วันจันทร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2568

เหตุผลที่รัฐมาเลย์ คอยเป็นตัวกลางเจรจาคือผลประโยชน์

เหตุผลที่รัฐมาเลย์ คอยเป็นตัวกลางเจรจาคือผลประโยชน์

ประเทศไทยเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ทั้งทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน ความงดงามเหล่านี้ไม่เพียงเป็นมรดกทางวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม หากยังเป็นรากฐานสำคัญของความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความมั่นคงแห่งชาติ ทว่าตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย ทั้งจากปัญหาภายในและปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและการพัฒนา ความท้าทายเหล่านี้ยิ่งตอกย้ำว่า “การรักษาชาติบ้านเมือง” ไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นภารกิจร่วมกันของประชาชนคนไทยทุกคน

ความมั่งคั่งของทรัพยากรในภาคใต้ ภาคใต้ของประเทศไทยเป็นภูมิภาคที่มีศักยภาพสูงในด้านทรัพยากรธรรมชาติและเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นสวนยางพารานับล้านไร่ สวนไม้ผลหลากหลายชนิด ดินและน้ำที่อุดมสมบูรณ์ ไปจนถึงทรัพยากรใต้ดิน เช่น ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย แร่ลิกไนต์ แร่ดีบุก และแร่ทองคำในหลายอำเภอ นอกจากนี้ ป่าไม้ขนาดใหญ่ เช่น ป่าฮาลา–บาลาฮา ยังเป็นแหล่งต้นน้ำสำคัญที่หล่อเลี้ยงผู้คนทั้งในและนอกภูมิภาค

ทรัพยากรเหล่านี้เปรียบเสมือน “เส้นเลือดใหญ่” ที่คอยหล่อเลี้ยงประเทศ หากไม่มีการรักษาไว้ให้ดี หรือปล่อยให้ผู้มีอิทธิพลหรือฝ่ายที่ไม่หวังดีเข้ามาเอื้อประโยชน์เพื่อตนเอง ย่อมส่งผลเสียหายต่อทั้งความมั่นคงและคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยตรง

ความท้าทายต่อความมั่นคง การมีทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ย่อมดึงดูดความสนใจจากผู้ที่หวังผลประโยชน์ ทั้งภายในและภายนอกประเทศ ในบางครั้งอาจมีการเคลื่อนไหวที่บ่อนทำลายความสงบสุขของสังคมไทย

โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ที่มีความอ่อนไหว ทั้งในด้านชาติพันธุ์ ศาสนา และประวัติศาสตร์ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจึงไม่เพียงส่งผลต่อความปลอดภัยของประชาชน แต่ยังกลายเป็นเครื่องมือของผู้ที่ต้องการใช้ประโยชน์จากสถานการณ์เพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจหรือการเมือง

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีจุดแข็งสำคัญคือกองทัพที่เข้มแข็ง ยุทธวิธีที่ทันสมัย และกำลังใจจากประชาชนที่พร้อมจะยืนหยัดเคียงข้างเพื่อปกป้องแผ่นดินเกิด หากคนไทยทุกคนตระหนักรู้และร่วมมือกันอย่างจริงจัง ย่อมสามารถยับยั้งความพยายามใด ๆ ที่จะบ่อนทำลายความมั่นคงได้

การแทรกแซงและบทบาทของประเทศเพื่อนบ้าน

เมื่อกล่าวถึงปัญหาความมั่นคงของไทย โดยเฉพาะในเขตชายแดนภาคใต้ หนึ่งในปัจจัยที่ซับซ้อนคือ “การแทรกแซงจากภายนอก” ซึ่งบางครั้งมาในรูปแบบของการอ้างตัวว่าเป็นผู้ไกล่เกลี่ยหรือคนกลาง ตัวอย่างเช่น บทบาทของผู้นำมาเลเซียที่ประกาศว่าเป็นกลางในการแก้ไขข้อพิพาทไทย–กัมพูชา แต่กลับมีท่าทีที่สร้างความกังขาว่าอาจไม่ยุติธรรมนัก การดำเนินการดังกล่าวทำให้ประชาชนไทยจำนวนมากตั้งคำถามว่าแท้จริงแล้วเจตนาคือเพื่อสันติภาพ หรือเพื่อสร้างอำนาจต่อรองทางการเมืองและเศรษฐกิจกันแน่

ไม่เพียงเท่านั้น ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มาเลเซียยังมีบทบาทเป็น “ตัวกลาง” ในการพูดคุยสันติภาพระหว่างรัฐบาลไทยกับกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง แม้การพูดคุยดังกล่าวดำเนินมาหลายปี แต่จนถึงปัจจุบัน เหตุความไม่สงบในพื้นที่ก็ยังคงเกิดขึ้นรายวัน มีผู้บริสุทธิ์ทั้งชาวบ้านและเจ้าหน้าที่รัฐต้องบาดเจ็บและเสียชีวิตต่อเนื่อง ทำให้ชุมชนยังไม่สามารถอยู่ในสภาพที่สงบสุขอย่างแท้จริงดังที่ทุกคนปรารถนา

