วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ปัตตานีกำลังเดินเข้าสู่ จุดเปลี่ยนใหม่หรือไม่?

ปาตานีกำลังเดินเข้าสู่ จุดเปลี่ยนใหม่หรือไม่?

เมื่อเสียงจากภาคประชาสังคมเริ่มท้าทาย “โครงสร้างความมั่นคง” ที่ครอบงำชายแดนใต้มานานกว่า 20 ปี ตลอดกว่า 2 ทศวรรษหลังเหตุการณ์ปล้นปืนค่ายปิเหล็งในปี 2547 จังหวัดชายแดนภาคใต้ถูกบริหารภายใต้ “กรอบความมั่นคง” ที่ให้อำนาจพิเศษแก่รัฐและกองทัพอย่างต่อเนื่อง ทั้งกฎอัยการศึก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และโครงสร้างด้านความมั่นคงที่ขยายตัวขึ้นมหาศาล

แต่ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เริ่มเกิดสัญญาณใหม่ที่หลายฝ่ายจับตามองว่า อาจเป็น “การเปลี่ยนผ่านทางความคิด” ครั้งสำคัญของปาตานี เมื่อภาคประชาสังคม นักการเมือง และเครือข่ายศาสนา เริ่มประสานพลังกันอย่างเปิดเผยมากขึ้น เพื่อเรียกร้องให้รัฐไทย “เปลี่ยนวิธีคิด” ต่อปัญหาชายแดนใต้

หนึ่งในกระแสที่ได้รับความสนใจ คือบทวิเคราะห์ยาวจากเพจของ สุโก ดินอะ (Shukur Dina) ซึ่งพยายามอธิบายว่า เหตุลอบสังหาร สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ไม่ใช่เพียงคดีอาชญากรรมทั่วไป แต่กำลังถูกมองว่าเป็น “จุดแตกหัก” ที่ทำให้สังคมเริ่มตั้งคำถามต่อโครงสร้างความมั่นคงเดิมอย่างจริงจัง

บทความดังกล่าวเชื่อมโยงหลายปรากฏการณ์เข้าด้วยกัน ทั้งการรวมตัวละหมาดฮายัตของ 20 องค์กรภาคประชาสังคม การเรียกร้องให้ DSI รับคดีลอบสังหาร สส.กมลศักดิ์ เป็นคดีพิเศษ ไปจนถึงข้อกล่าวหาเรื่อง “ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร” หรือ IO ที่ถูกมองว่าใช้สร้างความแตกแยกในสังคมชายแดนใต้

แม้หลายประเด็นในบทความจะยังเป็น “ข้อวิเคราะห์ทางการเมือง” มากกว่าข้อเท็จจริงที่ได้รับการพิสูจน์ทางกฎหมาย แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ บรรยากาศทางสังคมในพื้นที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน

สิ่งที่เคยเป็น “เสียงเฉพาะกลุ่ม” กำลังเริ่มกลายเป็น “บทสนทนาสาธารณะ” โดยเฉพาะคำถามสำคัญว่า : “ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา แนวทางด้านความมั่นคงสามารถพาพื้นที่ออกจากวงจรความรุนแรงได้จริงหรือไม่?

คดีลอบสังหาร ที่กลายเป็นแรงสะเทือนทางการเมือง เหตุลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สร้างแรงกระเพื่อมอย่างมากในพื้นที่ เพราะเขาไม่ใช่เพียงนักการเมืองท้องถิ่น แต่เป็นหนึ่งในตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่พยายามผลักดันการเมืองแบบพลเรือนในจังหวัดชายแดนใต้

หลังเหตุการณ์ มีการรวมตัวละหมาดฮายัตครั้งใหญ่ที่จังหวัดยะลา โดยเครือข่ายภาคประชาสังคม 20 องค์กร ภายใต้การนำของสมัชชาประชาสังคมเพื่อสันติภาพ (CAP)

ภาพผู้คนจำนวนมาก ที่ออกมาร่วมขอดุอาอ์และเรียกร้องสันติภาพ สะท้อนว่า ความรู้สึก “อ่อนล้าจากความรุนแรง” กำลังขยายตัวในสังคมมลายูมุสลิมรุ่นใหม่ หลายฝ่ายเริ่มพูดตรงกันมากขึ้นว่า ปัญหาชายแดนใต้ไม่อาจแก้ด้วย “กำลัง” เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป

จาก “ทหารนำ” สู่ข้อเรียกร้อง “การเมืองนำ” ข้อเสนอสำคัญที่ถูกพูดถึงมากขึ้นในระยะหลัง คือการเปลี่ยนแนวทางจาก “มิติทหารนำ” ไปสู่ “มิติการเมืองนำ

แนวคิดนี้ ไม่ได้ หมายถึง การยกเลิกความมั่นคงทันที แต่หมายถึงการลดบทบาทกฎหมายพิเศษ เปิดพื้นที่การเมืองพลเรือน และสร้างกระบวนการรับฟังประชาชนอย่างจริงจัง

ข้อเสนอ ที่ถูกหยิบยกขึ้นมา มีทั้ง:

* ทบทวนกฎอัยการศึกและ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

* เพิ่มบทบาทรัฐบาลพลเรือนเหนือกลไกความมั่นคง

* เปิดพื้นที่สื่อและภาคประชาสังคม

* ผลักดันกระบวนการสันติภาพที่ประชาชนมีส่วนร่วมจริง

ข้อเรียกร้องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สิ่งที่ต่างออกไป คือวันนี้เริ่มมีแรงสนับสนุนจากหลายภาคส่วนมากขึ้น ทั้งนักวิชาการ ผู้นำศาสนา นักการเมือง และเยาวชนในพื้นที่

IO” และสงครามข้อมูลในชายแดนใต้

อีกประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง คือเรื่อง “IOหรือปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีข้อกล่าวหาจากภาคประชาสังคมและสื่อบางส่วนว่า มีการใช้บัญชีออนไลน์หรือเครือข่ายข้อมูลเพื่อโจมตีฝ่ายเห็นต่าง สร้างความหวาดระแวง หรือทำให้ภาคประชาชนถูกมองว่าเป็นภัยความมั่นคง

