วันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569

ศาสนาไม่ใช่ตัวกำหนดความเป็นเจ้าของแผ่นดิน

ศาสนาไม่ใช่ตัวกำหนดความเป็นเจ้าของแผ่นดิน

ศาสนาไม่ใช่ตัวกำหนดความเป็นเจ้าของแผ่นดิน แต่ “การเสียสละของบรรพบุรุษ” ต่างหาก คือรากฐานที่ทำให้ประเทศไทยยังยืนอยู่ ในห้วงเวลาที่สังคมไทยก้าวเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านเทคโนโลยี ความคิด และอัตลักษณ์ของผู้คน สิ่งหนึ่งที่เรามักหลงลืมเงียบ ๆ คือคำถามสำคัญว่า อะไรคือรากฐานที่แท้จริงของแผ่นดินไทย? หลายครั้งเรามองคำว่า “ศาสนา” เป็นเสมือนเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างผู้คน จนเผลอเข้าใจไปว่าสังคมไทยเกิดจากผู้คนที่นับถือศาสนาเดียวกัน หรือมีความคิดแบบเดียวกัน ทั้งที่แท้จริงแล้ว “สยาม - ไทย” ไม่เคยเป็นเช่นนั้นเลย

หากเราย้อนประวัติศาสตร์กลับไปตั้งแต่สมัยก่อนรัฐชาติ พื้นที่ที่เรียกว่า “สยาม” เต็มไปด้วยกลุ่มคนหลากหลายเชื้อชาติ ศาสนา และขนบธรรมเนียม - มีทั้งพุทธ มุสลิม ฮินดู จีน มอญ เขมร มลายู ลาว รวมถึงกลุ่มชนดั้งเดิมในพื้นที่ป่าเขา แต่สิ่งที่ทำให้ผู้คนเหล่านี้อยู่ร่วมกันบนผืนดินเดียวกันได้ ไม่ใช่ศาสนาที่เหมือนกัน หรือความเชื่อที่เหมือนกัน หากคือ “การร่วมเสียสละเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินร่วมกัน” แม้ต่างความเชื่อ แต่หัวใจกลับเต้นเพื่อผืนดินเดียวกัน

ศาสนา… ไม่เคยเป็นเงื่อนไขความเป็นเจ้าของประเทศ

ทุกศาสนาสอนความดี แต่ไม่มีศาสนาใดสอนให้ผูกขาดสิทธิในดินแดน หรือประกาศว่าแผ่นดินนี้เป็นของผู้ศรัทธาเพียงกลุ่มเดียว การจะบอกว่า “แผ่นดินนี้เป็นของคนศาสนาใดศาสนาหนึ่ง” นอกจากไม่สอดคล้องกับประวัติศาสตร์แล้ว ยังเป็นการลดทอนเกียรติของบรรพบุรุษทุกเชื้อชาติและศาสนาที่ร่วมกันสร้างประเทศนี้มา

- ลองคิดถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา ที่มีชุมชนมุสลิมเข้าร่วมเป็นกำลังกองทัพ

- สมัยกรุงธนบุรี ที่มีกำลังทหารจีนช่วยพระเจ้าตากกอบกู้เอกราช

- สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ที่มีทั้งชาวพุทธ มุสลิม มอญ ส่วย ลาว รวมพลังเป็นไหล่ค้ำชูราชอาณาจักร

หากประเทศเป็นของศาสนาใดศาสนาหนึ่งจริง แล้วความเสียสละของผู้คนที่ไม่ได้ถือศาสนานั้น จะถือว่าไร้ความหมายหรือ ?

แน่นอน… ไม่มีใครกล้าพูดเช่นนั้น เพราะในหัวใจของคนไทยทุกหมู่เหล่ารู้ดีว่า “ศาสนาไม่ใช่เจ้าของแผ่นดิน” และ ศาสนาไม่เคยเป็นเกณฑ์ในการชี้ว่าผู้ใดรักชาติหรือไม่

ผู้ที่รักชาติ คือผู้ที่รักษาแผ่นดิน - ไม่ใช่ผู้ที่ถือศาสนาใดเป็นพิเศษ

บรรพบุรุษต่างศาสนา… แต่หัวใจเดียวกัน

ประเทศไทยรอดพ้นจากการตกเป็นเมืองขึ้นในยุคล่าอาณานิคม ไม่ใช่เพียงเพราะไหวพริบทางการทูตของผู้นำเท่านั้น แต่เพราะประชาชนทุกกลุ่มร่วมกันยืนหยัดต่อโชคชะตาของแผ่นดิน

ในภาคใต้ ชุมชนมุสลิมมลายูต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับรัฐในการรักษาเส้นพรมแดน

