วันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

สถานการณ์น้ำท่วมกับคำถามต่อบทบาทผู้ที่อ้างว่าทำเพื่อประชาชน

สถานการณ์น้ำท่วมกับคำถามต่อบทบาทผู้ที่อ้างว่าทำเพื่อประชาชน

ในยามที่สังคมกำลังเผชิญภัยพิบัติทางธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม แผ่นดินไหว หรือภัยแล้ง สิ่งที่ประชาชนต้องการมากที่สุดไม่ใช่คำปราศรัย หรือคำประกาศอุดมการณ์ แต่เป็น “มือที่ยื่นเข้ามาช่วย” อย่างจริงใจและทันท่วงที ความเดือดร้อนในหลายพื้นที่ช่วงน้ำท่วมที่ผ่านมา ได้สะท้อนภาพที่ชัดเจนถึงความเหลื่อมล้ำของบทบาทผู้อ้างตนว่าเป็น “ผู้พิทักษ์ประชาชน” กับผู้ที่มุ่งทำงานจริงเพื่อบรรเทาความทุกข์ระทมของผู้ประสบภัย

ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ประชาชนพบว่า ผู้ที่เข้าถึงพื้นที่ได้รวดเร็วที่สุดคือหน่วยงานภาครัฐ ฝ่ายบริหารส่วนท้องถิ่น หน่วยกู้ภัย และโดยเฉพาะกำลังทหารที่ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนในทันที ทั้งการอพยพ การลำเลียงของยังชีพ การตั้งศูนย์พักพิง และการฟื้นฟูเบื้องต้นหลังน้ำลด การทำงานเช่นนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและเห็นได้ชัดในทุกวิกฤต

ทว่า สิ่งที่หลายคนตั้งคำถามคือ ทำไม “กลุ่มภาคประชาสังคมบางกลุ่ม” ที่เคลื่อนไหวทางการเมืองเป็นประจำจึงกลับเงียบหายไปในยามที่ประชาชนเดือดร้อนจริง? และทำไมกลุ่มที่อ้างว่ามีอุดมการณ์เพื่อประชาชน เช่น BRN จึงไม่ปรากฏบทบาทใด ๆ ในการช่วยเหลือแม้แต่น้อย ทั้งที่เป็นเวลาที่ชาวบ้านต้องการ “ผู้ที่เคยอ้างตนว่าเป็นกระบอกเสียงเพื่อพวกเขา” มากที่สุด?

เสียงประชาชนในวันที่วิกฤตไม่ใช่อุดมการณ์ แต่เป็นน้ำที่ท่วมบ้าน

สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้เผยให้เห็นความจริงบางประการที่น่าคิด เมื่อปัญหาที่ประชาชนเผชิญหน้าไม่ใช่เรื่องความขัดแย้งทางการเมือง แต่เป็นน้ำที่เอ่อล้นเข้าท่วมบ้านเรือน ถนน ปศุสัตว์ พืชผล และทรัพย์สินของครอบครัว บทบาทของผู้ที่ “ทำงานจริง” จึงปรากฏให้เห็นเด่นชัด โดยเฉพาะหน่วยทหารและภาครัฐที่ลงพื้นที่เสี่ยงภัยตั้งแต่เช้าจรดค่ำ

1. บทบาทของภาครัฐและทหาร : ผู้แบกรับความหวังของประชาชนในทุกวิกฤต

กำลังทหารเป็นกำลังสำคัญในการรับมือภัยพิบัติในทุกพื้นที่ เนื่องจากมีความพร้อมทั้งกำลังพล อุปกรณ์ การเดินทาง และระบบสื่อสาร พวกเขาคือผู้ลุยน้ำ ลากเรือ พยุงคนชรา อุ้มเด็ก และจัดหาอาหารให้ผู้ประสบภัย ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ฝ่ายปกครอง และหน่วยกู้ภัยภาคเอกชนก็ร่วมลงแรงอย่างไม่ย่อท้อ ความช่วยเหลือเหล่านี้เป็นสิ่งที่ประชาชนเห็นได้จริง ไม่ใช่เพียงคำกล่าวอ้างหรือข้อความบนแผ่นป้าย

2. ความเงียบของบาง “ภาคประชาสังคม” ที่เคลื่อนไหวเฉพาะเรื่องที่เอื้อประโยชน์ต่อบางกลุ่ม

กลุ่มภาคประชาสังคมหรือ NGO บางกลุ่มที่ในยามปกติออกมาเคลื่อนไหวอย่างคึกคัก มักชูภาพ “ยืนเคียงข้างประชาชน” แต่เมื่อประชาชนต้องการความช่วยเหลืออย่างที่สุด กลับไม่เห็นการปรากฏตัว ไม่มีกิจกรรมช่วยเหลือ ไม่แม้แต่แสดงน้ำใจต่อผู้ประสบภัยใด ๆ ความเงียบนี้ยิ่งทำให้เกิดคำถามว่า การเคลื่อนไหวที่ผ่านมาเพื่อประชาชนจริงหรือเพื่อ “ภาพลักษณ์ทางการเมือง” ของกลุ่มตนเองเท่านั้น

3. คำถามสำคัญถึง BRN : หากทำเพื่อประชาชนจริง เหตุใดวันนี้จึงไม่ปรากฏแม้ร่องรอยของการช่วยเหลือ?