แม้หน่วยงานรัฐไทยเคยยืนยันว่า การปฏิบัติการด้านข้อมูลเป็นเรื่องจำเป็นต่อความมั่นคง แต่ประเด็นนี้ยังคงถูกถกเถียงอย่างหนัก โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ความไว้วางใจระหว่างรัฐกับประชาชนยังเปราะบาง

นักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยมองว่า “สงครามข้อมูล” อาจยิ่งทำให้ช่องว่างระหว่างรัฐกับประชาชนลึกขึ้นกว่าเดิม

จุดเปลี่ยนที่ยังไม่มีคำตอบ

สิ่งที่เกิดขึ้นในปัตตานีเวลานี้ อาจยังไม่ใช่ “การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่” ในเชิงโครงสร้างทันที แต่ชัดเจนว่า “ความเงียบ” แบบเดิมกำลังเปลี่ยนไป

ภาคประชาสังคม เริ่มกล้าพูดเรื่องอำนาจรัฐอย่างเปิดเผยมากขึ้น นักการเมืองในพื้นที่เริ่มเชื่อมโยงประเด็นสิทธิมนุษยชนเข้ากับการเมืองระดับชาติ ขณะที่คนรุ่นใหม่จำนวนมาก เริ่มตั้งคำถาม ต่อวิธีแก้ปัญหาแบบเดิมที่ดำเนินมายาวนานกว่า 20 ปี

คำถามสำคัญ จึงอาจไม่ใช่แค่ “ใครควบคุมพื้นที่

แต่คือ “รัฐไทยจะสร้างสันติภาพที่ประชาชนรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกันได้หรือไม่” เพราะสุดท้ายแล้ว สันติภาพที่ยั่งยืน อาจไม่ได้เกิดจากการมีอาวุธมากที่สุด แต่อาจเกิดจากวันที่ประชาชน “ไม่รู้สึกกลัวกันอีกต่อไป”.

วิธีชนะใจคนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างถาวร

 วิธีชนะใจคนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างถาวร

พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และบางอำเภอของสงขลา เป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางศาสนา วัฒนธรรม ภาษา และประวัติศาสตร์มายาวนาน ปัญหาความไม่สงบที่เกิดขึ้นตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ไม่ใช่เพียงเรื่องความมั่นคงหรือเหตุรุนแรงเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงปัญหาความไม่ไว้วางใจ ความรู้สึกห่างเหินระหว่างรัฐกับประชาชน รวมถึงความเหลื่อมล้ำในหลายมิติ ดังนั้น หากประเทศไทยต้องการ “ชนะใจ” คนในพื้นที่อย่างแท้จริงและถาวร จำเป็นต้องใช้แนวทางที่ลึกซึ้งกว่าเพียงการควบคุมสถานการณ์ด้วยกำลัง เพราะหัวใจสำคัญคือ “การสร้างความเชื่อมั่นและความรู้สึกเป็นเจ้าของประเทศร่วมกัน

ประการแรก รัฐต้องให้ความสำคัญกับ “ความยุติธรรม” อย่างจริงจัง ประชาชนในพื้นที่จำนวนมากต้องการเห็นการบังคับใช้กฎหมายที่เท่าเทียม โปร่งใส และตรวจสอบได้ หากเกิดกรณีเจ้าหน้าที่ใช้อำนาจเกินขอบเขต ต้องมีการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา เพราะความรู้สึกว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรม คือหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ประชาชนบางส่วนเกิดความไม่ไว้วางใจต่อรัฐ การสร้างระบบยุติธรรมที่ประชาชนเข้าถึงได้ จะช่วยลดความรู้สึกแตกแยก และทำให้ประชาชนเชื่อว่ารัฐพร้อมยืนอยู่ข้างความถูกต้อง ไม่ใช่เลือกปฏิบัติ

ประการที่สอง รัฐต้องเคารพอัตลักษณ์และวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ ชาวมลายูมุสลิมในพื้นที่มีภาษา วัฒนธรรม และหลักศาสนาที่เป็นเอกลักษณ์ การส่งเสริมให้ประชาชนสามารถใช้ภาษามลายูถิ่นควบคู่กับภาษาไทยในบางบริบท การสนับสนุนการศึกษาศาสนาอย่างเหมาะสม และการเปิดพื้นที่ให้วัฒนธรรมท้องถิ่นได้รับการยอมรับ จะช่วยลดความรู้สึกว่าตนถูกกลืนหรือถูกมองเป็นคนนอก ความหลากหลายไม่ใช่อุปสรรคของชาติ แต่สามารถเป็นพลังของประเทศได้ หากรัฐมองด้วยความเข้าใจและเคารพ

อีกประเด็นสำคัญคือ “เศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต” คนในพื้นที่จำนวนมากยังประสบปัญหาความยากจน การว่างงาน และโอกาสทางเศรษฐกิจที่จำกัด การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างอาชีพ การสนับสนุนธุรกิจท้องถิ่น และการลงทุนด้านการศึกษา จะช่วยให้เยาวชนมีอนาคตและความหวังมากขึ้น เมื่อประชาชนมีชีวิตที่มั่นคง มีรายได้เพียงพอ และเห็นว่ารัฐช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตจริง ความรู้สึกผูกพันกับประเทศก็จะเพิ่มขึ้นโดยธรรมชาติ เพราะไม่มีใครต้องการอยู่กับความขัดแย้งตลอดไป หากเขามองเห็นอนาคตที่ดีกว่า

นอกจากนี้ การเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับบ้านเกิดของตนเองก็มีความสำคัญอย่างมาก หลายครั้งนโยบายจากส่วนกลางอาจไม่สอดคล้องกับสภาพจริงในพื้นที่ หากรัฐรับฟังผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชน ครู เยาวชน และภาคประชาสังคมอย่างจริงใจ จะช่วยให้การแก้ปัญหามีประสิทธิภาพมากขึ้น ประชาชนจะรู้สึกว่าตนมีคุณค่าและมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของพื้นที่ ไม่ใช่เพียงผู้รับคำสั่งจากส่วนกลางเท่านั้น

