วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ปัตตานีกำลังเดินเข้าสู่ จุดเปลี่ยนใหม่หรือไม่?

ปาตานีกำลังเดินเข้าสู่ จุดเปลี่ยนใหม่หรือไม่?

เมื่อเสียงจากภาคประชาสังคมเริ่มท้าทาย “โครงสร้างความมั่นคง” ที่ครอบงำชายแดนใต้มานานกว่า 20 ปี ตลอดกว่า 2 ทศวรรษหลังเหตุการณ์ปล้นปืนค่ายปิเหล็งในปี 2547 จังหวัดชายแดนภาคใต้ถูกบริหารภายใต้ “กรอบความมั่นคง” ที่ให้อำนาจพิเศษแก่รัฐและกองทัพอย่างต่อเนื่อง ทั้งกฎอัยการศึก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และโครงสร้างด้านความมั่นคงที่ขยายตัวขึ้นมหาศาล

แต่ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เริ่มเกิดสัญญาณใหม่ที่หลายฝ่ายจับตามองว่า อาจเป็น “การเปลี่ยนผ่านทางความคิด” ครั้งสำคัญของปาตานี เมื่อภาคประชาสังคม นักการเมือง และเครือข่ายศาสนา เริ่มประสานพลังกันอย่างเปิดเผยมากขึ้น เพื่อเรียกร้องให้รัฐไทย “เปลี่ยนวิธีคิด” ต่อปัญหาชายแดนใต้

หนึ่งในกระแสที่ได้รับความสนใจ คือบทวิเคราะห์ยาวจากเพจของ สุโก ดินอะ (Shukur Dina) ซึ่งพยายามอธิบายว่า เหตุลอบสังหาร สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ไม่ใช่เพียงคดีอาชญากรรมทั่วไป แต่กำลังถูกมองว่าเป็น “จุดแตกหัก” ที่ทำให้สังคมเริ่มตั้งคำถามต่อโครงสร้างความมั่นคงเดิมอย่างจริงจัง

บทความดังกล่าวเชื่อมโยงหลายปรากฏการณ์เข้าด้วยกัน ทั้งการรวมตัวละหมาดฮายัตของ 20 องค์กรภาคประชาสังคม การเรียกร้องให้ DSI รับคดีลอบสังหาร สส.กมลศักดิ์ เป็นคดีพิเศษ ไปจนถึงข้อกล่าวหาเรื่อง “ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร” หรือ IO ที่ถูกมองว่าใช้สร้างความแตกแยกในสังคมชายแดนใต้

แม้หลายประเด็นในบทความจะยังเป็น “ข้อวิเคราะห์ทางการเมือง” มากกว่าข้อเท็จจริงที่ได้รับการพิสูจน์ทางกฎหมาย แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ บรรยากาศทางสังคมในพื้นที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน

สิ่งที่เคยเป็น “เสียงเฉพาะกลุ่ม” กำลังเริ่มกลายเป็น “บทสนทนาสาธารณะ” โดยเฉพาะคำถามสำคัญว่า : “ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา แนวทางด้านความมั่นคงสามารถพาพื้นที่ออกจากวงจรความรุนแรงได้จริงหรือไม่?

คดีลอบสังหาร ที่กลายเป็นแรงสะเทือนทางการเมือง เหตุลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สร้างแรงกระเพื่อมอย่างมากในพื้นที่ เพราะเขาไม่ใช่เพียงนักการเมืองท้องถิ่น แต่เป็นหนึ่งในตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่พยายามผลักดันการเมืองแบบพลเรือนในจังหวัดชายแดนใต้

หลังเหตุการณ์ มีการรวมตัวละหมาดฮายัตครั้งใหญ่ที่จังหวัดยะลา โดยเครือข่ายภาคประชาสังคม 20 องค์กร ภายใต้การนำของสมัชชาประชาสังคมเพื่อสันติภาพ (CAP)

