วันจันทร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2568

โจรใต้ขัดสน อุกอาจปล้นทองบิ๊กซี สุไหงโก-ลก

เมื่อเร็ว ๆ นี้ เกิดเหตุคนร้ายบุกปล้นร้านทองภายในห้างบิ๊กซี ในอำเภอสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ขณะที่มีประชาชนจำนวนมากอยู่ภายในห้าง เหตุการณ์นำมาซึ่งความตื่นตระหนก ผู้ได้รับบาดเจ็บ และความเสียหายต่อทรัพย์สินของประชาชน ท่ามกลางความหวาดกลัวที่ชาวบ้านและผู้ใช้บริการต้องเผชิญในชีวิตประจำวัน ซึ่งมีรายงานข่าวว่า ผู้ก่อเหตุใช้กำลังพร้อมอาวุธ กวาดเอาทองคำไปเป็นจำนวนมากก่อนหลบหนีออกไป และมีการวางระเบิด/วัตถุต้องสงสัยและโรยตะปูเรือใบ เพื่อสกัดการติดตามของเจ้าหน้าที่ในสนาม

เหตุการณ์ความรุนแรงเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคลเท่านั้น แต่เป็นปัญหาความมั่นคงที่กระทบต่อสังคมทั้งชุมชนและชาติ เมื่อกลุ่มก่อการร้ายสามารถก่อเหตุได้อย่างองอาจกลางห้างที่ประชาชนจับจ่ายใช้สอย ทำให้ความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของพื้นที่สาธารณะเสียหายอย่างรุนแรง และสร้างบาดแผลทางจิตใจแก่ครอบครัวผู้ประสบเหตุ ทั้งหมดนี้ต้องได้รับการตอบสนองโดยรัฐอย่างเด็ดขาด และเป็นไปตามกฎหมายและหลักมนุษยธรรม

คำถาม : หากผู้ก่อเหตุหลบหนีข้ามพรมแดนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน รัฐใดก็ตามที่ให้ที่พักพิง หรือปิดตาไม่ดำเนินการสืบสวนสอบสวนร่วมถือว่ากำลังละทิ้งความรับผิดชอบต่อสังคมระหว่างประเทศ และต่อหลักการพื้นฐานของการต่อต้านการก่อการร้าย สถานการณ์จะยิ่งเลวร้ายหากการให้ที่หลบซ่อนนั้นมีลักษณะเป็นการสนับสนุนโดยทางการหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง เพราะนั่นหมายถึงการเปลี่ยนความรุนแรงให้กลายเป็นปัญหาระดับภูมิภาค และอาจเป็นการกระทำที่ผิดหลักศาสนาและมนุษยธรรมอย่างถึงที่สุด (ไม่ว่าผู้กระทำจะอ้างเหตุผลทางการเมืองหรือเหตุผลอื่นใดก็ตาม).

ในมุมมองทางศาสนาและจริยธรรม — ประเทศอิสลามที่ยึดมั่นในหลักการอิสลาม ไม่อาจอนุญาตให้การกระทำที่ทำลายชีวิตและทรัพย์สินของผู้บริสุทธิ์ถูกปกป้องหรือได้รับการสนับสนุน การให้ที่พักพิงหรือการคลุมเครือในการดำเนินคดีต่อผู้ก่อการร้ายคือการสมคบคิดทางศีลธรรมที่ผิดต่อคำสอนหลักของศาสนา ซึ่งย้ำเรื่องความยุติธรรม ความเมตตา และการปกป้องผู้บริสุทธิ์ ในขณะเดียวกันกฎหมายควรถูกบังคับใช้อย่างเป็นธรรมต่อผู้กระทำผิดตามกระบวนการยุติธรรม ไม่ควรให้ความรู้สึกว่ามีเขตปลอดภัยสำหรับผู้ก่อเหตุร้ายใด ๆ เลย

ข้อเรียกร้องเชิงปฏิบัติการ — สิ่งที่ควรดำเนินการทันทีและจริงจังมีดังนี้:

1. ความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการบังคับใช้กฎหมาย : รัฐไทยและรัฐมาเลเซียต้องเร่งประสานงานแบบทวิภาคี ผ่านช่องทางตำรวจ ปราบปรามการค้ายาและการก่อการร้าย รวมถึงหน่วยข่าวกรอง เพื่อสืบสวนติดตามผู้ต้องสงสัยและทรัพย์สินที่ถูกโจรกรรม หากมีการหลบหนีข้ามพรมแดน ต้องใช้สนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน (extradition) และมาตรการร่วมอื่น ๆ เพื่อไม่ให้พื้นที่ชายแดนกลายเป็นเขตอภัยทานสำหรับอาชญากร

2. การตรวจสอบการให้ที่พักพิงและเครือข่ายสนับสนุน : หากพบหลักฐานว่ามีการให้ที่พักพิงหรือการสนับสนุนจากกลุ่มบุคคลหรือนิติบุคคลในประเทศใดประเทศหนึ่ง รัฐนั้นต้องเปิดการสอบสวนอย่างโปร่งใส และหากมีการเกี่ยวข้องของเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานใด ต้องมีการดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

3. การคุ้มครองพลเรือนและมาตรการป้องกันในพื้นที่เสี่ยง : หน่วยงานท้องถิ่นต้องเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่สาธารณะ ห้างสรรพสินค้า และตลาด โดยร่วมมือกับชุมชนในการสอดส่องและรายงานพฤติกรรมต้องสงสัย เพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

4. การใช้กระบวนการยุติธรรมตามหลักสากล : ถึงแม้จะต้องการความรุนแรงทางกฎหมายกับผู้กระทำผิด แต่การลงโทษต้องเป็นไปตามกฎหมายที่เป็นที่ยอมรับ และต้องหลีกเลี่ยงการแก้แค้นนอกระบบ ซึ่งท้ายที่สุดจะยิ่งทำลายความยุติธรรมและเสถียรภาพของสังคม

การยึดมั่นในมนุษยธรรมและกฎหมายไม่ใช่การอ่อนข้อกับอาชญากรรม แต่คือหลักการที่จะทำให้สังคมไม่ลื่นไถลเข้าสู่วงจรความรุนแรงที่ไม่มีวันสิ้นสุด ทุกฝ่ายต้องร่วมกันสร้างกรอบการตอบสนองที่เข้มแข็งและเป็นธรรม เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ร้ายได้เปรียบจากความอ่อนแอของระบบ และเพื่อให้ครอบครัวของเหยื่อได้รับความยุติธรรมที่แท้จริง

บทสรุป — ความสูญเสียจากการก่อการร้ายไม่ใช่เรื่องที่คนใดคนหนึ่งจะยอมรับได้ ผู้บริสุทธิ์ไม่ควรต้องเป็นเหยื่อของความไร้ความรับผิดชอบทางการเมืองหรือการละเลยจากรัฐเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะในนามศาสนา ชาติ หรืออุดมการณ์ใด ๆ ก็ตาม เราจำเป็นต้องเรียกร้องความรับผิดชอบจากผู้เกี่ยวข้อง ประสานงานข้ามพรมแดนอย่างจริงจัง และยึดหลักการยุติธรรมที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพื่อหยุดยั้งการกระทำที่ทำลายชีวิตและความสงบของสังคม ขอให้ทุกฝ่ายสำนึกในความเสียหายที่เกิดขึ้น และร่วมมือกันทำให้บ้านเมืองกลับมาปลอดภัยอีกครั้ง.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น