“ชะฮีด”
ในอิสลาม : ความจริงทางศาสนา กับการแอบอ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมแก่ความรุนแรง
เหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังคงเป็นประเด็นที่สร้างความเจ็บปวดและความสับสนแก่สังคม
โดยเฉพาะเมื่อมีผู้พยายามนำหลักคำสอนทางศาสนาอิสลาม มาเชื่อมโยงกับการกระทำที่ใช้ความรุนแรงต่อผู้บริสุทธิ์
หนึ่งในคำที่ถูกนำมาใช้บ่อยครั้งเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำดังกล่าวคือคำว่า
“ชะฮีด” (Shahid)
กรณีการเสียชีวิตของ
นายมะสะกรีฯ อายุ 26 ปี ผู้ต้องสงสัยเป็นสมาชิกกลุ่มก่อเหตุรุนแรง
ซึ่งเสียชีวิตจากการปะทะกับเจ้าหน้าที่หลังจากขับรถแหกด่านตรวจความมั่นคงในพื้นที่
ต.ท่ากำชำ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี และมีการใช้อาวุธปืนยิงใส่โดรน
รวมทั้งขว้างระเบิดแสวงเครื่องเข้าใส่เจ้าหน้าที่นั้น
ได้ถูกนำมาเชื่อมโยงโดยบางกลุ่มว่าเป็น “การตายแบบชะฮีด”
อย่างไรก็ตาม
การกล่าวเช่นนั้น เป็นการบิดเบือนหลักคำสอนของศาสนาอิสลามอย่างร้ายแรง
และสร้างความเข้าใจผิดต่อสาธารณชน
โดยเฉพาะต่อเยาวชนและประชาชนที่อาจไม่ได้ศึกษาหลักศาสนาอย่างลึกซึ้ง
ความหมายที่แท้จริงของ
“ชะฮีด” ในอิสลาม
ในหลักศาสนาอิสลาม
คำว่า ชะฮีด (Shahid)
หมายถึง “ผู้เสียชีวิตในหนทางของอัลลอฮ์”
ซึ่งมีเงื่อนไขที่ชัดเจนและเคร่งครัด
ไม่ใช่ใครก็ตามที่เสียชีวิตจากการต่อสู้จะถูกนับว่าเป็นชะฮีด
นักวิชาการอิสลามอธิบายว่า
ผู้ที่จะได้รับสถานะชะฮีดต้องมีเงื่อนไขสำคัญ เช่น
- การต่อสู้ต้องเป็น
การปกป้องตนเอง ศาสนา หรือผู้บริสุทธิ์จากการรุกราน
- ไม่ใช่ผู้ที่เป็นฝ่ายเริ่มก่อความรุนแรงก่อน
- ไม่เกี่ยวข้องกับการฆ่าผู้บริสุทธิ์
เด็ก สตรี คนชรา หรือประชาชนทั่วไป
- ไม่มีเจตนาส่วนตัว
เช่น ความแค้น ผลประโยชน์ หรืออุดมการณ์ที่บิดเบือน
ในประวัติศาสตร์อิสลาม
แม้ในภาวะสงคราม ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม)
ยังได้กำชับอย่างชัดเจนว่า
- ห้ามฆ่าเด็ก
- ห้ามฆ่าสตรี
- ห้ามฆ่าคนชรา
- และห้ามทำลายบ้านเรือนหรือทรัพย์สินของประชาชน
หลักการเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า อิสลามให้ความสำคัญกับการคุ้มครองชีวิตมนุษย์อย่างสูงสุด "การก่อความรุนแรงต่อผู้บริสุทธิ์ ไม่ใช่หนทางของอิสลาม"
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ หลายครั้ง ในช่วงที่ผ่านมา
ไม่ว่าจะเป็นการลอบวางระเบิด การโจมตีสถานที่สาธารณะ
หรือการทำร้ายเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่
ล้วนส่งผลกระทบต่อประชาชนธรรมดาที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง
พฤติกรรมเช่นนี้
ขัดกับหลักศาสนาอิสลามอย่างชัดเจน
เพราะอิสลามถือว่าการฆ่ามนุษย์ผู้บริสุทธิ์เป็นบาปใหญ่ อัล-กุรอานได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า
“ผู้ใดฆ่าชีวิตหนึ่งโดยไม่ใช่เพราะการฆ่าคนหรือการก่อความเสียหายในแผ่นดิน
เสมือนว่าเขาได้ฆ่ามนุษย์ทั้งมวล”
หลักคำสอนนี้แสดงให้เห็นว่าการทำร้ายผู้บริสุทธิ์
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลทางการเมืองหรือการอ้างศาสนาใด ๆ
เป็นสิ่งที่ศาสนาอิสลามประณามอย่างเด็ดขาด
กรณี
“มะสะกรี” กับข้อเท็จจริงที่ปรากฏ
จากข้อมูลการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่
พบว่า นายมะสะกรีฯ มีประวัติเกี่ยวข้องกับกลุ่มก่อเหตุรุนแรงในระดับปฏิบัติการ
และมีความเชื่อมโยงกับเหตุการณ์วินาศกรรมหลายพื้นที่
รวมทั้งเหตุระเบิดในจังหวัดท่องเที่ยวฝั่งอันดามัน
นอกจากนี้
ในเหตุการณ์ล่าสุดยังพบว่า มีการ ขับรถแหกด่านตรวจของเจ้าหน้าที่, ใช้อาวุธปืนยิงใส่โดรนของเจ้าหน้าที่
และขว้างระเบิดแสวงเครื่องแบบไปป์บอมบ์เพื่อเปิดทางหลบหนี...
