วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2569

ความฝันอันสูงสุดของฉัน

 

ความฝันอันสูงสุดของฉัน

ข้าพเจ้าได้มีโอกาสอ่านบทความของคนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้คนหนึ่ง จากที่อ่าน ข้าพเจ้าเข้าใจว่าเขาไม่ได้สนับสนุน BRN และไม่ได้เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรง หลายเรื่องที่เขาพูดเป็นทั้งคำถาม ความอัดอั้น และความรู้สึกของคนที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับสถานการณ์จริงทุกวัน ข้าพเจ้าว่าหลายประเด็นน่าฟัง และควรรับฟังกันด้วยความเข้าใจ

แต่ในสถานการณ์ที่ซับซ้อนและยืดเยื้อมานานแบบนี้ คนในพื้นที่เองก็อาจได้รับข้อมูลไม่ครบ หรือเข้าใจบางเรื่องคลาดเคลื่อนได้ไม่ต่างจากคนที่อยู่นอกพื้นที่ ข้าพเจ้าจึงอยากหยิบทั้งคำถามและคำบ่นของเขามาคุยกันทีละข้อ แบบตรงไปตรงมา และคุยกันในฐานะที่ข้าพเจ้าไม่ได้มองว่าเราอยู่คนละฝ่ายกัน

1. “ด่าโจรก็แล้ว ประณามโจรก็แล้ว คิดว่าโจรจะรู้สึกหรือสำนึกหรือ?”

อาจไม่ครับ ข้าพเจ้าเองก็ไม่ได้คิดว่า BRN หรือผู้ก่อเหตุจะวางปืนเพียงเพราะเห็นประชาชนออกมาประณาม แต่เรื่องสำคัญไม่ได้อยู่แค่ว่าเขาจะสำนึกหรือไม่

สิ่งสำคัญคือ ประชาชนต้องแสดงออกให้ชัดว่า เราไม่อยู่ข้าง BRN ไม่สนับสนุนความรุนแรง และไม่ยอมให้ BRN อ้างว่ากำลังต่อสู้ในนามของคนไทยในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

เสียงแบบนี้สำคัญมาก เพราะนอกจากจะปฏิเสธความชอบธรรมของผู้ก่อเหตุแล้ว ยังเป็นกำลังใจให้ครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบ และโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ที่กำลังเสี่ยงชีวิตอยู่หน้างาน เขาจะได้รู้ว่าคนในพื้นที่ไม่ได้ยืนอยู่ข้างคนที่กำลังจะยิงหรือทำร้ายเขา

2. “ถ้าไม่ออกมาบี้โจร แปลว่าชาวบ้านเชียร์โจรหรือ?”

ข้าพเจ้าว่าเหมารวมแบบนั้นไม่ได้ คนไทยในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ได้เท่ากับ BRN และใครที่ไม่ได้ออกมาโพสต์ประณามทุกครั้งก็ไม่ได้แปลว่าเป็นแนวร่วม

คนที่อยู่ในพื้นที่จริงมีทั้งความกลัว มีครอบครัว มีลูกหลาน และบางคนก็มีข้อจำกัดเรื่องความปลอดภัย แต่ถ้าใครพูดได้และปลอดภัยพอที่จะพูด ข้าพเจ้าก็อยากให้พูดครับ

เพราะยิ่งประชาชนออกมาบอกชัดว่า “เราไม่เอา BRNมากเท่าไร BRN ก็ยิ่งอ้างได้ยากขึ้นว่า สิ่งที่ตัวเองทำอยู่นั้นเป็นการกระทำแทนประชาชน

3. “ใครเป็นผู้บงการ ใครเป็นทุน ใครอยู่บนยอดสุด?”

ข้อนี้ข้าพเจ้าอยากตอบด้วยเรื่องมดแดงกับมดดำครับ

ลองนึกภาพว่ามีมดแดงกับมดดำอยู่ในขวดเดียวกัน ตอนแรกมันอาจไม่ได้กัดกัน แต่เมื่อมีใครสักคนหยิบขวดขึ้นมาเขย่า มดทั้งสองฝั่งก็ตกใจและเริ่มกัดกัน เพราะต่างฝ่ายต่างคิดว่าอีกฝ่ายเป็นต้นเหตุที่ทำให้ตัวเองเจ็บ

ทั้งที่คำถามสำคัญอาจเป็นว่า “แล้วใครเป็นคนเขย่าขวด?”

