ในทุกสังคม “เด็กและเยาวชน” คือผ้าขาวผืนใหม่ที่ยังไม่ถูกแต้มสี พวกเขาเกิดมาพร้อมความใฝ่ฝัน ความหวัง และศักยภาพอันบริสุทธิ์ หากสังคมประคับประคองอย่างถูกทาง ผ้าขาวผืนนั้นจะถูกแต่งแต้มด้วยสีแห่งปัญญา คุณธรรม และความเมตตา แต่หากเราละเลย ปล่อยให้ความเกลียดชัง ความรุนแรง และอุดมการณ์สุดโต่งเข้ามาย้อมสี ผ้าขาวก็อาจแปรเปลี่ยนเป็นสีเลือด – สีของความสูญเสียที่ยากจะลบเลือน
วันนี้คำถามสำคัญไม่ใช่เพียง “เด็กเราเก่งแค่ไหน” แต่คือ “เราปกป้องพวกเขาได้ดีพอหรือยัง” ปกป้องจากอะไร? จากวงจรความรุนแรงที่แฝงตัวในชีวิตประจำวัน จากวาทกรรมยั่วยุที่ทำให้ความต่างกลายเป็นศัตรู จากโครงสร้างสังคมที่ผลักเยาวชนไปสู่ความคับแค้น และจากขบวนการที่อาศัยความไม่รู้ ความเจ็บปวด และความเปราะบางเป็นเชื้อเพลิง
1) วงจรความรุนแรง :
เมื่อความเงียบกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด
ความรุนแรงไม่เริ่มจากเสียงปืนหรือระเบิดเสมอไป มันเริ่มจากถ้อยคำดูแคลน การแบ่ง “พวกเรา - พวกเขา” การบิดเบือนประวัติศาสตร์และการปลูกฝังความเกลียดชังอย่างค่อยเป็นค่อยไป เมื่อสังคมชินชาและเลือกเงียบ ความเงียบนั้นเองที่กลายเป็นพื้นที่ให้ความรุนแรงเติบโต
เด็กจำนวนไม่น้อยเติบโตท่ามกลางข่าวร้าย ภาพความสูญเสีย และเรื่องเล่าที่ตีกรอบความคิด หากขาดภูมิคุ้มกันทางปัญญา พวกเขาอาจถูกชักจูงให้เชื่อว่าความรุนแรงคือคำตอบ เป็นทางลัดสู่ศักดิ์ศรี หรือเป็นเครื่องมือทวงคืนความยุติธรรมที่ไม่เคยได้รับ ความจริงแล้ว ความรุนแรงไม่เคยแก้ปัญหา มันเพียงถ่ายทอดความเจ็บปวดจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง
2) ผ้าขาวกับสีที่สังคมเลือกใช้
ผ้าขาวไม่ได้ถูกย้อมด้วยสีเลือดเพราะเด็กเลือกเองเสมอไป
หากแต่เพราะผู้ใหญ่ สถาบัน และระบบรอบตัวเลือกสีให้พวกเขาเลือกอย่างจำกัด
การศึกษาที่เน้นท่องจำ แต่ไม่สอนคิด การเมืองที่ใช้ความเกลียดชังเป็นเครื่องมือ
สื่อที่เร้าอารมณ์มากกว่าสร้างความเข้าใจ ล้วนเป็นสีที่ค่อย ๆ ซึมลงบนผืนผ้า
ในทางกลับกัน
หากสังคมเลือกสีแห่งสันติ - การศึกษาเชิงวิพากษ์ การเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
การรับฟังอย่างจริงใจ และโอกาสที่เท่าเทียม – ผ้าขาวก็จะงอกงามเป็นผืนผ้าที่แข็งแรง
ไม่ขาดง่ายต่อการยั่วยุหรือบิดเบือน
3) ครอบครัว : ปราการด่านแรกของสันติ
ครอบครัวคือโรงเรียนแห่งแรก
การพูดคุยอย่างเปิดใจ การรับฟังโดยไม่ตัดสิน และการเป็นแบบอย่างที่ไม่ใช้ความรุนแรง
คือเกราะป้องกันที่ทรงพลัง เด็กที่เติบโตในบ้านที่มีพื้นที่ปลอดภัยทางอารมณ์
จะกล้าถาม กล้าคิด และกล้าปฏิเสธเส้นทางอันตราย
พ่อแม่และผู้ปกครองไม่จำเป็นต้องรู้ทุกคำตอบ
แต่จำเป็นต้อง “อยู่ตรงนั้น” เพื่อเดินไปพร้อมกัน สอนให้แยกแยะข้อมูลจริง -
