การรักชาติคือส่วนหนึ่งของการศรัทธา
🔵 แม้ว่าประโยคดังกล่าวจะไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับบทบัญญัติชารีอัตหรืออิบาดัต
แต่ประโยคดังกล่าวเป็นประโยคฮิกมะห์ มาจากภาษาอาหรับที่ว่า حب الوطن من الإيمان
ซึ่งมีความหมายว่า การรักชาติคือส่วนหนึ่งของการศรัทธา
🔵 เนื่องจากความรักที่มีต่อชาติบ้านเมืองนั้น
คือโคมไฟแสงสว่างแห่งความสันติสุข เป็นหลักประกันถึงความสงบสุขร่มเย็นในชีวิตความเป็นอยู่
โดยการเสริมสร้างรากฐานจากแนวทางของอัล-กุรอานและซุนนะห์รอซูลุลลอฮ์ ซ.ล.
🔷 ในทางตรงกันข้าม ชนชาติที่มุ่งแต่สร้างความขัดแย้ง
ประทุจุดไฟแห่งความรุนแรงและสร้างความเสียหาย ก็หมายความว่า ชนชาตินั้นได้ปฏิเสธบทบัญญัติหลักการศาสนา
ทั้งในเรื่องคำสั่งใช้และคำสั่งห้ามจากอัลลอฮ์ ซึ่งมีแต่จะนำมาซึ่งอันตรายและหายนะอย่างมากมายต่อตนเองและชาติบ้านเมือง
ดังเช่นที่เกิดขึ้นกับชนรุ่นก่อน ที่อัลลอฮ์ทรงทำลายล้าง เช่น พวกอ๊าดและซามู๊ด
🔷 ดังที่อัลลอฮ์ทรงโองการไว้ในอัลกุรอาน
وَإِذَا قِيلَ لَهُمۡ لَا تُفۡسِدُواْ فِي ٱلۡأَرۡضِ قَالُوٓاْ إِنَّمَا نَحۡنُ مُصۡلِحُو
แปลว่า : และเมื่อได้ถูกกล่าวแก่พวกเขาว่า พวกท่านจงอย่าก่อความเสียหายแก่แผ่นดิน
สิ พวกเขาก็กล่าวว่า ที่จริงนั้น เราเป็นผู้ปรับปรุงให้ดีต่างหาก
أَلَآ إِنَّهُمۡ هُمُ ٱلۡمُفۡسِدُونَ وَلَٰكِن لَّا يَشۡعُ
พึงรู้เถิดว่า
แท้จริงพวกเขานั่นแหละ เป็นผู้ที่ก่อความเสียหาย แต่ทว่าพวกเขาไม่รู้สึก (อัลบากอเราะห์
11,12)
🔷 ท่านอิมามอิบนุฮายัร อัลอัซกอลานี อุลามาอ์ที๋อรรถาธิบายกีตาบซอเฮียะห์บุคอรีในกีตาบของท่านคือ
กีตาบฟัตฮุลบารี ได้กล่าวไว้ว่า
แม้ประโยคดังกล่าวนั้น
จะไม่พบแหล่งที่มาจากฮาดีษ แต่ก็มีความซอเฮียะห์ในด้านความหมาย
เนื่องจากท่านรอซูลุลลอฮ์ได้นำมาปฏิบัติในขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่
ท่านอิมาม
อัชซากอวี และอัลอัจญลูนี เข่นกัน ก็ได้ให้ทัศนะไว้เหมือนกัน แม้ว่าประโยคดังกล่าวจะไม่พบแหล่งที่มาจากตัวบทฮาดีษ
แต่ความรักที่มีต่อชาติบ้านเมือง
ก็เป็นสิ่งที่ท่านรอซูลุลลอฮ์และบรรดาซอฮาบะห์ได้ถือปฏิบัติ
🟢 ท่านรอซูลุลลอฮ์ได้เคยขอดุอาว่า "โอ้อัลลอฮ์
ขอพระองค์ทรงให้ฉันได้รักนครมาดีนะห์