ในขณะเดียวกัน สังคมไทยโดยรวมก็ต้องช่วยกันลดอคติและความหวาดระแวงต่อคนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะบางครั้งคนในพื้นที่รู้สึกว่าตนถูกเหมารวมจากเหตุการณ์ความรุนแรง ทั้งที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการสันติสุขเหมือนคนไทยทุกภูมิภาค การสร้างความเข้าใจระหว่างคนต่างศาสนา ต่างวัฒนธรรม และต่างพื้นที่ จะช่วยลดกำแพงทางความคิดและสร้างความเป็นหนึ่งเดียวของสังคมไทย

ท้ายที่สุด การชนะใจประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างถาวร ไม่สามารถทำได้ด้วยอาวุธหรือมาตรการด้านความมั่นคงเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัย “หัวใจ” คือความจริงใจ ความยุติธรรม ความเข้าใจ และการให้เกียรติในศักดิ์ศรีของประชาชน เมื่อประชาชนรู้สึกว่าตนได้รับความเป็นธรรม ได้รับโอกาส และได้รับการยอมรับในฐานะส่วนหนึ่งของประเทศไทยอย่างแท้จริง ความไว้วางใจก็จะค่อย ๆ เกิดขึ้น และนั่นคือรากฐานสำคัญของสันติภาพที่ยั่งยืนในพื้นที่ชายแดนใต้ต่อไปในอนาคต.

วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

หยุดบิดเบือน RSD เพื่อสร้างความชอบธรรมในการแบ่งแยกดินแดนในพื้นที่ จชต.

หยุดบิดเบือน “RSD” เพื่อสร้างความชอบธรรมในการแบ่งแยกดินแดนในพื้นที่ จชต.

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ประเด็นเรื่อง “สิทธิในการกำหนดใจตนเอง” หรือ *Right to Self-Determination* (RSD) ถูกหยิบยกขึ้นมาใช้โดยกลุ่มนักเคลื่อนไหวบางกลุ่มในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.) เพื่อพยายามสร้างวาทกรรมทางการเมืองว่า พื้นที่ดังกล่าวควรมีสิทธิแยกตัวออกจากประเทศไทย หรือควรมีรูปแบบการปกครองพิเศษที่แยกออกจากอำนาจรัฐส่วนกลาง โดยอ้างหลักกฎหมายระหว่างประเทศและหลักสิทธิมนุษยชนมาเป็นเครื่องมือสนับสนุนข้อเรียกร้องของตน

อย่างไรก็ตาม การนำแนวคิด RSD มาอ้างเพื่อสนับสนุนแนวคิดแบ่งแยกดินแดนนั้น เป็นการตีความแบบเลือกเฉพาะส่วนที่ตนเองต้องการ และละเลยข้อเท็จจริงสำคัญทั้งในด้านกฎหมายระหว่างประเทศ ประวัติศาสตร์ และสภาพความเป็นจริงของประเทศไทย

RSD ไม่ใช่ ใบอนุญาตแบ่งแยกประเทศ

หลัก Right to Self-Determination มีขึ้นเพื่อให้ประชาชนมีสิทธิในการกำหนดอนาคตทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของตนเอง แต่ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ หลักการดังกล่าวมิได้หมายความว่า “ทุกกลุ่ม” สามารถประกาศแยกดินแดนได้ตามใจชอบ

ในความเป็นจริง หลัก RSD ถูกใช้ในบริบทของการปลดปล่อยอาณานิคม หรือกรณีที่ประชาชนถูกกดขี่รุนแรงจนไม่สามารถใช้สิทธิขั้นพื้นฐานภายในรัฐเดิมได้ เช่น การถูกลิดรอนสิทธิทางการเมืองอย่างสิ้นเชิง ถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ หรือถูกปกครองแบบอาณานิคมโดยไม่มีส่วนร่วมใด ๆ

ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขดังกล่าว พี่น้องประชาชนในพื้นที่ จชต. มีสิทธิทางการเมืองเหมือนประชาชนทุกคนในประเทศ มีสิทธิเลือกตั้ง มีตัวแทนในรัฐสภา มีเสรีภาพในการนับถือศาสนาอิสลาม มีสถาบันการศึกษา ศาล และองค์กรศาสนาที่รัฐรับรอง รวมถึงสามารถใช้ภาษามลายูถิ่นในวิถีชีวิตประจำวันได้อย่างเปิดเผย

ดังนั้น การพยายามอ้าง RSD เพื่อผลักดันแนวคิดแบ่งแยกดินแดน จึงไม่สอดคล้องกับหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่แท้จริง

การสร้างวาทกรรม “ผู้ถูกกดขี่” เพื่อหวังผลทางการเมือง

กลุ่มนักเคลื่อนไหวบางส่วนพยายามสร้างภาพว่าประชาชนในพื้นที่ถูก “ยึดครอง” หรือ “ถูกกดขี่โดยรัฐไทย” เพื่อเชื่อมโยงเข้าสู่กรอบคิดแบบอาณานิคม ทั้งที่ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์และกฎหมายไม่ได้เป็นเช่นนั้น

พื้นที่ชายแดนใต้เป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทยมายาวนาน และรัฐไทยเองก็พยายามแก้ไขปัญหาผ่านกระบวนการพัฒนา การกระจายงบประมาณ การเปิดพื้นที่ทางการเมือง และการพูดคุยสันติสุขอย่างต่อเนื่อง

หากมองตามข้อเท็จจริง จะเห็นว่าประชาชนมลายูมุสลิมจำนวนมากสามารถเติบโตในระบบของรัฐไทยได้อย่างเต็มศักยภาพ ทั้งในด้านการศึกษา การเมือง ธุรกิจ และราชการ หลายคนดำรงตำแหน่งสำคัญระดับประเทศ สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า ประเทศไทยมิได้ปิดกั้นโอกาสของประชาชนในพื้นที่ตามที่มีการกล่าวอ้าง

แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ การเคลื่อนไหวบางรูปแบบกลับพยายามปลุกกระแสความเกลียดชังรัฐ สร้างความรู้สึกแบ่งแยก และใช้เยาวชนเป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยอาศัยถ้อยคำสวยหรู เช่น “สิทธิ เสรีภาพ อัตลักษณ์ และการปลดปล่อย” มาเป็นฉากหน้า ทั้งที่เป้าหมายลึก ๆ คือการสร้างความชอบธรรมให้แนวคิดแบ่งแยกดินแดน

สิทธิมนุษยชนต้องไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างความรุนแรง

แน่นอนว่า ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และรัฐเองก็ต้องรับฟังปัญหาของประชาชนอย่างจริงจัง แต่เสรีภาพต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย และไม่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือในการปลุกระดม สร้างความแตกแยก หรือสนับสนุนความรุนแรง

ในอดีต พื้นที่ชายแดนใต้ต้องสูญเสียชีวิตผู้บริสุทธิ์จำนวนมากจากเหตุการณ์ความไม่สงบ ทั้งชาวพุทธและมุสลิม ต่างเป็นเหยื่อของความรุนแรงเหมือนกัน การนำแนวคิด RSD มาใช้แบบสุดโต่ง อาจยิ่งทำให้ความหวาดระแวงในสังคมเพิ่มขึ้น และทำลายบรรยากาศแห่งการอยู่ร่วมกัน

ที่สำคัญ คนส่วนใหญ่ในพื้นที่ต้องการ “สันติภาพ” มากกว่าความขัดแย้ง ประชาชนต้องการเศรษฐกิจที่ดี การศึกษาที่มีคุณภาพ ความปลอดภัยในชีวิต และอนาคตที่มั่นคงให้ลูกหลาน ไม่ใช่การถูกดึงเข้าไปอยู่ในเกมการเมืองของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

ทางออกของปัญหาคือการอยู่ร่วมกัน ไม่ใช่การแบ่งแยก

การแก้ไขปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ควรเดินหน้าไปบนพื้นฐานของการพูดคุย การพัฒนา และความเข้าใจซึ่งกันและกัน ไม่ใช่การสร้างวาทกรรมเพื่อแบ่งประชาชนออกจากกัน

ประเทศไทยเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมที่มีผู้คนหลากหลายศาสนาและชาติพันธุ์อาศัยอยู่ร่วมกันมาอย่างยาวนาน ความแตกต่างไม่ใช่อุปสรรค หากทุกฝ่ายเคารพกฎหมาย เคารพสิทธิของกันและกัน และร่วมกันปฏิเสธความรุนแรง

RSD ไม่ควรถูกหยิบมาใช้แบบบิดเบือนเพื่อสร้างความชอบธรรมให้การแบ่งแยกดินแดน เพราะท้ายที่สุดแล้ว ผู้ที่ต้องรับผลกระทบมากที่สุดคือประชาชนในพื้นที่เอง

สิ่งที่สังคมไทยควรร่วมกันปกป้อง คือสันติภาพ ความเข้าใจ และอนาคตร่วมกันของคนทุกเชื้อชาติศาสนา ภายใต้ความเป็นประเทศไทยเดียวกัน ที่ทุกคนสามารถมีศักดิ์ศรี มีเสรีภาพ และมีโอกาสในการกำหนดอนาคตของตนเองได้โดยไม่ต้องเดินไปสู่ความแตกแยกและความรุนแรงอีกต่อไป.

วันพุธที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

RSD กับคำถามที่สังคมต้องกล้าคิด: ใครกันแน่ที่ได้ประโยชน์บนความทุกข์ของประชาชน?

“RSD” กับคำถามที่สังคมต้องกล้าคิด: ใครกันแน่ที่ได้ประโยชน์บนความทุกข์ของประชาชน?

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องเผชิญกับปัญหาความไม่สงบ ความหวาดระแวง และความแตกแยกที่ฝังรากลึกในสังคม ประชาชนจำนวนมากต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความกลัว สูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก และต้องแบกรับภาระจากสถานการณ์ที่ยืดเยื้อโดยไม่รู้จุดจบ แต่สิ่งที่น่าตั้งคำถามอย่างยิ่งคือ ในขณะที่ประชาชนทั่วไปกำลังทุกข์ยาก กลับมีกลุ่มบุคคลบางกลุ่ม ทั้งในนามองค์กรภาคประชาสังคม กลุ่มนักศึกษาสุดโต่ง หรือเครือข่ายที่นิยมแนวคิดแบ่งแยก กลับใช้วาทกรรม “กำหนดใจตนเอง” หรือ RSD (Remedial Self-Determination) เป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อสร้างกระแส ปลุกปั่นอารมณ์ และแสวงหาผลประโยชน์จากความขัดแย้ง

คำว่า “กำหนดใจตนเอง” ฟังดูสวยหรูในทางทฤษฎี แต่เมื่อถูกนำมาใช้ในบริบทของประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ กลับถูกตีความอย่างบิดเบือนเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับแนวคิดแบ่งแยกดินแดน ทั้งที่ข้อเท็จจริงคือ ประเทศไทยมิใช่รัฐที่กดขี่ศาสนา มิใช่รัฐที่ห้ามประชาชนดำรงอัตลักษณ์ของตนเอง และมิใช่ “ดารุลฮัรบี” ตามหลักการศาสนาอิสลามแต่อย่างใด

ประเทศไทยเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกศาสนาใช้ชีวิตได้อย่างเสรี ชาวมุสลิมสามารถละหมาด ถือศีลอด สร้างมัสยิด เรียนศาสนา แต่งกายตามหลักศาสนา และประกอบพิธีกรรมได้อย่างเปิดเผย มีทั้งโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา ศาลชารีอะห์ในบางเรื่องของครอบครัวและมรดก รวมถึงมีผู้นำศาสนาและองค์กรอิสลามที่ได้รับการยอมรับตามกฎหมาย สิ่งเหล่านี้สะท้อนชัดว่ารัฐไทยให้เกียรติและเคารพต่อความหลากหลายทางศาสนาและวัฒนธรรม

