ศาสนาไม่ใช่ตัวกำหนดความเป็นเจ้าของแผ่นดิน
ศาสนาไม่ใช่ตัวกำหนดความเป็นเจ้าของแผ่นดิน
แต่ “การเสียสละของบรรพบุรุษ” ต่างหาก
คือรากฐานที่ทำให้ประเทศไทยยังยืนอยู่ ในห้วงเวลาที่สังคมไทยก้าวเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว
ทั้งด้านเทคโนโลยี ความคิด และอัตลักษณ์ของผู้คน สิ่งหนึ่งที่เรามักหลงลืมเงียบ ๆ
คือคำถามสำคัญว่า อะไรคือรากฐานที่แท้จริงของแผ่นดินไทย? หลายครั้งเรามองคำว่า “ศาสนา”
เป็นเสมือนเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างผู้คน
จนเผลอเข้าใจไปว่าสังคมไทยเกิดจากผู้คนที่นับถือศาสนาเดียวกัน
หรือมีความคิดแบบเดียวกัน ทั้งที่แท้จริงแล้ว “สยาม - ไทย”
ไม่เคยเป็นเช่นนั้นเลย
หากเราย้อนประวัติศาสตร์กลับไปตั้งแต่สมัยก่อนรัฐชาติ
พื้นที่ที่เรียกว่า “สยาม” เต็มไปด้วยกลุ่มคนหลากหลายเชื้อชาติ ศาสนา
และขนบธรรมเนียม - มีทั้งพุทธ มุสลิม ฮินดู จีน มอญ เขมร มลายู ลาว
รวมถึงกลุ่มชนดั้งเดิมในพื้นที่ป่าเขา
แต่สิ่งที่ทำให้ผู้คนเหล่านี้อยู่ร่วมกันบนผืนดินเดียวกันได้
ไม่ใช่ศาสนาที่เหมือนกัน หรือความเชื่อที่เหมือนกัน หากคือ “การร่วมเสียสละเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินร่วมกัน”
แม้ต่างความเชื่อ แต่หัวใจกลับเต้นเพื่อผืนดินเดียวกัน
ศาสนา…
ไม่เคยเป็นเงื่อนไขความเป็นเจ้าของประเทศ
ทุกศาสนาสอนความดี
แต่ไม่มีศาสนาใดสอนให้ผูกขาดสิทธิในดินแดน
หรือประกาศว่าแผ่นดินนี้เป็นของผู้ศรัทธาเพียงกลุ่มเดียว การจะบอกว่า “แผ่นดินนี้เป็นของคนศาสนาใดศาสนาหนึ่ง”
นอกจากไม่สอดคล้องกับประวัติศาสตร์แล้ว
ยังเป็นการลดทอนเกียรติของบรรพบุรุษทุกเชื้อชาติและศาสนาที่ร่วมกันสร้างประเทศนี้มา
- ลองคิดถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา
ที่มีชุมชนมุสลิมเข้าร่วมเป็นกำลังกองทัพ
- สมัยกรุงธนบุรี
ที่มีกำลังทหารจีนช่วยพระเจ้าตากกอบกู้เอกราช
- สมัยกรุงรัตนโกสินทร์
ที่มีทั้งชาวพุทธ มุสลิม มอญ ส่วย ลาว รวมพลังเป็นไหล่ค้ำชูราชอาณาจักร
หากประเทศเป็นของศาสนาใดศาสนาหนึ่งจริง
แล้วความเสียสละของผู้คนที่ไม่ได้ถือศาสนานั้น จะถือว่าไร้ความหมายหรือ ?
