ความฝันอันสูงสุดของฉัน
ข้าพเจ้าได้มีโอกาสอ่านบทความของคนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้คนหนึ่ง
จากที่อ่าน ข้าพเจ้าเข้าใจว่าเขาไม่ได้สนับสนุน BRN และไม่ได้เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรง
หลายเรื่องที่เขาพูดเป็นทั้งคำถาม ความอัดอั้น
และความรู้สึกของคนที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับสถานการณ์จริงทุกวัน
ข้าพเจ้าว่าหลายประเด็นน่าฟัง และควรรับฟังกันด้วยความเข้าใจ
แต่ในสถานการณ์ที่ซับซ้อนและยืดเยื้อมานานแบบนี้
คนในพื้นที่เองก็อาจได้รับข้อมูลไม่ครบ
หรือเข้าใจบางเรื่องคลาดเคลื่อนได้ไม่ต่างจากคนที่อยู่นอกพื้นที่
ข้าพเจ้าจึงอยากหยิบทั้งคำถามและคำบ่นของเขามาคุยกันทีละข้อ แบบตรงไปตรงมา
และคุยกันในฐานะที่ข้าพเจ้าไม่ได้มองว่าเราอยู่คนละฝ่ายกัน
1.
“ด่าโจรก็แล้ว ประณามโจรก็แล้ว คิดว่าโจรจะรู้สึกหรือสำนึกหรือ?”
อาจไม่ครับ
ข้าพเจ้าเองก็ไม่ได้คิดว่า BRN หรือผู้ก่อเหตุจะวางปืนเพียงเพราะเห็นประชาชนออกมาประณาม
แต่เรื่องสำคัญไม่ได้อยู่แค่ว่าเขาจะสำนึกหรือไม่
สิ่งสำคัญคือ
ประชาชนต้องแสดงออกให้ชัดว่า เราไม่อยู่ข้าง BRN ไม่สนับสนุนความรุนแรง
และไม่ยอมให้ BRN อ้างว่ากำลังต่อสู้ในนามของคนไทยในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
เสียงแบบนี้สำคัญมาก
เพราะนอกจากจะปฏิเสธความชอบธรรมของผู้ก่อเหตุแล้ว
ยังเป็นกำลังใจให้ครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบ
และโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ที่กำลังเสี่ยงชีวิตอยู่หน้างาน
เขาจะได้รู้ว่าคนในพื้นที่ไม่ได้ยืนอยู่ข้างคนที่กำลังจะยิงหรือทำร้ายเขา
2.
“ถ้าไม่ออกมาบี้โจร แปลว่าชาวบ้านเชียร์โจรหรือ?”
ข้าพเจ้าว่าเหมารวมแบบนั้นไม่ได้
คนไทยในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ได้เท่ากับ BRN และใครที่ไม่ได้ออกมาโพสต์ประณามทุกครั้งก็ไม่ได้แปลว่าเป็นแนวร่วม
คนที่อยู่ในพื้นที่จริงมีทั้งความกลัว
มีครอบครัว มีลูกหลาน และบางคนก็มีข้อจำกัดเรื่องความปลอดภัย
แต่ถ้าใครพูดได้และปลอดภัยพอที่จะพูด ข้าพเจ้าก็อยากให้พูดครับ
เพราะยิ่งประชาชนออกมาบอกชัดว่า
“เราไม่เอา BRN” มากเท่าไร BRN ก็ยิ่งอ้างได้ยากขึ้นว่า
สิ่งที่ตัวเองทำอยู่นั้นเป็นการกระทำแทนประชาชน
3.
“ใครเป็นผู้บงการ ใครเป็นทุน ใครอยู่บนยอดสุด?”
ข้อนี้ข้าพเจ้าอยากตอบด้วยเรื่องมดแดงกับมดดำครับ
ลองนึกภาพว่ามีมดแดงกับมดดำอยู่ในขวดเดียวกัน ตอนแรกมันอาจไม่ได้กัดกัน แต่เมื่อมีใครสักคนหยิบขวดขึ้นมาเขย่า มดทั้งสองฝั่งก็ตกใจและเริ่มกัดกัน เพราะต่างฝ่ายต่างคิดว่าอีกฝ่ายเป็นต้นเหตุที่ทำให้ตัวเองเจ็บ
ทั้งที่คำถามสำคัญอาจเป็นว่า “แล้วใครเป็นคนเขย่าขวด?”