สถานการณ์ความขัดแย้งก็มีมุมให้คิดแบบนี้ บางครั้งเรามัวแต่มองคนที่กำลังกัดกันอยู่ข้างล่าง จนลืมถามว่า ใครได้ประโยชน์จากการที่คนข้างล่างระแวงกัน ใครเติมเชื้อให้ความเกลียดชัง หรือมีใครอยากให้ขวดใบนี้ถูกเขย่าต่อไปหรือไม่

แต่ข้าพเจ้าไม่ได้หมายความว่าเราจะชี้ทันทีว่าใครคือ “คนเขย่าขวด” เรื่องแบบนี้ต้องพิสูจน์ด้วยหลักฐาน

สิ่งที่อยากชวนคิดคือ อย่ารีบเกลียดคนที่อยู่ในขวดเดียวกัน จนลืมเงยหน้ามองว่ามีอะไรเกิดขึ้นอยู่รอบ ๆ ขวดด้วย

4. “หรือทั้งหมดนี้เป็น War Business มีคนได้ประโยชน์จากความขัดแย้งหรือ?”

ข้อนี้ข้าพเจ้าว่ามีเรื่องหนึ่งที่น่าคิดมากครับ คือ ลองมองสิ่งที่ถูกทำลายก่อน

ถนน ระบบไฟฟ้า ประปา ระบบพลังงาน โรงเรียน หรือโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้ยิ่งมีมากและทำงานได้ดีเท่าไร คนในพื้นที่ก็ยิ่งมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เศรษฐกิจก็ยิ่งเดินหน้า และประเทศไทยโดยรวมก็ยิ่งพัฒนา

ดังนั้น ถ้ามองในฐานะประเทศไทยจริง ๆ รัฐและประเทศจะได้ประโยชน์อะไรจากการทำลายโครงสร้างพื้นฐานของตัวเอง? แทบไม่มีครับ เพราะสุดท้ายประเทศไทยต้องเสียทรัพย์สิน ต้องเสียเงินซ่อมและสร้างใหม่ ประชาชนเดือดร้อน และการพัฒนาก็ถอยหลัง

เพราะฉะนั้น เวลาพูดถึง War Business ข้าพเจ้าอยากชวนถามต่อว่า เมื่อของเหล่านี้ถูกทำลายแล้ว ใครต้องของบใหม่ ใครได้บริหารงบซ่อม ใครได้งบก่อสร้าง ใครมีอำนาจต่อรองเพิ่มขึ้น และใครได้ประโยชน์จากการที่ความขัดแย้งยังดำเนินต่อไป?

ตรงนี้ต่างหากที่ควรตรวจสอบ

แต่อย่าเพิ่งกระโดดไปสรุปว่าใครเป็นคนสร้างสถานการณ์เพียงเพราะเขาได้รับงบ เพราะเรื่องนั้นต้องมีหลักฐาน

สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ค่อนข้างชัดคือ ผู้ได้ประโยชน์จากการที่โครงสร้างพื้นฐานถูกทำลาย ไม่ใช่ประเทศไทยในภาพรวม ประเทศเสียทรัพย์สิน ประชาชนเสียโอกาส เด็กเสียโอกาสทางการศึกษา เศรษฐกิจและการพัฒนาถูกถ่วงลง

ส่วนใครได้ประโยชน์จริง ๆ นั้น ตามดูเส้นทางเงิน เส้นทางงบประมาณ และผลประโยชน์ให้ดีครับ สุดท้ายข้อเท็จจริงจะค่อย ๆ บอกเราเอง

5. “ถ้าผู้ก่อเหตุเป็นมุสลิม สิ่งที่ทำไม่ขัดหลักศาสนาหรือ?”

