คนมลายู :
อัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ที่หลากหลายอยู่ร่วมกันภายใต้รัฐไทย
ในสังคมไทย
โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง เรามักได้ยินคำว่า “คนมลายู”
ถูกนำไปผูกโยงกับ “ศาสนาอิสลาม” เสมอ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว คำว่า ‘มลายู’
คือชาติพันธุ์ มิใช่คำบ่งบอกศาสนา ขณะที่ “อิสลาม”
คือศาสนาที่มีผู้ศรัทธาอยู่หลากหลายเชื้อชาติทั่วโลก
การใช้สองคำนี้แทนกันโดยไม่แยกความหมายให้ชัดเจน
จึงทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนและนำไปสู่มายาคติที่ส่งผลต่อการอยู่ร่วมกันในสังคม
มลายู :
ชาติพันธุ์ที่มีหลายศาสนา
คนมลายูในภาคใต้ของประเทศไทยมีวิถีชีวิตที่สืบทอดมาหลายร้อยปี
พวกเขามีภาษา วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม และสังคมชุมชนที่งดงามเป็นเอกลักษณ์
แต่สิ่งที่หลายคนอาจไม่รู้คือ คนมลายูไม่ได้มีศาสนาเดียว
ในอดีตและปัจจุบัน
คนมลายูมีทั้งผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม ศาสนาพุทธ และศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู
ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญที่ชี้ชัดว่า
ความเป็นมลายูนั้นไม่ได้ผูกติดกับศาสนาใดศาสนาหนึ่ง
การเข้าใจความจริงข้อนี้ช่วยให้เรามองเห็นว่า
การอยู่ร่วมกันในภาคใต้ตอนล่างนั้นไม่ใช่เรื่องของศาสนา แต่เป็นเรื่องของ
ผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ที่อยู่ในดินแดนเดียวกันภายใต้รัฐไทย มาช้านาน
ความเป็นคนไทยของคนมลายู
คนมลายูในภาคใต้เป็นหนึ่งในประชากรไทย
มีบัตรประชาชนไทย ใช้สิทธิและหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญไทย
และอยู่ภายใต้สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยเช่นเดียวกับคนไทยทุกกลุ่มชาติพันธุ์
ประเทศไทยเป็นรัฐที่รับรองเสรีภาพทางศาสนาอย่างชัดเจน
รัฐไม่เคยบังคับให้ใครต้องนับถือศาสนาใด และไม่เคยปฏิเสธอัตลักษณ์ของชนกลุ่มใดเลย
รัฐไทยเคารพทั้งวิถีมลายู ประเพณีท้องถิ่น และการประกอบศาสนกิจของประชาชนทุกศาสนา
นี่คือคุณค่าที่ตกทอดมาอย่างยาวนานผ่านสถาบันกษัตริย์และการปกครองภายใต้หลักนิติธรรม
ดังนั้น
คนมลายูจึงไม่ใช่ “คนต่างถิ่น” หากแต่เป็นประชาชนไทย ผู้มีสิทธิ
ความภาคภูมิใจ และศักดิ์ศรี เช่นเดียวกับชนกลุ่มอื่นบนผืนแผ่นดินไทย
คำถามสำคัญต่อข้อเรียกร้อง
“พื้นที่ 3 จชต.”
เมื่อมีกลุ่มขบวนการบางส่วนออกมาเรียกร้องพื้นที่
“3 จังหวัดชายแดนภาคใต้” โดยอ้างเหตุผลเรื่องชาติพันธุ์ หรืออัตลักษณ์ของคนมลายู
คำถามพื้นฐานที่ควรถามคือ : ถ้าเหตุผลคือเรื่องชาติพันธุ์มลายู
เหตุใดจึงไม่เรียกร้องดินแดนมลายูอื่นที่เคยอยู่ภายใต้สยามเช่นกัน?
อดีตดินแดนมลายูที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของรัฐไทยมีถึง
4 รัฐ ได้แก่ ไทรบุรี กลันตัน ตรังกานู และปะลิส
ซึ่งไทยยอมมอบสิทธิการปกครองให้สหราชอาณาจักร
ก่อนจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของมาเลเซียในเวลาต่อมา หากมองตามตรรกะเรื่อง “ดินแดนมลายู”
แล้ว ทำไมพื้นที่เหล่านั้นกลับไม่ถูกกล่าวถึง?
ประเด็นนี้สะท้อนว่า
การเรียกร้องดังกล่าวไม่ได้ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงด้านประวัติศาสตร์ หรือชาติพันธุ์มลายูอย่างแท้จริง
แต่มีวาระเฉพาะทางการเมืองที่อาจทำให้ผู้คนในพื้นที่เข้าใจผิด
และนำไปสู่ความแตกแยกโดยไม่จำเป็น
สำนึกเถอะ
: เราทุกคนอยู่ในประเทศไทยภายใต้หลักนิติธรรม
ประเทศไทยยืนอยู่บนหลักการปกครองที่ระบุไว้ชัดในรัฐธรรมนูญ
คือ หลักนิติธรรม (Rule
of Law) ซึ่งหมายถึงการใช้อำนาจรัฐอย่างเป็นธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้
และให้ความเสมอภาคแก่ประชาชนทุกคนโดยไม่เลือกปฏิบัติ
หลักการสำคัญที่ประชาชนไทยทุกกลุ่มได้รับ
คือ เสรีภาพในการนับถือและประกอบศาสนกิจ, ความเสมอภาคตามกฎหมาย, ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่ได้รับการคุ้มครอง,
กลไกตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจรัฐ, โอกาสในการศึกษา พัฒนาเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิต
นี่คือสังคมที่เราอยู่ร่วมกัน
และเป็นสังคมที่ให้ศักดิ์ศรีแก่ผู้คนทุกเชื้อชาติและศาสนา ไม่ว่าจะเป็นมลายู ไทย
จีน พุทธ มุสลิม หรือศาสนาอื่นก็ตาม
สรุปคือ
: ความเข้าใจที่ถูกต้อง คือกุญแจสู่สันติสุข
คนมลายูคือส่วนหนึ่งของสังคมไทยที่มีคุณค่ามหาศาล
พวกเขาเป็นเจ้าของวัฒนธรรมอันงดงาม เป็นพลังของสังคม
และเป็นประชาชนไทยเช่นเดียวกับทุกคน
การผูกโยงชาติพันธุ์เข้ากับศาสนาหรือการเมืองอย่างคลาดเคลื่อนนั้น
ไม่เพียงทำให้เกิดความเข้าใจผิด แต่ยังทำร้ายความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนที่อยู่ร่วมกันอย่างสันติบนแผ่นดินเดียวกันมาช้านาน
วันนี้สิ่งที่เราจำเป็นต้องมีคือ
สำนึกความเป็นเจ้าของแผ่นดินร่วมกัน, แผ่นดินที่ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียม, แผ่นดินที่ปกครองด้วยความเป็นธรรม
และแผ่นดินที่ให้เสรีภาพทางศาสนาแก่ทุกศรัทธาโดยไม่มีเงื่อนไข
เมื่อเรามองเห็นกันและกันอย่างเท่าเทียม
สังคมไทย - ไม่ว่าจะเหนือ อีสาน กลาง หรือใต้ - ก็จะยืนหยัดอย่างมั่นคง
และก้าวเดินไปด้วยกันอย่างสงบสุข

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น