วันเสาร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2569

ลงคะแนนเพราะเชื้อสายเดียวกัน ไม่ใช่สติปัญญาทางการเมือง

เมื่ออัตลักษณ์ถูกใช้แทนเหตุผล และศาสนาถูกใช้เป็นเพียงเครื่องมือ การเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยควรเป็นกระบวนการที่ประชาชนใช้ “สติปัญญา” และ “วิจารณญาณ” เป็นหลัก มิใช่ใช้อารมณ์ ความรู้สึกผูกพันทางเชื้อชาติ หรืออัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมมาเป็นตัวตัดสิน หากการลงคะแนนยังคงยึดเพียงว่า “เขาเป็นพวกเดียวกัน” “เป็นมลายูเหมือนกัน” หรือ “อ้างว่าปกป้องศาสนาเดียวกัน” ทั้งที่ผลงานที่ผ่านมาไม่เคยสร้างประโยชน์ให้ประชาชนอย่างแท้จริง นั่นไม่ใช่ความภักดี แต่คือความมืดบอดทางการเมืองอย่างน่าเป็นห่วง

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เราเห็นพรรคการเมืองบางพรรคพยายามผูกขาดคำว่า “มลายู” และ “ศาสนา” ราวกับเป็นทรัพย์สินของตนเอง ใช้เป็นเครื่องมือหาเสียง สร้างความรู้สึกว่า หากไม่เลือกพรรคนี้ เท่ากับทรยศต่อเชื้อชาติและศรัทธา ทั้งที่ในความเป็นจริง การกระทำและจุดยืนทางนโยบายของพรรคกลับสวนทางกับหลักศาสนาอย่างชัดเจน

นโยบายที่สวนทางศาสนา แต่ถูกกลบด้วยวาทกรรม

สิ่งที่ประชาชนควรถามตัวเองอย่างตรงไปตรงมา คือ พรรคที่อ้างตัวเป็นตัวแทนของชาวมลายูและมุสลิมนั้น ได้ยืนอยู่บนหลักการศาสนาจริงหรือไม่ เมื่อพิจารณาจากจุดยืนทางนโยบายในระดับประเทศ เรากลับพบว่า พรรคเหล่านี้สนับสนุนนโยบายที่ขัดกับหลักศาสนาอิสลามอย่างชัดแจ้ง ไม่ว่าจะเป็น

- การสนับสนุนให้เหล้าต้มและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถูกกฎหมาย

- การสนับสนุนกฎหมายสมรสเท่าเทียม

- การนิ่งเฉยหรือเห็นดีเห็นงามกับโครงสร้างสังคมที่บ่อนทำลายศีลธรรม

แต่เมื่อถึงฤดูหาเสียงในพื้นที่ กลับใช้คำพูดที่ฟังดูสวยหรู เช่น “จะพยายามให้อยู่ในกรอบศาสนา” “จะคำนึงถึงหลักอิสลาม” คำถามคือ หากในระดับนโยบายใหญ่ยังยอมโหวตหรือสนับสนุนสิ่งที่ขัดศาสนา แล้วคำสัญญาในเวทีหาเสียงมีค่าอะไร นอกจากการหลอกลวงผู้ศรัทธา

มีเพียงคนที่ขาดสติทางการเมืองเท่านั้น ที่จะเชื่อว่าพรรคการเมืองสามารถ “อยู่ในกรอบศาสนา” ได้ด้วยคำพูด ขณะที่การกระทำสวนทางอย่างสิ้นเชิง

การอ้างผลงานที่ไม่ตรงกับความจริง

อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ถูกใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า คือการหยิบยกกรณี “พักหนี้ กยศ.” หรือ “ช่วยเหลือเยาวชน” มาอ้างว่าเป็นผลงานของพรรคตน ทั้งที่ในความเป็นจริง นโยบายเหล่านี้เป็นผลจากหลายฝ่าย หลายพรรค และกลไกของรัฐ ไม่ใช่ความดีความชอบของพรรคใดพรรคหนึ่งโดยเฉพาะ

การอ้างผลงานเกินจริง ไม่ต่างจากการดูถูกสติปัญญาของประชาชน หากเรายังยอมรับการเมืองแบบนี้ ก็เท่ากับเปิดทางให้นักการเมืองใช้ประชาชนเป็นเพียงเครื่องมือสร้างอำนาจ ไม่ใช่ผู้รับใช้ประชาชนอย่างแท้จริง

เลือกคน ไม่ใช่เลือกเผ่าพันธุ์

ถึงเวลาแล้วที่ประชาชนในพื้นที่ต้อง “ตาสว่าง” และตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมา คนในพรรคการเมืองที่ใช้ศาสนาเป็นโล่กำบัง แต่กระทำสวนทางศาสนา คนที่ใช้เชื้อชาติเป็นเครื่องมือ แต่ไม่เคยสร้างความเป็นธรรมให้ทุกคนในสังคม คนแบบนี้หรือที่เราควรเคารพ และมอบอำนาจให้เป็นผู้แทนในสภา

การเลือก สส. ไม่ได้มีเงื่อนไขว่าต้องเป็นศาสนาเดียวกัน หรือเชื้อสายเดียวกัน ประวัติศาสตร์การเมืองทั่วโลกพิสูจน์แล้วว่า ผู้แทนที่ดีคือผู้ที่

- ทำงานเพื่อประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียม

- ไม่เลือกปฏิบัติทางศาสนาและชาติพันธุ์

- ยึดประโยชน์สาธารณะมากกว่าผลประโยชน์พรรค

- กล้ายืนหยัดในหลักการ ไม่ใช่เปลี่ยนจุดยืนตามฤดูกาลเลือกตั้ง

แม้เขาจะต่างศาสนา ต่างเชื้อชาติ หากเขาทำคุณประโยชน์ให้บ้านเมืองอย่างจริงใจ ซื่อสัตย์ และเป็นธรรม เขาย่อมมีคุณค่ามากกว่านักการเมืองที่อ้างศาสนาแต่บ่อนทำลายศรัทธาเสียเอง

ศักดิ์ศรีของประชาชน อยู่ที่การเลือกอย่างมีสติ

การลงคะแนนเสียงไม่ใช่เรื่องของความสงสาร ไม่ใช่เรื่องของพวกพ้อง และไม่ใช่เรื่องของสายเลือด แต่คือการตัดสินอนาคตของบ้านเมืองและลูกหลาน หากเรายังเลือกเพราะคำว่า “มลายูเหมือนกัน” ทั้งที่ไม่เคยได้ประโยชน์ใด ๆ กลับมา นั่นไม่ใช่ความภาคภูมิใจ แต่คือการทำร้ายชุมชนของตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ประชาชนมีศักดิ์ศรีมากพอที่จะเลือกคนดี ไม่ใช่เลือกป้ายพรรค ถึงเวลาหยุดโง่เขลาในนามของอัตลักษณ์ และเริ่มใช้ปัญญาในนามของอนาคต.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น