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้จะมีการอ้างถึง “ความเป็นกลาง” จากผู้นำต่างชาติ แต่ผลลัพธ์กลับยังไม่ก่อให้เกิดความสงบสุขที่ยั่งยืน สิ่งนี้จึงเป็นเครื่องเตือนใจว่าคนไทยต้องไม่ฝากความหวังไว้กับผู้อื่นจนเกินไป แต่ควรสร้างความเข้มแข็งจากภายใน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง เพื่อไม่ให้ปัญหาถูกกำหนดโดยบุคคลภายนอก

ประวัติศาสตร์ได้พิสูจน์แล้วว่า ชาติไทยยืนหยัดอยู่ได้เพราะ “ความสามัคคี” ไม่ว่าจะเป็นการต่อต้านการรุกรานจากภายนอกในอดีต หรือการฟื้นฟูประเทศหลังวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ ความรักชาติ ความเสียสละ และการรวมพลังของประชาชนทุกหมู่เหล่า คือกุญแจสำคัญที่นำพาประเทศชาติให้ผ่านพ้นความยากลำบากมาได้เสมอ

ดังคำสอนของซุนวู นักรบผู้มีชื่อเสียงที่กล่าวไว้ว่า “รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง” หากคนไทยรู้เท่าทันทั้งปัจจัยภายในและภายนอก ตระหนักถึงคุณค่าแห่งทรัพยากรและแผ่นดิน และพร้อมจะปกป้องด้วยพลังความสามัคคี ก็จะไม่มีอุปสรรคใดใหญ่เกินไป

การรักษาความมั่นคงของชาติไม่ใช่ภารกิจที่จำกัดอยู่เพียงกองทัพหรือหน่วยงานรัฐ ประชาชนคือหัวใจหลักที่จะทำให้การปกป้องประเทศเกิดผลอย่างยั่งยืน 

- ในระดับชุมชน ประชาชนสามารถช่วยเฝ้าระวังและป้องกันภัยในพื้นที่ ไม่เปิดโอกาสให้กลุ่มที่ไม่หวังดีแทรกซึมเข้ามา 

- ในระดับเศรษฐกิจ การสนับสนุนสินค้าของคนไทย การใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า และการพัฒนาอาชีพในท้องถิ่น ล้วนเป็นเกราะป้องกันไม่ให้ทรัพยากรถูกใช้ในทางที่ผิด

- ในระดับสังคม การสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างคนต่างศาสนา ต่างวัฒนธรรม คือรากฐานของความสงบสุขที่แท้จริง เพราะความแตกต่างไม่ใช่ปัญหา หากแต่เป็นพลังที่สามารถนำไปสู่ความมั่นคงร่วมกันได้

สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าภัยจากภายนอกคือ “ความเฉยชา” ของคนในชาติ หากประชาชนมองว่าการปกป้องชาติบ้านเมืองเป็นเพียงหน้าที่ของคนอื่น วันหนึ่งเมื่อเกิดความสูญเสียจริง ๆ ก็อาจสายเกินไป ดังนั้น การมีจิตสำนึก ความหวงแหน และการตระหนักรู้ว่า “แผ่นดินนี้คือบ้านของเรา” คือเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุด

ความมั่งคั่งของชาติไทย ทั้งทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม และความสามัคคีของประชาชน คือรากฐานสำคัญที่เราต้องรักษาไว้ให้ลูกหลานในอนาคต การปลุกจิตสำนึกแห่งความรักชาติไม่ใช่เพียงการกล่าวคำสวยหรู แต่ต้องแสดงออกผ่านการกระทำจริง ตั้งแต่การปฏิบัติหน้าที่ในชีวิตประจำวันอย่างซื่อสัตย์สุจริต ไปจนถึงการร่วมมือกันปกป้องสังคมจากภัยคุกคามทุกด้าน

สงครามและความขัดแย้งอาจยังไม่สิ้นสุด แต่หากคนไทยทุกคนร่วมแรงร่วมใจกัน ไม่ทอดทิ้งหน้าที่ ไม่มองว่าเป็นธุระของผู้อื่น ประเทศไทยย่อมยืนหยัดอย่างมั่นคงได้ตลอดไป

ชาติ ศาสน์ พระมหากษัตริย์ และประชาชน คือเสาหลักที่มั่นคง หากเสาเหล่านี้ยังแข็งแรง ไม่มีอำนาจใดในโลกจะโค่นล้มความเป็นไทยได้

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น