ภายในพื้นที่เกิดเหตุ ยังพบอาวุธสงคราม
ปืนเอ็ม16 ปืนพก และระเบิดแสวงเครื่อง
อาวุธเอ็ม16
ที่ตรวจยึดได้ ยังถูกระบุว่า เป็นกระบอกเดียวกับที่ถูกปล้นไปจากเหตุการณ์โจมตีป้อมตำรวจ
ซึ่งทำให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่
เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงดังกล่าว
บุคคลที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ ไม่เข้าข่ายหลักการของผู้เสียชีวิตในหนทางของศาสนา
และไม่สามารถถูกยกย่องว่าเป็นชะฮีดได้ตามหลักศาสนาอิสลาม
การแอบอ้าง
“ชะฮีด” คือการบิดเบือนศาสนา
การนำคำว่า
“ชะฮีด” มาใช้กับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการก่อเหตุรุนแรง
เป็นการบิดเบือนคำสอนของศาสนาอิสลาม และเป็นการหลอกลวงสังคม
โดยเฉพาะการสร้างความเข้าใจผิดแก่เยาวชน
นักวิชาการศาสนาหลายท่านยืนยันตรงกันว่า การฆ่าผู้บริสุทธิ์เป็น บาปใหญ่ (กะบีเราะห์) "การนำศาสนามาเป็นเครื่องมือเพื่อความรุนแรงถือเป็น การละเมิดหลักศาสนาอย่างร้ายแรง"
ผู้ที่เสียชีวิตจากการกระทำดังกล่าว
ไม่สามารถอ้างสถานะชะฮีดได้
ดังนั้น การพยายามสร้างภาพว่าผู้ก่อเหตุรุนแรงเป็น “วีรบุรุษทางศาสนา” จึงเป็นสิ่งที่ต้องถูก ชี้แจงและปฏิเสธอย่างชัดเจน
แนวทางปฏิบัติตามหลักศาสนา
ในกรณี ที่บุคคลเสียชีวิตจากการกระทำผิด หรือจากการปะทะกันในลักษณะดังกล่าว
หลักศาสนาอิสลามกำหนดให้ดำเนินการเกี่ยวกับศพ เช่นเดียวกับมุสลิมทั่วไป ได้แก่
- การชำระล้างศพ
(อาบน้ำศพ)
- การห่อศพ
- การละหมาดญะนาซะห์
- การฝังศพตามขั้นตอนปกติ
- บุคคลดังกล่าว
ไม่ได้รับสิทธิพิเศษใด ๆ ในฐานะชะฮีด ตามหลักศาสนา
ศาสนาอิสลามคือศาสนาแห่งสันติภาพ
สิ่งสำคัญที่สังคมต้องตระหนักคือ
ศาสนาอิสลามไม่ได้สนับสนุนความรุนแรง แต่เป็นศาสนาที่ส่งเสริมความยุติธรรม
ความเมตตา และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
การแก้ไขปัญหาในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ จึงต้องอาศัยทั้ง
ความเข้าใจทางศาสนาที่ถูกต้อง ความร่วมมือของผู้นำศาสนาและชุมชน การปฏิเสธแนวคิดสุดโต่งที่บิดเบือนคำสอนของศาสนา
เพราะแท้จริงแล้ว ศาสนาไม่เคยเป็นปัญหา แต่การบิดเบือนศาสนาต่างหากที่เป็นปัญหา
สรุปสั้น ๆ
กรณีการเสียชีวิตของนายมะสะกรีฯ จากการปะทะกับเจ้าหน้าที่
เป็นผลจากการกระทำที่ใช้ความรุนแรง และการเลือกต่อสู้ด้วยอาวุธสงคราม
ไม่ใช่การเสียชีวิตในหนทางของศาสนา
การนำคำว่า
“ชะฮีด” มาใช้กับเหตุการณ์ลักษณะนี้จึงเป็นการบิดเบือนหลักคำสอนของอิสลาม
และเป็นการสร้างความเข้าใจผิดอย่างร้ายแรงต่อสังคม
หน้าที่ของชุมชนมุสลิมและผู้นำศาสนาคือ
การชี้แจงความจริงตามหลักศาสนาอย่างตรงไปตรงมา
เพื่อป้องกันไม่ให้ศาสนาอันบริสุทธิ์ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือของความรุนแรง เพราะในอิสลามแล้ว
ชีวิตของมนุษย์มีคุณค่า และการรักษาชีวิตคือหนึ่งในเป้าหมายสำคัญที่สุดของศาสนา.

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น