จริงอยู่ที่ว่าการทำสงครามนั้นอาจขัดกับความกรุณา
หรือความเมตตาสงสาร แต่ตามวะฮียฺ (พระบัญชา) จากอัลเลาะห์ (ซ.บ.) แล้ว
จะต้องคำนึงถึงเรื่องความยุติธรรมและความชอบธรรมเป็นสำคัญ การละเมิดความชอบธรรมหรือฝ่าฝืนความยุติธรรม
จึงเป็นสิ่งต้องห้าม ดังกล่าวแล้วผู้ทำสงครามจึงไม่มีสิทธิ์เข่นฆ่าได้ตามอำเภอใจ
ดังนั้น
หากพิจารณาจากหลักการอิสลามแล้ว จะมีสงครามอยู่เพียงบางประเภทเท่านั้นเป็นที่อนุมัติ
โดยในที่นี้สามารถจำแนกประเภทสงครามอันเป็นที่อนุมัติได้ออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้.-
1.
การทำสงครามเพื่อต่อต้านการรุกราน
คัมภีร์อัลกุรอ่านได้บัญญัติว่า
: “ดังนั้น ผู้ใดละเมิดต่อพวกเจ้าก็จงละเมิดต่อเขา
เยี่ยงที่เขาละเมิดต่อพวกเข้าและพึงยำเกรงอัลลอฮ์เถิด
และจงรู้ไว้ด้วยว่าแท้จริงอัลลอฮ์นั้นทรงอยู่กับบรรดาผู้ยำเกรงทั้งหลาย”อัล-บะกอเราะฮฺ
2 :194
ตามตัวบทของอัลกุรอ่านนั้น
บุคคลใดไม่มีส่วนสู้รบกับบรรดาผู้ศรัทธา ย่อมได้รับการปฏิบัติที่ดี
และให้ทำการสู้รบต่อต้านเฉพาะฝ่ายที่เป็นผู้รุกรานก่อน
ในกรณีนี้มีตัวบทจากอัลกุรอ่านกล่าวไว้
ความว่า “อัลเลาะห์มิได้ทรงห้ามพวกเจ้าเกี่ยวกับบรรดาผู้ที่มิได้ต่อต้านพวกเจ้าในเรื่องศาสนา
และพวกเขามิได้ขับไล่พวกเจ้าออกจากบ้านเรือนของพวกเจ้า
ในการที่พวกเจ้าจะทำความดีแก่พวกเขาและให้ความยุติธรรมแก่พวกเขา แท้จริงอัลเลาะห์ทรงรักผู้มีความยุติธรรม”
อัล-มุมตะฮินะฮฺ 60 : 8
นั้นคือ
อัลเลาะห์ มิได้ทรงห้ามบรรดามุสลิมในการที่จะทำความดี และให้ความยุติธรรมกับบรรดาผู้ที่มิได้ต่อต้านพวกเขาในเรื่องศาสนา
และมิได้ขับไล่บรรดาสตรีและเด็ก ๆ ของพวกเจ้าออกจากบ้านเกิดเมืองนอน
และนี่คือหลักแห่งมิตรภาพที่อิสลามใช้ให้ปฏิบัติต่อชนต่างศาสนิกที่ไม่มีส่วนในการรุกราน
นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกว่า
แม้จะอนุมัติให้ตอบโต้การรุกรานได้ แต่ก็ไม่ให้ด่วนสู้รบถึงแม้ฝ่ายตรงข้ามจะลงมือก่อนก็ตามที
หากยังไม่ถึงขั้นที่ว่าจะระงับการรุกรานนั้นไว้ไม่ได้
ในอัลกุรอ่านได้มีระบุไว้ชัดเจนว่า “และหากพวกเจ้าจะลงโทษ(ฝ่ายปรปักษ์)
ก็จงลงโทษเยี่ยงที่พวกเจ้าได้รับโทษ และหากพวกเจ้าอดทน แน่นอน
มันเป็นการดียิ่งสำหรับบรรดาผู้อดทน”อันนะฮลฺ 16: 126 -127
ข้อความที่ชัดเจนเหล่านี้ย่อมแสดงว่า
ท่านนบีมุฮัมหมัด (ซ.ล.) และสหาย (ซอฮาบะฮฺ) ของท่านกระทำสงครามโดยมีเจตนารมณ์ เพื่อต่อต้านการรุกรานเท่านั้น
อิสลามไม่เคยยกย่อง “การทำสงครามเพื่ออำนาจ”
ว่าเป็นอุดมการณ์ที่น่านิยมแต่อย่างใด
2.
