วันเสาร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2569

เมื่อความเชื่อถูกใช้เป็นเครื่องมือ และประชาชนกลายเป็นผู้ถูกหลอกซ้ำซาก

ศาสนากับการเมือง : เมื่อความเชื่อถูกใช้เป็นเครื่องมือ และประชาชนกลายเป็นผู้ถูกหลอกซ้ำซาก

ในสังคมประชาธิปไตย ศาสนาเป็นพื้นที่แห่งศรัทธา เป็นหลักยึดทางจิตใจ และเป็นกรอบคุณธรรมที่ช่วยหล่อหลอมมนุษย์ให้รู้จักผิดชอบชั่วดี ขณะที่การเมืองควรเป็นกลไกในการบริหารจัดการทรัพยากร แก้ไขปัญหาปากท้อง และสร้างความเป็นธรรมให้ประชาชนทุกกลุ่ม แต่เมื่อใดที่ศาสนาถูกดึงลงมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง เมื่อนั้น “ความศรัทธา” ย่อมถูกบิดเบือน และประชาชนย่อมตกอยู่ในสภาพของผู้ถูกชักจูงมากกว่าผู้มีสิทธิ์ตัดสินใจอย่างมีสติ

กรณีของ พรรคประชาชาติ ที่พยายามนำหลักความเชื่อทางศาสนามาเชื่อมโยงกับการเมือง โดยอ้างอิงเรื่องราวของศาสดานบีนูฮ์ (นบีนุห์) หรือ โนอาห์ (Noah) กับการสร้างเรือใหญ่เพื่อพาผู้ศรัทธาพ้นภัยพิบัติ เป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความพยายาม “กล่อมเกลาทางความคิด” มากกว่าการเสนอทางออกเชิงนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม

การอธิบายว่าบรรพชนในยุคนั้นลุ่มหลงในโลกีย์ ผิดลูกผิดเมีย ชายเป็นหญิง หญิงเป็นชาย แล้วจบลงด้วยหายนะ เป็นการดึงเรื่องศาสนามาเชื่อมโยงกับบริบทสังคมปัจจุบันอย่างผิวเผิน และอันตรายอย่างยิ่ง เพราะแทนที่จะชวนประชาชนใช้สติปัญญา กลับเลือกใช้ “ความกลัว” และ “บาปบุญ” เป็นเครื่องมือกดทับความคิดของชาวบ้าน

คำถามสำคัญคือ ศาสนาถูกใช้เพื่อยกระดับจิตใจ หรือถูกใช้เพื่อปิดบังความล้มเหลวทางการเมืองกันแน่

ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา ที่พรรคประชาชาติมีบทบาทและดำรงตำแหน่งทางการเมืองในระดับต่าง ๆ สังคมควรถามอย่างตรงไปตรงมาว่า พรรคได้ทำคุณงามความดีอะไรให้ประชาชนบ้าง โดยเฉพาะพี่น้องประชาชนตาดำ ๆ ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.) ที่ถูกใช้เป็น “ฐานคะแนนเสียง” มาอย่างยาวนาน

ไม่ใช่คำปราศรัย ไม่ใช่คำสอนเชิงศาสนา และไม่ใช่การยกตัวอย่างจากคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ แต่คือ ผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ในชีวิตประจำวันของประชาชน

ถนนเส้นหน้าบ้านวันนอร์ฯ ที่ชาวบ้านใช้สัญจรทุกวัน วัวนอนเกลื่อนกลางถนนจนเกิดอุบัติเหตุซ้ำแล้วซ้ำเล่า รถจักรยาน รถยนต์พังเสียหาย ชาวบ้านบาดเจ็บ บางรายต้องสูญเสียรายได้ บางรายเกือบสูญเสียชีวิต ปัญหาเล็ก ๆ ที่สะท้อนความไร้ประสิทธิภาพของการบริหารจัดการในพื้นที่ กลับไม่เห็นการแก้ไขอย่างจริงจัง

คำถามง่าย ๆ คือ ใครรับผิดชอบ

- อยู่ที่ไหนในช่วงที่ชาวบ้านเดือดร้อน

- ทำไมปัญหาที่เห็นกันตำตา ถึงถูกปล่อยปละละเลย

หากแค่การจัดการความปลอดภัยขั้นพื้นฐานในถนนหน้าบ้านยังทำไม่ได้ แล้วจะไปพูดถึงการบริหารบ้านเมืองระดับประเทศได้อย่างไร

แต่แทนที่จะออกมายอมรับความล้มเหลว กลับเลือกใช้ “ศาสนา” มาเป็นฉากหน้า ใช้หลักจิตวิทยาแบบกลับกลอก ปิดตาชาวบ้านด้วยถ้อยคำสวยหรู สร้างภาพว่าตนเองยืนอยู่ข้างศีลธรรม ทั้งที่ในทางปฏิบัติกลับไม่สามารถปกป้องประชาชนจากปัญหาที่อยู่ตรงหน้าได้เลย

ยิ่งน่าหดหู่ เมื่อพฤติกรรมทางการเมืองเป็นไปตามวัฏจักรเดิม ๆ

ขณะมีอำนาจ — เงียบ ห่างเหิน เสวยสุขสบาย

ใกล้หมดวาระ — อ่อนน้อม เข้าหาโต๊ะครู เข้าหาชาวบ้าน เข้าหาศาสนา เพื่อขอคะแนนเสียง

ศาสนาจึงไม่ใช่ที่พึ่งทางจิตใจอีกต่อไป แต่กลายเป็น เครื่องมือหาเสียง ที่ถูกหยิบยกมาใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยไม่สนใจว่าศรัทธาของประชาชนจะถูกทำให้แปดเปื้อนเพียงใด

ประชาชนในพื้นที่ จชต. ไม่ได้ต้องการนักการเมืองที่เทศนาเก่ง หรือยกตัวอย่างจากประวัติศาสตร์ศาสนาได้ลึกซึ้ง แต่ต้องการผู้นำที่ แก้ปัญหาเป็น รับฟังเสียงชาวบ้าน และกล้ายืนหยัดปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน มากกว่าผลประโยชน์ของพรรคหรือกลุ่มตนเอง

การเอาเรื่องเรือโนอาห์มาสร้างภาพว่าพรรคคือ “เรือแห่งความรอด” อาจฟังดูศักดิ์สิทธิ์ในเวทีปราศรัย แต่ในโลกความจริง ชาวบ้านไม่ได้จมน้ำจากภัยพิบัติทางศีลธรรม หากแต่กำลังจมอยู่กับปัญหาปากท้อง ความไม่ปลอดภัย และความล้มเหลวของระบบการเมือง

นี่อาจเป็น ชังโชคร้ายของพี่น้องสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ต้องเผชิญกับนักการเมืองซึ่งเก่งในการพูดเรื่องศรัทธา แต่ยากนักในการทำหน้าที่พื้นฐานของผู้แทนประชาชน

ศาสนาควรถูกเคารพ ไม่ใช่ถูกใช้

ประชาชนควรถูกปกป้อง ไม่ใช่ถูกหลอก

และการเมืองควรถูกตรวจสอบ ไม่ใช่ได้รับอภิสิทธิ์จากความศักดิ์สิทธิ์

ถึงเวลาแล้วที่ชาวบ้านจะตั้งคำถาม และไม่ยอมให้ใครเอาศาสนามาบังหน้า เพื่อปกปิดความจริงอีกต่อไป

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น