วันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

แทนที่เราจะกลัวระแวง ทำไมเราไม่ส่งเสริมความเข้าใจอันดีที่ยั่งยืน

ประเทศไทยเป็นดินแดน ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ศาสนา และวิถีชีวิตของผู้คน แต่สิ่งหนึ่งที่คนไทยทุกคนมีร่วมกันคือ การอยู่ภายใต้ผืนแผ่นดินเดียวกัน อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนทุกหมู่เหล่า ไม่ว่าจะเป็นไทยพุทธ ไทยมุสลิม ไทยคริสต์ ไทยซิกข์ หรือศาสนาอื่น ๆ ที่อาศัยอยู่ร่วมกันในสังคมไทย ทุกคนต่างมีสิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนาและปฏิบัติตามหลักคำสอนของตนเองอย่างเสรี ภายใต้กรอบของกฎหมายและความสงบเรียบร้อยของสังคม นับเป็นความโชคดีอย่างยิ่งที่เราได้เกิดมาบนแผ่นดินไทย ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถดำรงชีวิตตามความเชื่อและศรัทธาของตนได้โดยไม่มีการแบ่งแยกหรือกีดกัน

สังคมไทยถือเป็นตัวอย่างของสังคมพหุวัฒนธรรมที่งดงาม ผู้คนต่างศาสนา ต่างภาษา ต่างวิถีชีวิต สามารถอยู่ร่วมกันได้ด้วยความเคารพ ซึ่งกันและกัน เราอาจเห็นภาพของชุมชนที่มีวัด มัสยิด และโบสถ์ตั้งอยู่ไม่ไกลกัน ชาวบ้านช่วยเหลือกันในงานบุญ งานศาสนา และกิจกรรมของชุมชนโดยไม่แบ่งแยกศาสนา สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึง “ความเข้าใจเขา เข้าใจเรา” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ การส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม และสนับสนุนกิจกรรมด้านศีลธรรมของทุกศาสนา จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยสร้างสังคมที่สงบสุข มั่นคง และยั่งยืน

ในหลายประเทศทั่วโลก ยังปรากฏปัญหาความขัดแย้งด้านศาสนา ความเชื่อ และความไม่เท่าเทียมในสังคม บางแห่งเกิดความรุนแรงจากความแตกต่างทางศาสนา จนประชาชนไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสงบสุข แต่ประเทศไทยยังคงเปิดพื้นที่ให้ทุกศาสนาสามารถประกอบพิธีกรรมทางศาสนา มีองค์กรทางศาสนา มีผู้นำศาสนา และมีบทบาทในการพัฒนาสังคมร่วมกันได้อย่างเสรี สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับเสรีภาพทางศาสนา และการเคารพในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง

กรณี ของอุสตาสจากประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซีย ซึ่งเคยปราศรัยเกี่ยวกับปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เมื่อช่วงปี พ.ศ. 2554–2555 จนเกิดกระแสดราม่าว่า เข้าข้างกลุ่มก่อความไม่สงบหรือสนับสนุนกลุ่ม BRN นั้น แท้จริงอาจเกิดจากความเข้าใจ ที่ไม่ครบถ้วนเกี่ยวกับสถานการณ์ในพื้นที่ เพราะปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีความซับซ้อนและละเอียดอ่อน มีทั้งประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ได้รับผลกระทบ มีเจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ และมีกลุ่มผู้ก่อความรุนแรงที่สร้างความสูญเสียแก่ผู้คนในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้หญิง ครู หรือประชาชนทั่วไป ซึ่งล้วนเป็นผู้บริสุทธิ์ทั้งสิ้น กลายเป็นกระแส เมื่อมีการนำอุซปตาด 2 ท่านนี้ มีปั่นในโลกโซเชียล กล่าวหาว่า เข้ามาปลุกระดมคน 3 จังหวัดชายแดนใต้ และทั้ง 2 ท่าน คือ

1. ทางซ้าย อุซตาด อับดุล โซมัด (Ustaz Abdul Somad – UAS) สัญชาติ: อินโดนีเซีย

ประวัติสังเขป : เป็นนักวิชาการศาสนาอิสลาม (Preacher) ชาวอินโดนีเซียที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ โดดเด่นด้วยลีลาการบรรยายที่กระชับ ชัดเจน และมักสอดแทรกอารมณ์ขัน ทำให้เข้าถึงคนทุกเพศทุกวัย มีผู้ติดตามผ่านสื่อโซเชียลมีเดียเป็นจำนวนมหาศาล ทั้งในอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย โดยเฉพาะในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ท่านมักจะเดินทางมาบรรยายธรรมในพื้นที่ภาคใต้ของไทยอยู่บ่อยครั้ง

