เมื่ออัตลักษณ์ถูกใช้แทนเหตุผล และศาสนาถูกใช้เป็นเพียงเครื่องมือ การเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยควรเป็นกระบวนการที่ประชาชนใช้ “สติปัญญา” และ “วิจารณญาณ” เป็นหลัก มิใช่ใช้อารมณ์ ความรู้สึกผูกพันทางเชื้อชาติ หรืออัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมมาเป็นตัวตัดสิน หากการลงคะแนนยังคงยึดเพียงว่า “เขาเป็นพวกเดียวกัน” “เป็นมลายูเหมือนกัน” หรือ “อ้างว่าปกป้องศาสนาเดียวกัน” ทั้งที่ผลงานที่ผ่านมาไม่เคยสร้างประโยชน์ให้ประชาชนอย่างแท้จริง นั่นไม่ใช่ความภักดี แต่คือความมืดบอดทางการเมืองอย่างน่าเป็นห่วง
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา
เราเห็นพรรคการเมืองบางพรรคพยายามผูกขาดคำว่า “มลายู” และ “ศาสนา”
ราวกับเป็นทรัพย์สินของตนเอง ใช้เป็นเครื่องมือหาเสียง สร้างความรู้สึกว่า
หากไม่เลือกพรรคนี้ เท่ากับทรยศต่อเชื้อชาติและศรัทธา ทั้งที่ในความเป็นจริง
การกระทำและจุดยืนทางนโยบายของพรรคกลับสวนทางกับหลักศาสนาอย่างชัดเจน
นโยบายที่สวนทางศาสนา
แต่ถูกกลบด้วยวาทกรรม
สิ่งที่ประชาชนควรถามตัวเองอย่างตรงไปตรงมา
คือ พรรคที่อ้างตัวเป็นตัวแทนของชาวมลายูและมุสลิมนั้น
ได้ยืนอยู่บนหลักการศาสนาจริงหรือไม่ เมื่อพิจารณาจากจุดยืนทางนโยบายในระดับประเทศ
เรากลับพบว่า พรรคเหล่านี้สนับสนุนนโยบายที่ขัดกับหลักศาสนาอิสลามอย่างชัดแจ้ง ไม่ว่าจะเป็น
-
การสนับสนุนให้เหล้าต้มและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถูกกฎหมาย
-
การสนับสนุนกฎหมายสมรสเท่าเทียม
-
การนิ่งเฉยหรือเห็นดีเห็นงามกับโครงสร้างสังคมที่บ่อนทำลายศีลธรรม
แต่เมื่อถึงฤดูหาเสียงในพื้นที่
กลับใช้คำพูดที่ฟังดูสวยหรู เช่น “จะพยายามให้อยู่ในกรอบศาสนา” “จะคำนึงถึงหลักอิสลาม”
คำถามคือ หากในระดับนโยบายใหญ่ยังยอมโหวตหรือสนับสนุนสิ่งที่ขัดศาสนา
แล้วคำสัญญาในเวทีหาเสียงมีค่าอะไร นอกจากการหลอกลวงผู้ศรัทธา
มีเพียงคนที่ขาดสติทางการเมืองเท่านั้น
ที่จะเชื่อว่าพรรคการเมืองสามารถ “อยู่ในกรอบศาสนา” ได้ด้วยคำพูด
ขณะที่การกระทำสวนทางอย่างสิ้นเชิง
การอ้างผลงานที่ไม่ตรงกับความจริง
อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ถูกใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
คือการหยิบยกกรณี “พักหนี้ กยศ.” หรือ “ช่วยเหลือเยาวชน”
มาอ้างว่าเป็นผลงานของพรรคตน ทั้งที่ในความเป็นจริง
นโยบายเหล่านี้เป็นผลจากหลายฝ่าย หลายพรรค และกลไกของรัฐ
ไม่ใช่ความดีความชอบของพรรคใดพรรคหนึ่งโดยเฉพาะ
การอ้างผลงานเกินจริง
ไม่ต่างจากการดูถูกสติปัญญาของประชาชน หากเรายังยอมรับการเมืองแบบนี้
ก็เท่ากับเปิดทางให้นักการเมืองใช้ประชาชนเป็นเพียงเครื่องมือสร้างอำนาจ
ไม่ใช่ผู้รับใช้ประชาชนอย่างแท้จริง
เลือกคน
ไม่ใช่เลือกเผ่าพันธุ์
ถึงเวลาแล้วที่ประชาชนในพื้นที่ต้อง
“ตาสว่าง” และตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมา
คนในพรรคการเมืองที่ใช้ศาสนาเป็นโล่กำบัง แต่กระทำสวนทางศาสนา
คนที่ใช้เชื้อชาติเป็นเครื่องมือ แต่ไม่เคยสร้างความเป็นธรรมให้ทุกคนในสังคม
คนแบบนี้หรือที่เราควรเคารพ และมอบอำนาจให้เป็นผู้แทนในสภา
การเลือก
สส. ไม่ได้มีเงื่อนไขว่าต้องเป็นศาสนาเดียวกัน หรือเชื้อสายเดียวกัน
ประวัติศาสตร์การเมืองทั่วโลกพิสูจน์แล้วว่า ผู้แทนที่ดีคือผู้ที่
-
ทำงานเพื่อประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียม
-
ไม่เลือกปฏิบัติทางศาสนาและชาติพันธุ์
-
ยึดประโยชน์สาธารณะมากกว่าผลประโยชน์พรรค
-
กล้ายืนหยัดในหลักการ ไม่ใช่เปลี่ยนจุดยืนตามฤดูกาลเลือกตั้ง
แม้เขาจะต่างศาสนา
ต่างเชื้อชาติ หากเขาทำคุณประโยชน์ให้บ้านเมืองอย่างจริงใจ ซื่อสัตย์ และเป็นธรรม
เขาย่อมมีคุณค่ามากกว่านักการเมืองที่อ้างศาสนาแต่บ่อนทำลายศรัทธาเสียเอง
ศักดิ์ศรีของประชาชน
อยู่ที่การเลือกอย่างมีสติ
การลงคะแนนเสียงไม่ใช่เรื่องของความสงสาร
ไม่ใช่เรื่องของพวกพ้อง และไม่ใช่เรื่องของสายเลือด
แต่คือการตัดสินอนาคตของบ้านเมืองและลูกหลาน หากเรายังเลือกเพราะคำว่า “มลายูเหมือนกัน”
ทั้งที่ไม่เคยได้ประโยชน์ใด ๆ กลับมา นั่นไม่ใช่ความภาคภูมิใจ
แต่คือการทำร้ายชุมชนของตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ประชาชนมีศักดิ์ศรีมากพอที่จะเลือกคนดี
ไม่ใช่เลือกป้ายพรรค ถึงเวลาหยุดโง่เขลาในนามของอัตลักษณ์
และเริ่มใช้ปัญญาในนามของอนาคต.

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น