วันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

เหตุไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะโทษเบา หรือกฎหมายไม่ขยี้?

เหตุไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะโทษเบา หรือกฎหมายไม่ขยี้?

พื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ Pattani, Yala และ Narathiwat คือพื้นที่ที่ประชาชนจำนวนมากยังคงต้องใช้ชีวิตท่ามกลางความหวาดระแวง เหตุลอบวางระเบิด การซุ่มยิง และการคุกคามเจ้าหน้าที่รัฐเกิดขึ้นเป็นระยะ คำถามที่หลายคนตั้งขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือ

เหตุใดกลุ่มก่อความไม่สงบยังกล้าท้าทายรัฐ ทั้งที่กฎหมายกำหนดโทษร้ายแรงถึงขั้นประหารชีวิต? หรือแท้จริงแล้ว ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “โทษเบา” แต่อยู่ที่ “การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่ถึงราก” กันแน่

โทษสูงสุดมีอยู่แล้ว แต่เหตุใดจึงยังไม่ยับยั้ง? ภายใต้ประมวลกฎหมายอาญา ความผิดฐานกบฏตามมาตรา 113 และความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามมาตรา 135/1 มีโทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต กล่าวได้ว่า “ตัวบทกฎหมาย” ไม่ได้อ่อนแอในเชิงตัวเลข

แต่ในทางปฏิบัติ การเอาผิดให้ถึงที่สุดกลับเต็มไปด้วยอุปสรรค ไม่ว่าจะเป็น

- การรวบรวมพยานหลักฐานในพื้นที่เสี่ยงภัย

- พยานบุคคลที่ถูกข่มขู่จนไม่กล้าให้การ

- เครือข่ายสนับสนุนที่แฝงตัวอยู่ในชุมชน

- ความหวาดกลัวที่ทำให้ประชาชนไม่กล้าให้ความร่วมมือกับรัฐ

ผลลัพธ์คือ แม้กฎหมายกำหนดโทษหนัก แต่เมื่อ “จับไม่ได้” หรือ “พิสูจน์ไม่ได้” โทษสูงสุดก็กลายเป็นเพียงตัวเลขบนหน้ากระดาษ

ช่องว่างสำคัญ: เครือข่ายสนับสนุนกับโทษที่ไม่สมดุล ขบวนการก่อความไม่สงบจะดำรงอยู่ไม่ได้ หากไม่มี

- ที่พักพิง

- เสบียงอาหาร

- ผู้คอยส่งข่าว

- ผู้นำพาหลบหนี

แต่ความผิดฐานช่วยซ่อนเร้นหรือช่วยเหลือผู้กระทำผิด ตามมาตรา 189 มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท ซึ่งเมื่อเทียบกับความสูญเสียจากเหตุระเบิดหนึ่งครั้ง หรือชีวิตผู้บริสุทธิ์ที่ต้องจบลง โทษดังกล่าวดู “เบา” อย่างยิ่ง

คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นว่า เมื่อโทษของผู้สนับสนุนต่ำกว่าความเสียหายที่สังคมต้องแบกรับ เครือข่ายจะยังหวาดกลัวหรือไม่?

บางแนวคิดเสนอว่า หากกฎหมายยกระดับโทษผู้สนับสนุนให้เทียบเท่าตัวการร่วม เช่น รับโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิตเช่นเดียวกับผู้วางระเบิด เครือข่ายที่พักพิงจะหายไป เพราะต้นทุนความเสี่ยงสูงเกินกว่าจะรับได้

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขกฎหมายต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ทั้งด้านสิทธิมนุษยชน หลักความได้สัดส่วนของโทษ และหลักนิติรัฐ เพื่อไม่ให้การใช้กฎหมายที่เข้มข้น กลายเป็นการสร้างเงื่อนไขความขัดแย้งใหม่

ปัญหาที่แท้จริง: กฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์ เพราะบังคับใช้ไม่ถึงราก

กฎหมายจะศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่เพียงเพราะโทษหนัก

แต่เพราะ “จับจริง ลงโทษจริง และคุ้มครองคนดีได้จริง

ในหลายกรณี คนในพื้นที่ทราบดีว่าใครมีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ไม่กล้าให้ข้อมูล เพราะกลัวการตอบโต้ หากระบบคุ้มครองพยานไม่เข้มแข็งเพียงพอ กฎหมายก็ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

ยิ่งไปกว่านั้น หากคดีจำนวนมากสิ้นสุดลงด้วยการยกฟ้องเพราะหลักฐานไม่เพียงพอ ภาพลักษณ์ของรัฐในสายตาผู้ก่อเหตุอาจกลายเป็น “จับได้ก็รอดได้” ซึ่งบั่นทอนอำนาจยับยั้งของกฎหมายโดยตรง

ทางออก: มากกว่าเพิ่มโทษ คือเพิ่มประสิทธิภาพ การยกระดับโทษผู้สนับสนุนอาจเป็นหนึ่งในแนวทาง แต่ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด สิ่งที่จำเป็นควบคู่กัน ได้แก่

- พัฒนาระบบสืบสวนสอบสวน ให้ทันสมัย ใช้เทคโนโลยีพิสูจน์หลักฐานเพื่อลดการพึ่งพาพยานบุคคล

- คุ้มครองพยานอย่างจริงจัง เพื่อให้ประชาชนกล้าให้ข้อมูล

- ตัดวงจรการเงินและเสบียง ของเครือข่าย

- สร้างความไว้วางใจระหว่างรัฐกับชุมชน เพราะเมื่อประชาชนเชื่อมั่น กฎหมายจะมีพลังมากกว่าปลายกระบอกปืน

- บังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคและโปร่งใส ไม่เลือกปฏิบัติ

คำถาม โทษเบา หรือกฎหมายไม่ขยี้?

คำตอบอาจไม่ใช่ “อย่างใดอย่างหนึ่ง” แต่เป็นทั้งสองส่วนผสมกัน

โทษของผู้สนับสนุนบางฐานความผิดอาจต่ำเกินไปเมื่อเทียบกับผลกระทบที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกัน แม้โทษของตัวการจะสูงสุด แต่หากบังคับใช้ไม่เด็ดขาด ก็ไม่สามารถยับยั้งการกระทำผิดได้

ท้ายที่สุดแล้ว ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย ไม่ได้วัดจากจำนวนปีที่กำหนดในบทลงโทษ

แต่วัดจากความสามารถของรัฐในการทำให้ผู้กระทำผิด “ไม่สามารถลอยนวล” และทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ “รู้สึกปลอดภัย

เมื่อวันนั้นมาถึง ไม่ว่าจะโทษหนักหรือเบา กฎหมายก็จะมีผลจริงต่อผู้คิดก่อเหตุ และพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้จะมีโอกาสก้าวสู่สันติสุขอย่างยั่งยืน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น