สถานการณ์ความขัดแย้งก็มีมุมให้คิดแบบนี้
บางครั้งเรามัวแต่มองคนที่กำลังกัดกันอยู่ข้างล่าง จนลืมถามว่า
ใครได้ประโยชน์จากการที่คนข้างล่างระแวงกัน ใครเติมเชื้อให้ความเกลียดชัง
หรือมีใครอยากให้ขวดใบนี้ถูกเขย่าต่อไปหรือไม่
แต่ข้าพเจ้าไม่ได้หมายความว่าเราจะชี้ทันทีว่าใครคือ
“คนเขย่าขวด” เรื่องแบบนี้ต้องพิสูจน์ด้วยหลักฐาน
สิ่งที่อยากชวนคิดคือ
อย่ารีบเกลียดคนที่อยู่ในขวดเดียวกัน จนลืมเงยหน้ามองว่ามีอะไรเกิดขึ้นอยู่รอบ ๆ
ขวดด้วย
4.
“หรือทั้งหมดนี้เป็น War Business มีคนได้ประโยชน์จากความขัดแย้งหรือ?”
ข้อนี้ข้าพเจ้าว่ามีเรื่องหนึ่งที่น่าคิดมากครับ
คือ ลองมองสิ่งที่ถูกทำลายก่อน
ถนน ระบบไฟฟ้า
ประปา ระบบพลังงาน โรงเรียน หรือโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ
สิ่งเหล่านี้ยิ่งมีมากและทำงานได้ดีเท่าไร
คนในพื้นที่ก็ยิ่งมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เศรษฐกิจก็ยิ่งเดินหน้า
และประเทศไทยโดยรวมก็ยิ่งพัฒนา
ดังนั้น
ถ้ามองในฐานะประเทศไทยจริง ๆ
รัฐและประเทศจะได้ประโยชน์อะไรจากการทำลายโครงสร้างพื้นฐานของตัวเอง? แทบไม่มีครับ เพราะสุดท้ายประเทศไทยต้องเสียทรัพย์สิน
ต้องเสียเงินซ่อมและสร้างใหม่ ประชาชนเดือดร้อน และการพัฒนาก็ถอยหลัง
เพราะฉะนั้น
เวลาพูดถึง War
Business ข้าพเจ้าอยากชวนถามต่อว่า เมื่อของเหล่านี้ถูกทำลายแล้ว
ใครต้องของบใหม่ ใครได้บริหารงบซ่อม ใครได้งบก่อสร้าง ใครมีอำนาจต่อรองเพิ่มขึ้น
และใครได้ประโยชน์จากการที่ความขัดแย้งยังดำเนินต่อไป?
ตรงนี้ต่างหากที่ควรตรวจสอบ
แต่อย่าเพิ่งกระโดดไปสรุปว่าใครเป็นคนสร้างสถานการณ์เพียงเพราะเขาได้รับงบ
เพราะเรื่องนั้นต้องมีหลักฐาน
สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ค่อนข้างชัดคือ
ผู้ได้ประโยชน์จากการที่โครงสร้างพื้นฐานถูกทำลาย ไม่ใช่ประเทศไทยในภาพรวม
ประเทศเสียทรัพย์สิน ประชาชนเสียโอกาส เด็กเสียโอกาสทางการศึกษา
เศรษฐกิจและการพัฒนาถูกถ่วงลง
ส่วนใครได้ประโยชน์จริง
ๆ นั้น ตามดูเส้นทางเงิน เส้นทางงบประมาณ และผลประโยชน์ให้ดีครับ
สุดท้ายข้อเท็จจริงจะค่อย ๆ บอกเราเอง
5.
“ถ้าผู้ก่อเหตุเป็นมุสลิม สิ่งที่ทำไม่ขัดหลักศาสนาหรือ?”