ในเมืองหลวง ชาวจีนจำนวนมากถวายแรงงาน ทุนทรัพย์ และชีวิตในการพัฒนาบ้านเมือง

ในภาคเหนือและอีสาน กลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิมร่วมทำนุบำรุงผืนป่า ปกป้องชายแดน และเลี้ยงรักษาวัฒนธรรมที่หล่อเลี้ยงความเป็นไทย

- บรรพบุรุษเหล่านี้อาจมีวิธีก้มกราบ, การละหมาด ที่ไม่เหมือนกัน

- อาจมีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ไม่เหมือนกัน

- อาจเรียกพระเจ้า ไม่เหมือนกัน

- แต่อย่างหนึ่งที่เหมือนกันเสมอ คือ “ความเสียสละต่อแผ่นดินที่ตนรัก

สิ่งนี้ต่างหาก… คือ คำตอบของการเป็นเจ้าของประเทศอย่างแท้จริง

ประเทศไทยอยู่ได้เพราะพหุวัฒนธรรม… ไม่ใช่ความเหมือนกัน คำว่า พหุวัฒนธรรม” ไม่ใช่คำสวยงามในตำรา แต่เป็นชีวิตจริงของคนไทยมานานหลายร้อยปี

- คนพุทธสร้างวัด

- คนมุสลิมสร้างมัสยิด

- คนจีนบูชาเจ้า

- คนมอญรับใช้ราชสำนัก

- คนมลายูดูแลทางการค้า

- คนในป่าเขารักษาป่าต้นน้ำ

เมื่อนำบทบาททั้งหมดมาร้อยเป็นเส้นเดียวกัน จึงเกิดเป็นผ้าทอผืนใหญ่ที่เรียกว่า “สังคมไทย” และผ้าผืนนั้นจะอยู่ไม่ได้นานขนาดนี้ หากปราศจากการเคารพซึ่งกันและกัน

ประเทศไทยไม่เคยตั้งอยู่บน “ความเหมือนกัน” แต่ตั้งอยู่บน การอยู่ร่วมกันอย่างให้เกียรติความต่าง นี่คือพลังที่ยิ่งใหญ่กว่าอาวุธใด ๆ คือพลังที่ทำให้เราไม่เคยเสียประเทศให้ใคร และทำให้เรายังอยู่คู่กันมาจนถึงทุกวันนี้

ณ วันนี้… ภารกิจของพวกเราคือการสืบสานเจตนารมณ์ของบรรพบุรุษ แม้วันนี้บ้านเมืองจะไม่ได้เผชิญศึกสงครามเหมือนในอดีต แต่เรากำลังเผชิญ “ศึกแห่งความเข้าใจผิด ศึกแห่งความเกลียดชัง และศึกที่มองเพื่อนร่วมชาติเป็นคนแปลกหน้า” ซึ่งอาจอันตรายไม่แพ้สงครามปืนใหญ่

สิ่งที่ควรทำมิใช่การแบ่งว่าใครเชื่อแบบไหน

หรือใครถือศาสนาใด

เพราะแผ่นดินนี้ไม่เคยถามว่าเราเชื่อใคร

แผ่นดินนี้ถามเพียงว่า เราจะรักษามันได้หรือไม่

การแตกแยกทางความคิด การกล่าวหาว่าศาสนาใดเป็นเจ้าของพื้นที่ใด ล้วนเป็นแผลที่ไม่จำเป็นต่อชาติ แต่การยืนหยัดร่วมกัน การเคารพความต่าง และการมองเห็นประวัติศาสตร์ร่วมกัน คือสิ่งที่จะรักษาไทยให้อยู่รอด

สรุปคือ : เจ้าของประเทศที่แท้จริง คือผู้ที่ “รักษา” แผ่นดิน… ไม่ใช่ผู้ที่ “อ้างสิทธิ์” บนแผ่นดิน

ท้ายที่สุดนี้ เราควรถามตัวเองว่า “แผ่นดินไทยเป็นของใคร?

คำตอบนั้นไม่ใช่ของศาสนาใดศาสนาหนึ่ง ไม่ใช่ของผู้เชื่อในแบบใดแบบหนึ่ง และไม่ใช่ของผู้ที่เสียงดังที่สุดในสังคม

แต่แผ่นดินนี้เป็นของบรรพบุรุษทุกคน ที่เคยปกป้องมัน และลูกหลานทุกคน ที่ตั้งใจจะรักษามันต่อไป

เราเป็นทายาทของผู้เสียสละนับรุ่น นับศตวรรษ และหน้าที่ของเรา คือ รักษาประเทศนี้ในแบบที่เขาเคยทำ - ด้วยหัวใจ ไม่ใช่ด้วยการแบ่งแยก

เพราะสุดท้ายแล้ว แผ่นดินไทย… เป็นสมบัติร่วมของทุกผู้คนที่อาศัยอยู่ และรักมันจริง ๆ ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น