วันพุธที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

RSD กับคำถามที่สังคมต้องกล้าคิด: ใครกันแน่ที่ได้ประโยชน์บนความทุกข์ของประชาชน?

“RSD” กับคำถามที่สังคมต้องกล้าคิด: ใครกันแน่ที่ได้ประโยชน์บนความทุกข์ของประชาชน?

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องเผชิญกับปัญหาความไม่สงบ ความหวาดระแวง และความแตกแยกที่ฝังรากลึกในสังคม ประชาชนจำนวนมากต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความกลัว สูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก และต้องแบกรับภาระจากสถานการณ์ที่ยืดเยื้อโดยไม่รู้จุดจบ แต่สิ่งที่น่าตั้งคำถามอย่างยิ่งคือ ในขณะที่ประชาชนทั่วไปกำลังทุกข์ยาก กลับมีกลุ่มบุคคลบางกลุ่ม ทั้งในนามองค์กรภาคประชาสังคม กลุ่มนักศึกษาสุดโต่ง หรือเครือข่ายที่นิยมแนวคิดแบ่งแยก กลับใช้วาทกรรม “กำหนดใจตนเอง” หรือ RSD (Remedial Self-Determination) เป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อสร้างกระแส ปลุกปั่นอารมณ์ และแสวงหาผลประโยชน์จากความขัดแย้ง

คำว่า “กำหนดใจตนเอง” ฟังดูสวยหรูในทางทฤษฎี แต่เมื่อถูกนำมาใช้ในบริบทของประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ กลับถูกตีความอย่างบิดเบือนเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับแนวคิดแบ่งแยกดินแดน ทั้งที่ข้อเท็จจริงคือ ประเทศไทยมิใช่รัฐที่กดขี่ศาสนา มิใช่รัฐที่ห้ามประชาชนดำรงอัตลักษณ์ของตนเอง และมิใช่ “ดารุลฮัรบี” ตามหลักการศาสนาอิสลามแต่อย่างใด

ประเทศไทยเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกศาสนาใช้ชีวิตได้อย่างเสรี ชาวมุสลิมสามารถละหมาด ถือศีลอด สร้างมัสยิด เรียนศาสนา แต่งกายตามหลักศาสนา และประกอบพิธีกรรมได้อย่างเปิดเผย มีทั้งโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา ศาลชารีอะห์ในบางเรื่องของครอบครัวและมรดก รวมถึงมีผู้นำศาสนาและองค์กรอิสลามที่ได้รับการยอมรับตามกฎหมาย สิ่งเหล่านี้สะท้อนชัดว่ารัฐไทยให้เกียรติและเคารพต่อความหลากหลายทางศาสนาและวัฒนธรรม

ดังนั้น การพยายามผลักดันวาทกรรม RSD เพื่อสร้างความรู้สึกว่า “ถูกกดขี่จนต้องแยกตัว” จึงเป็นเรื่องที่สังคมต้องตั้งคำถามว่า แท้จริงแล้วใครคือผู้ได้รับประโยชน์? เพราะเมื่อมองลึกลงไป จะพบว่ามีกลุ่มคนบางส่วนที่เติบโตบนความขัดแย้ง ได้รับทุนสนับสนุนจากต่างประเทศ ได้ชื่อเสียงจากเวทีสิทธิมนุษยชน ได้บทบาททางการเมือง และใช้เยาวชนเป็นเครื่องมือในการสร้างกระแสทางสังคม

หลายครั้งที่เราเห็นกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ การจัดม็อบ การสร้างกระแสผ่านโซเชียลมีเดีย หรือการปลุกเร้าให้เยาวชนเกิดความรู้สึกต่อต้านรัฐ โดยใช้ถ้อยคำรุนแรงและสร้างความเกลียดชังต่อสังคมส่วนรวม แต่ผู้ที่ออกมานำกระแสเหล่านั้น กลับไม่ใช่คนที่ต้องเผชิญผลกระทบโดยตรง คนที่เดือดร้อนจริงคือประชาชนตาดำ ๆ พ่อค้าแม่ค้า คนหาเช้ากินค่ำ และครอบครัวผู้มีรายได้น้อย ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม

ยิ่งไปกว่านั้น กระแสบางอย่างที่ถูกสร้างขึ้นในหมู่เยาวชน กลับกลายเป็นภาระต่อผู้ปกครองและครอบครัว เช่น การรณรงค์เปลี่ยนสีชุด แต่งกายตามกระแส หรือกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ที่ต้องใช้ค่าใช้จ่าย โดยไม่คำนึงถึงความเป็นจริงของคนรากหญ้า หลายครอบครัวต้องดิ้นรนหาเงินเพียงเพื่อให้ลูก “ไม่ตกกระแส” หรือไม่ถูกกีดกันจากสังคม ทั้งที่ในความเป็นจริง สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต หรือแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนเลยแม้แต่น้อย

คำถามสำคัญคือ สิ่งที่กลุ่มเหล่านี้ต้องการจริง ๆ คือสันติภาพ หรือเพียงต้องการรักษาพื้นที่ทางอำนาจและผลประโยชน์ของตนเอง? เพราะหากต้องการสันติสุขอย่างแท้จริง สิ่งที่ควรทำคือการสร้างโอกาสทางการศึกษา สร้างงาน พัฒนาเศรษฐกิจ และส่งเสริมความเข้าใจระหว่างผู้คน ไม่ใช่การปลุกระดมให้เกิดความแตกแยก หรือสร้างความเกลียดชังต่อรัฐและสังคม

เยาวชนไม่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือทางอุดมการณ์ พวกเขาควรได้รับการส่งเสริมให้คิดอย่างมีวิจารณญาณ มีความเข้าใจในข้อเท็จจริง และมองเห็นคุณค่าของการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม การสร้างความฮึกเหิมชั่วคราวผ่านวาทกรรมสุดโต่ง อาจทำให้บางคนรู้สึกมีพลัง แต่ท้ายที่สุดแล้ว คนที่ต้องรับผลกระทบจากความขัดแย้งคือประชาชนธรรมดา ไม่ใช่แกนนำที่อยู่เบื้องหลัง

จังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องการสันติภาพที่ยั่งยืน ไม่ใช่สันติภาพปลอมที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างอำนาจ ประเทศไทยอาจมีปัญหาหลายด้านที่ต้องแก้ไข แต่หนทางแก้ไม่ใช่การสร้างความแตกแยกหรือปลุกปั่นให้สังคมเกลียดชังกันเอง สิ่งที่ควรทำคือการร่วมกันพัฒนาพื้นที่ เปิดพื้นที่ให้มีการพูดคุยอย่างสร้างสรรค์ และเคารพในความแตกต่างภายใต้ความเป็นพลเมืองไทยร่วมกัน

ท้ายที่สุด ประชาชนควรตั้งคำถามให้มากขึ้นว่า ใครกันแน่ที่ได้ประโยชน์จากความขัดแย้ง และใครคือผู้ที่ต้องแบกรับความสูญเสีย เพราะในทุกเหตุการณ์ความไม่สงบ คนที่เจ็บปวดที่สุดไม่ใช่ผู้พูดบนเวที ไม่ใช่ผู้ได้รับทุนสนับสนุน หรือผู้สร้างกระแสบนโลกออนไลน์ แต่คือชาวบ้านธรรมดาที่เพียงต้องการใช้ชีวิตอย่างสงบสุขในบ้านเกิดของตนเอง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น