2. ทางขวา อุซตาด อัซฮัร อิดรุส (Ustaz Azhar Idrus – UAI) สัญชาติ: มาเลเซีย

ประวัติสังเขป : เป็นหนึ่งในนักบรรยายธรรมชาวมาเลเซียที่มีอิทธิพล และได้รับความนิยมสูงสุด ท่านมีรูปแบบการสอนที่ไม่เหมือนใคร โดยมักใช้วิธีการตอบคำถามศาสนาในรูปแบบที่เข้าใจง่าย สนุกสนาน และตรงไปตรงมา โดยใช้สำเนียงมลายูท้องถิ่นรัฐตรังกานู ทำให้เป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่คนรุ่นใหม่และบุคคลทั่วไป ท่านมักจะบรรยายควบคู่กับนักวิชาการท่านอื่น (Duo) และมีอิทธิพลทางความคิดต่อมุสลิมในภูมิภาคนี้เป็นอย่างมาก

ทั้งสองท่าน คือสุดยอดนักบรรยายศาสนาที่มีชื่อเสียงที่สุดในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งการมาปรากฏตัวคู่กันในงานเดียวกัน (เช่นในพื้นที่ปัตตานี) มักจะดึงดูดผู้คนให้มาร่วมฟังเป็นจำนวนมาก

2 ท่านนี้ปลุกปั่นการญิฮาดหรือไม่

การบรรยายของ UAS (อับดุล โซมัด) และ UAI (อัซฮัร อิดรุส) ที่เกี่ยวข้องกับประเด็น “ปัตตานี” และ “จีฮาด” ทั้งสองท่านมีจุดยืนที่น่าสนใจและส่งผลต่อความรู้สึกของคนในพื้นที่อย่างมาก

1. มุมมองต่อ “ปัตตานี”

ทั้ง UAS และ UAI มองปัตตานีในฐานะ “ดินแดนแห่งอูลามาอ์” (Land of Scholars) และมีสายสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ที่แนบแน่นกับโลกมลายู:

UAS (อินโดนีเซีย) : มักจะยกย่องปัตตานีว่า เป็นศูนย์กลางการศึกษาอิสลามที่ยิ่งใหญ่ในอดีต (เช่น การกล่าวถึง เชคดาวูด อัล-ฟาฏอนี)

การมาบรรยายของเขาที่ปัตตานีมักเน้นเรื่อง “การรักษาอัตลักษณ์อิสลาม” และการให้กำลังใจชาวมุสลิมให้ยืนหยัดในความศรัทธาท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง

UAI (มาเลเซีย) : เนื่องจากเป็นชาวมาเลเซีย และใช้ภาษาท้องถิ่นที่ใกล้เคียงกัน เขาจึงมีความใกล้ชิดกับคนในพื้นที่มาก การบรรยายของเขาจะเน้นเรื่อง “ความเป็นพี่น้อง” (Ukhuwah) และการทำนุบำรุงศาสนาในท้องถิ่นให้เข้มแข็ง

2. การตีความเรื่อง “จีฮาด” (Jihad)

ทั้งสองท่านมักถูกตั้งคำถามในประเด็นนี้ ซึ่งโดยส่วนใหญ่พวกเขาวางกรอบการบรรยายไว้ในเชิง “วิชาการ” และ “การขัดเกลาตนเอง

จีฮาด คือการต่อสู้กับกิเลส (Jihad al-Nafs): ทั้งคู่เน้นย้ำว่าการจีฮาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการชนะใจตนเอง การรักษาละหมาด และการออกห่างจากสิ่งอบายมุข ซึ่งเป็นรากฐานของสังคมที่เข้มแข็ง

จีฮาดทางการศึกษา: การส่งเสริมให้เยาวชนมุสลิมปัตตานีมีความรู้ทั้งทางโลกและทางธรรม เพื่อให้สามารถพัฒนาพื้นที่และปกป้องสิทธิของตนเองได้ด้วยสติปัญญา