การทำสงครามเพื่อปกป้อง คุ้มครองและช่วยเหลือผู้ถูกอธรรม
จากคัมภีร์อัลกุรอ่าน
ความว่า “มีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นแก่พวกเจ้ากระนั้นหรือ
ที่พวกเจ้าไม่สู้รบในหนทางของอัลเลาะห์ (ซ.บ.) ทั้งๆ ที่บรรดาผู้อ่อนแอ
ไม่ว่าชายและหญิง และเด็กๆ ต่างกล่าวกันว่า โอ้พระเจ้าของเรา
โปรดนำพวกเราออกไปจากเมืองนี้ (มักกะฮฺ) ซึ่งชาวเมืองเป็นผู้ข่มเหงรังแก และโปรดให้มีขึ้นแก่พวกเราซึ่งผู้คุ้มครองคนหนึ่ง
ณ ที่พระองค์ และและโปรดให้มีขึ้นแก่พวกเราซึ่งผู้ช่วยเหลือคนหนึ่ง ณ ที่พระองค์”อันนิซาอฺ
4 : 75
ดังกล่าวนี้
เป็นคำสั่งใช้ไม่ให้นิ่งดูดาย หรือวางเฉยเมื่อพบผู้โดนกดขี่หรือถูกข่มเหงรังแก ฉะนั้น
การทำสงครามต่อสู้ในที่นี้ จึงสามารถกระทำได้เพื่อปกป้องผู้อ่อนแอ
และผู้ถูกข่มเหงรังแก นอกจากนี้
ในการปกป้องนั้นอิสลามยังใช้ให้มีการเตรียมพร้อมเพื่อป้องกัน ไม่ใช่เตรียมพร้อมเพื่อรุกราน
หากแต่ใช้ให้ตระเตรียมกำลังรบและสรรพาวุธเท่าที่สามารถจะจัดหาได้ทั้งนี้เพื่อป้องกันการรุกรานที่อาจมีขึ้น
ดังใจความตอนหนึ่ง ความว่า “และพวกเจ้าจงเตรียมไว้สำหรับ (ป้องกัน) พวกเขา
สิ่งที่พวกเจ้าสามารถ อันได้แก่กำลังอย่างหนึ่งอย่างใด และการผูกม้าไว้
โดยที่พวกเจ้าจะทำให้ศัตรูของอัลเลาะห์ และศัตรูของพวกเจ้าหวั่นเกรงด้วยสิ่งนั้น
และพวกอื่นๆ อีก จากพวกเขา ซึ่งพวกเจ้ายังไม่รู้จักพวกเขา
อัลลอฮ์ทรงรู้จักพวกเขาดี
และสิ่งที่พวกเจ้าบริจาคในหนทางของอัลลอฮนั้นไม่ว่าจะเป็นสิ่งใดก็ตาม สิ่งนั้นจะถูกตอบแทนแก่พวกเจ้าโดยครบถ้วนโดยที่พวกเจ้าจะไม่ถูกอธรรม”
อัล-อันฟาล 8 : 60
ท่านร่อซูล
(ซ.ล.) กล่าวว่า “ผู้ใดจัดเตรียมการสู้รบในหนทางของอัลเลาะห์
เขาก็เท่ากับได้ทำสงครามด้วย ผู้ใดที่อยู่แนวหลัง
เพื่อดูแลผู้อยู่ภายใต้การดูแลของเขา เขาก็เท่ากับได้ทำสงครามด้วย” บันทึกโดย
อิหม่าม มุสลิม
3.
การทำสงครามเพื่อปราบปรามรัฐที่ฝักใฝ่การขยายอำนาจ
แม้ว่าแหล่งที่มาแห่งอำนาจจะมีมาจากแหล่งต่างๆ
เช่น การมีความรู้ การมีความสามารถเฉพาะที่เหนือกว่า ฯลฯ
อันเป็นอำนาจบริสุทธิ์ที่มิได้ตั้งอยู่บนการละเมิดสิทธิของผู้ใด แต่ในสังคมมนุษย์ก็ยังมีอีกมากมายที่แสวงอำนาจด้วยการรุกราน
รังแก ทำลายผู้อื่น
ดังนั้น
สืบเนื่องจากอาณาจักรมุสลิมต้องเผชิญกับความมุ่งมาดที่จะปราบมุสลิมให้ราบคาบ
การป้องกันตัวของมุสลิมจากฝ่ายศัตรู จึงเปลี่ยนไปอีกแบบหนึ่ง
คือแทนที่จะเป็นฝ่ายคอยตั้งรับเฉยๆ
ก็เป็นการตัดไฟแต่ต้นลมด้วยการยกกำลังไปปราบปรามรัฐที่ฝักใฝ่การขยายอำนาจไม่หยุดหย่อน
ดังในบทบัญญัติจากอัลกุรอานที่ว่า “ผู้ศรัทธาทั้งหลาย !
