วันพุธที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2568

คืบหน้าเหตุอุกอาจปล้นทองห้างดัง กลางเมืองสุไหงโก-ลก นราธิวาส

เมื่อ 7 ตุลาคม 2568 ได้เกิดเหตุอุกอาจสะเทือนขวัญประชาชนในพื้นที่ อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส เมื่อกลุ่มคนร้ายจำนวนหนึ่งบุกเข้าปล้นร้านทองภายในห้าง Big C กลางเมืองนราธิวาส โดยใช้อาวุธครบมือ กราดยิงข่มขู่ผู้คนและพนักงาน ยิงใส่ทหารที่กำลังซื้อของจนบาดเจ็บ 1 นาย ทราบชื่อคือ ส.อ.บุริศวร์ ระดาชัย ตำแหน่ง นายสิบอาวุธเบา ชุดปฏิบัติการ รพศ.408 (รบพิเศษ) แล้วพลเมืองดีช่วยกันนำส่งรักษาตัวที่โรงพยาบาลสุไหงโก-ลก

คนร้ายได้กวาดเอาทองรูปพรรณไปได้เพียบ ระหว่างหลบหนีโปรยตะปูเรือใบ – วางถังแก๊สคล้ายระเบิดกลางถนน สร้างความตื่นตระหนกแก่ประชาชนในพื้นที่ และส่งผลกระทบต่อความมั่นคงโดยรวมของจังหวัดชายแดนภาคใต้

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายทั้งฝ่ายความมั่นคง ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ได้เร่งเข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุทันที พร้อมเก็บหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ทั้งลายนิ้วมือ คราบเหงื่อ คราบเลือด รวมถึง DNA ที่ตกค้างในรถยนต์ที่คนร้ายใช้เป็นพาหนะหลบหนี เพื่อใช้เป็นเบาะแสในการสืบสวนติดตามกลุ่มผู้ก่อเหตุ

ล่าสุดผลการตรวจพิสูจน์ จากกองพิสูจน์หลักฐานกลาง ได้ยืนยันชัดเจนว่า DNA ของบุคคลรายหนึ่งในกลุ่มสมาชิก BRN อยู่เบื้องหลัง ที่ตรวจพบจากรถยนต์ของคนร้ายที่ทิ้งหนีในป่าสวน และจากบริเวณร้านทองภายในห้าง Big C มีความเชื่อมโยงตรงกับฐานข้อมูลของผู้ต้องหาคดีความมั่นคงในพื้นที่สุไหงโก-ลก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสมาชิกในขบวนการก่อการร้าย BRN ที่เคยมีประวัติพัวพันกับการก่อเหตุร้ายในพื้นที่หลายคดี เช่น การวางระเบิด การยิงเจ้าหน้าที่ และการปล้นอาวุธ

ผลทางนิติวิทยาศาสตร์ในครั้งนี้ถือเป็น หลักฐานสำคัญที่ชี้ชัด ถึงความเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มขบวนการ BRN กับเหตุปล้นทองครั้งนี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมของกลุ่มก่อการร้าย ที่เริ่มปรับเปลี่ยนยุทธวิธีจากการโจมตีเชิงยุทธศาสตร์ มาสู่การก่อเหตุปล้นทรัพย์เพื่อหาทุนสนับสนุนการเคลื่อนไหวในพื้นที่ชายแดนใต้

เจ้าหน้าที่รู้ตัวผู้ก่อเหตุแล้ว และจะรีบเร่งไล่ล่า เอามาลงโทษตามกฎหมาย หลังจากผล DNA ยืนยันความเชื่อมโยง ทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ได้ระบุถึงกลุ่มผู้ต้องสงสัยได้อย่างชัดเจน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นกลุ่มแนวร่วมเดิม ที่เคยถูกออกหมายจับในคดีความมั่นคง และบางรายยังคงหลบหนีการจับกุมมานาน

ปัจจุบันเจ้าหน้าที่ได้จัดตั้ง ชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจ เพื่อไล่ล่าติดตามตัวคนร้าย โดยมีการกระจายกำลังตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายในเขตอำเภอสุไหงโก-ลก อ.ตากใบ และพื้นที่ใกล้เคียง พร้อมเพิ่มมาตรการควบคุมและตั้งด่านตรวจเข้มทุกเส้นทาง เพื่อสกัดกั้นการหลบหนีออกนอกพื้นที่ รวมถึงประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในแนวชายแดน เพื่อปิดช่องทางหลบหนี

นอกจากนี้ ทางเจ้าหน้าที่ได้เน้นย้ำให้ประชาชนในพื้นที่ ร่วมเป็นหูเป็นตา หากพบเบาะแสหรือบุคคลต้องสงสัยให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที เพื่อช่วยกันรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของสังคมโดยรวม

มิติของการก่อการร้ายที่แฝงด้วยอาชญากรรม เหตุปล้นทองในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึง แนวโน้มใหม่ของการก่อการร้ายในพื้นที่ชายแดนใต้ ที่พัฒนาไปสู่การผสมผสานระหว่าง “อุดมการณ์ทางการเมือง” กับ “อาชญากรรมทางเศรษฐกิจ” กล่าวคือ กลุ่มก่อการร้ายไม่ได้เพียงมุ่งสร้างสถานการณ์ความไม่สงบ แต่ยังใช้การปล้นทรัพย์สินเพื่อเป็นแหล่งเงินทุนในการเคลื่อนไหวและสนับสนุนกิจกรรมของกลุ่ม

นี่คือพฤติกรรมที่แสดงให้เห็นถึงการ “สูญเสียอุดมการณ์” ของขบวนการก่อการร้าย ที่อ้างต่อสู้เพื่อสิทธิทางการเมือง แต่กลับหันมาใช้วิธีการอาชญากรรมที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนผู้บริสุทธิ์

ร่วมมือทุกภาคส่วน สกัดกั้นวงจรความรุนแรง การเปิดโปงและพิสูจน์ความจริงด้วยหลักฐาน DNA ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของการทำงานเชิงวิทยาศาสตร์ของเจ้าหน้าที่รัฐ ที่สามารถเชื่อมโยงพฤติกรรมของกลุ่มก่อการร้ายกับเหตุอาชญากรรมได้อย่างเป็นระบบ ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในพื้นที่ว่า รัฐมีขีดความสามารถในการติดตามจับกุมและนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ

อย่างไรก็ตาม ความสงบสุขในพื้นที่จะเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่ ที่ต้องร่วมมือกันสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม ไม่ให้แนวร่วมใหม่ๆ เข้ามาสืบทอดวงจรแห่งความรุนแรง

คดีปล้นทองกลางห้างสุไหงโก-ลกครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็น “เหตุอาชญากรรมสะเทือนขวัญ” แต่ยังเป็น “สัญญาณเตือน” ให้เห็นถึงพัฒนาการของกลุ่มก่อการร้าย BRN ที่ยังคงเคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่ ด้วยรูปแบบที่แยบยลและอำพรางตัวมากขึ้น

แต่ด้วยความร่วมมือของหน่วยงานความมั่นคง และการใช้เทคโนโลยีทางนิติวิทยาศาสตร์อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ความจริงไม่อาจถูกปิดบังได้ ผล DNA ที่ยืนยันความเชื่อมโยงในครั้งนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของ “ความยุติธรรม” ที่จะตามมาสู่ผู้กระทำผิด และเป็นสัญญาณแห่งความหวังของประชาชนในพื้นที่ชายแดนใต้ ที่ยังเชื่อมั่นว่าความสงบสุขจะกลับคืนมาได้อีกครั้ง หากทุกคนร่วมมือกันอย่างจริงจัง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น