เมื่อเร็ว
ๆ นี้ เกิดเหตุคนร้ายบุกปล้นร้านทองภายในห้างบิ๊กซี ในอำเภอสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส
ขณะที่มีประชาชนจำนวนมากอยู่ภายในห้าง เหตุการณ์นำมาซึ่งความตื่นตระหนก
ผู้ได้รับบาดเจ็บ และความเสียหายต่อทรัพย์สินของประชาชน
ท่ามกลางความหวาดกลัวที่ชาวบ้านและผู้ใช้บริการต้องเผชิญในชีวิตประจำวัน
ซึ่งมีรายงานข่าวว่า ผู้ก่อเหตุใช้กำลังพร้อมอาวุธ กวาดเอาทองคำไปเป็นจำนวนมากก่อนหลบหนีออกไป
และมีการวางระเบิด/วัตถุต้องสงสัยและโรยตะปูเรือใบ เพื่อสกัดการติดตามของเจ้าหน้าที่ในสนาม
เหตุการณ์ความรุนแรงเช่นนี้
ไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคลเท่านั้น
แต่เป็นปัญหาความมั่นคงที่กระทบต่อสังคมทั้งชุมชนและชาติ
เมื่อกลุ่มก่อการร้ายสามารถก่อเหตุได้อย่างองอาจกลางห้างที่ประชาชนจับจ่ายใช้สอย
ทำให้ความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของพื้นที่สาธารณะเสียหายอย่างรุนแรง
และสร้างบาดแผลทางจิตใจแก่ครอบครัวผู้ประสบเหตุ
ทั้งหมดนี้ต้องได้รับการตอบสนองโดยรัฐอย่างเด็ดขาด และเป็นไปตามกฎหมายและหลักมนุษยธรรม
คำถาม :
หากผู้ก่อเหตุหลบหนีข้ามพรมแดนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน รัฐใดก็ตามที่ให้ที่พักพิง หรือปิดตาไม่ดำเนินการสืบสวนสอบสวนร่วมถือว่ากำลังละทิ้งความรับผิดชอบต่อสังคมระหว่างประเทศ
และต่อหลักการพื้นฐานของการต่อต้านการก่อการร้าย
สถานการณ์จะยิ่งเลวร้ายหากการให้ที่หลบซ่อนนั้นมีลักษณะเป็นการสนับสนุนโดยทางการหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง
เพราะนั่นหมายถึงการเปลี่ยนความรุนแรงให้กลายเป็นปัญหาระดับภูมิภาค
และอาจเป็นการกระทำที่ผิดหลักศาสนาและมนุษยธรรมอย่างถึงที่สุด
(ไม่ว่าผู้กระทำจะอ้างเหตุผลทางการเมืองหรือเหตุผลอื่นใดก็ตาม).
ในมุมมองทางศาสนาและจริยธรรม
— ประเทศอิสลามที่ยึดมั่นในหลักการอิสลาม ไม่อาจอนุญาตให้การกระทำที่ทำลายชีวิตและทรัพย์สินของผู้บริสุทธิ์ถูกปกป้องหรือได้รับการสนับสนุน
การให้ที่พักพิงหรือการคลุมเครือในการดำเนินคดีต่อผู้ก่อการร้ายคือการสมคบคิดทางศีลธรรมที่ผิดต่อคำสอนหลักของศาสนา
ซึ่งย้ำเรื่องความยุติธรรม ความเมตตา และการปกป้องผู้บริสุทธิ์
ในขณะเดียวกันกฎหมายควรถูกบังคับใช้อย่างเป็นธรรมต่อผู้กระทำผิดตามกระบวนการยุติธรรม
ไม่ควรให้ความรู้สึกว่ามีเขตปลอดภัยสำหรับผู้ก่อเหตุร้ายใด ๆ เลย
ข้อเรียกร้องเชิงปฏิบัติการ
— สิ่งที่ควรดำเนินการทันทีและจริงจังมีดังนี้:
1.
ความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการบังคับใช้กฎหมาย : รัฐไทยและรัฐมาเลเซียต้องเร่งประสานงานแบบทวิภาคี ผ่านช่องทางตำรวจ
ปราบปรามการค้ายาและการก่อการร้าย รวมถึงหน่วยข่าวกรอง
เพื่อสืบสวนติดตามผู้ต้องสงสัยและทรัพย์สินที่ถูกโจรกรรม หากมีการหลบหนีข้ามพรมแดน
ต้องใช้สนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน (extradition) และมาตรการร่วมอื่น
ๆ เพื่อไม่ให้พื้นที่ชายแดนกลายเป็นเขตอภัยทานสำหรับอาชญากร
2.
การตรวจสอบการให้ที่พักพิงและเครือข่ายสนับสนุน :
หากพบหลักฐานว่ามีการให้ที่พักพิงหรือการสนับสนุนจากกลุ่มบุคคลหรือนิติบุคคลในประเทศใดประเทศหนึ่ง
รัฐนั้นต้องเปิดการสอบสวนอย่างโปร่งใส
และหากมีการเกี่ยวข้องของเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานใด
ต้องมีการดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด
3.
การคุ้มครองพลเรือนและมาตรการป้องกันในพื้นที่เสี่ยง : หน่วยงานท้องถิ่นต้องเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่สาธารณะ
ห้างสรรพสินค้า และตลาด โดยร่วมมือกับชุมชนในการสอดส่องและรายงานพฤติกรรมต้องสงสัย
เพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
4.
การใช้กระบวนการยุติธรรมตามหลักสากล :
ถึงแม้จะต้องการความรุนแรงทางกฎหมายกับผู้กระทำผิด
แต่การลงโทษต้องเป็นไปตามกฎหมายที่เป็นที่ยอมรับ
และต้องหลีกเลี่ยงการแก้แค้นนอกระบบ
ซึ่งท้ายที่สุดจะยิ่งทำลายความยุติธรรมและเสถียรภาพของสังคม
การยึดมั่นในมนุษยธรรมและกฎหมายไม่ใช่การอ่อนข้อกับอาชญากรรม
แต่คือหลักการที่จะทำให้สังคมไม่ลื่นไถลเข้าสู่วงจรความรุนแรงที่ไม่มีวันสิ้นสุด
ทุกฝ่ายต้องร่วมกันสร้างกรอบการตอบสนองที่เข้มแข็งและเป็นธรรม
เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ร้ายได้เปรียบจากความอ่อนแอของระบบ และเพื่อให้ครอบครัวของเหยื่อได้รับความยุติธรรมที่แท้จริง
บทสรุป — ความสูญเสียจากการก่อการร้ายไม่ใช่เรื่องที่คนใดคนหนึ่งจะยอมรับได้ ผู้บริสุทธิ์ไม่ควรต้องเป็นเหยื่อของความไร้ความรับผิดชอบทางการเมืองหรือการละเลยจากรัฐเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะในนามศาสนา ชาติ หรืออุดมการณ์ใด ๆ ก็ตาม เราจำเป็นต้องเรียกร้องความรับผิดชอบจากผู้เกี่ยวข้อง ประสานงานข้ามพรมแดนอย่างจริงจัง และยึดหลักการยุติธรรมที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพื่อหยุดยั้งการกระทำที่ทำลายชีวิตและความสงบของสังคม ขอให้ทุกฝ่ายสำนึกในความเสียหายที่เกิดขึ้น และร่วมมือกันทำให้บ้านเมืองกลับมาปลอดภัยอีกครั้ง.

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น