วันพุธที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568

ปลุกจิตสำนึกความเป็นพี่น้องชนชาติไทยเดียวกัน

ปลุกจิตสำนึกความเป็นพี่น้องชนชาติไทยเดียวกัน

ความสามัคคีคือพลัง น้ำใจคือแสงสว่างหลังวิกฤตอุทกภัย

เหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ไม่เพียงเป็นบททดสอบกำลังความสามารถในการบริหารจัดการภัยพิบัติของสังคมเท่านั้น หากยังเป็นบททดสอบหัวใจและจิตสำนึกของคนไทยทั้งชาติด้วย ภาพบ้านเรือนที่จมอยู่ใต้น้ำ ถนนหนทางที่ถูกตัดขาด ครอบครัวที่ต้องอพยพจากถิ่นฐาน และบางรายต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก รวมถึงทรัพย์สินที่หามาทั้งชีวิต ล้วนเป็นความโศกเศร้าที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่ท่ามกลางความเศร้านั้น ได้ปรากฏ “แสงแห่งความหวัง” ส่องประกายขึ้นมาอย่างชัดเจน นั่นคือ น้ำใจของคนไทยจากทุกสารทิศ ทุกหมู่เหล่า และทุกศาสนา ที่หลั่งไหลมาช่วยเหลือเกื้อกูลกันโดยไม่แบ่งแยก

ในยามปกติ เราอาจต่างคนต่างใช้ชีวิต ต่างพื้นที่ ต่างหน้าที่ ต่างความคิด ต่างความเชื่อ แต่เมื่อวิกฤตมาเยือน เส้นแบ่งเหล่านั้นกลับเลือนหายไป เหลือเพียงคำเดียวที่ชัดเจนคือ “พี่น้องคนไทย” ผู้คนจากเมืองไกลเดินทางมาด้วยรถส่วนตัว รถบรรทุก หรือเรือ เพื่อขนอาหารแห้ง น้ำดื่ม เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค และสิ่งของจำเป็นไปมอบให้กับผู้ประสบภัย อาสาสมัครจากทุกวัยไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นักศึกษา ประชาชนทั่วไป พระสงฆ์ โต๊ะอิหม่าม บาทหลวง และผู้นำศาสนาต่าง ๆ ต่างออกมายื่นมือช่วยกัน บางคนลุยน้ำเข้าไปแจกถุงยังชีพ บางคนช่วยขนย้ายผู้สูงอายุและผู้ป่วย บางคนช่วยทำอาหารเลี้ยงคนในศูนย์อพยพ สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าความเป็นไทยยังคงฝังรากลึกอยู่ในหัวใจของเรา

ความสามัคคีคือพลัง” คำกล่าวนี้พิสูจน์ให้เห็นจริงในสถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ เพราะไม่มีหน่วยงานใดเพียงลำพังจะดูแลทุกชีวิตได้ครบถ้วน หากขาดพลังของประชาชนที่ร่วมมือกัน เมื่อทุกคนยอมละเวลาส่วนตัว เสียสละแรงกาย แรงใจ และทรัพย์สินเล็กน้อยเพื่อส่วนรวม พลังเล็ก ๆ มากมายก็หลอมรวมเป็นพลังยิ่งใหญ่ ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้ผู้ประสบภัยได้อย่างเป็นรูปธรรม ความสามัคคีไม่ได้เกิดจากคำสั่งหรือกฎระเบียบใด ๆ แต่เกิดจากหัวใจที่เห็นอกเห็นใจกัน เข้าใจว่าทุกคนคือเพื่อนร่วมแผ่นดินเดียวกัน

ทุกศาสนาบนผืนแผ่นดินไทยล้วนสอนให้มนุษย์รู้จักความเมตตา กรุณา และการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ศาสนาพุทธสอนให้มีเมตตาและเสียสละ อิสลามสอนให้ช่วยเหลือผู้ยากไร้และผู้เดือดร้อน คริสต์ศาสนาสอนให้รักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตนเอง เมื่อหลักคำสอนเหล่านี้ถูกนำมาปฏิบัติจริงในยามวิกฤต จึงเกิดภาพงดงามที่ไม่อาจหาดูได้ง่ายในชีวิตประจำวัน นั่นคือภาพผู้คนต่างศาสนา ต่างวัฒนธรรม ยืนเคียงข้างกันโดยไม่มีข้อสงสัยเรื่องความเชื่อหรือความแตกต่าง สิ่งที่มีเพียงอย่างเดียวคือ ความตั้งใจจะ “ช่วยให้พี่น้องคนไทยผ่านพ้นความทุกข์ไปด้วยกัน

แม้ความสูญเสียจากอุทกภัยครั้งนี้จะยิ่งใหญ่จนยากประเมินค่า ทั้งชีวิตของผู้คนและทรัพย์สินของครอบครัวจำนวนมาก แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของเรายังอุ่นอยู่ท่ามกลางสายน้ำอันเชี่ยวกราก คือ “น้ำใจ” ที่หลั่งไหลไม่รู้จบจากสังคมไทย ความห่วงใยซึ่งกันและกันคือทุนทางจิตใจที่ประเมินค่าไม่ได้ และเป็นพลังหล่อเลี้ยงให้ผู้ประสบภัยมีแรงลุกขึ้นสู้ต่อไป เพื่อฟื้นฟูบ้านเรือน อาชีพ และชีวิตใหม่อีกครั้ง

การฟื้นตัวหลังน้ำลดอาจต้องใช้เวลา ต้องการทั้งงบประมาณ แรงงาน และความอดทน แต่หากเรายังคงรักษาความสามัคคีและจิตสำนึกความเป็นพี่น้องเช่นนี้ไว้ การฟื้นฟูย่อมเป็นไปได้เร็วและเข้มแข็งกว่าที่คิด เพราะทุกมือที่ช่วยกัน ทุกหัวใจที่ให้กำลังใจ ล้วนเป็นพลังหนุนให้การก่อสร้างใหม่ไม่ใช่แค่บ้านเรือนหรือถนนหนทาง แต่คือการก่อร่าง “สังคมแห่งความหวัง” ที่อบอุ่นและน่าอยู่ยิ่งกว่าเดิม

สุดท้ายนี้ ขอเป็นกำลังใจให้ผู้ประสบภัยทุกท่าน ขอให้เข้มแข็งก้าวข้ามความสูญเสียไปด้วยพลังของความสามัคคี และขอขอบคุณทุกดวงใจที่ยังคงยื่นมือช่วยเหลือกันเสมอมา เชื่อมั่นอย่างที่สุดว่า “ฟ้าหลังฝนย่อมสวยงามกว่าเดิม” และเมื่อพายุฝนผ่านพ้นไป ประเทศไทยของเราจะยิ่งแข็งแกร่ง อบอุ่น และงดงามด้วยน้ำใจของพี่น้องชนชาติไทยทุกคน.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น