อย่าปล่อยให้ลูกหลานของเรา
กลายเป็นเครื่องมือของใคร
ในช่วงเวลาที่พื้นที่ของเราต้องเผชิญกับเหตุความรุนแรง
การทำลายทรัพย์สินของส่วนรวม และเหตุการณ์ที่มีเยาวชนเข้าไปเกี่ยวข้อง
สิ่งที่สังคมควรตั้งคำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า “ใครเป็นผู้ก่อเหตุ” หรือ “ความเสียหายครั้งนี้มีมากน้อยเพียงใด”
แต่เราควรถามให้ลึกไปกว่านั้นว่า กำลังมีใครพยายามดึงลูกหลานของเราเข้าไปอยู่ในวงจรความรุนแรงหรือไม่
เพราะความเสียหายจากเหตุการณ์หนึ่งอาจซ่อมแซมได้
ทรัพย์สินที่เสียหายอาจสร้างขึ้นใหม่ได้ แต่อนาคตของเด็กและเยาวชนที่ถูกทำลายไปแล้ว
อาจไม่สามารถเรียกคืนกลับมาได้อีก
เมื่อ
“อุดมการณ์” ถูกนำมาใช้เพื่อความรุนแรง
คำว่า
“อุดมการณ์” อาจฟังดูยิ่งใหญ่ ดูมีเป้าหมาย
และทำให้คนรุ่นใหม่รู้สึกว่าตนเองกำลังมีส่วนร่วมกับบางสิ่งที่สำคัญ
แต่เราต้องไม่ลืมว่า อุดมการณ์ใด ๆ ก็ตามควรถูกตั้งคำถามได้
โดยเฉพาะเมื่ออุดมการณ์นั้นถูกนำมาใช้เป็นเหตุผลในการทำร้ายผู้อื่น ทำลายทรัพย์สิน
หรือผลักดันให้เยาวชนต้องเข้าไปเสี่ยงกับความรุนแรง
เยาวชนจำนวนมากอาจยังอยู่ในวัยที่กำลังค้นหาความหมายของชีวิต
ต้องการการยอมรับ ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม และต้องการรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า
จุดนี้เองที่อาจกลายเป็นช่องว่างให้บางคนเข้ามาชักจูง ผ่านคำพูด เรื่องเล่า
หรือการสร้างภาพว่า การเสียสละเพื่อเป้าหมายบางอย่างคือ “ความกล้าหาญ” หรือ
“เกียรติยศ” แต่เราควรถามกลับว่า ความกล้าหาญจำเป็นต้องแลกด้วยชีวิตหรืออนาคตของเด็กคนหนึ่งจริงหรือ?
คนที่ต้องรับความเสี่ยงจากการตัดสินใจเหล่านั้น
สุดท้ายอาจไม่ใช่คนที่อยู่ไกลตัว แต่เป็นลูก เป็นหลาน เป็นน้อง เป็นเพื่อน
หรือเป็นคนในชุมชนของเราเอง บางคนอาจต้องเผชิญกับคดีความ สูญเสียโอกาสทางการศึกษา
สูญเสียโอกาสในการทำงาน หรือถูกตีตราไปตลอดชีวิต
ขณะที่บางคนอาจต้องสูญเสียสิ่งที่มีค่าที่สุด นั่นคือ ชีวิตของตัวเอง
อย่าให้ความสูญเสียถูกทำให้กลายเป็นเรื่องโรแมนติก
สิ่งหนึ่งที่สังคมต้องระวังคือ
เมื่อความสูญเสียถูกนำไปเล่าต่อในฐานะ “ความเสียสละ”
หรือสร้างเรื่องราวให้ผู้ที่เดินเข้าสู่ความรุนแรงกลายเป็น “วีรบุรุษ”
โดยไม่พูดถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับครอบครัวและคนที่อยู่ข้างหลัง เพราะสำหรับคนเป็นพ่อแม่
ไม่มีคำว่า “วีรบุรุษ” คำไหนสามารถทดแทนลูกที่จากไปได้
ไม่มีคำว่า “อุดมการณ์”
คำไหนสามารถนำเวลาที่เสียไปกลับคืนมาได้
ไม่มีคำว่า “เป้าหมาย”
ใดสามารถลบความเจ็บปวดของพ่อแม่ที่ต้องสูญเสียลูกได้ และไม่มีชัยชนะทางการเมืองใดที่ควรมีราคาคืออนาคตของเยาวชน