ตรงนี้ข้าพเจ้าเห็นด้วยว่า การนับถือศาสนาอิสลามไม่ได้ทำให้ใครมีสิทธิ์ทำร้ายผู้บริสุทธิ์ หรือเอาศาสนามาเป็นข้ออ้างในการใช้ความรุนแรง

และตรงนี้เองที่เสียงของคนไทยมุสลิมในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีความหมายมาก

หากคนในพื้นที่พูดด้วยตัวเองว่า “อย่าเอาศาสนาของข้าพเจ้าไปอ้างในการทำร้ายคน” คำพูดแบบนี้มีพลัง เพราะไม่ได้มาจากรัฐหรือเจ้าหน้าที่พูดแทน แต่มาจากผู้ที่นับถือศาสนานั้นเอง

6. “กว่า 20 ปี ใช้งบประมาณมหาศาล แล้วทำไมปัญหายังไม่จบ?”

คำถามนี้ถามได้เต็มที่ครับ เพราะเป็นเงินของประชาชน รัฐต้องตอบให้ได้ว่าเงินถูกใช้ไปกับอะไร โครงการไหนได้ผล โครงการไหนล้มเหลว อะไรควรเดินต่อ และอะไรควรหยุด

แต่เราก็ต้องแยกให้ออกว่า คนกำหนดนโยบายกับเจ้าหน้าที่หน้างานไม่ใช่คนกลุ่มเดียวกัน ทหาร ตำรวจ หรือฝ่ายปกครองที่ออกไปเสี่ยงชีวิตทุกวัน ไม่ได้เป็นคนอนุมัติงบประมาณทั้งหมด

ดังนั้น เราสามารถตรวจสอบผู้มีอำนาจได้เต็มที่ ถามเรื่องงบประมาณได้เต็มที่ และในเวลาเดียวกันก็ยังให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่กำลังทำหน้าที่ได้

สองเรื่องนี้ไม่ได้ขัดกันเลย

7. “ความมั่นคงจะวัดแค่จำนวนด่าน กล้อง กำลังพล หรืออุปกรณ์ได้หรือ?”

ไม่ได้ครับ ของเหล่านั้นเป็นเครื่องมือ ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย

สิ่งที่ต้องดูจริง ๆ คือ ประชาชนปลอดภัยขึ้นหรือไม่ เจ้าหน้าที่ปลอดภัยขึ้นหรือไม่ เหตุรุนแรงลดลงหรือไม่ และประชาชนมีความเชื่อมั่นต่อรัฐมากขึ้นหรือเปล่า

ถ้ามีกล้องมากขึ้น มีด่านมากขึ้น มีงบมากขึ้น แต่คนยังกลับบ้านด้วยความหวาดระแวงเหมือนเดิม ก็ต้องถามกันตรง ๆ ว่า ยุทธศาสตร์ตรงไหนยังไม่ตอบโจทย์

8. “ทำไมวันนี้ประชาชนถึงไม่รู้ว่าจะเชื่อใคร?”

ข้อนี้ข้าพเจ้าว่าน่าห่วงที่สุด

เพราะถ้าประชาชนไม่เชื่อรัฐ และเจ้าหน้าที่ก็ไม่ไว้ใจประชาชน เราก็ไม่ได้มีแค่ปัญหาความมั่นคงแล้ว แต่กำลังมี วิกฤตความไว้วางใจ

ทางออกต้องกลับมาที่ข้อเท็จจริงและความโปร่งใส ถ้าเจ้าหน้าที่ทำผิดก็ต้องรับผิด ถ้าเจ้าหน้าที่ถูกกล่าวหาโดยไม่มีมูลก็ต้องปกป้องเขาด้วยหลักฐาน และถ้าประชาชนมีคำถาม รัฐก็ต้องตอบ ไม่ใช่รีบมองว่าคนถามเป็นศัตรู

ความไว้วางใจไม่ได้สร้างด้วยคำสั่ง แต่มันสร้างจากการกระทำที่ตรวจสอบได้ และการปฏิบัติต่อกันอย่างเป็นธรรม

9. “แล้วประชาชนธรรมดาจะช่วยอะไรได้ ในเมื่อคนถือปืนก็ยังถือปืน?”

