วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

รับสารภาพต่อหน้าแม่ ผมเป็นเปอมูดอ BRN

รับสารภาพต่อหน้าแม่ “ผมเป็นเปอมูดอ BRN”

เสียงสะอื้นของลูกชาย กับน้ำตาของแม่ ที่สะท้อนความสูญเสียจากความรุนแรง

ภาพของชายหนุ่มคนหนึ่งที่ร่ำไห้โผเข้ากอดครอบครัว พร้อมเอ่ยคำสารภาพต่อหน้าแม่ว่า “ผมเป็นเปอมูดอ BRN กลายเป็นภาพสะเทือนใจที่สังคมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ต่างพูดถึงอย่างกว้างขวาง

ไม่มีแม่คนไหนอยากเห็นลูกเดินเข้าสู่เส้นทางความรุนแรง และไม่มีครอบครัวใดอยากเห็นคนที่ตนรักต้องตกอยู่ในวังวนของความเกลียดชัง การปลุกระดม และการสูญเสียอนาคต

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับเหตุลอบวางระเบิดปั๊มน้ำมันหลายจุดในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ระหว่างกระบวนการซักถาม ชายหนุ่มรายนี้ได้เปิดใจต่อหน้าแม่และครอบครัว พร้อมยอมรับว่า ตนเองเข้าไปเกี่ยวข้องกับขบวนการ BRN และร่วมก่อเหตุเพราะถูกชักจูงทางความคิดมาเป็นเวลานาน

สิ่งที่น่าเศร้าที่สุดไม่ใช่เพียงคำสารภาพ แต่คือเรื่องราวเบื้องหลังของการถูกปลูกฝังความเกลียดชัง จนเยาวชนคนหนึ่งเชื่อว่าความรุนแรงคือ “ทางออก

เขาเล่าว่า ตลอดช่วงวัยรุ่น ได้รับการปลูกฝังแนวคิดผ่านเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ การบิดเบือนข้อเท็จจริง และการใช้ประเด็นอัตลักษณ์ชาติพันธุ์และศาสนาเพื่อสร้างความรู้สึกแบ่งแยก ถูกทำให้มองเจ้าหน้าที่รัฐและประเทศไทยในฐานะ “ศัตรู” จนค่อย ๆ ซึมซับความคิดสุดโต่งโดยไม่รู้ตัว

กระบวนการเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่ค่อย ๆ บ่มเพาะผ่านกลุ่มปิด การพบปะลับ การชักชวนโดยบุคคลใกล้ตัว รวมถึงกิจกรรมบางอย่างที่แอบแฝงการปลุกระดมทางความคิด

จากเด็กคนหนึ่งที่เคยมีครอบครัว มีอนาคต และมีความฝัน กลับถูกผลักเข้าสู่เส้นทางแห่งความรุนแรงโดยคนที่อ้างว่า “ต่อสู้เพื่ออุดมการณ์

แต่สุดท้าย คนที่ต้องเจ็บปวดที่สุดกลับไม่ใช่แกนนำที่คอยปลุกระดม

หากเป็นพ่อแม่ ครอบครัว และประชาชนผู้บริสุทธิ์ในพื้นที่

เสียงร้องไห้ของแม่ในวันนั้น อาจเป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุดว่า ความรุนแรงไม่เคยนำพาความสุขมาสู่ใครเลย

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พื้นที่ชายแดนใต้ต้องเผชิญเหตุสูญเสียซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้นำศาสนา ครู เด็ก และประชาชนทั่วไป ต่างตกเป็นเหยื่อของเหตุการณ์ความไม่สงบ หลายครอบครัวสูญเสียคนที่รัก หลายเด็กเติบโตขึ้นท่ามกลางความหวาดกลัว

สิ่งที่น่ากังวลคือ การใช้ศาสนา และอัตลักษณ์เป็นเครื่องมือสร้างความเกลียดชัง ซึ่งขัดต่อหลักคำสอนที่แท้จริงของทุกศาสนา โดยเฉพาะศาสนาอิสลามที่สอนเรื่องเมตตา สันติ และการเคารพคุณค่าชีวิตมนุษย์

อิสลามไม่ใช่ศาสนาแห่งความรุนแรง และชาวมลายูมุสลิมจำนวนมากในพื้นที่ก็เลือกยืนหยัดอยู่กับสันติภาพ การอยู่ร่วมกัน และการปฏิเสธการใช้ความรุนแรง

คำสารภาพของชายหนุ่มคนนี้ จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของผู้ก่อเหตุคนหนึ่ง แต่เป็นสัญญาณเตือนสำคัญต่อสังคม ว่าเยาวชนจำนวนมากอาจกำลังตกเป็นเป้าหมายของการชักจูงทางความคิด หากสังคมไม่ช่วยกันสร้างภูมิคุ้มกันที่ถูกต้อง

ครอบครัว สถานศึกษา ผู้นำศาสนา และชุมชน ล้วนมีบทบาทสำคัญในการป้องกันไม่ให้เยาวชนหลงเข้าสู่แนวทางสุดโต่ง

การเปิดพื้นที่พูดคุยอย่างเข้าใจ

การให้ความรู้ด้านศาสนาอย่างถูกต้อง

การสร้างโอกาสทางการศึกษาและอาชีพ

รวมถึงการส่งเสริมการอยู่ร่วมกันท่ามกลางความหลากหลาย คือแนวทางที่จะช่วยลดเงื่อนไขของความรุนแรงได้อย่างยั่งยืน

ประเทศไทยเป็นสังคมที่มีความหลากหลายทั้งเชื้อชาติ ภาษา และศาสนา ผู้คนสามารถอยู่ร่วมกันได้ภายใต้ความแตกต่าง หากทุกฝ่ายเลือกใช้เหตุผลแทนความเกลียดชัง และเลือกสันติวิธีแทนการใช้อาวุธ

ภาพลูกชายกอดแม่พร้อมน้ำตาแห่งความสำนึกผิดในวันนั้น

อาจสายเกินไปสำหรับบางสิ่ง แต่ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ ที่ทำให้สังคมตระหนักว่า “ความรุนแรงไม่เคยสร้างอนาคต มีเพียงสันติภาพเท่านั้น ที่จะรักษาผู้คนและบ้านเกิดเอาไว้ได้

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น