วันอาทิตย์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

การรักชาติคือส่วนหนึ่งของการศรัทธา

* การรักชาติคือส่วนหนึ่งของการศรัทธา

🔵 แม้ว่าประโยคดังกล่าวจะไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับบทบัญญัติชารีอัตหรืออิบาดัต แต่ประโยคดังกล่าวเป็นประโยคฮิกมะห์ มาจากภาษาอาหรับที่ว่า حب الوطن من الإيمان  ซึ่งมีความหมายว่า การรักชาติคือส่วนหนึ่งของการศรัทธา

🔵 เนื่องจากความรักที่มีต่อชาติบ้านเมืองนั้น คือโคมไฟแสงสว่างแห่งความสันติสุข เป็นหลักประกันถึงความสงบสุขร่มเย็นในชีวิตความเป็นอยู่ โดยการเสริมสร้างรากฐานจากแนวทางของอัล-กุรอานและซุนนะห์รอซูลุลลอฮ์ ซ.ล.

🔷 ในทางตรงกันข้าม ชนชาติที่มุ่งแต่สร้างความขัดแย้ง ประทุจุดไฟแห่งความรุนแรงและสร้างความเสียหาย ก็หมายความว่า ชนชาตินั้นได้ปฏิเสธบทบัญญัติหลักการศาสนา ทั้งในเรื่องคำสั่งใช้และคำสั่งห้ามจากอัลลอฮ์ ซึ่งมีแต่จะนำมาซึ่งอันตรายและหายนะอย่างมากมายต่อตนเองและชาติบ้านเมือง ดังเช่นที่เกิดขึ้นกับชนรุ่นก่อน ที่อัลลอฮ์ทรงทำลายล้าง เช่น พวกอ๊าดและซามู๊ด

🔷 ดังที่อัลลอฮ์ทรงโองการไว้ในอัลกุรอาน

وَإِذَا  قِيلَ  لَهُمۡ  لَا  تُفۡسِدُواْ  فِي  ٱلۡأَرۡضِ  قَالُوٓاْ  إِنَّمَا  نَحۡنُ  مُصۡلِحُو

แปลว่า : และเมื่อได้ถูกกล่าวแก่พวกเขาว่า พวกท่านจงอย่าก่อความเสียหายแก่แผ่นดิน สิ พวกเขาก็กล่าวว่า ที่จริงนั้น เราเป็นผู้ปรับปรุงให้ดีต่างหาก

أَلَآ  إِنَّهُمۡ  هُمُ  ٱلۡمُفۡسِدُونَ  وَلَٰكِن  لَّا  يَشۡعُ

พึงรู้เถิดว่า แท้จริงพวกเขานั่นแหละ เป็นผู้ที่ก่อความเสียหาย แต่ทว่าพวกเขาไม่รู้สึก (อัลบากอเราะห์ 11,12)

🔷 ท่านอิมามอิบนุฮายัร อัลอัซกอลานี อุลามาอ์ที๋อรรถาธิบายกีตาบซอเฮียะห์บุคอรีในกีตาบของท่านคือ กีตาบฟัตฮุลบารี ได้กล่าวไว้ว่า

แม้ประโยคดังกล่าวนั้น จะไม่พบแหล่งที่มาจากฮาดีษ แต่ก็มีความซอเฮียะห์ในด้านความหมาย เนื่องจากท่านรอซูลุลลอฮ์ได้นำมาปฏิบัติในขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่

ท่านอิมาม อัชซากอวี และอัลอัจญลูนี เข่นกัน ก็ได้ให้ทัศนะไว้เหมือนกัน แม้ว่าประโยคดังกล่าวจะไม่พบแหล่งที่มาจากตัวบทฮาดีษ แต่ความรักที่มีต่อชาติบ้านเมือง ก็เป็นสิ่งที่ท่านรอซูลุลลอฮ์และบรรดาซอฮาบะห์ได้ถือปฏิบัติ