ข้าพเจ้าคิดว่านี่คือเรื่องสำคัญที่สุด

อย่าดูเบาเสียงของประชาชนครับ ผู้ก่อเหตุอาจไม่สำนึก แต่ขบวนการติดอาวุธต้องการความชอบธรรม และต้องการอ้างว่าตัวเองเป็นตัวแทนของประชาชน

ดังนั้น ถ้าคนไทยในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้พูดออกมาชัด ๆ ว่า

ข้าพเจ้าไม่อยู่ข้าง BRN คุณไม่ได้เป็นตัวแทนของข้าพเจ้า อย่าเอาศาสนา อย่าเอาอัตลักษณ์ และอย่าเอาความเดือดร้อนของประชาชนไปอ้างเพื่อใช้ความรุนแรง

คำพูดแบบนี้มีความหมายมาก

ในเวลาเดียวกัน ประชาชนก็สามารถพูดกับเจ้าหน้าที่ได้ตรง ๆ ว่า ถ้าท่านทำหน้าที่อย่างถูกต้อง เราเป็นกำลังใจให้ แต่ถ้ารัฐทำผิด เราก็มีสิทธิ์ถามและตรวจสอบ

สองอย่างนี้อยู่ด้วยกันได้

บางครั้งเจ้าหน้าที่ที่ยืนเวรอยู่กลางดึกอาจไม่ได้ต้องการคำพูดใหญ่โต เขาอาจเพียงอยากรู้ว่า คนในบ้านรอบ ๆ ฐานไม่ได้อยู่ข้าง BRN และไม่ได้อยากให้ใครมายิงหรือทำร้ายเขา

ส่วนประชาชนเองก็อยากรู้เหมือนกันว่า เจ้าหน้าที่ที่อยู่ตรงนั้นมาปกป้องเขา ไม่ได้มองเขาเป็นศัตรู

ถ้าความรู้สึกสองอย่างนี้เกิดขึ้นได้ ข้าพเจ้าว่านี่แหละคือกำแพงสำคัญอย่างหนึ่งที่ผู้ก่อเหตุจะทำลายได้ยากที่สุด

สุดท้ายนี้ ข้าพเจ้าขอส่งกำลังใจให้พี่น้องประชาชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ทุกคน รวมถึงเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่ยังคงทำหน้าที่อยู่ท่ามกลางความเสี่ยงและความกดดัน ขอให้ทุกคนผ่านช่วงเวลานี้ไปด้วยกัน โดยไม่ปล่อยให้ความกลัว ความเกลียดชัง หรือความรุนแรงทำให้เรามองกันเป็นศัตรู

สำหรับพี่น้องชาวพุทธ ข้าพเจ้าขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย โปรดคุ้มครองให้ทุกท่านแคล้วคลาดจากภยันตราย มีสติ มีกำลังใจ และกลับบ้านอย่างปลอดภัย

สำหรับพี่น้องชาวมุสลิม ข้าพเจ้าขอให้อัลลอฮ์ทรงคุ้มครอง ประทานความปลอดภัย ความเข้มแข็ง และสันติสุขแก่ทุกท่านและครอบครัว ขอให้ทุกคนผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้ด้วยดี

ไม่ว่าเราจะนับถือศาสนาใด ข้าพเจ้าเชื่อว่าความต้องการของคนธรรมดาไม่ได้ต่างกันเลย เราอยากมีบ้านที่สงบ อยากให้ลูกหลานเติบโตโดยไม่ต้องกลัวเสียงปืน อยากให้เจ้าหน้าที่กลับบ้านไปหาครอบครัวอย่างปลอดภัย และอยากให้ประชาชนกับเจ้าหน้าที่มองหน้ากันได้ด้วยความไว้วางใจ

นี่อาจเป็น “ความฝันอันสูงสุด” ที่ไม่ควรเป็นเพียงความฝันของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ควรเป็นความฝันร่วมกันของคนไทยทุกคน

ขอเป็นกำลังใจให้คนไทยในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ทุกคน และขอให้สันติสุขกลับคืนสู่พื้นที่นี้โดยเร็วครับ.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น