วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

หยุดบิดเบือน RSD เพื่อสร้างความชอบธรรมในการแบ่งแยกดินแดนในพื้นที่ จชต.

หยุดบิดเบือน “RSD” เพื่อสร้างความชอบธรรมในการแบ่งแยกดินแดนในพื้นที่ จชต.

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ประเด็นเรื่อง “สิทธิในการกำหนดใจตนเอง” หรือ *Right to Self-Determination* (RSD) ถูกหยิบยกขึ้นมาใช้โดยกลุ่มนักเคลื่อนไหวบางกลุ่มในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.) เพื่อพยายามสร้างวาทกรรมทางการเมืองว่า พื้นที่ดังกล่าวควรมีสิทธิแยกตัวออกจากประเทศไทย หรือควรมีรูปแบบการปกครองพิเศษที่แยกออกจากอำนาจรัฐส่วนกลาง โดยอ้างหลักกฎหมายระหว่างประเทศและหลักสิทธิมนุษยชนมาเป็นเครื่องมือสนับสนุนข้อเรียกร้องของตน

อย่างไรก็ตาม การนำแนวคิด RSD มาอ้างเพื่อสนับสนุนแนวคิดแบ่งแยกดินแดนนั้น เป็นการตีความแบบเลือกเฉพาะส่วนที่ตนเองต้องการ และละเลยข้อเท็จจริงสำคัญทั้งในด้านกฎหมายระหว่างประเทศ ประวัติศาสตร์ และสภาพความเป็นจริงของประเทศไทย

RSD ไม่ใช่ ใบอนุญาตแบ่งแยกประเทศ

หลัก Right to Self-Determination มีขึ้นเพื่อให้ประชาชนมีสิทธิในการกำหนดอนาคตทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของตนเอง แต่ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ หลักการดังกล่าวมิได้หมายความว่า “ทุกกลุ่ม” สามารถประกาศแยกดินแดนได้ตามใจชอบ

ในความเป็นจริง หลัก RSD ถูกใช้ในบริบทของการปลดปล่อยอาณานิคม หรือกรณีที่ประชาชนถูกกดขี่รุนแรงจนไม่สามารถใช้สิทธิขั้นพื้นฐานภายในรัฐเดิมได้ เช่น การถูกลิดรอนสิทธิทางการเมืองอย่างสิ้นเชิง ถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ หรือถูกปกครองแบบอาณานิคมโดยไม่มีส่วนร่วมใด ๆ

ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขดังกล่าว พี่น้องประชาชนในพื้นที่ จชต. มีสิทธิทางการเมืองเหมือนประชาชนทุกคนในประเทศ มีสิทธิเลือกตั้ง มีตัวแทนในรัฐสภา มีเสรีภาพในการนับถือศาสนาอิสลาม มีสถาบันการศึกษา ศาล และองค์กรศาสนาที่รัฐรับรอง รวมถึงสามารถใช้ภาษามลายูถิ่นในวิถีชีวิตประจำวันได้อย่างเปิดเผย

ดังนั้น การพยายามอ้าง RSD เพื่อผลักดันแนวคิดแบ่งแยกดินแดน จึงไม่สอดคล้องกับหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่แท้จริง

การสร้างวาทกรรม “ผู้ถูกกดขี่” เพื่อหวังผลทางการเมือง

กลุ่มนักเคลื่อนไหวบางส่วนพยายามสร้างภาพว่าประชาชนในพื้นที่ถูก “ยึดครอง” หรือ “ถูกกดขี่โดยรัฐไทย” เพื่อเชื่อมโยงเข้าสู่กรอบคิดแบบอาณานิคม ทั้งที่ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์และกฎหมายไม่ได้เป็นเช่นนั้น

พื้นที่ชายแดนใต้เป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทยมายาวนาน และรัฐไทยเองก็พยายามแก้ไขปัญหาผ่านกระบวนการพัฒนา การกระจายงบประมาณ การเปิดพื้นที่ทางการเมือง และการพูดคุยสันติสุขอย่างต่อเนื่อง

