วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2569

เอาแล้วไง! เมื่อการกำหนดใจตนเอง ถูกนำมาอ้างเพื่อแบ่งแยกดินแดน

เอาแล้วไง! เมื่อการกำหนดใจตนเอง ถูกนำมาอ้างเพื่อแบ่งแยกดินแดน

ภาพที่ปรากฏพร้อมข้อความ “SELF-DETERMINATION IS A HUMAN RIGHTหรือ “การกำหนดใจตนเองคือสิทธิมนุษยชน” กำลังสะท้อนประเด็นที่สังคมควรตั้งคำถามอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเมื่อแนวคิดดังกล่าวถูกนำเข้าไปเชื่อมโยงกับสถานศึกษา การสร้างความตระหนักรู้ทางการเมือง หรือการนำเสนอแนวคิดเรื่องการแยกดินแดนในพื้นที่ชายแดนใต้

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “การกำหนดใจตนเองเป็นสิทธิมนุษยชนหรือไม่” เพราะในหลักกฎหมายระหว่างประเทศ สิทธิในการกำหนดใจตนเองของประชาชนมีอยู่จริง แต่สิทธิดังกล่าวไม่ได้หมายความโดยอัตโนมัติว่า คนกลุ่มหนึ่งสามารถประกาศแยกดินแดนออกจากรัฐเดิมได้ตามใจชอบ องค์การสหประชาชาติและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติได้อธิบายไว้ว่า สิทธิในการกำหนดใจตนเองครอบคลุมถึงการกำหนดสถานะทางการเมือง ตลอดจนการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ขณะเดียวกัน หลักดังกล่าวไม่ได้รับรอง “สิทธิทั่วไปในการประกาศแยกตัวฝ่ายเดียว” จากรัฐที่มีอธิปไตยอยู่แล้ว

ดังนั้น การหยิบคำว่า “Self-Determinationมาใช้เพียงคำเดียว แล้วสรุปทันทีว่า “การแยกดินแดนคือสิทธิมนุษยชน” จึงเป็นการลดทอนประเด็นที่มีความซับซ้อนทางกฎหมายและการเมืองอย่างมาก

สิทธิมนุษยชนไม่ใช่บัตรผ่านสำหรับการทำผิดกฎหมาย ประเทศไทยมีกรอบรัฐธรรมนูญของตนเอง และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยกำหนดหลักสำคัญเกี่ยวกับความเป็นรัฐเดียวของประเทศเอาไว้ การถกเถียงเรื่องสิทธิ เสรีภาพ การกระจายอำนาจ หรือรูปแบบการบริหารราชการ จึงต้องดำเนินไปภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญและกฎหมาย

ตรงนี้เองที่สังคมควรแยกให้ออกระหว่าง “สิทธิในการแสดงความคิดเห็น” กับ “การใช้ความรุนแรงเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมือง

ประชาชนทุกคนควรมีพื้นที่ในการพูดถึงปัญหาของตนเอง สามารถเสนอการกระจายอำนาจ สามารถวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล สามารถเสนอรูปแบบการบริหารพื้นที่ที่แตกต่าง และสามารถเรียกร้องให้รัฐแก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรมได้ ตราบเท่าที่การดำเนินการนั้นอยู่ภายใต้กฎหมายและไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น

แต่เมื่อใดก็ตามที่การเคลื่อนไหวทางการเมืองเปลี่ยนจากการใช้เหตุผลและกระบวนการสันติ ไปสู่การข่มขู่ ทำร้ายประชาชน วางระเบิด ลอบยิง หรือใช้ความรุนแรงเพื่อบังคับให้รัฐยอมรับข้อเรียกร้อง เมื่อนั้นไม่ควรนำคำว่า “สิทธิมนุษยชน” มาใช้เป็นเกราะกำบังให้กับความรุนแรง

เพราะสิทธิมนุษยชนไม่ได้มีไว้สำหรับคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่มีไว้สำหรับทุกคน รวมถึงเด็ก นักเรียน ครู ผู้ปกครอง เจ้าหน้าที่รัฐ พระสงฆ์ ผู้นำศาสนา พ่อค้าแม่ค้า และประชาชนธรรมดาที่ต้องการใช้ชีวิตอย่างปลอดภัย

สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ “สถานศึกษา” สถานศึกษาไม่ควรเป็นพื้นที่สำหรับการปลูกฝังความเกลียดชัง หรือการทำให้เด็กและเยาวชนเชื่อว่าความรุนแรงเป็นเครื่องมือที่ชอบธรรมในการแก้ไขความขัดแย้ง

โรงเรียนและมหาวิทยาลัยควรเป็นพื้นที่แห่งการตั้งคำถาม การเรียนรู้ประวัติศาสตร์อย่างรอบด้าน การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการฝึกคิดอย่างมีเหตุผล

หากมีการนำแนวคิดเรื่องการแบ่งแยกดินแดนเข้าไปในสถานศึกษา สิ่งที่สังคมควรเรียกร้องไม่ใช่การปิดกั้นทุกความคิดเห็น แต่ควรเรียกร้องให้มีการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมาว่า สิ่งที่ถูกนำเสนอเป็น “ความรู้” หรือเป็น “การโฆษณาชวนเชื่อ” มีการนำเสนอข้อมูลครบทุกด้านหรือไม่ มีการเปิดพื้นที่ให้ความคิดเห็นที่แตกต่างหรือไม่ และมีการแยกอย่างชัดเจนหรือไม่ระหว่าง “การศึกษาปัญหาความขัดแย้ง” กับ “การสนับสนุนความรุนแรง” เพราะการศึกษาที่แท้จริงต้องสอนให้เด็กคิดด้วยตนเอง ไม่ใช่สอนให้เด็กเกลียดคนที่คิดต่าง

