วันจันทร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569

คนมลายู : อัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ที่หลากหลายอยู่ร่วมกันภายใต้รัฐไทย

คนมลายู : อัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ที่หลากหลายอยู่ร่วมกันภายใต้รัฐไทย

ในสังคมไทย โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง เรามักได้ยินคำว่า “คนมลายู” ถูกนำไปผูกโยงกับ “ศาสนาอิสลาม” เสมอ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว คำว่า ‘มลายู’ คือชาติพันธุ์ มิใช่คำบ่งบอกศาสนา ขณะที่ “อิสลาม” คือศาสนาที่มีผู้ศรัทธาอยู่หลากหลายเชื้อชาติทั่วโลก การใช้สองคำนี้แทนกันโดยไม่แยกความหมายให้ชัดเจน จึงทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนและนำไปสู่มายาคติที่ส่งผลต่อการอยู่ร่วมกันในสังคม

มลายู : ชาติพันธุ์ที่มีหลายศาสนา

คนมลายูในภาคใต้ของประเทศไทยมีวิถีชีวิตที่สืบทอดมาหลายร้อยปี พวกเขามีภาษา วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม และสังคมชุมชนที่งดงามเป็นเอกลักษณ์ แต่สิ่งที่หลายคนอาจไม่รู้คือ คนมลายูไม่ได้มีศาสนาเดียว

ในอดีตและปัจจุบัน คนมลายูมีทั้งผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม ศาสนาพุทธ และศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญที่ชี้ชัดว่า ความเป็นมลายูนั้นไม่ได้ผูกติดกับศาสนาใดศาสนาหนึ่ง

การเข้าใจความจริงข้อนี้ช่วยให้เรามองเห็นว่า การอยู่ร่วมกันในภาคใต้ตอนล่างนั้นไม่ใช่เรื่องของศาสนา แต่เป็นเรื่องของ ผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ที่อยู่ในดินแดนเดียวกันภายใต้รัฐไทย มาช้านาน

ความเป็นคนไทยของคนมลายู

คนมลายูในภาคใต้เป็นหนึ่งในประชากรไทย มีบัตรประชาชนไทย ใช้สิทธิและหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญไทย และอยู่ภายใต้สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยเช่นเดียวกับคนไทยทุกกลุ่มชาติพันธุ์

ประเทศไทยเป็นรัฐที่รับรองเสรีภาพทางศาสนาอย่างชัดเจน รัฐไม่เคยบังคับให้ใครต้องนับถือศาสนาใด และไม่เคยปฏิเสธอัตลักษณ์ของชนกลุ่มใดเลย รัฐไทยเคารพทั้งวิถีมลายู ประเพณีท้องถิ่น และการประกอบศาสนกิจของประชาชนทุกศาสนา นี่คือคุณค่าที่ตกทอดมาอย่างยาวนานผ่านสถาบันกษัตริย์และการปกครองภายใต้หลักนิติธรรม

ดังนั้น คนมลายูจึงไม่ใช่ “คนต่างถิ่น” หากแต่เป็นประชาชนไทย ผู้มีสิทธิ ความภาคภูมิใจ และศักดิ์ศรี เช่นเดียวกับชนกลุ่มอื่นบนผืนแผ่นดินไทย

คำถามสำคัญต่อข้อเรียกร้อง “พื้นที่ 3 จชต.”

เมื่อมีกลุ่มขบวนการบางส่วนออกมาเรียกร้องพื้นที่ “3 จังหวัดชายแดนภาคใต้” โดยอ้างเหตุผลเรื่องชาติพันธุ์ หรืออัตลักษณ์ของคนมลายู คำถามพื้นฐานที่ควรถามคือ : ถ้าเหตุผลคือเรื่องชาติพันธุ์มลายู เหตุใดจึงไม่เรียกร้องดินแดนมลายูอื่นที่เคยอยู่ภายใต้สยามเช่นกัน?

อดีตดินแดนมลายูที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของรัฐไทยมีถึง 4 รัฐ ได้แก่ ไทรบุรี กลันตัน ตรังกานู และปะลิส ซึ่งไทยยอมมอบสิทธิการปกครองให้สหราชอาณาจักร ก่อนจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของมาเลเซียในเวลาต่อมา หากมองตามตรรกะเรื่อง “ดินแดนมลายูแล้ว ทำไมพื้นที่เหล่านั้นกลับไม่ถูกกล่าวถึง?

ประเด็นนี้สะท้อนว่า การเรียกร้องดังกล่าวไม่ได้ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงด้านประวัติศาสตร์ หรือชาติพันธุ์มลายูอย่างแท้จริง แต่มีวาระเฉพาะทางการเมืองที่อาจทำให้ผู้คนในพื้นที่เข้าใจผิด และนำไปสู่ความแตกแยกโดยไม่จำเป็น

สำนึกเถอะ : เราทุกคนอยู่ในประเทศไทยภายใต้หลักนิติธรรม

ประเทศไทยยืนอยู่บนหลักการปกครองที่ระบุไว้ชัดในรัฐธรรมนูญ คือ หลักนิติธรรม (Rule of Law) ซึ่งหมายถึงการใช้อำนาจรัฐอย่างเป็นธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้ และให้ความเสมอภาคแก่ประชาชนทุกคนโดยไม่เลือกปฏิบัติ

หลักการสำคัญที่ประชาชนไทยทุกกลุ่มได้รับ คือ เสรีภาพในการนับถือและประกอบศาสนกิจ, ความเสมอภาคตามกฎหมาย, ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่ได้รับการคุ้มครอง, กลไกตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจรัฐ, โอกาสในการศึกษา พัฒนาเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิต

นี่คือสังคมที่เราอยู่ร่วมกัน และเป็นสังคมที่ให้ศักดิ์ศรีแก่ผู้คนทุกเชื้อชาติและศาสนา ไม่ว่าจะเป็นมลายู ไทย จีน พุทธ มุสลิม หรือศาสนาอื่นก็ตาม

สรุปคือ : ความเข้าใจที่ถูกต้อง คือกุญแจสู่สันติสุข

คนมลายูคือส่วนหนึ่งของสังคมไทยที่มีคุณค่ามหาศาล พวกเขาเป็นเจ้าของวัฒนธรรมอันงดงาม เป็นพลังของสังคม และเป็นประชาชนไทยเช่นเดียวกับทุกคน การผูกโยงชาติพันธุ์เข้ากับศาสนาหรือการเมืองอย่างคลาดเคลื่อนนั้น ไม่เพียงทำให้เกิดความเข้าใจผิด แต่ยังทำร้ายความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนที่อยู่ร่วมกันอย่างสันติบนแผ่นดินเดียวกันมาช้านาน

วันนี้สิ่งที่เราจำเป็นต้องมีคือ สำนึกความเป็นเจ้าของแผ่นดินร่วมกัน, แผ่นดินที่ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียม, แผ่นดินที่ปกครองด้วยความเป็นธรรม และแผ่นดินที่ให้เสรีภาพทางศาสนาแก่ทุกศรัทธาโดยไม่มีเงื่อนไข

เมื่อเรามองเห็นกันและกันอย่างเท่าเทียม สังคมไทย - ไม่ว่าจะเหนือ อีสาน กลาง หรือใต้ - ก็จะยืนหยัดอย่างมั่นคง และก้าวเดินไปด้วยกันอย่างสงบสุข

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น