ดังนั้น การพยายามผลักดันวาทกรรม RSD เพื่อสร้างความรู้สึกว่า “ถูกกดขี่จนต้องแยกตัว” จึงเป็นเรื่องที่สังคมต้องตั้งคำถามว่า แท้จริงแล้วใครคือผู้ได้รับประโยชน์? เพราะเมื่อมองลึกลงไป จะพบว่ามีกลุ่มคนบางส่วนที่เติบโตบนความขัดแย้ง ได้รับทุนสนับสนุนจากต่างประเทศ ได้ชื่อเสียงจากเวทีสิทธิมนุษยชน ได้บทบาททางการเมือง และใช้เยาวชนเป็นเครื่องมือในการสร้างกระแสทางสังคม

หลายครั้งที่เราเห็นกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ การจัดม็อบ การสร้างกระแสผ่านโซเชียลมีเดีย หรือการปลุกเร้าให้เยาวชนเกิดความรู้สึกต่อต้านรัฐ โดยใช้ถ้อยคำรุนแรงและสร้างความเกลียดชังต่อสังคมส่วนรวม แต่ผู้ที่ออกมานำกระแสเหล่านั้น กลับไม่ใช่คนที่ต้องเผชิญผลกระทบโดยตรง คนที่เดือดร้อนจริงคือประชาชนตาดำ ๆ พ่อค้าแม่ค้า คนหาเช้ากินค่ำ และครอบครัวผู้มีรายได้น้อย ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม

ยิ่งไปกว่านั้น กระแสบางอย่างที่ถูกสร้างขึ้นในหมู่เยาวชน กลับกลายเป็นภาระต่อผู้ปกครองและครอบครัว เช่น การรณรงค์เปลี่ยนสีชุด แต่งกายตามกระแส หรือกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ที่ต้องใช้ค่าใช้จ่าย โดยไม่คำนึงถึงความเป็นจริงของคนรากหญ้า หลายครอบครัวต้องดิ้นรนหาเงินเพียงเพื่อให้ลูก “ไม่ตกกระแส” หรือไม่ถูกกีดกันจากสังคม ทั้งที่ในความเป็นจริง สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต หรือแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนเลยแม้แต่น้อย

คำถามสำคัญคือ สิ่งที่กลุ่มเหล่านี้ต้องการจริง ๆ คือสันติภาพ หรือเพียงต้องการรักษาพื้นที่ทางอำนาจและผลประโยชน์ของตนเอง? เพราะหากต้องการสันติสุขอย่างแท้จริง สิ่งที่ควรทำคือการสร้างโอกาสทางการศึกษา สร้างงาน พัฒนาเศรษฐกิจ และส่งเสริมความเข้าใจระหว่างผู้คน ไม่ใช่การปลุกระดมให้เกิดความแตกแยก หรือสร้างความเกลียดชังต่อรัฐและสังคม

เยาวชนไม่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือทางอุดมการณ์ พวกเขาควรได้รับการส่งเสริมให้คิดอย่างมีวิจารณญาณ มีความเข้าใจในข้อเท็จจริง และมองเห็นคุณค่าของการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม การสร้างความฮึกเหิมชั่วคราวผ่านวาทกรรมสุดโต่ง อาจทำให้บางคนรู้สึกมีพลัง แต่ท้ายที่สุดแล้ว คนที่ต้องรับผลกระทบจากความขัดแย้งคือประชาชนธรรมดา ไม่ใช่แกนนำที่อยู่เบื้องหลัง

จังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องการสันติภาพที่ยั่งยืน ไม่ใช่สันติภาพปลอมที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างอำนาจ ประเทศไทยอาจมีปัญหาหลายด้านที่ต้องแก้ไข แต่หนทางแก้ไม่ใช่การสร้างความแตกแยกหรือปลุกปั่นให้สังคมเกลียดชังกันเอง สิ่งที่ควรทำคือการร่วมกันพัฒนาพื้นที่ เปิดพื้นที่ให้มีการพูดคุยอย่างสร้างสรรค์ และเคารพในความแตกต่างภายใต้ความเป็นพลเมืองไทยร่วมกัน

ท้ายที่สุด ประชาชนควรตั้งคำถามให้มากขึ้นว่า ใครกันแน่ที่ได้ประโยชน์จากความขัดแย้ง และใครคือผู้ที่ต้องแบกรับความสูญเสีย เพราะในทุกเหตุการณ์ความไม่สงบ คนที่เจ็บปวดที่สุดไม่ใช่ผู้พูดบนเวที ไม่ใช่ผู้ได้รับทุนสนับสนุน หรือผู้สร้างกระแสบนโลกออนไลน์ แต่คือชาวบ้านธรรมดาที่เพียงต้องการใช้ชีวิตอย่างสงบสุขในบ้านเกิดของตนเอง

กำหนดใจตนเอง RSD ในพื้นที่ จชต.

กำหนดใจตนเอง RSD ในพื้นที่ จชต. : หยุดเอาคำหรูมาเคลมเพื่อแยกดินแดนได้แล้ว!