ตรงนี้ข้าพเจ้าเห็นด้วยว่า
การนับถือศาสนาอิสลามไม่ได้ทำให้ใครมีสิทธิ์ทำร้ายผู้บริสุทธิ์
หรือเอาศาสนามาเป็นข้ออ้างในการใช้ความรุนแรง
และตรงนี้เองที่เสียงของคนไทยมุสลิมในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีความหมายมาก
หากคนในพื้นที่พูดด้วยตัวเองว่า
“อย่าเอาศาสนาของข้าพเจ้าไปอ้างในการทำร้ายคน” คำพูดแบบนี้มีพลัง
เพราะไม่ได้มาจากรัฐหรือเจ้าหน้าที่พูดแทน แต่มาจากผู้ที่นับถือศาสนานั้นเอง
6.
“กว่า 20 ปี ใช้งบประมาณมหาศาล แล้วทำไมปัญหายังไม่จบ?”
คำถามนี้ถามได้เต็มที่ครับ
เพราะเป็นเงินของประชาชน รัฐต้องตอบให้ได้ว่าเงินถูกใช้ไปกับอะไร โครงการไหนได้ผล
โครงการไหนล้มเหลว อะไรควรเดินต่อ และอะไรควรหยุด
แต่เราก็ต้องแยกให้ออกว่า
คนกำหนดนโยบายกับเจ้าหน้าที่หน้างานไม่ใช่คนกลุ่มเดียวกัน ทหาร ตำรวจ
หรือฝ่ายปกครองที่ออกไปเสี่ยงชีวิตทุกวัน ไม่ได้เป็นคนอนุมัติงบประมาณทั้งหมด
ดังนั้น
เราสามารถตรวจสอบผู้มีอำนาจได้เต็มที่ ถามเรื่องงบประมาณได้เต็มที่
และในเวลาเดียวกันก็ยังให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่กำลังทำหน้าที่ได้
สองเรื่องนี้ไม่ได้ขัดกันเลย
7.
“ความมั่นคงจะวัดแค่จำนวนด่าน กล้อง กำลังพล หรืออุปกรณ์ได้หรือ?”
ไม่ได้ครับ
ของเหล่านั้นเป็นเครื่องมือ ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย
สิ่งที่ต้องดูจริง
ๆ คือ ประชาชนปลอดภัยขึ้นหรือไม่ เจ้าหน้าที่ปลอดภัยขึ้นหรือไม่
เหตุรุนแรงลดลงหรือไม่ และประชาชนมีความเชื่อมั่นต่อรัฐมากขึ้นหรือเปล่า
ถ้ามีกล้องมากขึ้น
มีด่านมากขึ้น มีงบมากขึ้น แต่คนยังกลับบ้านด้วยความหวาดระแวงเหมือนเดิม
ก็ต้องถามกันตรง ๆ ว่า ยุทธศาสตร์ตรงไหนยังไม่ตอบโจทย์
8.
“ทำไมวันนี้ประชาชนถึงไม่รู้ว่าจะเชื่อใคร?”
ข้อนี้ข้าพเจ้าว่าน่าห่วงที่สุด
เพราะถ้าประชาชนไม่เชื่อรัฐ
และเจ้าหน้าที่ก็ไม่ไว้ใจประชาชน เราก็ไม่ได้มีแค่ปัญหาความมั่นคงแล้ว แต่กำลังมี
วิกฤตความไว้วางใจ
ทางออกต้องกลับมาที่ข้อเท็จจริงและความโปร่งใส
ถ้าเจ้าหน้าที่ทำผิดก็ต้องรับผิด
ถ้าเจ้าหน้าที่ถูกกล่าวหาโดยไม่มีมูลก็ต้องปกป้องเขาด้วยหลักฐาน
และถ้าประชาชนมีคำถาม รัฐก็ต้องตอบ ไม่ใช่รีบมองว่าคนถามเป็นศัตรู
ความไว้วางใจไม่ได้สร้างด้วยคำสั่ง
แต่มันสร้างจากการกระทำที่ตรวจสอบได้ และการปฏิบัติต่อกันอย่างเป็นธรรม
9.
“แล้วประชาชนธรรมดาจะช่วยอะไรได้ ในเมื่อคนถือปืนก็ยังถือปืน?”