ภาพผู้คนจำนวนมาก ที่ออกมาร่วมขอดุอาอ์และเรียกร้องสันติภาพ สะท้อนว่า ความรู้สึก “อ่อนล้าจากความรุนแรง” กำลังขยายตัวในสังคมมลายูมุสลิมรุ่นใหม่ หลายฝ่ายเริ่มพูดตรงกันมากขึ้นว่า ปัญหาชายแดนใต้ไม่อาจแก้ด้วย “กำลัง” เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป

จาก “ทหารนำ” สู่ข้อเรียกร้อง “การเมืองนำ” ข้อเสนอสำคัญที่ถูกพูดถึงมากขึ้นในระยะหลัง คือการเปลี่ยนแนวทางจาก “มิติทหารนำ” ไปสู่ “มิติการเมืองนำ

แนวคิดนี้ ไม่ได้ หมายถึง การยกเลิกความมั่นคงทันที แต่หมายถึงการลดบทบาทกฎหมายพิเศษ เปิดพื้นที่การเมืองพลเรือน และสร้างกระบวนการรับฟังประชาชนอย่างจริงจัง

ข้อเสนอ ที่ถูกหยิบยกขึ้นมา มีทั้ง:

* ทบทวนกฎอัยการศึกและ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

* เพิ่มบทบาทรัฐบาลพลเรือนเหนือกลไกความมั่นคง

* เปิดพื้นที่สื่อและภาคประชาสังคม

* ผลักดันกระบวนการสันติภาพที่ประชาชนมีส่วนร่วมจริง

ข้อเรียกร้องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สิ่งที่ต่างออกไป คือวันนี้เริ่มมีแรงสนับสนุนจากหลายภาคส่วนมากขึ้น ทั้งนักวิชาการ ผู้นำศาสนา นักการเมือง และเยาวชนในพื้นที่

IO” และสงครามข้อมูลในชายแดนใต้

อีกประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง คือเรื่อง “IOหรือปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีข้อกล่าวหาจากภาคประชาสังคมและสื่อบางส่วนว่า มีการใช้บัญชีออนไลน์หรือเครือข่ายข้อมูลเพื่อโจมตีฝ่ายเห็นต่าง สร้างความหวาดระแวง หรือทำให้ภาคประชาชนถูกมองว่าเป็นภัยความมั่นคง

แม้หน่วยงานรัฐไทยเคยยืนยันว่า การปฏิบัติการด้านข้อมูลเป็นเรื่องจำเป็นต่อความมั่นคง แต่ประเด็นนี้ยังคงถูกถกเถียงอย่างหนัก โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ความไว้วางใจระหว่างรัฐกับประชาชนยังเปราะบาง

นักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยมองว่า “สงครามข้อมูล” อาจยิ่งทำให้ช่องว่างระหว่างรัฐกับประชาชนลึกขึ้นกว่าเดิม

จุดเปลี่ยนที่ยังไม่มีคำตอบ

สิ่งที่เกิดขึ้นในปัตตานีเวลานี้ อาจยังไม่ใช่ “การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่” ในเชิงโครงสร้างทันที แต่ชัดเจนว่า “ความเงียบ” แบบเดิมกำลังเปลี่ยนไป

ภาคประชาสังคม เริ่มกล้าพูดเรื่องอำนาจรัฐอย่างเปิดเผยมากขึ้น นักการเมืองในพื้นที่เริ่มเชื่อมโยงประเด็นสิทธิมนุษยชนเข้ากับการเมืองระดับชาติ ขณะที่คนรุ่นใหม่จำนวนมาก เริ่มตั้งคำถาม ต่อวิธีแก้ปัญหาแบบเดิมที่ดำเนินมายาวนานกว่า 20 ปี

คำถามสำคัญ จึงอาจไม่ใช่แค่ “ใครควบคุมพื้นที่

แต่คือ “รัฐไทยจะสร้างสันติภาพที่ประชาชนรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกันได้หรือไม่” เพราะสุดท้ายแล้ว สันติภาพที่ยั่งยืน อาจไม่ได้เกิดจากการมีอาวุธมากที่สุด แต่อาจเกิดจากวันที่ประชาชน “ไม่รู้สึกกลัวกันอีกต่อไป”.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น