เราจึงควรสอนลูกหลานให้รู้จัก
คิด วิเคราะห์ ตั้งคำถาม และตรวจสอบข้อมูล ไม่ใช่เพียงเชื่อคำพูดของใครเพียงเพราะคนคนนั้นพูดด้วยความมั่นใจ
หรือเพราะถูกนำเสนอว่าเป็นผู้เสียสละเพื่อส่วนรวม
การรักบ้านเกิดไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรง
การมีความคิดทางการเมืองไม่จำเป็นต้องเกลียดคนเห็นต่าง
การเรียกร้องความเป็นธรรมไม่จำเป็นต้องทำร้ายผู้บริสุทธิ์
และการเป็นคนกล้า
ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยการเอาชีวิตไปเสี่ยง
เกียรติยศที่แท้จริง
อาจเป็นเรื่องธรรมดากว่าที่คิด
บางครั้งเราอาจถูกทำให้เชื่อว่า
การสร้างชื่อเสียงต้องทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ต้องเสียสละอย่างสุดโต่ง หรือ ต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยการต่อสู้
แต่สำหรับครอบครัวหนึ่ง ๆ เกียรติยศที่แท้จริงอาจเรียบง่ายกว่านั้นมาก คือการได้เห็นลูกหลาน
มีชีวิตอยู่
ได้ไปโรงเรียน
ได้เรียนหนังสือ
ได้ค้นพบสิ่งที่ตัวเองรัก
ได้มีอาชีพสุจริต
ได้ทำงานเลี้ยงตัวเองและครอบครัว
ได้ดูแลพ่อแม่ในวันที่ท่านแก่ชรา
ได้แต่งงานและสร้างครอบครัว
ได้กลับบ้านอย่างปลอดภัยในทุกค่ำคืน
และได้เห็นบ้านเกิดของเราค่อย
ๆ ดีขึ้นในทุกวัน
สิ่งเหล่านี้อาจดูเป็นเรื่องธรรมดา
แต่สำหรับคนเป็นพ่อแม่แล้ว นี่คือความฝันที่ยิ่งใหญ่ที่สุด อนาคตที่ดีของลูกหลาน
ไม่ควรถูกนำไปแลกกับเป้าหมายของใครคนหนึ่ง
ครอบครัวต้องเป็น
“พื้นที่ปลอดภัย” แห่งแรก
การป้องกันไม่ให้เยาวชนถูกดึงเข้าสู่วงจรความรุนแรง
ไม่ใช่หน้าที่ของเจ้าหน้าที่เพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นหน้าที่ของครอบครัว โรงเรียน
ผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนา และคนในสังคมทุกคน
พ่อแม่อาจไม่สามารถรู้ได้ทุกเรื่องว่าลูกกำลังคิดอะไร
หรือพบเจอกับอะไรในโลกออนไลน์และโลกภายนอก แต่สิ่งที่เราทำได้คือ พูดคุยกับเขาให้มากขึ้น
ถามด้วยความห่วงใย
ไม่ใช่ด้วยความหวาดระแวง
รับฟังโดยไม่รีบตัดสิน
เปิดพื้นที่ให้เขากล้าพูดถึงปัญหา
สอนให้รู้จักแยกแยะระหว่างข้อเท็จจริงกับการชักจูง
และทำให้ลูกหลานรู้ว่า
เมื่อเขากำลังมีปัญหา เขายังมีครอบครัวที่พร้อมรับฟังและอยู่ข้างเขา
เพราะบางครั้ง
เด็กไม่ได้ต้องการใครมาสั่งสอน แต่ต้องการใครสักคนที่พร้อมนั่งลงข้าง ๆ แล้วบอกว่า
“มีอะไรคุยกับเราได้ เราจะไม่ทิ้งเธอไว้คนเดียว”
คำพูดง่าย
ๆ เช่นนี้ อาจมีพลังมากกว่าที่เราคิด
อย่าปล่อยให้ใครพรากอนาคตของลูกหลานเรา
วันนี้จึงถึงเวลาที่เราทุกคนต้องช่วยกันตั้งคำถามอย่างมีสติ
เรากำลังสอนอะไรให้คนรุ่นต่อไป?
