กุญแจสู่ความสำเร็จในพหุวัฒนธรรม
ในสังคมที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม
ศาสนา เชื้อชาติ และวิถีชีวิตอย่างประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนภาคใต้
ความแตกต่างเหล่านี้ไม่ใช่อุปสรรค
หากแต่เป็นต้นทุนอันล้ำค่าที่สามารถต่อยอดสู่สันติสุข ความมั่นคง
และการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ หากได้รับการจัดการและส่งเสริมในทิศทางที่ถูกต้อง
กุญแจสำคัญที่สามารถเปลี่ยน "ความแตกต่าง" ให้กลายเป็น "พลังสามัคคี"
และสามารถต่อต้านการก่อการร้ายที่เกิดขึ้นรายวันได้ก็คือ “พหุวัฒนธรรม” และ
“ความสามัคคี” ที่หยั่งรากในจิตสำนึกของประชาชน
พหุวัฒนธรรม (Multiculturalism)
ไม่ได้หมายถึงเพียงการยอมรับความหลากหลายทางวัฒนธรรม
แต่คือการอยู่ร่วมกันอย่างเคารพ เข้าใจ
และเรียนรู้ซึ่งกันและกันบนพื้นฐานของความเท่าเทียม การเปิดใจรับฟัง
และการไม่เหยียดหรือตัดสินผู้คนจากศาสนา ภาษา การแต่งกาย หรือวัฒนธรรมที่แตกต่าง
สิ่งเหล่านี้คือหลักการพื้นฐานของมนุษยธรรมที่สร้างสังคมสันติสุข
ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้
เราจะพบชุมชนไทยพุทธ ไทยมุสลิม และชาติพันธุ์อื่น ๆ
อาศัยอยู่ร่วมกันมานานนับร้อยปีอย่างสงบสุข มีทั้งการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม
ร่วมทำบุญ ร่วมถือศีลอด หรือช่วยกันจัดงานประเพณีในท้องถิ่น
นี่แสดงให้เห็นว่าความแตกต่างไม่ใช่ปัญหา
หากมีพื้นฐานความเข้าใจซึ่งกันและกันอย่างแท้จริง
และความสามัคคีในที่นี้ไม่ใช่เพียงการไม่ทะเลาะเบาะแว้ง
แต่หมายถึงการรวมพลังกันยืนหยัดเพื่อต้านภัยคุกคามต่อชุมชน
ไม่ว่าจะเป็นภัยทางเศรษฐกิจ สังคม หรือภัยจากกลุ่มก่อความไม่สงบ
ความสามัคคีเปรียบเสมือนเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุด
เมื่อประชาชนในพื้นที่มีความรักสามัคคี ไม่เปิดช่องให้แนวร่วมผู้ก่อการร้ายแทรกแซง
ปลุกปั่น หรือชักชวน ก็จะทำให้กลุ่มผู้ไม่หวังดีหมดที่ยืนในสังคม
ความร่วมมือระหว่างคนต่างศาสนา
การรวมกลุ่มของผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชน ครู นักเรียน และเจ้าหน้าที่รัฐ
เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและร่วมกันสร้างกลไกป้องกันความรุนแรงในระดับหมู่บ้าน
เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดถึงพลังของความสามัคคีที่สามารถผลักดันพื้นที่ให้พ้นจากวังวนความรุนแรงได้
ปัญหาการก่อเหตุร้ายรายวันในพื้นที่
3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ส่วนใหญ่มีรากเหง้ามาจากความเข้าใจผิด
การชักจูงด้วยความเกลียดชัง และการปลุกระดมอุดมการณ์สุดโต่ง
โดยอาศัยความขัดแย้งทางศาสนาและเชื้อชาติเข้ามาเป็นเครื่องมือ
ยิ่งชาวบ้านขาดข้อมูล ขาดความเข้าใจ ขาดความรู้เท่าทัน
กลุ่มผู้ไม่หวังดีก็ยิ่งมีโอกาสครอบงำทางความคิดได้ง่ายขึ้น
ในทางกลับกัน
หากประชาชนมีภูมิคุ้มกันทางปัญญา
มีจิตสำนึกของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ มีช่องทางสื่อสารข้ามศาสนาที่เปิดกว้าง กลุ่มหัวรุนแรงเหล่านี้จะไม่สามารถแทรกซึมได้ง่าย
ๆ ดังนั้น การให้ความรู้กับชุมชนโดยเฉพาะเยาวชน
การส่งเสริมบทบาทของผู้นำศาสนาในท้องถิ่น
รวมถึงการเปิดเวทีพูดคุยปัญหาชุมชนอย่างต่อเนื่อง
คือกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพในการต้านภัยก่อการร้ายในระยะยาว
ในหลายหมู่บ้านในจังหวัดยะลา
ปัตตานี และนราธิวาส มีการจัดตั้ง "สภาสันติสุขชุมชน"
ที่ประกอบด้วยตัวแทนจากทุกกลุ่มวัฒนธรรมและศาสนา
ทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการรับเรื่องร้องเรียน ไกล่เกลี่ยปัญหา
และสื่อสารกับเจ้าหน้าที่รัฐ จุดแข็งของสภาเหล่านี้คือความไว้วางใจจากประชาชน
ซึ่งเป็นผลจากการยืนหยัดทำงานอย่างต่อเนื่องบนหลักการของพหุวัฒนธรรม ความเป็นธรรม
และความสามัคคี
นอกจากนี้
การจัดกิจกรรมสานสัมพันธ์ เช่น กีฬาสีข้ามศาสนา ค่ายเยาวชนพหุวัฒนธรรม
หรือการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างโรงเรียนไทยพุทธกับโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม
ก็ล้วนเป็นการปลูกฝังความเข้าใจที่ยั่งยืน
ลดช่องว่างและความหวาดระแวงซึ่งกันและกัน ซึ่งย่อมทำให้พื้นที่นั้น ๆ กลายเป็น “จุดบอด”
ของแนวร่วมผู้ก่อการร้าย ไม่สามารถใช้เป็นฐานหรือที่หลบซ่อน
ฉะนั้นพหุวัฒนธรรมและความสามัคคีไม่ใช่เพียงแนวคิดทางวิชาการ หากแต่เป็นกุญแจสู่ความสำเร็จในการสร้างสังคมที่ปลอดภัย มั่นคง และยั่งยืน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เผชิญกับความรุนแรงรายวันอย่างชายแดนใต้ หากเราทุกคนในฐานะคนไทยไม่ว่าต่างศาสนา เชื้อชาติ หรือภาษา ต่างร่วมมือกันส่งเสริมความเข้าใจ ความเคารพในความแตกต่าง และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ไม่เพียงแต่จะต้านภัยก่อการร้ายได้ แต่ยังสามารถฟื้นฟูพื้นที่แห่งความเจ็บปวดให้กลับมาเป็นพื้นที่แห่งความหวังและอนาคตได้อีกครั้งอย่างสง่างาม



ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น