เหตุผลที่รัฐมาเลย์ คอยเป็นตัวกลางเจรจาคือผลประโยชน์
ประเทศไทยเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ทั้งทรัพยากรธรรมชาติ
วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน
ความงดงามเหล่านี้ไม่เพียงเป็นมรดกทางวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม
หากยังเป็นรากฐานสำคัญของความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความมั่นคงแห่งชาติ
ทว่าตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย
ทั้งจากปัญหาภายในและปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและการพัฒนา
ความท้าทายเหล่านี้ยิ่งตอกย้ำว่า “การรักษาชาติบ้านเมือง”
ไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นภารกิจร่วมกันของประชาชนคนไทยทุกคน
ความมั่งคั่งของทรัพยากรในภาคใต้
ภาคใต้ของประเทศไทยเป็นภูมิภาคที่มีศักยภาพสูงในด้านทรัพยากรธรรมชาติและเศรษฐกิจ
ไม่ว่าจะเป็นสวนยางพารานับล้านไร่ สวนไม้ผลหลากหลายชนิด ดินและน้ำที่อุดมสมบูรณ์
ไปจนถึงทรัพยากรใต้ดิน เช่น ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย แร่ลิกไนต์ แร่ดีบุก
และแร่ทองคำในหลายอำเภอ นอกจากนี้ ป่าไม้ขนาดใหญ่ เช่น ป่าฮาลา–บาลาฮา
ยังเป็นแหล่งต้นน้ำสำคัญที่หล่อเลี้ยงผู้คนทั้งในและนอกภูมิภาค
ทรัพยากรเหล่านี้เปรียบเสมือน
“เส้นเลือดใหญ่” ที่คอยหล่อเลี้ยงประเทศ หากไม่มีการรักษาไว้ให้ดี
หรือปล่อยให้ผู้มีอิทธิพลหรือฝ่ายที่ไม่หวังดีเข้ามาเอื้อประโยชน์เพื่อตนเอง
ย่อมส่งผลเสียหายต่อทั้งความมั่นคงและคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยตรง
ความท้าทายต่อความมั่นคง
การมีทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ย่อมดึงดูดความสนใจจากผู้ที่หวังผลประโยชน์
ทั้งภายในและภายนอกประเทศ
ในบางครั้งอาจมีการเคลื่อนไหวที่บ่อนทำลายความสงบสุขของสังคมไทย
โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ที่มีความอ่อนไหว
ทั้งในด้านชาติพันธุ์ ศาสนา และประวัติศาสตร์
ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจึงไม่เพียงส่งผลต่อความปลอดภัยของประชาชน
แต่ยังกลายเป็นเครื่องมือของผู้ที่ต้องการใช้ประโยชน์จากสถานการณ์เพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจหรือการเมือง
อย่างไรก็ตาม
ประเทศไทยมีจุดแข็งสำคัญคือกองทัพที่เข้มแข็ง ยุทธวิธีที่ทันสมัย
และกำลังใจจากประชาชนที่พร้อมจะยืนหยัดเคียงข้างเพื่อปกป้องแผ่นดินเกิด
หากคนไทยทุกคนตระหนักรู้และร่วมมือกันอย่างจริงจัง ย่อมสามารถยับยั้งความพยายามใด
ๆ ที่จะบ่อนทำลายความมั่นคงได้
การแทรกแซงและบทบาทของประเทศเพื่อนบ้าน
เมื่อกล่าวถึงปัญหาความมั่นคงของไทย
โดยเฉพาะในเขตชายแดนภาคใต้ หนึ่งในปัจจัยที่ซับซ้อนคือ “การแทรกแซงจากภายนอก”
ซึ่งบางครั้งมาในรูปแบบของการอ้างตัวว่าเป็นผู้ไกล่เกลี่ยหรือคนกลาง ตัวอย่างเช่น
บทบาทของผู้นำมาเลเซียที่ประกาศว่าเป็นกลางในการแก้ไขข้อพิพาทไทย–กัมพูชา
แต่กลับมีท่าทีที่สร้างความกังขาว่าอาจไม่ยุติธรรมนัก
การดำเนินการดังกล่าวทำให้ประชาชนไทยจำนวนมากตั้งคำถามว่าแท้จริงแล้วเจตนาคือเพื่อสันติภาพ
หรือเพื่อสร้างอำนาจต่อรองทางการเมืองและเศรษฐกิจกันแน่
ไม่เพียงเท่านั้น
ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มาเลเซียยังมีบทบาทเป็น “ตัวกลาง”
ในการพูดคุยสันติภาพระหว่างรัฐบาลไทยกับกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง
แม้การพูดคุยดังกล่าวดำเนินมาหลายปี แต่จนถึงปัจจุบัน
เหตุความไม่สงบในพื้นที่ก็ยังคงเกิดขึ้นรายวัน
มีผู้บริสุทธิ์ทั้งชาวบ้านและเจ้าหน้าที่รัฐต้องบาดเจ็บและเสียชีวิตต่อเนื่อง
ทำให้ชุมชนยังไม่สามารถอยู่ในสภาพที่สงบสุขอย่างแท้จริงดังที่ทุกคนปรารถนา
สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า
แม้จะมีการอ้างถึง “ความเป็นกลาง” จากผู้นำต่างชาติ
แต่ผลลัพธ์กลับยังไม่ก่อให้เกิดความสงบสุขที่ยั่งยืน
สิ่งนี้จึงเป็นเครื่องเตือนใจว่าคนไทยต้องไม่ฝากความหวังไว้กับผู้อื่นจนเกินไป
แต่ควรสร้างความเข้มแข็งจากภายใน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง
เพื่อไม่ให้ปัญหาถูกกำหนดโดยบุคคลภายนอก
ประวัติศาสตร์ได้พิสูจน์แล้วว่า
ชาติไทยยืนหยัดอยู่ได้เพราะ
“ความสามัคคี” ไม่ว่าจะเป็นการต่อต้านการรุกรานจากภายนอกในอดีต
หรือการฟื้นฟูประเทศหลังวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ ความรักชาติ ความเสียสละ
และการรวมพลังของประชาชนทุกหมู่เหล่า
คือกุญแจสำคัญที่นำพาประเทศชาติให้ผ่านพ้นความยากลำบากมาได้เสมอ
ดังคำสอนของซุนวู
นักรบผู้มีชื่อเสียงที่กล่าวไว้ว่า “รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง”
หากคนไทยรู้เท่าทันทั้งปัจจัยภายในและภายนอก
ตระหนักถึงคุณค่าแห่งทรัพยากรและแผ่นดิน และพร้อมจะปกป้องด้วยพลังความสามัคคี
ก็จะไม่มีอุปสรรคใดใหญ่เกินไป
การรักษาความมั่นคงของชาติไม่ใช่ภารกิจที่จำกัดอยู่เพียงกองทัพหรือหน่วยงานรัฐ
ประชาชนคือหัวใจหลักที่จะทำให้การปกป้องประเทศเกิดผลอย่างยั่งยืน
-
ในระดับชุมชน ประชาชนสามารถช่วยเฝ้าระวังและป้องกันภัยในพื้นที่
ไม่เปิดโอกาสให้กลุ่มที่ไม่หวังดีแทรกซึมเข้ามา
-
ในระดับเศรษฐกิจ การสนับสนุนสินค้าของคนไทย การใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า
และการพัฒนาอาชีพในท้องถิ่น ล้วนเป็นเกราะป้องกันไม่ให้ทรัพยากรถูกใช้ในทางที่ผิด
-
ในระดับสังคม การสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างคนต่างศาสนา ต่างวัฒนธรรม
คือรากฐานของความสงบสุขที่แท้จริง เพราะความแตกต่างไม่ใช่ปัญหา
หากแต่เป็นพลังที่สามารถนำไปสู่ความมั่นคงร่วมกันได้
สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าภัยจากภายนอกคือ
“ความเฉยชา” ของคนในชาติ
หากประชาชนมองว่าการปกป้องชาติบ้านเมืองเป็นเพียงหน้าที่ของคนอื่น
วันหนึ่งเมื่อเกิดความสูญเสียจริง ๆ ก็อาจสายเกินไป ดังนั้น การมีจิตสำนึก
ความหวงแหน และการตระหนักรู้ว่า “แผ่นดินนี้คือบ้านของเรา”
คือเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุด
ความมั่งคั่งของชาติไทย
ทั้งทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม และความสามัคคีของประชาชน
คือรากฐานสำคัญที่เราต้องรักษาไว้ให้ลูกหลานในอนาคต
การปลุกจิตสำนึกแห่งความรักชาติไม่ใช่เพียงการกล่าวคำสวยหรู
แต่ต้องแสดงออกผ่านการกระทำจริง ตั้งแต่การปฏิบัติหน้าที่ในชีวิตประจำวันอย่างซื่อสัตย์สุจริต
ไปจนถึงการร่วมมือกันปกป้องสังคมจากภัยคุกคามทุกด้าน
สงครามและความขัดแย้งอาจยังไม่สิ้นสุด
แต่หากคนไทยทุกคนร่วมแรงร่วมใจกัน ไม่ทอดทิ้งหน้าที่ ไม่มองว่าเป็นธุระของผู้อื่น
ประเทศไทยย่อมยืนหยัดอย่างมั่นคงได้ตลอดไป
ชาติ
ศาสน์ พระมหากษัตริย์ และประชาชน คือเสาหลักที่มั่นคง
หากเสาเหล่านี้ยังแข็งแรง ไม่มีอำนาจใดในโลกจะโค่นล้มความเป็นไทยได้

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น