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราจะเห็นคำศัพท์หรู ๆ ทางกฎหมายระหว่างประเทศถูกหยิบมาใช้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มากขึ้น โดยเฉพาะคำว่า “RSD” หรือ Remedial Self-Determination ที่ถูกบางกลุ่มพยายามยกขึ้นมาอ้างว่าเป็น “สิทธิในการแยกตัวเป็นเอกราช” ของประชาชนในพื้นที่ จนทำให้คนจำนวนไม่น้อยเข้าใจผิดว่า กฎหมายสากลเปิดช่องให้สามารถแยกดินแดนได้ หากรู้สึกว่า “แตกต่าง” หรือ “ไม่พอใจรัฐ”

แต่ความจริงคือ RSD ไม่ใช่บุฟเฟต์ทางการเมืองที่ใครอยากหยิบมาใช้เมื่อไหร่ก็ได้

แนวคิดเรื่อง Remedial Self-Determination ในกฎหมายระหว่างประเทศนั้น เป็นหลักการที่ถูกพูดถึงในกรณีเฉพาะอย่างยิ่ง และยังเป็นแนวคิดที่ถกเถียงกันสูงในวงวิชาการด้วยซ้ำ มันไม่ได้เป็น “สิทธิอัตโนมัติ” สำหรับทุกขบวนการแบ่งแยกดินแดน แต่จะถูกหยิบยกขึ้นมาเฉพาะในสถานการณ์รุนแรงขั้นสุด เช่น ประชาชนถูกกดขี่อย่างเป็นระบบ ถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ถูกปฏิเสธสิทธิขั้นพื้นฐานโดยสิ้นเชิง และไม่มีช่องทางใดในการมีส่วนร่วมทางการเมืองอีกแล้ว

ถามจริง ๆ ว่า สถานการณ์ในประเทศไทยเข้าข่ายนั้นหรือ?

ประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีสิทธิเลือกตั้ง มีผู้แทน มีพรรคการเมือง มีเสรีภาพในการนับถือศาสนา มีโรงเรียนศาสนา มีศาลอิสลามในบางเรื่องของครอบครัวและมรดก รวมถึงมีนโยบายรัฐจำนวนมากที่พยายามสนับสนุนอัตลักษณ์มลายูมุสลิม แม้จะมีปัญหา มีความผิดพลาดจากรัฐ หรือมีบาดแผลทางประวัติศาสตร์ที่ต้องยอมรับ แต่สิ่งเหล่านั้นไม่ได้เท่ากับ “อาณานิคม” หรือ “การกดขี่จนต้องแยกประเทศ”

การพยายามหยิบ RSD มาใช้แบบตัดแปะ จึงไม่ต่างจากการเอาคำศัพท์สากลมาสร้างความชอบธรรมทางการเมืองให้กับแนวคิดแบ่งแยกดินแดนมากกว่า

ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ การบิดประวัติศาสตร์เพื่อปลุกเร้าอารมณ์คนรุ่นใหม่

ทุกวันนี้มีความพยายามยัดชุดความคิดให้เยาวชนว่า “สยามคือเจ้าอาณานิคม” และ “ปาตานีถูกยึดครอง” ราวกับว่าประวัติศาสตร์มีแค่ด้านเดียว ทั้งที่ความจริงประวัติศาสตร์ภูมิภาคนี้ซับซ้อนกว่านั้นมาก ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐมลายูกับสยามในอดีตมีทั้งการเมือง การค้า อำนาจ และระบบบรรณาการที่แตกต่างจากแนวคิดอาณานิคมแบบตะวันตกโดยสิ้นเชิง

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ มีบางกลุ่มเลือกเล่าเฉพาะมุมที่ตัวเองได้ประโยชน์ ตัดต่อเรื่องราวบางช่วง ขยายความเจ็บปวดบางเหตุการณ์ แล้วละเลยบริบททั้งหมด เพื่อสร้างภาพให้ความรุนแรงดู “เท่” และดูเป็น “การต่อสู้เพื่อเสรีภาพ”

ทั้งที่ในความเป็นจริง ความรุนแรงไม่เคยโรแมนติกเลย

คนที่ต้องสูญเสียจากเหตุการณ์ในพื้นที่ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ไม่ใช่นักทฤษฎีบนโลกออนไลน์ ไม่ใช่พวกที่นั่งโพสต์คำหรูอยู่ในห้องแอร์ แต่คือชาวบ้านธรรมดา ครู พระ อิหม่าม เด็ก ผู้หญิง และประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความหวาดกลัว

ทุกครั้งที่มีการปลุกปั่นด้วยวาทกรรมสุดโต่ง คนที่รับกรรมจริงคือประชาชนในพื้นที่

คำว่า “สิทธิ” จึงไม่ควรถูกใช้เป็นข้ออ้างในการสร้างเงื่อนไขให้ความรุนแรงดำรงอยู่ต่อไป เพราะสิทธิที่แท้จริงต้องเดินคู่กับความรับผิดชอบ และต้องไม่ละเมิดสิทธิในการมีชีวิตอย่างสงบของผู้อื่น

แน่นอน รัฐไทยเองก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบ ยังมีหลายเรื่องที่ต้องแก้ไข ทั้งความเป็นธรรม กระบวนการยุติธรรม การพัฒนาเศรษฐกิจ และความไว้วางใจระหว่างรัฐกับประชาชน แต่การแก้ปัญหาเหล่านี้ควรเดินหน้าอยู่บนฐานของสันติวิธี การพูดคุย และการอยู่ร่วมกัน ไม่ใช่การปั่นแนวคิดแบ่งแยกด้วยการบิดกฎหมายสากลหรือปลุกแค้นทางประวัติศาสตร์

เพราะสุดท้ายแล้ว การสร้างอนาคตร่วมกัน ย่อมดีกว่าการลากผู้คนกลับไปติดอยู่ในวังวนของความเกลียดชังไม่รู้จบ

หยุดเอา RSD มาเคลมมั่ว ๆ ได้แล้ว

หยุดใช้ประวัติศาสตร์เป็นเครื่องมือปลุกปั่นได้แล้ว

และหยุดทำให้เยาวชนเข้าใจว่า “ความรุนแรงคือทางออก” เสียที

สังคมในพื้นที่ต้องการสันติภาพ ไม่ใช่สงครามวาทกรรมที่สร้างศัตรูให้คนในชาติเดียวกัน