🟢 ท่านรอซูลุลลอฮ์ได้เคยขอดุอาว่า "โอ้อัลลอฮ์ ขอพระองค์ทรงให้ฉันได้รักนครมาดีนะห์ ดังเช่นที่ฉันได้รักนครมักกะห์หรือมากกว่าความรักของฉันที่มีมักกะห์" (รายงานโดย บุคอรี)

🔵 และมีตัวบทหลักฐานอื่นๆอีกมากมาย ที่บ่งชี้ให้เห็นว่า ศาสนาอิสลามให้ความสำคัญต่อการรักชาติบ้านเมือง อย่างเช่นฮาดีษบทหนึ่ง จากท่านอิบนุอับบาส ในขณะที่ท่านรอซูลุลลอฮ์ได้รับคำสั่งให้ฮิจเราะห์อพยพจากนครมักกะห์ไปยังนครมาดีนะห์ และท่านก็ได้เดินทางออกจากนครมักกะห์ ซึ่งในขณะนั้น ท่านรอซูลุลลอฮ์ได้หันมาเหลียวมองยังนครมักกะห์ พร้อมกับได้กล่าวขึ้นมาว่า “ท่านช่างดีเหลือเกิน โอ้มักกะห์ และฉันรักท่านมากเพียงไร หากคนของฉันไม่ขับไล่ฉันให้ออกไปจากท่าน ฉันก็คงไม่ได้อาศัยอยู่ที่ไหนเลยนอกจากท่าน” (รายงานโดย อัตติรมีซีย์)

🔷 แม้ว่าอุลามาอ์บางส่วนจะให้ทัศนะว่าฮาดีษนี้ มุ่งเน้นถึงความประเสริฐและความสำคัญของนครมักกะห์และมาดีนะห์เท่านั้น ซึ่งมิได้เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมให้มีความรักชาติบ้านเมือง แต่ทว่าอุลามาอ์มัวอ์ต่ะบัรส่วนใหญ่ต่างได้ให้ทัศนะไว้ คือให้กียาสไปยังสถานที่อื่นซึ่งเป็นแผ่นดินบ้านเกิดเมืองนอนของแต่ละคน

*                อัลฮัมดุลิลลาห์ ขอชุโกรต่ออัลลอฮ์ ที่เราได้เกิดมาเป็นคนไทย ถือสัญชาติไทย บนผืนแผ่นดินไทย แม้จะมีเชื้อสายเผ่าพันธ์อะไรก็ตาม เราทุกคนล้วนมีกษัตริย์ไทยที่คอยให้การดูแลให้ความรักความห่วงใยต่อราษฎรทุกเชื้อชาติและศาสนา

*                การที่เรามีชาติ มีบ้านเกิดเมืองนอน ทำให้เรามีสถานะของการเป็นประชากรชาวเมืองที่อาศัยอยู่ในชาติบ้านเมืองนั้น ที่อัลลอฮ์ทรงประทานให้เราได้ใช้ชีวิตในฐานะเป็นบ่าวของพระองค์ ได้ปฏิบัติศาสนกิจอย่างเสรี มีอาชีพการงาน มีโอกาสได้เดินทางไปศึกษาเรียนรู้ศาสนายังดินแดนต่างๆของโลก ทำภารกิจต่างๆนานาทั้งภารกิจต่อออัลลอฮ์และต่อมนุษย์ เพื่อยืนหยัดรักษาไว้ซึ่งอีมานและตักวา

🔵 ดังนั้น การรักชาติบ้านเมือง จำเป็นต้องมีและพิสูจน์ให้เห็นถึงความรักของเราที่มีต่อชาติบ้านเมือง ซึ่งเป็นแผ่นดินบ้านเกิดเมืองนอนของเรา ที่เราต้องหวงแหนให้การปกปักษ์รักษาคุ้มครองไว้ทั่วผืนแผ่นดิน ผืนน้ำท้องทะเลและน่านฟ้า เพื่อให้ดำรงไว้ซึ่งความสันติสุขปลอดภัยจากภัยคุกคามและการก่อการร้ายทุกรูปแบบ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น