เท็จ สอนให้เห็นคุณค่าของชีวิต และสอนให้เชื่อว่าความต่างสามารถอยู่ร่วมกันได้โดยไม่ต้องทำลายกัน
4) โรงเรียน : สร้างภูมิคุ้มกัน
ไม่ใช่เพียงคะแนนสอบ
โรงเรียนไม่ควรเป็นเพียงสนามแข่งขันคะแนน
แต่ต้องเป็นพื้นที่หล่อหลอมความเป็นมนุษย์ การเรียนรู้เรื่องสันติวิธี
การแก้ปัญหาโดยไม่ใช้ความรุนแรง ประวัติศาสตร์หลายมุมมอง และทักษะคิดเชิงวิพากษ์
คือวัคซีนสำคัญต่ออุดมการณ์สุดโต่ง
ครูไม่ใช่เพียงผู้ถ่ายทอดความรู้
แต่คือผู้นำทางคุณค่า โรงเรียนที่ส่งเสริมการสนทนาอย่างเคารพ
ให้เด็กได้ถกเถียงอย่างมีเหตุผล จะช่วยให้เยาวชนไม่ตกเป็นเหยื่อของวาทกรรมยั่วยุ
และไม่หลงเชื่อคำตอบง่าย ๆ ต่อปัญหาซับซ้อน
5) ชุมชนและสื่อ : พื้นที่ร่วมรับผิดชอบ
ชุมชนที่เข้มแข็งทำให้เด็กไม่โดดเดี่ยว
กิจกรรมสร้างสรรค์ กีฬา ศิลปะ อาสาสมัคร และพื้นที่เรียนรู้นอกห้องเรียน
ช่วยเปิดทางเลือกให้เยาวชนเห็นคุณค่าในตนเอง ขณะเดียวกัน
สื่อมวลชนและสื่อออนไลน์ต้องตระหนักถึงอิทธิพลของตน เลือกนำเสนออย่างรับผิดชอบ ไม่ขยายความเกลียดชัง
ไม่ทำให้ความรุนแรงกลายเป็นเรื่องชินตา
โลกดิจิทัลต้องมาพร้อมทักษะรู้เท่าทันสื่อ
(Media Literacy) เพื่อให้เด็กแยกแยะโฆษณาชวนเชื่อ
ข่าวปลอม และการบิดเบือนทางอารมณ์ได้
6) รัฐและนโยบาย: ความยุติธรรมที่สัมผัสได้
การหยุดยั้งขบวนการที่ใช้ความรุนแรงต้องทำควบคู่กับการเยียวยา
สร้างทางเลือก และคืนความหวัง มิฉะนั้นการแก้ปัญหาจะเป็นเพียงการตัดปลายเหตุ
7) หน้าที่ของ “เรา”: สังคมต้องช่วยกัน
การหยุดยั้งขบวนการเหล่านี้ไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง
แต่เป็นหน้าที่ของสังคมที่ต้องช่วยกัน - ครอบครัว โรงเรียน ชุมชน สื่อ รัฐ และประชาชนทั่วไป ทุกคนมีส่วนเลือกสีที่จะย้อมผ้าขาว
เราจะเลือกสีเลือดแห่งความเกลียดชัง หรือสีสันติแห่งความเข้าใจ
การปกป้องเด็กคือการปกป้องอนาคตของชาติ
ไม่ใช่ด้วยกำแพงความกลัว แต่ด้วยสะพานแห่งความหวัง ไม่ใช่ด้วยคำสั่ง
แต่ด้วยการรับฟัง ไม่ใช่ด้วยความรุนแรง แต่ด้วยความยุติธรรม
สรุป : อนาคตที่เลือกได้
ผ้าขาวจะคงความงามหรือถูกย้อมขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของวันนี้
หากเรากล้าหยุดวงจรความรุนแรง กล้าปรับโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรม
และกล้าลงมือปกป้องเยาวชนอย่างจริงจัง อนาคตของชาติจะไม่ถูกวัดด้วยความเก่งเพียงอย่างเดียว
แต่ด้วยความสามารถของสังคมในการรักษาชีวิต ความหวัง และศักดิ์ศรีของเด็กทุกคน
ถึงเวลาแล้วที่เราจะร่วมกันปกป้อง
“ผ้าขาว” ก่อนที่มันจะถูกย้อมด้วยสีเลือด - เพื่อให้วันพรุ่งนี้ของชาติเปล่งประกายด้วยสีแห่งสันติ
ปัญญา และมนุษยธรรม.

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น