#BRN #หยุดบิดเบือนRSD #หยุดใช้ประวัติศาสตร์ปลุกปั่น

อิสลามยึดประเทศ

อิสลามยึดประเทศ

มีความพยายามสร้างกระแสมานานว่าไทยมีกฎหมายอิสลาม อิสลามจะยึดประเทศ คำว่า อิสลามจะยึดประเทศ เป็นคำปลุกระดม เพื่อสร้างกระแสความหวาดกลัวในความรู้สึกของคนไทยส่วนใหญ่ โดยเหตุผลหนึ่งที่ยกมา คือ ไทยมีกฎหมายอิสลามที่จะบังคับใช้คนไทยทั่วประเทศ หรือมีมัสยิดทั่วประเทศ ประเทศจะถูกยึดโดยอิสลาม เป็นตรรกแบบไม่ฉลาด

ข้อมูลการปลุกปั่นอย่างนี้ คนไทยส่วนใหญ่ไม่เชื่อเพราะเห็นว่า เป็นไปไม่ได้ แต่ก็มีคนบางกลุ่มที่อาจบ้าจี้ตาม ตีอกชกตัวว่า ประเทศไทยจะถูกยึด ก็มีคนเพี้ยนๆแบบนี้อยู่บ้าง

ข้อมูลเหล่านี้ ถูกส่งมาจากกลุ่มสุดโต่งบางกลุ่มที่สัมพันธ์กับวัดดัง แต่หลังเจ้าอาวาสโดนคดี และแกนนำบางคนติดคุกไปบ้าง จากการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จหรือหมิ่นปรัมาทผู้อื่น ก็ดูจะเงียบลงบ้าง แต่เพื่อความเข้าใจจึงอยากจะนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง บางคนจะได้ไม่ไปติดกับคนกลุ่มนี้

กฎหมายอิสลามไม่มีในประเทศไทย แต่มีกฎหมายที่เรียกว่า กฎหมายบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม ปี 2540 ที่กำหนดให้คณะกรรมการขึ้นมาเพื่อบริการองค์กรศาสนาอิสลาม

กฎหมายการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. 2540 พัฒนามาจาก พระราชบัญญัติมัสยิดอิสลาม พ.ศ. 2490" ซึ่งประกาศใช้ในสมัยของรัฐบาลพลเรือตรี ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ เพื่อรองรับสถานะและการจดทะเบียนของมัสยิดต่าง ๆ ให้ถูกต้องตามกฎหมาย

ก่อนหน้านี้ มัสยิดทุกแห่งในประเทศไทย ไม่ได้จดทะเบียน แม้หลายแห่งจะสร้างมาหลายร้อยปีก็ตาม หลังปี 2490 จึงมีการจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย จึงมีมัสนิดจำนวนมากจดทะเบียนหลังกฎหมายนี้ออกมา

มัสยิด จึงมี อิหม่าม คอเต็บ บอกล้าน และคณะกรรมการฯจำนวนหนึ่งเพื่อบริหารมัสยิดที่ถูกต้องตามกฎหมาย

ส่วนตำแหน่งจุฬาราขมนตรี เป็นคำแหน่งที่มีมาตั้งสมัยกรุงศรีอยุธยา แต่เดิมเป็นตำแหน่งเป็นผู้นำมุสลิม แม่ทัพฝ่ายมุสลิม แต่ถูกลดบทบาทลงไป เป็นที่ปรึกษาพระมหากษัตริย์ และตามกฎหมายปี 40 บทบาทก็ถูกลดไปอีก

หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ตำแหน่งจุฬาฯราชมนตรี เหมือนจะขาดช่วงไป จนมีการออก พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการศาสนูปถัมภ์ฝ่ายอิสลาม พุทธศักราช 2488/2490/2491 สมัยนายควง อภัยวงศ์ ใช้แต่งตั้งจุฬาราชมนตรี

กฎหมายปี 2540 กำหนดให้มีคณะกรรมการขึ้นมา 3 ระดับ คือ คณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิด (กอม.) ในระดับจังหวัด มีคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด (กอจ.) และระดับประเทศ มีคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย(กอท.) ทั้งหมดอยู่ภายใต้ จุฬาราชมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย

คณะกรรมการทั้ง 3 ระดับ ไม่มีเงินเดือน แต่มีเบี้ยประชุมเพียงเล็กน้อย อย่าง กอจ. มีเบี้ยประชุมเดือนละ 1,000 บาทเท่านั้น

บทบาทหน้าที่คือ การบริหารกิจการศาสนาอิสลาม อย่างกอจ. ก็กำกับดูแลมัสยิดให้เป็นระเบียบร้อย การคัดเลือกอิหม่ามแบะคณะกรรมการเมื่อหมดวาระ หรือทีีมีน้ำมีเนื้อหน่อยก็การตรวจรับรองฮาลาล ที่มีรายได้จากค่าธรรมเนียมเพื่อหล่อเลี้ยงองค์กร ทำหน้าที่ข่วยส่วนราชการตามที่มีการประสาน กอจ.แม้จะมีหน้าที่เป็นที่ปรึกษาผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เรียกมาปรึกษา จะได้เจอผู้ว่าฯซัดครั้งก็งานถวานพระพรที่ศาลากลางฯ

ทั้ง กรรมการมัสยิด, กรรมการจังหวัด หรือกรรมการกลางฯ ไม่ได้มีอำนาจให้คุณให้โทษกับใครได้ ไม่มีงบประมาณอยู่ในมือ ไม่ได้มีอำนาจพกพาอาวธ ทุกอย่างต้องปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศไทยทั้งสิ้น ใครที่เชื่อว่า มุสลิมหรืออิสลามจะยึดประเทศตามที่พวกสุดโต่งปั่นหัว ก็น่าจะปัญญาอ่อนพอกัน

#อิสลามยึดประเทศ

วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ศาสนาอิสลามที่แท้จริง มิใช่ศาสนาริเริ่มสร้างความวุ่นวาย