จีฮาดในความหมายของการปกป้องสิทธิ: ในบางวาระอาจมีการพูดถึงการรักษาความยุติธรรมและการปกป้องศาสนา แต่ทั้งสองท่านมักจะ หลีกเลี่ยง การสนับสนุนความรุนแรงสุดโต่ง และมักจะเน้นย้ำว่าการทำจีฮาดต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ถูกต้องตามหลักนิติศาสตร์อิสลาม (Fiqh) เท่านั้น

3. อิทธิพลต่อสังคม

การมาบรรยายของทั้งคู่มีผลอย่างมากในการ “รวมใจ” ผู้คน ทำให้คนในพื้นที่รู้สึกว่าปัตตานีไม่ได้ถูกโดดเดี่ยว แต่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมมุสลิมโลกที่สำคัญ

งานบรรยายของพวกเขามักมีคนร่วมฟังหลักหมื่นถึงหลักแสนคน ซึ่งช่วยกระตุ้นให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจหลักการศาสนามากขึ้น

สรุปคือ ทั้ง UAS และ UAI ไม่ได้มาเพื่อปลุกระดมให้เกิดความขัดแย้ง แต่เน้นไปที่การ “ฟื้นฟูศรัทธา” และการรักษา “มรดกทางวิชาการ” ของปัตตานีให้คงอยู่ต่อไปมากกว่า

และการที่อุสตาสทั้งสองท่านได้มีโอกาสเดินทางมาเยี่ยมเยือนพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ในครั้งนี้ จึงถือเป็นโอกาสอันดีที่จะได้เห็นข้อเท็จจริงด้วยสายตาของตนเอง ได้สัมผัสวิถีชีวิตของผู้คนในพื้นที่ ได้เห็นสังคมพหุวัฒนธรรมที่ชาวไทยพุทธและไทยมุสลิมยังคงใช้ชีวิตร่วมกัน มีการดำเนินกิจกรรมทางศาสนาอย่างเสรี มีคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด มีโรงเรียนสอนศาสนา มีเจ้าหน้าที่รัฐที่นับถือศาสนาอิสลาม และมีการสนับสนุนกิจกรรมทางศาสนาอย่างต่อเนื่อง สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยไม่ได้ปิดกั้นหรือกดขี่ชนชาติหรือศาสนาใดตามที่บางกลุ่มกล่าวอ้าง

แน่นอนว่าในทุกสังคมอาจมีปัญหาหรือข้อบกพร่องเกิดขึ้นได้ แต่การมองปัญหาเพียงด้านเดียวโดยไม่เข้าใจบริบททั้งหมด อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและสร้างภาพลักษณ์ที่ไม่เป็นธรรมต่อประเทศ การรับฟังข้อมูลจากหลายฝ่าย และการลงมาสัมผัสความจริงด้วยตนเอง จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะช่วยให้เกิดมุมมองที่รอบด้าน และนำไปสู่ความเข้าใจที่ถูกต้องมากขึ้น

ภาครัฐและประชาชน ควรใช้โอกาสนี้ในการสร้างความสัมพันธ์อันดี เปิดพื้นที่พูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และพาแขกผู้มาเยือนได้เห็นถึงความงดงามของสังคมไทยที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ควรส่งเสริมให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในกิจกรรมสร้างสรรค์ ทั้งด้านศาสนา การศึกษา และการพัฒนาสังคม เพื่อสร้างความไว้วางใจและความเข้าใจซึ่งกันและกัน เพราะการระแวงหรือการตัดสินกันจากข้อมูลเพียงบางส่วน อาจนำไปสู่ความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศโดยไม่จำเป็น

ท้ายที่สุด สิ่งสำคัญที่สุดคือการร่วมมือกันสร้างสังคมแห่งสันติภาพ ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด ทุกคนต่างต้องการความสงบสุข ความปลอดภัย และอนาคตที่ดีให้แก่ลูกหลานของตน การยึดมั่นในคุณธรรม จริยธรรม และหลักศีลธรรมของแต่ละศาสนา จะช่วยหล่อหลอมให้สังคมไทยยังคงเป็นแผ่นดินแห่งความเมตตา ความเข้าใจ และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสืบต่อไป เราจึงควรภาคภูมิใจและเห็นคุณค่าของการได้เกิดมาเป็นคนไทย บนผืนแผ่นดินที่เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถดำรงชีวิตตามความเชื่อของตนเองได้อย่างเสรี ภายใต้ความหลากหลายที่งดงามและความเป็นหนึ่งเดียวของชาติไทย.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น