หากมองตามข้อเท็จจริง จะเห็นว่าประชาชนมลายูมุสลิมจำนวนมากสามารถเติบโตในระบบของรัฐไทยได้อย่างเต็มศักยภาพ ทั้งในด้านการศึกษา การเมือง ธุรกิจ และราชการ หลายคนดำรงตำแหน่งสำคัญระดับประเทศ สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า ประเทศไทยมิได้ปิดกั้นโอกาสของประชาชนในพื้นที่ตามที่มีการกล่าวอ้าง

แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ การเคลื่อนไหวบางรูปแบบกลับพยายามปลุกกระแสความเกลียดชังรัฐ สร้างความรู้สึกแบ่งแยก และใช้เยาวชนเป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยอาศัยถ้อยคำสวยหรู เช่น “สิทธิ เสรีภาพ อัตลักษณ์ และการปลดปล่อย” มาเป็นฉากหน้า ทั้งที่เป้าหมายลึก ๆ คือการสร้างความชอบธรรมให้แนวคิดแบ่งแยกดินแดน

สิทธิมนุษยชนต้องไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างความรุนแรง

แน่นอนว่า ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และรัฐเองก็ต้องรับฟังปัญหาของประชาชนอย่างจริงจัง แต่เสรีภาพต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย และไม่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือในการปลุกระดม สร้างความแตกแยก หรือสนับสนุนความรุนแรง

ในอดีต พื้นที่ชายแดนใต้ต้องสูญเสียชีวิตผู้บริสุทธิ์จำนวนมากจากเหตุการณ์ความไม่สงบ ทั้งชาวพุทธและมุสลิม ต่างเป็นเหยื่อของความรุนแรงเหมือนกัน การนำแนวคิด RSD มาใช้แบบสุดโต่ง อาจยิ่งทำให้ความหวาดระแวงในสังคมเพิ่มขึ้น และทำลายบรรยากาศแห่งการอยู่ร่วมกัน

ที่สำคัญ คนส่วนใหญ่ในพื้นที่ต้องการ “สันติภาพ” มากกว่าความขัดแย้ง ประชาชนต้องการเศรษฐกิจที่ดี การศึกษาที่มีคุณภาพ ความปลอดภัยในชีวิต และอนาคตที่มั่นคงให้ลูกหลาน ไม่ใช่การถูกดึงเข้าไปอยู่ในเกมการเมืองของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

ทางออกของปัญหาคือการอยู่ร่วมกัน ไม่ใช่การแบ่งแยก

การแก้ไขปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ควรเดินหน้าไปบนพื้นฐานของการพูดคุย การพัฒนา และความเข้าใจซึ่งกันและกัน ไม่ใช่การสร้างวาทกรรมเพื่อแบ่งประชาชนออกจากกัน

ประเทศไทยเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมที่มีผู้คนหลากหลายศาสนาและชาติพันธุ์อาศัยอยู่ร่วมกันมาอย่างยาวนาน ความแตกต่างไม่ใช่อุปสรรค หากทุกฝ่ายเคารพกฎหมาย เคารพสิทธิของกันและกัน และร่วมกันปฏิเสธความรุนแรง

RSD ไม่ควรถูกหยิบมาใช้แบบบิดเบือนเพื่อสร้างความชอบธรรมให้การแบ่งแยกดินแดน เพราะท้ายที่สุดแล้ว ผู้ที่ต้องรับผลกระทบมากที่สุดคือประชาชนในพื้นที่เอง

สิ่งที่สังคมไทยควรร่วมกันปกป้อง คือสันติภาพ ความเข้าใจ และอนาคตร่วมกันของคนทุกเชื้อชาติศาสนา ภายใต้ความเป็นประเทศไทยเดียวกัน ที่ทุกคนสามารถมีศักดิ์ศรี มีเสรีภาพ และมีโอกาสในการกำหนดอนาคตของตนเองได้โดยไม่ต้องเดินไปสู่ความแตกแยกและความรุนแรงอีกต่อไป.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น