แน่นอน…
ไม่มีใครกล้าพูดเช่นนั้น เพราะในหัวใจของคนไทยทุกหมู่เหล่ารู้ดีว่า “ศาสนาไม่ใช่เจ้าของแผ่นดิน”
และ ศาสนาไม่เคยเป็นเกณฑ์ในการชี้ว่าผู้ใดรักชาติหรือไม่
ผู้ที่รักชาติ
คือผู้ที่รักษาแผ่นดิน - ไม่ใช่ผู้ที่ถือศาสนาใดเป็นพิเศษ
บรรพบุรุษต่างศาสนา…
แต่หัวใจเดียวกัน
ประเทศไทยรอดพ้นจากการตกเป็นเมืองขึ้นในยุคล่าอาณานิคม
ไม่ใช่เพียงเพราะไหวพริบทางการทูตของผู้นำเท่านั้น
แต่เพราะประชาชนทุกกลุ่มร่วมกันยืนหยัดต่อโชคชะตาของแผ่นดิน
ในภาคใต้
ชุมชนมุสลิมมลายูต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับรัฐในการรักษาเส้นพรมแดน
ในเมืองหลวง
ชาวจีนจำนวนมากถวายแรงงาน ทุนทรัพย์ และชีวิตในการพัฒนาบ้านเมือง
ในภาคเหนือและอีสาน
กลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิมร่วมทำนุบำรุงผืนป่า ปกป้องชายแดน
และเลี้ยงรักษาวัฒนธรรมที่หล่อเลี้ยงความเป็นไทย
-
บรรพบุรุษเหล่านี้อาจมีวิธีก้มกราบ, การละหมาด ที่ไม่เหมือนกัน
-
อาจมีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ไม่เหมือนกัน
-
อาจเรียกพระเจ้า ไม่เหมือนกัน
-
แต่อย่างหนึ่งที่เหมือนกันเสมอ คือ “ความเสียสละต่อแผ่นดินที่ตนรัก”
สิ่งนี้ต่างหาก…
คือ คำตอบของการเป็นเจ้าของประเทศอย่างแท้จริง
ประเทศไทยอยู่ได้เพราะพหุวัฒนธรรม…
ไม่ใช่ความเหมือนกัน คำว่า “พหุวัฒนธรรม”
ไม่ใช่คำสวยงามในตำรา แต่เป็นชีวิตจริงของคนไทยมานานหลายร้อยปี
-
คนพุทธสร้างวัด
-
คนมุสลิมสร้างมัสยิด
-
คนจีนบูชาเจ้า
-
คนมอญรับใช้ราชสำนัก
-
คนมลายูดูแลทางการค้า
-
คนในป่าเขารักษาป่าต้นน้ำ
เมื่อนำบทบาททั้งหมดมาร้อยเป็นเส้นเดียวกัน
จึงเกิดเป็นผ้าทอผืนใหญ่ที่เรียกว่า “สังคมไทย”
และผ้าผืนนั้นจะอยู่ไม่ได้นานขนาดนี้ หากปราศจากการเคารพซึ่งกันและกัน
ประเทศไทยไม่เคยตั้งอยู่บน
“ความเหมือนกัน” แต่ตั้งอยู่บน การอยู่ร่วมกันอย่างให้เกียรติความต่าง นี่คือพลังที่ยิ่งใหญ่กว่าอาวุธใด
ๆ คือพลังที่ทำให้เราไม่เคยเสียประเทศให้ใคร และทำให้เรายังอยู่คู่กันมาจนถึงทุกวันนี้
ณ
วันนี้… ภารกิจของพวกเราคือการสืบสานเจตนารมณ์ของบรรพบุรุษ แม้วันนี้บ้านเมืองจะไม่ได้เผชิญศึกสงครามเหมือนในอดีต
แต่เรากำลังเผชิญ “ศึกแห่งความเข้าใจผิด ศึกแห่งความเกลียดชัง
และศึกที่มองเพื่อนร่วมชาติเป็นคนแปลกหน้า” ซึ่งอาจอันตรายไม่แพ้สงครามปืนใหญ่
สิ่งที่ควรทำมิใช่การแบ่งว่าใครเชื่อแบบไหน
หรือใครถือศาสนาใด
เพราะแผ่นดินนี้ไม่เคยถามว่าเราเชื่อใคร
แผ่นดินนี้ถามเพียงว่า
เราจะรักษามันได้หรือไม่
การแตกแยกทางความคิด
การกล่าวหาว่าศาสนาใดเป็นเจ้าของพื้นที่ใด ล้วนเป็นแผลที่ไม่จำเป็นต่อชาติ
แต่การยืนหยัดร่วมกัน การเคารพความต่าง และการมองเห็นประวัติศาสตร์ร่วมกัน
คือสิ่งที่จะรักษาไทยให้อยู่รอด
สรุปคือ
: เจ้าของประเทศที่แท้จริง คือผู้ที่ “รักษา” แผ่นดิน… ไม่ใช่ผู้ที่
“อ้างสิทธิ์” บนแผ่นดิน
ท้ายที่สุดนี้
เราควรถามตัวเองว่า “แผ่นดินไทยเป็นของใคร?”
คำตอบนั้นไม่ใช่ของศาสนาใดศาสนาหนึ่ง
ไม่ใช่ของผู้เชื่อในแบบใดแบบหนึ่ง และไม่ใช่ของผู้ที่เสียงดังที่สุดในสังคม
แต่แผ่นดินนี้เป็นของบรรพบุรุษทุกคน
ที่เคยปกป้องมัน และลูกหลานทุกคน ที่ตั้งใจจะรักษามันต่อไป
เราเป็นทายาทของผู้เสียสละนับรุ่น
นับศตวรรษ และหน้าที่ของเรา คือ รักษาประเทศนี้ในแบบที่เขาเคยทำ - ด้วยหัวใจ
ไม่ใช่ด้วยการแบ่งแยก
เพราะสุดท้ายแล้ว
แผ่นดินไทย…
เป็นสมบัติร่วมของทุกผู้คนที่อาศัยอยู่ และรักมันจริง ๆ ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น