ศาสนาอิสลามที่แท้จริง มิใช่ศาสนาแห่งการเริ่มต้นสร้างความวุ่นวาย

ศาสนาอิสลามที่แท้จริง มิใช่ศาสนาแห่งการเริ่มต้นสร้างความวุ่นวาย ความแตกแยก หรือการทำลายสังคม ตรงกันข้าม อิสลามคือศาสนาแห่งสันติภาพ ความเมตตา และการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลในสังคมพหุวัฒนธรรม คำว่า “อิสลาม” เองมีรากศัพท์มาจากคำว่า “สลาม” ซึ่งหมายถึงความสงบสุข ความปลอดภัย และการมอบสันติให้แก่ผู้อื่น ดังนั้น ผู้ที่เข้าใจหลักคำสอนของอิสลามอย่างแท้จริง จะไม่เป็นผู้เริ่มต้นก่อกวน สร้างปัญหา หรือสร้างความเดือดร้อนแก่สังคม

อิสลามสอนให้มนุษย์เคารพศักดิ์ศรีของกันและกัน ไม่ว่าจะต่างเชื้อชาติ ภาษา ศาสนา หรือวัฒนธรรม พระผู้เป็นเจ้าทรงสร้างมนุษย์ให้มีความหลากหลาย เพื่อให้เรียนรู้และอยู่ร่วมกันด้วยความเข้าใจ มิใช่เพื่อดูหมิ่น เหยียดหยาม หรือสร้างความเกลียดชังต่อกัน หลักการสำคัญในอิสลามจึงเน้นการสร้างสังคมแห่งความยุติธรรม ความอดทน และความเมตตา เพราะเมื่อมนุษย์มีหัวใจแห่งคุณธรรม สังคมก็จะเกิดความสงบสุขอย่างแท้จริง

ในประวัติศาสตร์ของศาสนาอิสลาม ท่านศาสดามุฮัมมัด ได้เป็นแบบอย่างที่ชัดเจนของการอยู่ร่วมกับผู้คนต่างศาสนาอย่างสันติ ท่านไม่เคยสั่งสอนให้เริ่มต้นสร้างความรุนแรงหรือทำลายผู้อื่นโดยไร้เหตุผล ตรงกันข้าม ท่านกลับสอนให้ตอบโต้ความชั่วด้วยความดี สอนให้ให้อภัย และรักษาความสัมพันธ์อันดีต่อเพื่อนมนุษย์ แม้กระทั่งผู้ที่เคยทำร้ายหรือกล่าวร้ายต่อท่าน ท่านยังคงใช้ความอดทนและสติปัญญาในการแก้ปัญหา มากกว่าการใช้อารมณ์หรือความรุนแรง

ปัจจุบัน สังคมโลกเผชิญกับปัญหาความขัดแย้ง ความแตกแยก และการปลุกปั่นทางความคิดอยู่มาก บางครั้งมีผู้ที่นำศาสนาไปใช้ผิดบริบท หรือใช้เป็นเครื่องมือสร้างความเกลียดชัง จนทำให้ผู้คนภายนอกเข้าใจผิดว่าอิสลามสนับสนุนความรุนแรง ทั้งที่แท้จริงแล้ว การกระทำที่สร้างความวุ่นวาย การทำลายชีวิตและทรัพย์สิน หรือการสร้างความเดือดร้อนแก่สังคม ล้วนขัดต่อหลักคำสอนของอิสลามอย่างชัดเจน เพราะอิสลามให้ความสำคัญกับการรักษาชีวิต เกียรติ และทรัพย์สินของมนุษย์ทุกคน

มุสลิมที่ดีจึงต้องเป็นผู้สร้าง มิใช่ผู้ทำลาย เป็นผู้เชื่อมความสัมพันธ์ มิใช่ผู้สร้างความแตกแยก ต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม มีจิตสำนึกแห่งความเมตตา และพร้อมช่วยเหลือส่วนรวม อิสลามส่งเสริมให้มนุษย์ทำความดีต่อเพื่อนบ้าน ดูแลผู้ยากไร้ เคารพกฎหมาย และรักษาความสงบของบ้านเมือง เพราะสังคมที่สงบสุขจะเกิดขึ้นได้จากการที่ทุกคนร่วมมือกันสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน

โดยเฉพาะในสังคมพหุวัฒนธรรม เช่น พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ การอยู่ร่วมกันอย่างสันติถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง คนในสังคมอาจมีความแตกต่างทางศาสนา ภาษา และวัฒนธรรม แต่ทุกคนต่างต้องการความปลอดภัย ความสงบสุข และอนาคตที่ดีให้แก่ลูกหลาน หากทุกฝ่ายยึดหลักแห่งความอดทน การเคารพซึ่งกันและกัน และการพูดคุยด้วยเหตุผล ปัญหาความขัดแย้งก็จะค่อย ๆ ลดลง และสังคมจะกลับคืนสู่ความสงบอย่างยั่งยืน

เยาวชนรุ่นใหม่จึงควรศึกษาอิสลามจากแหล่งความรู้ที่ถูกต้อง ไม่หลงเชื่อต่อการบิดเบือนหรือการปลุกระดมที่นำไปสู่ความเกลียดชัง เพราะผู้ที่มีความรู้และเข้าใจศาสนาอย่างแท้จริง จะรู้ว่าศาสนาอิสลามไม่อนุญาตให้ละเมิดผู้อื่น ไม่อนุญาตให้สร้างความเดือดร้อนแก่สังคม และไม่สนับสนุนการทำลายความสงบสุขของส่วนรวม ตรงกันข้าม อิสลามต้องการให้มนุษย์เป็นผู้มีคุณธรรม มีความรับผิดชอบ และเป็นกำลังสำคัญในการสร้างสันติภาพ

แท้จริงแล้ว ศาสนาอิสลามคือศาสนาแห่งความสมดุลและความเมตตา ผู้ศรัทธาที่แท้จริงจะไม่เป็นผู้เริ่มต้นก่อกวน ไม่สร้างปัญหา และไม่สร้างความแตกแยกในสังคม แต่จะเป็นผู้ที่นำพาความดี ความสงบ และความเข้าใจมาสู่ผู้คนรอบข้าง เพราะสันติสุขที่แท้จริง มิได้เกิดจากความรุนแรงหรือความเกลียดชัง แต่เกิดจากหัวใจที่มีศรัทธา คุณธรรม และความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ทุกคน