เรากำลังสร้างอนาคตให้พวกเขา
หรือกำลังปล่อยให้ใครบางคนกำหนดอนาคตแทนพวกเขา?
เรากำลังสอนให้เยาวชนรู้จักแก้ปัญหาด้วยเหตุผลและสันติวิธี
หรือกำลังปล่อยให้ความเกลียดชังและความรุนแรงกลายเป็นคำตอบ?
และที่สำคัญที่สุด
-
เราต้องแลกอนาคตของลูกหลานกับเป้าหมายของใครบางคนจริงหรือ?
คำตอบอาจอยู่ในสิ่งที่เราเห็นทุกวัน
เด็กคนหนึ่งที่ยังอยากเรียนหนังสือ
วัยรุ่นคนหนึ่งที่อยากมีงานทำ
ลูกคนหนึ่งที่อยากกลับมากอดพ่อแม่
หรือเยาวชนคนหนึ่งที่เพียงต้องการโอกาสในการสร้างชีวิตของตัวเอง
พวกเขาไม่ควรต้องกลายเป็นเครื่องมือของใคร
พวกเขาไม่ควรถูกผลักเข้าสู่ความรุนแรงเพียงเพราะใครบางคนต้องการให้พวกเขาเชื่อในเป้าหมายของตน
และชีวิตของพวกเขาไม่ควรถูกใช้เป็น
“ต้นทุน” เพื่อแลกกับความฝันหรือเป้าหมายของคนอื่น
เพราะลูกหลานของเราไม่ใช่เครื่องมือของใคร
พวกเขาคืออนาคตของครอบครัว
คืออนาคตของชุมชน
และคืออนาคตของบ้านเกิดของเรา
การสร้างสันติสุขอาจไม่ได้เริ่มต้นจากเรื่องยิ่งใหญ่เสมอไป
แต่อาจเริ่มจากโต๊ะอาหารในบ้านหนึ่งหลัง จากบทสนทนาระหว่างพ่อแม่กับลูก
จากครูที่รับฟังนักเรียน หรือจากชุมชนที่ช่วยกันดูแลเด็กคนหนึ่งไม่ให้เดินหลงทาง
อย่ารอจนเกิดความสูญเสียแล้วจึงถามว่า
“ทำไมเราไม่ทำอะไรตั้งแต่แรก”
วันนี้เรายังมีโอกาสที่จะช่วยกันปกป้องพวกเขา
ให้ลูกหลานของเราได้มีสิทธิ์เลือกอนาคตของตัวเอง
ได้เติบโตด้วยความหวัง
ไม่ใช่ความกลัว
ได้เรียนรู้ความแตกต่างโดยไม่ต้องเกลียดกัน
และได้เห็นบ้านเกิดของเราก้าวไปข้างหน้าด้วยสันติวิธี
เพราะท้ายที่สุดแล้ว
-
สิ่งที่เราควรส่งต่อให้คนรุ่นต่อไป
ไม่ใช่วงจรแห่งความรุนแรง แต่คือโอกาสที่จะมีชีวิตที่ดีและอนาคตที่ดีกว่าเดิม
#ปกป้องเยาวชนชายแดนใต้
#หยุดวงจรความรุนแรง #อนาคตลูกหลานต้องมาก่อน
#ไม่ให้เยาวชนเป็นเครื่องมือของใคร #สันติสุขสร้างได้ด้วยมือเรา

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น