เหตุไม่สงบในพื้นที่
3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะโทษเบา หรือกฎหมายไม่ขยี้?
พื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้
ได้แก่ Pattani, Yala และ Narathiwat คือพื้นที่ที่ประชาชนจำนวนมากยังคงต้องใช้ชีวิตท่ามกลางความหวาดระแวง
เหตุลอบวางระเบิด การซุ่มยิง และการคุกคามเจ้าหน้าที่รัฐเกิดขึ้นเป็นระยะ
คำถามที่หลายคนตั้งขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือ
เหตุใดกลุ่มก่อความไม่สงบยังกล้าท้าทายรัฐ
ทั้งที่กฎหมายกำหนดโทษร้ายแรงถึงขั้นประหารชีวิต? หรือแท้จริงแล้ว
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “โทษเบา” แต่อยู่ที่ “การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่ถึงราก”
กันแน่
โทษสูงสุดมีอยู่แล้ว
แต่เหตุใดจึงยังไม่ยับยั้ง? ภายใต้ประมวลกฎหมายอาญา ความผิดฐานกบฏตามมาตรา 113
และความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามมาตรา 135/1
มีโทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต กล่าวได้ว่า “ตัวบทกฎหมาย”
ไม่ได้อ่อนแอในเชิงตัวเลข
แต่ในทางปฏิบัติ
การเอาผิดให้ถึงที่สุดกลับเต็มไปด้วยอุปสรรค ไม่ว่าจะเป็น
- การรวบรวมพยานหลักฐานในพื้นที่เสี่ยงภัย
- พยานบุคคลที่ถูกข่มขู่จนไม่กล้าให้การ
- เครือข่ายสนับสนุนที่แฝงตัวอยู่ในชุมชน
- ความหวาดกลัวที่ทำให้ประชาชนไม่กล้าให้ความร่วมมือกับรัฐ
ผลลัพธ์คือ
แม้กฎหมายกำหนดโทษหนัก แต่เมื่อ “จับไม่ได้” หรือ “พิสูจน์ไม่ได้”
โทษสูงสุดก็กลายเป็นเพียงตัวเลขบนหน้ากระดาษ
ช่องว่างสำคัญ:
เครือข่ายสนับสนุนกับโทษที่ไม่สมดุล ขบวนการก่อความไม่สงบจะดำรงอยู่ไม่ได้
หากไม่มี
- ที่พักพิง
- เสบียงอาหาร
- ผู้คอยส่งข่าว
- ผู้นำพาหลบหนี
แต่ความผิดฐานช่วยซ่อนเร้นหรือช่วยเหลือผู้กระทำผิด
ตามมาตรา 189 มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท
ซึ่งเมื่อเทียบกับความสูญเสียจากเหตุระเบิดหนึ่งครั้ง
หรือชีวิตผู้บริสุทธิ์ที่ต้องจบลง โทษดังกล่าวดู “เบา” อย่างยิ่ง
คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นว่า
เมื่อโทษของผู้สนับสนุนต่ำกว่าความเสียหายที่สังคมต้องแบกรับ
เครือข่ายจะยังหวาดกลัวหรือไม่?
บางแนวคิดเสนอว่า
หากกฎหมายยกระดับโทษผู้สนับสนุนให้เทียบเท่าตัวการร่วม เช่น
รับโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิตเช่นเดียวกับผู้วางระเบิด
เครือข่ายที่พักพิงจะหายไป เพราะต้นทุนความเสี่ยงสูงเกินกว่าจะรับได้
อย่างไรก็ตาม
การแก้ไขกฎหมายต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ทั้งด้านสิทธิมนุษยชน
หลักความได้สัดส่วนของโทษ และหลักนิติรัฐ เพื่อไม่ให้การใช้กฎหมายที่เข้มข้น
กลายเป็นการสร้างเงื่อนไขความขัดแย้งใหม่
ปัญหาที่แท้จริง:
กฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์ เพราะบังคับใช้ไม่ถึงราก
กฎหมายจะศักดิ์สิทธิ์
ไม่ใช่เพียงเพราะโทษหนัก
แต่เพราะ “จับจริง
ลงโทษจริง และคุ้มครองคนดีได้จริง”
ในหลายกรณี
คนในพื้นที่ทราบดีว่าใครมีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ไม่กล้าให้ข้อมูล เพราะกลัวการตอบโต้
หากระบบคุ้มครองพยานไม่เข้มแข็งเพียงพอ กฎหมายก็ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ
ยิ่งไปกว่านั้น
หากคดีจำนวนมากสิ้นสุดลงด้วยการยกฟ้องเพราะหลักฐานไม่เพียงพอ
ภาพลักษณ์ของรัฐในสายตาผู้ก่อเหตุอาจกลายเป็น “จับได้ก็รอดได้”
ซึ่งบั่นทอนอำนาจยับยั้งของกฎหมายโดยตรง
ทางออก:
มากกว่าเพิ่มโทษ คือเพิ่มประสิทธิภาพ การยกระดับโทษผู้สนับสนุนอาจเป็นหนึ่งในแนวทาง
แต่ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด สิ่งที่จำเป็นควบคู่กัน ได้แก่
- พัฒนาระบบสืบสวนสอบสวน
ให้ทันสมัย ใช้เทคโนโลยีพิสูจน์หลักฐานเพื่อลดการพึ่งพาพยานบุคคล
- คุ้มครองพยานอย่างจริงจัง
เพื่อให้ประชาชนกล้าให้ข้อมูล
- ตัดวงจรการเงินและเสบียง
ของเครือข่าย
- สร้างความไว้วางใจระหว่างรัฐกับชุมชน
เพราะเมื่อประชาชนเชื่อมั่น กฎหมายจะมีพลังมากกว่าปลายกระบอกปืน
- บังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคและโปร่งใส
ไม่เลือกปฏิบัติ
คำถาม โทษเบา
หรือกฎหมายไม่ขยี้?
คำตอบอาจไม่ใช่
“อย่างใดอย่างหนึ่ง” แต่เป็นทั้งสองส่วนผสมกัน
โทษของผู้สนับสนุนบางฐานความผิดอาจต่ำเกินไปเมื่อเทียบกับผลกระทบที่เกิดขึ้น
ขณะเดียวกัน แม้โทษของตัวการจะสูงสุด แต่หากบังคับใช้ไม่เด็ดขาด
ก็ไม่สามารถยับยั้งการกระทำผิดได้
ท้ายที่สุดแล้ว
ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย ไม่ได้วัดจากจำนวนปีที่กำหนดในบทลงโทษ
แต่วัดจากความสามารถของรัฐในการทำให้ผู้กระทำผิด
“ไม่สามารถลอยนวล” และทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ “รู้สึกปลอดภัย”
เมื่อวันนั้นมาถึง
ไม่ว่าจะโทษหนักหรือเบา กฎหมายก็จะมีผลจริงต่อผู้คิดก่อเหตุ
และพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้จะมีโอกาสก้าวสู่สันติสุขอย่างยั่งยืน

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น