หยุดบิดเบือน “RSD” เพื่อสร้างความชอบธรรมในการแบ่งแยกดินแดนในพื้นที่ จชต.
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา
ประเด็นเรื่อง “สิทธิในการกำหนดใจตนเอง” หรือ *Right to
Self-Determination*
(RSD) ถูกหยิบยกขึ้นมาใช้โดยกลุ่มนักเคลื่อนไหวบางกลุ่มในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
(จชต.) เพื่อพยายามสร้างวาทกรรมทางการเมืองว่า
พื้นที่ดังกล่าวควรมีสิทธิแยกตัวออกจากประเทศไทย
หรือควรมีรูปแบบการปกครองพิเศษที่แยกออกจากอำนาจรัฐส่วนกลาง
โดยอ้างหลักกฎหมายระหว่างประเทศและหลักสิทธิมนุษยชนมาเป็นเครื่องมือสนับสนุนข้อเรียกร้องของตน
อย่างไรก็ตาม
การนำแนวคิด RSD
มาอ้างเพื่อสนับสนุนแนวคิดแบ่งแยกดินแดนนั้น
เป็นการตีความแบบเลือกเฉพาะส่วนที่ตนเองต้องการ
และละเลยข้อเท็จจริงสำคัญทั้งในด้านกฎหมายระหว่างประเทศ ประวัติศาสตร์
และสภาพความเป็นจริงของประเทศไทย
RSD ไม่ใช่ ใบอนุญาตแบ่งแยกประเทศ
หลัก
Right
to Self-Determination
มีขึ้นเพื่อให้ประชาชนมีสิทธิในการกำหนดอนาคตทางการเมือง เศรษฐกิจ
สังคม และวัฒนธรรมของตนเอง แต่ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ
หลักการดังกล่าวมิได้หมายความว่า “ทุกกลุ่ม” สามารถประกาศแยกดินแดนได้ตามใจชอบ
ในความเป็นจริง
หลัก RSD
ถูกใช้ในบริบทของการปลดปล่อยอาณานิคม
หรือกรณีที่ประชาชนถูกกดขี่รุนแรงจนไม่สามารถใช้สิทธิขั้นพื้นฐานภายในรัฐเดิมได้
เช่น การถูกลิดรอนสิทธิทางการเมืองอย่างสิ้นเชิง ถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
หรือถูกปกครองแบบอาณานิคมโดยไม่มีส่วนร่วมใด ๆ
ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขดังกล่าว
พี่น้องประชาชนในพื้นที่ จชต. มีสิทธิทางการเมืองเหมือนประชาชนทุกคนในประเทศ
มีสิทธิเลือกตั้ง
มีตัวแทนในรัฐสภา มีเสรีภาพในการนับถือศาสนาอิสลาม มีสถาบันการศึกษา ศาล
และองค์กรศาสนาที่รัฐรับรอง
รวมถึงสามารถใช้ภาษามลายูถิ่นในวิถีชีวิตประจำวันได้อย่างเปิดเผย
ดังนั้น
การพยายามอ้าง RSD
เพื่อผลักดันแนวคิดแบ่งแยกดินแดน
จึงไม่สอดคล้องกับหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่แท้จริง
การสร้างวาทกรรม
“ผู้ถูกกดขี่” เพื่อหวังผลทางการเมือง
กลุ่มนักเคลื่อนไหวบางส่วนพยายามสร้างภาพว่าประชาชนในพื้นที่ถูก
“ยึดครอง” หรือ “ถูกกดขี่โดยรัฐไทย”
เพื่อเชื่อมโยงเข้าสู่กรอบคิดแบบอาณานิคม
ทั้งที่ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์และกฎหมายไม่ได้เป็นเช่นนั้น
พื้นที่ชายแดนใต้เป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทยมายาวนาน
และรัฐไทยเองก็พยายามแก้ไขปัญหาผ่านกระบวนการพัฒนา การกระจายงบประมาณ
การเปิดพื้นที่ทางการเมือง และการพูดคุยสันติสุขอย่างต่อเนื่อง
หากมองตามข้อเท็จจริง
จะเห็นว่าประชาชนมลายูมุสลิมจำนวนมากสามารถเติบโตในระบบของรัฐไทยได้อย่างเต็มศักยภาพ
