กำหนดใจตนเอง RSD ในพื้นที่ จชต. : หยุดเอาคำหรูมาเคลมเพื่อแยกดินแดนได้แล้ว!
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
เราจะเห็นคำศัพท์หรู ๆ
ทางกฎหมายระหว่างประเทศถูกหยิบมาใช้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มากขึ้น
โดยเฉพาะคำว่า “RSD”
หรือ Remedial Self-Determination ที่ถูกบางกลุ่มพยายามยกขึ้นมาอ้างว่าเป็น
“สิทธิในการแยกตัวเป็นเอกราช” ของประชาชนในพื้นที่
จนทำให้คนจำนวนไม่น้อยเข้าใจผิดว่า กฎหมายสากลเปิดช่องให้สามารถแยกดินแดนได้
หากรู้สึกว่า “แตกต่าง” หรือ “ไม่พอใจรัฐ”
แต่ความจริงคือ
RSD
ไม่ใช่บุฟเฟต์ทางการเมืองที่ใครอยากหยิบมาใช้เมื่อไหร่ก็ได้
แนวคิดเรื่อง
Remedial
Self-Determination ในกฎหมายระหว่างประเทศนั้น
เป็นหลักการที่ถูกพูดถึงในกรณีเฉพาะอย่างยิ่ง
และยังเป็นแนวคิดที่ถกเถียงกันสูงในวงวิชาการด้วยซ้ำ มันไม่ได้เป็น
“สิทธิอัตโนมัติ” สำหรับทุกขบวนการแบ่งแยกดินแดน
แต่จะถูกหยิบยกขึ้นมาเฉพาะในสถานการณ์รุนแรงขั้นสุด เช่น ประชาชนถูกกดขี่อย่างเป็นระบบ
ถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ถูกปฏิเสธสิทธิขั้นพื้นฐานโดยสิ้นเชิง
และไม่มีช่องทางใดในการมีส่วนร่วมทางการเมืองอีกแล้ว
ถามจริง
ๆ ว่า สถานการณ์ในประเทศไทยเข้าข่ายนั้นหรือ?
ประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีสิทธิเลือกตั้ง
มีผู้แทน มีพรรคการเมือง มีเสรีภาพในการนับถือศาสนา มีโรงเรียนศาสนา
มีศาลอิสลามในบางเรื่องของครอบครัวและมรดก
รวมถึงมีนโยบายรัฐจำนวนมากที่พยายามสนับสนุนอัตลักษณ์มลายูมุสลิม แม้จะมีปัญหา
มีความผิดพลาดจากรัฐ หรือมีบาดแผลทางประวัติศาสตร์ที่ต้องยอมรับ
แต่สิ่งเหล่านั้นไม่ได้เท่ากับ “อาณานิคม” หรือ “การกดขี่จนต้องแยกประเทศ”
การพยายามหยิบ
RSD
มาใช้แบบตัดแปะ
จึงไม่ต่างจากการเอาคำศัพท์สากลมาสร้างความชอบธรรมทางการเมืองให้กับแนวคิดแบ่งแยกดินแดนมากกว่า
ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ
การบิดประวัติศาสตร์เพื่อปลุกเร้าอารมณ์คนรุ่นใหม่
ทุกวันนี้มีความพยายามยัดชุดความคิดให้เยาวชนว่า
“สยามคือเจ้าอาณานิคม” และ “ปาตานีถูกยึดครอง”
ราวกับว่าประวัติศาสตร์มีแค่ด้านเดียว
ทั้งที่ความจริงประวัติศาสตร์ภูมิภาคนี้ซับซ้อนกว่านั้นมาก
ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐมลายูกับสยามในอดีตมีทั้งการเมือง การค้า อำนาจ และระบบบรรณาการที่แตกต่างจากแนวคิดอาณานิคมแบบตะวันตกโดยสิ้นเชิง
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ
มีบางกลุ่มเลือกเล่าเฉพาะมุมที่ตัวเองได้ประโยชน์ ตัดต่อเรื่องราวบางช่วง
ขยายความเจ็บปวดบางเหตุการณ์ แล้วละเลยบริบททั้งหมด เพื่อสร้างภาพให้ความรุนแรงดู
“เท่” และดูเป็น “การต่อสู้เพื่อเสรีภาพ”
ทั้งที่ในความเป็นจริง
ความรุนแรงไม่เคยโรแมนติกเลย
คนที่ต้องสูญเสียจากเหตุการณ์ในพื้นที่ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา
ไม่ใช่นักทฤษฎีบนโลกออนไลน์ ไม่ใช่พวกที่นั่งโพสต์คำหรูอยู่ในห้องแอร์
แต่คือชาวบ้านธรรมดา ครู พระ อิหม่าม เด็ก ผู้หญิง
และประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความหวาดกลัว
ทุกครั้งที่มีการปลุกปั่นด้วยวาทกรรมสุดโต่ง
คนที่รับกรรมจริงคือประชาชนในพื้นที่
คำว่า
“สิทธิ” จึงไม่ควรถูกใช้เป็นข้ออ้างในการสร้างเงื่อนไขให้ความรุนแรงดำรงอยู่ต่อไป
เพราะสิทธิที่แท้จริงต้องเดินคู่กับความรับผิดชอบ
และต้องไม่ละเมิดสิทธิในการมีชีวิตอย่างสงบของผู้อื่น
แน่นอน
รัฐไทยเองก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบ ยังมีหลายเรื่องที่ต้องแก้ไข ทั้งความเป็นธรรม
กระบวนการยุติธรรม การพัฒนาเศรษฐกิจ และความไว้วางใจระหว่างรัฐกับประชาชน
แต่การแก้ปัญหาเหล่านี้ควรเดินหน้าอยู่บนฐานของสันติวิธี การพูดคุย
และการอยู่ร่วมกัน ไม่ใช่การปั่นแนวคิดแบ่งแยกด้วยการบิดกฎหมายสากลหรือปลุกแค้นทางประวัติศาสตร์
เพราะสุดท้ายแล้ว
การสร้างอนาคตร่วมกัน
ย่อมดีกว่าการลากผู้คนกลับไปติดอยู่ในวังวนของความเกลียดชังไม่รู้จบ
หยุดเอา
RSD
มาเคลมมั่ว ๆ ได้แล้ว
หยุดใช้ประวัติศาสตร์เป็นเครื่องมือปลุกปั่นได้แล้ว
และหยุดทำให้เยาวชนเข้าใจว่า
“ความรุนแรงคือทางออก” เสียที
สังคมในพื้นที่ต้องการสันติภาพ
ไม่ใช่สงครามวาทกรรมที่สร้างศัตรูให้คนในชาติเดียวกัน
#BRN #หยุดบิดเบือนRSD #หยุดใช้ประวัติศาสตร์ปลุกปั่น

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น