ดังเช่นที่ฉันได้รักนครมักกะห์หรือมากกว่าความรักของฉันที่มีมักกะห์" (รายงานโดย
บุคอรี)
🔵 และมีตัวบทหลักฐานอื่นๆอีกมากมาย ที่บ่งชี้ให้เห็นว่า
ศาสนาอิสลามให้ความสำคัญต่อการรักชาติบ้านเมือง อย่างเช่นฮาดีษบทหนึ่ง จากท่านอิบนุอับบาส
ในขณะที่ท่านรอซูลุลลอฮ์ได้รับคำสั่งให้ฮิจเราะห์อพยพจากนครมักกะห์ไปยังนครมาดีนะห์
และท่านก็ได้เดินทางออกจากนครมักกะห์ ซึ่งในขณะนั้น ท่านรอซูลุลลอฮ์ได้หันมาเหลียวมองยังนครมักกะห์
พร้อมกับได้กล่าวขึ้นมาว่า “ท่านช่างดีเหลือเกิน โอ้มักกะห์
และฉันรักท่านมากเพียงไร หากคนของฉันไม่ขับไล่ฉันให้ออกไปจากท่าน
ฉันก็คงไม่ได้อาศัยอยู่ที่ไหนเลยนอกจากท่าน” (รายงานโดย อัตติรมีซีย์)
🔷 แม้ว่าอุลามาอ์บางส่วนจะให้ทัศนะว่าฮาดีษนี้
มุ่งเน้นถึงความประเสริฐและความสำคัญของนครมักกะห์และมาดีนะห์เท่านั้น ซึ่งมิได้เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมให้มีความรักชาติบ้านเมือง
แต่ทว่าอุลามาอ์มัวอ์ต่ะบัรส่วนใหญ่ต่างได้ให้ทัศนะไว้ คือให้กียาสไปยังสถานที่อื่นซึ่งเป็นแผ่นดินบ้านเกิดเมืองนอนของแต่ละคน
อัลฮัมดุลิลลาห์
ขอชุโกรต่ออัลลอฮ์ ที่เราได้เกิดมาเป็นคนไทย ถือสัญชาติไทย บนผืนแผ่นดินไทย แม้จะมีเชื้อสายเผ่าพันธ์อะไรก็ตาม
เราทุกคนล้วนมีกษัตริย์ไทยที่คอยให้การดูแลให้ความรักความห่วงใยต่อราษฎรทุกเชื้อชาติและศาสนา
การที่เรามีชาติ
มีบ้านเกิดเมืองนอน ทำให้เรามีสถานะของการเป็นประชากรชาวเมืองที่อาศัยอยู่ในชาติบ้านเมืองนั้น
ที่อัลลอฮ์ทรงประทานให้เราได้ใช้ชีวิตในฐานะเป็นบ่าวของพระองค์ ได้ปฏิบัติศาสนกิจอย่างเสรี
มีอาชีพการงาน มีโอกาสได้เดินทางไปศึกษาเรียนรู้ศาสนายังดินแดนต่างๆของโลก ทำภารกิจต่างๆนานาทั้งภารกิจต่อออัลลอฮ์และต่อมนุษย์
เพื่อยืนหยัดรักษาไว้ซึ่งอีมานและตักวา
🔵 ดังนั้น การรักชาติบ้านเมือง จำเป็นต้องมีและพิสูจน์ให้เห็นถึงความรักของเราที่มีต่อชาติบ้านเมือง
ซึ่งเป็นแผ่นดินบ้านเกิดเมืองนอนของเรา ที่เราต้องหวงแหนให้การปกปักษ์รักษาคุ้มครองไว้ทั่วผืนแผ่นดิน
ผืนน้ำท้องทะเลและน่านฟ้า เพื่อให้ดำรงไว้ซึ่งความสันติสุขปลอดภัยจากภัยคุกคามและการก่อการร้ายทุกรูปแบบ

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น