ข้าพเจ้าคิดว่านี่คือเรื่องสำคัญที่สุด
อย่าดูเบาเสียงของประชาชนครับ
ผู้ก่อเหตุอาจไม่สำนึก แต่ขบวนการติดอาวุธต้องการความชอบธรรม
และต้องการอ้างว่าตัวเองเป็นตัวแทนของประชาชน
ดังนั้น
ถ้าคนไทยในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้พูดออกมาชัด ๆ ว่า
“ข้าพเจ้าไม่อยู่ข้าง
BRN
คุณไม่ได้เป็นตัวแทนของข้าพเจ้า อย่าเอาศาสนา อย่าเอาอัตลักษณ์
และอย่าเอาความเดือดร้อนของประชาชนไปอ้างเพื่อใช้ความรุนแรง”
คำพูดแบบนี้มีความหมายมาก
ในเวลาเดียวกัน ประชาชนก็สามารถพูดกับเจ้าหน้าที่ได้ตรง ๆ ว่า “ถ้าท่านทำหน้าที่อย่างถูกต้อง เราเป็นกำลังใจให้ แต่ถ้ารัฐทำผิด เราก็มีสิทธิ์ถามและตรวจสอบ”
สองอย่างนี้อยู่ด้วยกันได้
บางครั้งเจ้าหน้าที่ที่ยืนเวรอยู่กลางดึกอาจไม่ได้ต้องการคำพูดใหญ่โต
เขาอาจเพียงอยากรู้ว่า คนในบ้านรอบ ๆ ฐานไม่ได้อยู่ข้าง BRN และไม่ได้อยากให้ใครมายิงหรือทำร้ายเขา
ส่วนประชาชนเองก็อยากรู้เหมือนกันว่า
เจ้าหน้าที่ที่อยู่ตรงนั้นมาปกป้องเขา ไม่ได้มองเขาเป็นศัตรู
ถ้าความรู้สึกสองอย่างนี้เกิดขึ้นได้
ข้าพเจ้าว่านี่แหละคือกำแพงสำคัญอย่างหนึ่งที่ผู้ก่อเหตุจะทำลายได้ยากที่สุด
สุดท้ายนี้
ข้าพเจ้าขอส่งกำลังใจให้พี่น้องประชาชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ทุกคน
รวมถึงเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่ยังคงทำหน้าที่อยู่ท่ามกลางความเสี่ยงและความกดดัน
ขอให้ทุกคนผ่านช่วงเวลานี้ไปด้วยกัน โดยไม่ปล่อยให้ความกลัว ความเกลียดชัง
หรือความรุนแรงทำให้เรามองกันเป็นศัตรู
สำหรับพี่น้องชาวพุทธ
ข้าพเจ้าขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย
โปรดคุ้มครองให้ทุกท่านแคล้วคลาดจากภยันตราย มีสติ มีกำลังใจ
และกลับบ้านอย่างปลอดภัย
สำหรับพี่น้องชาวมุสลิม
ข้าพเจ้าขอให้อัลลอฮ์ทรงคุ้มครอง ประทานความปลอดภัย ความเข้มแข็ง
และสันติสุขแก่ทุกท่านและครอบครัว
ขอให้ทุกคนผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้ด้วยดี
ไม่ว่าเราจะนับถือศาสนาใด
ข้าพเจ้าเชื่อว่าความต้องการของคนธรรมดาไม่ได้ต่างกันเลย เราอยากมีบ้านที่สงบ
อยากให้ลูกหลานเติบโตโดยไม่ต้องกลัวเสียงปืน
อยากให้เจ้าหน้าที่กลับบ้านไปหาครอบครัวอย่างปลอดภัย
และอยากให้ประชาชนกับเจ้าหน้าที่มองหน้ากันได้ด้วยความไว้วางใจ
นี่อาจเป็น
“ความฝันอันสูงสุด” ที่ไม่ควรเป็นเพียงความฝันของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
แต่ควรเป็นความฝันร่วมกันของคนไทยทุกคน
ขอเป็นกำลังใจให้คนไทยในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ทุกคน
และขอให้สันติสุขกลับคืนสู่พื้นที่นี้โดยเร็วครับ.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น