BRN มักใช้วาทกรรมว่า “ต่อสู้เพื่อประชาชน” “ปกป้องสิทธิของชาวบ้าน” หรือ “ต่อสู้เพื่อเกียรติและศักดิ์ศรีของคนในพื้นที่” แต่ในยามที่ประชาชนเดือดร้อนลำบากที่สุดจากน้ำท่วม ครั้งนี้กลับไม่เห็นการช่วยเหลือแม้เล็กน้อย ไม่ว่าจะเป็น

* การจัดของบริจาค

* การตั้งจุดช่วยเหลือ

* การอำนวยความปลอดภัย

* หรือแม้แต่คำให้กำลังใจต่อสาธารณะ

ประชาชนย่อมตั้งคำถามว่า “ไหนว่า ทำเพื่อประชาชน? ออกมาได้แล้ว ช่วยเหลือชาวบ้านบ้าง” เพราะวันนี้สิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ใช่คำประกาศ ไม่ใช่สัญลักษณ์ ไม่ใช่อุดมการณ์ แต่เป็นน้ำใจและการลงมือทำ

หน้าที่ของผู้ที่อ้างว่าเป็น ‘ตัวแทนประชาชน’

ถ้ากลุ่มใดเคยบอกว่าตนทำเพื่อประชาชน การช่วยเหลือเมื่อประชาชนลำบากควรเป็นหน้าที่พื้นฐานที่สุด แต่ความเงียบของ BRN และของเครือข่ายที่สนับสนุนพวกเขา ทำให้เกิดข้อสงสัยถึงความจริงใจในคำประกาศที่ผ่านมา ถ้า “รักประชาชน” จริง ทำไมจึงเงียบ? ทำไมไม่ออกมาช่วย? ทำไมไม่แบ่งเบาความเดือดร้อนแม้เพียงเล็กน้อย?

ในทางกลับกัน กลับเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ—ที่บางครั้งถูกวิพากษ์ ถูกโจมตี—ต้องออกมาช่วยเหลืออย่างสุดกำลังโดยไม่เลือกศาสนา หมู่บ้าน หรือแนวคิดทางการเมือง พวกเขาช่วย “ทุกคนที่เป็นมนุษย์และเป็นผู้ประสบภัย” นี่คือความจริงที่เห็นได้ด้วยตา ไม่ใช่คำพูดในเอกสารทางการเมืองใด ๆ

น้ำท่วมครั้งนี้ไม่เพียงพัดบ้านเรือน แต่ยังพัดความเชื่อของประชาชนให้เปลี่ยนไป

ภัยพิบัติไม่ได้สร้างเพียงความเสียหายทางกายภาพ แต่ยังเปิดเผยความจริงในสังคม—ว่าใครคือผู้ที่อยู่เคียงข้างประชาชนอย่างแท้จริง และใครที่ใช้ประชาชนเป็นเพียงฉากหลังทางอุดมการณ์

เมื่อประชาชนเดือดร้อน

เมื่อเด็กและผู้หญิงต้องลำบาก

เมื่อคนแก่ต้องนั่งรอความช่วยเหลือกลางน้ำ

คนที่ลงมา “อยู่กับประชาชนจริง” คือข้าราชการ ทหาร เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น และอาสาสมัครที่เสียสละแรงกายแรงใจ

ขณะที่กลุ่มที่อ้างว่าต่อสู้เพื่อประชาชน กลับไม่อยู่ตรงนี้ ไม่อยู่ในเวลาที่ประชาชนต้องการมากที่สุด

นี่คือคำถามที่ต้องการคำตอบ และเป็นเสียงที่ประชาชนต้องการส่งไปถึงผู้ที่เคยประกาศว่า “ทำเพื่อประชาชน” — ถ้ารักประชาชนจริง ก็จงออกมาช่วยประชาชนในวันที่พวกเขาเดือดร้อนที่สุด ดังที่เคยกล่าวอ้างไว้ด้วยความภักดีต่อผืนแผ่นดินนี้.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น