จงยึดถือไว้ซึ่งความระมัดระวังของพวกเจ้า แล้วจงออกไปเป็นกลุ่ม ๆ หรือออกไปโดยรวมเป็นกลุ่มเดียวกัน”อันนิซาอฺ 4 : 71
สำหรับผลการวินิจฉัยของนักนิติศาสตร์มุสลิม
ในการให้คำจำกัดความเกี่ยวกับรัฐใดเป็นแดนสันติหรือแดนศัตรูนั้น ได้ข้อสรุปว่า
หากการเป็นมุสลิมของผู้ใด ดำรงอยู่ได้ด้วยความปลอดภัยในรัฐใด
ก็ถือว่ารัฐนั้นเป็นแดนสันติ
สงครามที่ไม่อนุมัติ
เป็นที่ชัดเจนว่า แม้อิสลามจะมีการอนุมัติให้ทำสงครามสู้รบได้
แต่ก็จำกัดไว้ให้เพียงสงครามบางประเภทดังที่ได้กล่าวแล้วข้างต้นเท่านั้น
ส่วนการทำสงครามอื่นจากนี้ไม่เป็นที่อนุมัติโดยเด็ดขาด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสงครามที่ถูกทำให้เข้าใจผิดกันว่าเป็นสงครามตามคำสั่งใช้ในบทบัญญัติอิสลามทั้งๆ
ที่ดังกล่าวเป็นสงครามที่ต้องห้ามอย่างชัดเจนในหลักการอิสลาม เช่น.-
1.
การทำสงครามเพื่อบังคับให้เปลี่ยนศาสนา
ตามแนวคิดอิสลามการทำสงครามเพื่อบังคับให้คนอื่นหันมานับถืออิสลาม
หรือเพื่อร่วมมือสนับสนุนรัฐบาลอื่นใดในเชิงการเมืองนั้น
ไม่ถือเป็นเหตุสมควรที่จะยอมให้ทำสงครามได้ อิสลามได้สร้างเงื่อนไขไว้ว่า
การเข้ารับอิสลามของแต่ละคน ต้องเกิดจากเจตนาอันบริสุทธิ์และความต้องการอันเสรีเท่านั้น
ไม่ใช่ด้วยการบังคับขู่เข็ญ
และอิสลามถือว่าการบังคับในเรื่องดังกล่าวเป็นอาชญากรรมและสร้างตราบาปให้แก่มนุษย์ที่มีความอิสระและสิทธิเสรีภาพในการกำหนดวิถีชีวิตของตนเอง
อิสลามบัญญัติไว้ชัดเจนในอัลกุรอาน ความว่า “ไม่มีการบังคับใด ๆ (ให้นับถือ)
ในศาสนาอิสลาม แน่นอน
ความถูกต้องนั้นได้เป็นที่กระจ่างแจ้งแล้วจากความผิด” อัล-บะกอเราะฮฺ 2 :256
บรรดาผู้ศรัทธาในยุคแรกของอิสลาม
ได้ให้คำอธิบายไว้ว่า “อย่าได้ยัดเยียดศาสนาอิสลามให้แก่ใครเป็นอันขาด
เราจะทำสงครามก็เฉพาะกับผู้ที่รุกรานโจมตีเราเท่านั้น
และถ้าอีกฝ่ายยอมรับนับถือศาสนาอิสลามโดยสมัครใจ ก็เป็นเรื่องที่ต้องอำนวยความปลอดภัยให้แก่เลือดเนื้อและทรัพย์สินของพวกเขา
เราจะไม่ฆ่าพวกที่มิได้ทำหน้าที่โจมตีสู้รบเป็นอันขาด
และจะไม่บังคับให้ใครต้องยอมรับนับถืออิสลามด้วย”
คัมภีร์อัลกุรอานได้ห้ามการหักหาญชิงชัยกันในเรื่องศาสนา
ทั้งยังได้ประณามการขับเคี่ยวขู่เข็ญกันเอง
สร้างความวุ่นวายในหมู่ผู้ศรัทธาว่าเป็นสิ่งเลวร้ายเสียยิ่งกว่าการฆ่า อัลกุรอานถือว่าการก่อการร้ายเพื่อโค่นล้มศาสนาเป็นความชั่วร้ายยิ่งกว่าการฆาตกรรมชีวิตบุคคล
ดังจะเห็นได้ชัดในอายะฮฺต่อไปนี้ “และการก่อความวุ่นวายนั้น ร้ายแรงยิ่งกว่าการประหัตประหารเสียอีก
และจงอย่าสู้รบกับพวกเขา ณ มัสยิดอัลฮะรอม
จนกว่าพวกเขาจะทำร้ายพวกเจ้าในที่นั้น” อัล-บะกอเราะฮฺ 2 :191
2.
การทำสงครามเพื่อการรุกรานผู้อื่น
การรุกรานทำร้ายผู้อื่นไม่เป็นสิ่งที่อนุมัติในอิสลาม
ดังปรากฏในอัลกุรอ่าน ความว่า “และพวกเจ้าจงต่อสู้ในทางของอัลเลาะห์ต่อบรรดาผู้ที่ทำร้ายพวกเจ้า
และจงอย่ารุกรานแท้จริง อัลเลาะห์ไม่ทรงชอบบรรดาผู้รุกราน”อัล-บะกอเราะฮฺ2 :
190
ดังกล่าวเป็นการย้ำว่า อิสลามอนุมัติให้โต้ตอบได้เฉพาะกับผู้ที่ทำการสู้รบด้วยเท่านั้น
บุคคลอื่นผู้ไม่เกี่ยวข้องใดๆในเหตุการณ์ มุสลิมไม่มีสิทธิ์โต้ตอบ ทำร้าย
ไม่ว่าด้วยวิธีใดๆ โดยเด็ดขาด

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น