อย่าเหมารวม “คนเห็นต่าง” กับ “ผู้ก่อความรุนแรง” อีกประเด็นที่ต้องระมัดระวังคือ การวิพากษ์แนวคิดแบ่งแยกดินแดนไม่ควรกลายเป็นการเหมารวมประชาชนทั้งกลุ่ม

คนที่ต้องการการกระจายอำนาจ คนที่เรียกร้องความเป็นธรรม คนที่ต้องการรักษาภาษาและวัฒนธรรมท้องถิ่น หรือคนที่มีความคิดเห็นทางการเมืองแตกต่างจากรัฐบาล ไม่ควรถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้ายเพียงเพราะมีความคิดเห็นไม่เหมือนกัน

ในทางกลับกัน ผู้ที่ใช้ความรุนแรงก็ไม่ควรนำคำว่า “สิทธิมนุษยชน” มาอ้างเพื่อให้การกระทำของตนดูชอบธรรม

สองเรื่องนี้ต้องแยกออกจากกันให้ชัดเจน เพราะหากเราเหมารวมทุกคนที่เห็นต่างว่าเป็นศัตรู เราก็จะทำลายพื้นที่ประชาธิปไตยเสียเอง และหากเราเรียกการใช้ความรุนแรงว่าเป็น “สิทธิ” เราก็กำลังทำลายหลักสิทธิมนุษยชนเสียเองเช่นกัน

แล้วประชาชนจะทำอย่างไร? คำตอบไม่ใช่การใช้ความรุนแรงตอบโต้ความรุนแรง คำถามในลักษณะว่า “ถ้าคนกลุ่มหนึ่งอ้างสิทธิในการแยกดินแดน เราจะมีสิทธิกำจัดเขาหรือไม่?” ไม่ควรถูกตอบด้วยการสนับสนุนให้ใครใช้กำลังนอกกฎหมาย เพราะหลักนิติรัฐต้องใช้กฎหมายกับทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้ก่อเหตุ ผู้สนับสนุน หรือเจ้าหน้าที่รัฐ

หากบุคคลใดกระทำความผิด ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม มีการสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน และพิสูจน์ความผิดตามกฎหมาย ไม่ใช่เปิดทางให้ประชาชนลงโทษกันเอง

นี่ต่างหากคือหลักที่ทำให้สังคมแตกต่างจากสังคมที่ใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องตัดสิน

ประเทศไทยสามารถต่อสู้กับการก่อความรุนแรงได้อย่างเข้มแข็ง โดยไม่จำเป็นต้องละทิ้งหลักนิติธรรม และสามารถปกป้องบูรณภาพแห่งดินแดนได้ โดยไม่จำเป็นต้องปิดกั้นสิทธิในการแสดงความคิดเห็น

สิทธิ ต้องมาพร้อมความรับผิดชอบ คำว่า “Self-Determinationไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเพียงคำสวยหรูเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับเป้าหมายทางการเมืองใดเป้าหมายหนึ่ง

สิทธิในการกำหนดอนาคตของประชาชนต้องพิจารณาควบคู่กับสิทธิของประชาชนคนอื่น ความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัย และกรอบกฎหมายของรัฐด้วย

แม้หลักสิทธิในการกำหนดใจตนเองจะได้รับการรับรองในกฎหมายระหว่างประเทศ แต่เอกสารของสหประชาชาติเองก็แยกแยะระหว่างสิทธิดังกล่าวกับการประกาศแยกตัวฝ่ายเดียว และย้ำถึงการเคารพบูรณภาพแห่งดินแดนและเอกภาพทางการเมืองของรัฐที่ดำเนินการตามหลักความเสมอภาคและการเป็นตัวแทนของประชาชนโดยไม่เลือกปฏิบัติ

ดังนั้น สังคมไทยจึงควรเปิดพื้นที่ให้มีการถกเถียงเรื่องอนาคตของประเทศอย่างมีเหตุผล แต่ต้องไม่ยอมให้คำว่า “สิทธิมนุษยชน” กลายเป็นเครื่องมือบิดเบือนความหมายของสิทธิ หรือเป็นข้ออ้างในการทำร้ายผู้บริสุทธิ์

เด็กและเยาวชนควรได้รับการศึกษาเพื่อให้รักการคิด รักการตั้งคำถาม และเคารพความแตกต่าง ไม่ใช่ถูกผลักเข้าสู่ความขัดแย้งที่พวกเขาไม่ได้เป็นผู้ก่อขึ้น

ท้ายที่สุดแล้ว หากเราต้องการเห็นชายแดนใต้มีอนาคตที่สงบ ประชาชนทุกศาสนาและทุกชาติพันธุ์สามารถอยู่ร่วมกันได้ สิ่งที่ควรสร้างไม่ใช่ความเกลียดชัง แต่คือความเข้าใจ ความยุติธรรม การพัฒนา และกระบวนการทางการเมืองที่อยู่ภายใต้กฎหมาย

สิทธิมนุษยชนต้องปกป้องชีวิต ไม่ใช่ถูกนำมาใช้เพื่อทำลายชีวิต การเห็นต่างทางการเมืองไม่ใช่อาชญากรรม แต่ความรุนแรงต่อผู้บริสุทธิ์ก็ไม่ควรถูกทำให้กลายเป็น “สิทธิ” เพียงเพราะมีคำสวยหรูมารองรับ

#สิทธิมนุษยชน

#SelfDetermination

#การกำหนดใจตนเอง

#ชายแดนใต้

#ความรุนแรง

#นิติรัฐ

#ประเทศไทย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น