วันพุธที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

กำหนดใจตนเอง RSD ในพื้นที่ จชต.

กำหนดใจตนเอง RSD ในพื้นที่ จชต. : หยุดเอาคำหรูมาเคลมเพื่อแยกดินแดนได้แล้ว!

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราจะเห็นคำศัพท์หรู ๆ ทางกฎหมายระหว่างประเทศถูกหยิบมาใช้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มากขึ้น โดยเฉพาะคำว่า “RSD” หรือ Remedial Self-Determination ที่ถูกบางกลุ่มพยายามยกขึ้นมาอ้างว่าเป็น “สิทธิในการแยกตัวเป็นเอกราช” ของประชาชนในพื้นที่ จนทำให้คนจำนวนไม่น้อยเข้าใจผิดว่า กฎหมายสากลเปิดช่องให้สามารถแยกดินแดนได้ หากรู้สึกว่า “แตกต่าง” หรือ “ไม่พอใจรัฐ”

แต่ความจริงคือ RSD ไม่ใช่บุฟเฟต์ทางการเมืองที่ใครอยากหยิบมาใช้เมื่อไหร่ก็ได้

แนวคิดเรื่อง Remedial Self-Determination ในกฎหมายระหว่างประเทศนั้น เป็นหลักการที่ถูกพูดถึงในกรณีเฉพาะอย่างยิ่ง และยังเป็นแนวคิดที่ถกเถียงกันสูงในวงวิชาการด้วยซ้ำ มันไม่ได้เป็น “สิทธิอัตโนมัติ” สำหรับทุกขบวนการแบ่งแยกดินแดน แต่จะถูกหยิบยกขึ้นมาเฉพาะในสถานการณ์รุนแรงขั้นสุด เช่น ประชาชนถูกกดขี่อย่างเป็นระบบ ถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ถูกปฏิเสธสิทธิขั้นพื้นฐานโดยสิ้นเชิง และไม่มีช่องทางใดในการมีส่วนร่วมทางการเมืองอีกแล้ว

ถามจริง ๆ ว่า สถานการณ์ในประเทศไทยเข้าข่ายนั้นหรือ?

ประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีสิทธิเลือกตั้ง มีผู้แทน มีพรรคการเมือง มีเสรีภาพในการนับถือศาสนา มีโรงเรียนศาสนา มีศาลอิสลามในบางเรื่องของครอบครัวและมรดก รวมถึงมีนโยบายรัฐจำนวนมากที่พยายามสนับสนุนอัตลักษณ์มลายูมุสลิม แม้จะมีปัญหา มีความผิดพลาดจากรัฐ หรือมีบาดแผลทางประวัติศาสตร์ที่ต้องยอมรับ แต่สิ่งเหล่านั้นไม่ได้เท่ากับ “อาณานิคม” หรือ “การกดขี่จนต้องแยกประเทศ”

การพยายามหยิบ RSD มาใช้แบบตัดแปะ จึงไม่ต่างจากการเอาคำศัพท์สากลมาสร้างความชอบธรรมทางการเมืองให้กับแนวคิดแบ่งแยกดินแดนมากกว่า

ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ การบิดประวัติศาสตร์เพื่อปลุกเร้าอารมณ์คนรุ่นใหม่

ทุกวันนี้มีความพยายามยัดชุดความคิดให้เยาวชนว่า “สยามคือเจ้าอาณานิคม” และ “ปาตานีถูกยึดครอง” ราวกับว่าประวัติศาสตร์มีแค่ด้านเดียว ทั้งที่ความจริงประวัติศาสตร์ภูมิภาคนี้ซับซ้อนกว่านั้นมาก ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐมลายูกับสยามในอดีตมีทั้งการเมือง การค้า อำนาจ และระบบบรรณาการที่แตกต่างจากแนวคิดอาณานิคมแบบตะวันตกโดยสิ้นเชิง

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ มีบางกลุ่มเลือกเล่าเฉพาะมุมที่ตัวเองได้ประโยชน์ ตัดต่อเรื่องราวบางช่วง ขยายความเจ็บปวดบางเหตุการณ์ แล้วละเลยบริบททั้งหมด เพื่อสร้างภาพให้ความรุนแรงดู “เท่” และดูเป็น “การต่อสู้เพื่อเสรีภาพ”

ทั้งที่ในความเป็นจริง ความรุนแรงไม่เคยโรแมนติกเลย

คนที่ต้องสูญเสียจากเหตุการณ์ในพื้นที่ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ไม่ใช่นักทฤษฎีบนโลกออนไลน์ ไม่ใช่พวกที่นั่งโพสต์คำหรูอยู่ในห้องแอร์ แต่คือชาวบ้านธรรมดา ครู พระ อิหม่าม เด็ก ผู้หญิง และประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความหวาดกลัว

ทุกครั้งที่มีการปลุกปั่นด้วยวาทกรรมสุดโต่ง คนที่รับกรรมจริงคือประชาชนในพื้นที่

คำว่า “สิทธิ” จึงไม่ควรถูกใช้เป็นข้ออ้างในการสร้างเงื่อนไขให้ความรุนแรงดำรงอยู่ต่อไป เพราะสิทธิที่แท้จริงต้องเดินคู่กับความรับผิดชอบ และต้องไม่ละเมิดสิทธิในการมีชีวิตอย่างสงบของผู้อื่น

แน่นอน รัฐไทยเองก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบ ยังมีหลายเรื่องที่ต้องแก้ไข ทั้งความเป็นธรรม กระบวนการยุติธรรม การพัฒนาเศรษฐกิจ และความไว้วางใจระหว่างรัฐกับประชาชน แต่การแก้ปัญหาเหล่านี้ควรเดินหน้าอยู่บนฐานของสันติวิธี การพูดคุย และการอยู่ร่วมกัน ไม่ใช่การปั่นแนวคิดแบ่งแยกด้วยการบิดกฎหมายสากลหรือปลุกแค้นทางประวัติศาสตร์

เพราะสุดท้ายแล้ว การสร้างอนาคตร่วมกัน ย่อมดีกว่าการลากผู้คนกลับไปติดอยู่ในวังวนของความเกลียดชังไม่รู้จบ

หยุดเอา RSD มาเคลมมั่ว ๆ ได้แล้ว

หยุดใช้ประวัติศาสตร์เป็นเครื่องมือปลุกปั่นได้แล้ว

และหยุดทำให้เยาวชนเข้าใจว่า “ความรุนแรงคือทางออก” เสียที

สังคมในพื้นที่ต้องการสันติภาพ ไม่ใช่สงครามวาทกรรมที่สร้างศัตรูให้คนในชาติเดียวกัน

#BRN #หยุดบิดเบือนRSD #หยุดใช้ประวัติศาสตร์ปลุกปั่น

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น