ทั้งในด้านการศึกษา การเมือง ธุรกิจ และราชการ หลายคนดำรงตำแหน่งสำคัญระดับประเทศ
สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า ประเทศไทยมิได้ปิดกั้นโอกาสของประชาชนในพื้นที่ตามที่มีการกล่าวอ้าง
แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ
การเคลื่อนไหวบางรูปแบบกลับพยายามปลุกกระแสความเกลียดชังรัฐ
สร้างความรู้สึกแบ่งแยก และใช้เยาวชนเป็นเครื่องมือทางการเมือง
โดยอาศัยถ้อยคำสวยหรู เช่น “สิทธิ เสรีภาพ อัตลักษณ์ และการปลดปล่อย”
มาเป็นฉากหน้า ทั้งที่เป้าหมายลึก ๆ คือการสร้างความชอบธรรมให้แนวคิดแบ่งแยกดินแดน
สิทธิมนุษยชนต้องไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างความรุนแรง
แน่นอนว่า
ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น
และรัฐเองก็ต้องรับฟังปัญหาของประชาชนอย่างจริงจัง
แต่เสรีภาพต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย
และไม่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือในการปลุกระดม สร้างความแตกแยก
หรือสนับสนุนความรุนแรง
ในอดีต
พื้นที่ชายแดนใต้ต้องสูญเสียชีวิตผู้บริสุทธิ์จำนวนมากจากเหตุการณ์ความไม่สงบ
ทั้งชาวพุทธและมุสลิม ต่างเป็นเหยื่อของความรุนแรงเหมือนกัน การนำแนวคิด RSD มาใช้แบบสุดโต่ง อาจยิ่งทำให้ความหวาดระแวงในสังคมเพิ่มขึ้น
และทำลายบรรยากาศแห่งการอยู่ร่วมกัน
ที่สำคัญ
คนส่วนใหญ่ในพื้นที่ต้องการ “สันติภาพ” มากกว่าความขัดแย้ง
ประชาชนต้องการเศรษฐกิจที่ดี การศึกษาที่มีคุณภาพ ความปลอดภัยในชีวิต
และอนาคตที่มั่นคงให้ลูกหลาน
ไม่ใช่การถูกดึงเข้าไปอยู่ในเกมการเมืองของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
ทางออกของปัญหาคือการอยู่ร่วมกัน
ไม่ใช่การแบ่งแยก
การแก้ไขปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ควรเดินหน้าไปบนพื้นฐานของการพูดคุย
การพัฒนา และความเข้าใจซึ่งกันและกัน
ไม่ใช่การสร้างวาทกรรมเพื่อแบ่งประชาชนออกจากกัน
ประเทศไทยเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมที่มีผู้คนหลากหลายศาสนาและชาติพันธุ์อาศัยอยู่ร่วมกันมาอย่างยาวนาน
ความแตกต่างไม่ใช่อุปสรรค หากทุกฝ่ายเคารพกฎหมาย เคารพสิทธิของกันและกัน
และร่วมกันปฏิเสธความรุนแรง
RSD
ไม่ควรถูกหยิบมาใช้แบบบิดเบือนเพื่อสร้างความชอบธรรมให้การแบ่งแยกดินแดน
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ผู้ที่ต้องรับผลกระทบมากที่สุดคือประชาชนในพื้นที่เอง
สิ่งที่สังคมไทยควรร่วมกันปกป้อง
คือสันติภาพ ความเข้าใจ และอนาคตร่วมกันของคนทุกเชื้อชาติศาสนา
ภายใต้ความเป็นประเทศไทยเดียวกัน ที่ทุกคนสามารถมีศักดิ์ศรี มีเสรีภาพ
และมีโอกาสในการกำหนดอนาคตของตนเองได้โดยไม่ต้องเดินไปสู่ความแตกแยกและความรุนแรงอีกต่อไป.

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น