอบชั่วดี
ขณะที่การเมืองควรเป็นกลไกในการบริหารจัดการทรัพยากร แก้ไขปัญหาปากท้อง
และสร้างความเป็นธรรมให้ประชาชนทุกกลุ่ม แต่เมื่อใดที่ศาสนาถูกดึงลงมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง
เมื่อนั้น “ความศรัทธา” ย่อมถูกบิดเบือน
และประชาชนย่อมตกอยู่ในสภาพของผู้ถูกชักจูงมากกว่าผู้มีสิทธิ์ตัดสินใจอย่างมีสติ
กรณีของ
พรรคประชาชาติ ที่พยายามนำหลักความเชื่อทางศาสนามาเชื่อมโยงกับการเมือง
โดยอ้างอิงเรื่องราวของศาสดานบีนูฮ์ (นบีนุห์) หรือ โนอาห์ (Noah) กับการสร้างเรือใหญ่เพื่อพาผู้ศรัทธาพ้นภัยพิบัติ
เป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความพยายาม “กล่อมเกลาทางความคิด”
มากกว่าการเสนอทางออกเชิงนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม
การอธิบายว่าบรรพชนในยุคนั้นลุ่มหลงในโลกีย์
ผิดลูกผิดเมีย ชายเป็นหญิง หญิงเป็นชาย แล้วจบลงด้วยหายนะ
เป็นการดึงเรื่องศาสนามาเชื่อมโยงกับบริบทสังคมปัจจุบันอย่างผิวเผิน
และอันตรายอย่างยิ่ง เพราะแทนที่จะชวนประชาชนใช้สติปัญญา กลับเลือกใช้ “ความกลัว”
และ “บาปบุญ” เป็นเครื่องมือกดทับความคิดของชาวบ้าน
คำถามสำคัญคือ
ศาสนาถูกใช้เพื่อยกระดับจิตใจ
หรือถูกใช้เพื่อปิดบังความล้มเหลวทางการเมืองกันแน่
ตลอดระยะเวลา
4 ปีที่ผ่านมา
ที่พรรคประชาชาติมีบทบาทและดำรงตำแหน่งทางการเมืองในระดับต่าง ๆ
สังคมควรถามอย่างตรงไปตรงมาว่า พรรคได้ทำคุณงามความดีอะไรให้ประชาชนบ้าง
โดยเฉพาะพี่น้องประชาชนตาดำ ๆ ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.) ที่ถูกใช้เป็น “ฐานคะแนนเสียง”
มาอย่างยาวนาน
ไม่ใช่คำปราศรัย
ไม่ใช่คำสอนเชิงศาสนา และไม่ใช่การยกตัวอย่างจากคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ แต่คือ ผลลัพธ์ที่จับต้องได้
ในชีวิตประจำวันของประชาชน
ถนนเส้นหน้าบ้านวันนอร์ฯ
ที่ชาวบ้านใช้สัญจรทุกวัน วัวนอนเกลื่อนกลางถนนจนเกิดอุบัติเหตุซ้ำแล้วซ้ำเล่า
รถจักรยาน รถยนต์พังเสียหาย ชาวบ้านบาดเจ็บ บางรายต้องสูญเสียรายได้
บางรายเกือบสูญเสียชีวิต ปัญหาเล็ก ๆ
ที่สะท้อนความไร้ประสิทธิภาพของการบริหารจัดการในพื้นที่
กลับไม่เห็นการแก้ไขอย่างจริงจัง
คำถามง่าย ๆ คือ
ใครรับผิดชอบ
- อยู่ที่ไหนในช่วงที่ชาวบ้านเดือดร้อน
- ทำไมปัญหาที่เห็นกันตำตา
ถึงถูกปล่อยปละละเลย
หากแค่การจัดการความปลอดภัยขั้นพื้นฐานในถนนหน้าบ้านยังทำไม่ได้
แล้วจะไปพูดถึงการบริหารบ้านเมืองระดับประเทศได้อย่างไร
แต่แทนที่จะออกมายอมรับความล้มเหลว
กลับเลือกใช้ “ศาสนา” มาเป็นฉากหน้า ใช้หลักจิตวิทยาแบบกลับกลอก
ปิดตาชาวบ้านด้วยถ้อยคำสวยหรู สร้างภาพว่าตนเองยืนอยู่ข้างศีลธรรม
ทั้งที่ในทางปฏิบัติกลับไม่สามารถปกป้องประชาชนจากปัญหาที่อยู่ตรงหน้าได้เลย
ยิ่งน่าหดหู่
เมื่อพฤติกรรมทางการเมืองเป็นไปตามวัฏจักรเดิม ๆ
ขณะมีอำนาจ
— เงียบ ห่างเหิน เสวยสุขสบาย
ใกล้หมดวาระ
— อ่อนน้อม เข้าหาโต๊ะครู เข้าหาชาวบ้าน เข้าหาศาสนา เพื่อขอคะแนนเสียง
ศาสนาจึงไม่ใช่ที่พึ่งทางจิตใจอีกต่อไป
แต่กลายเป็น เครื่องมือหาเสียง ที่ถูกหยิบยกมาใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
โดยไม่สนใจว่าศรัทธาของประชาชนจะถูกทำให้แปดเปื้อนเพียงใด
ประชาชนในพื้นที่
จชต. ไม่ได้ต้องการนักการเมืองที่เทศนาเก่ง
หรือยกตัวอย่างจากประวัติศาสตร์ศาสนาได้ลึกซึ้ง แต่ต้องการผู้นำที่ แก้ปัญหาเป็น
รับฟังเสียงชาวบ้าน และกล้ายืนหยัดปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน
มากกว่าผลประโยชน์ของพรรคหรือกลุ่มตนเอง
การเอาเรื่องเรือโนอาห์มาสร้างภาพว่าพรรคคือ
“เรือแห่งความรอด” อาจฟังดูศักดิ์สิทธิ์ในเวทีปราศรัย แต่ในโลกความจริง
ชาวบ้านไม่ได้จมน้ำจากภัยพิบัติทางศีลธรรม หากแต่กำลังจมอยู่กับปัญหาปากท้อง
ความไม่ปลอดภัย และความล้มเหลวของระบบการเมือง
นี่อาจเป็น
ชังโชคร้ายของพี่น้องสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
ที่ต้องเผชิญกับนักการเมืองซึ่งเก่งในการพูดเรื่องศรัทธา
แต่ยากนักในการทำหน้าที่พื้นฐานของผู้แทนประชาชน
ศาสนาควรถูกเคารพ
ไม่ใช่ถูกใช้
ประชาชนควรถูกปกป้อง
ไม่ใช่ถูกหลอก
และการเมืองควรถูกตรวจสอบ
ไม่ใช่ได้รับอภิสิทธิ์จากความศักดิ์สิทธิ์
ถึงเวลาแล้วที่ชาวบ้านจะตั้งคำถาม
และไม่ยอมให้ใครเอาศาสนามาบังหน้า เพื่อปกปิดความจริงอีกต่อไป

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น