นักการเมืองกับเงาทับซ้อนของขบวนการ
BRN
ผลประโยชน์ทางการเมืองท่ามกลางความขัดแย้งในพื้นที่
จชต. ความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.)
เป็นปัญหายืดเยื้อยาวนานที่มีรากฐานซับซ้อน ทั้งมิติประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์ ศาสนา
การเมืองท้องถิ่น โครงสร้างอำนาจ และการพัฒนาที่ไม่ทั่วถึง
ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในรอบหลายทศวรรษไม่เพียงเกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้ใช้ความรุนแรงอย่างขบวนการ
BRN
เท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับเครือข่ายผลประโยชน์ การต่อรอง
และการแข่งขันทางการเมืองในพื้นที่อันละเอียดอ่อนนี้ด้วย
ภายใต้บริบทดังกล่าว
“นักการเมือง” กลายเป็นตัวแสดงสำคัญที่อยู่ท่ามกลางเงาทับซ้อนของปัญหา
เพราะการเมืองท้องถิ่น – การเมืองระดับชาติ - และการเคลื่อนไหวของกลุ่มขบวนการต่าง
ๆ ล้วนมีจุดที่เชื่อมต่อกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
การทำความเข้าใจบทบาทของนักการเมืองจึงเป็นส่วนสำคัญของการทำความเข้าใจพลวัตในพื้นที่
จชต. เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน
หรือถูกดึงเข้าไปในวาทกรรมที่สร้างความแตกแยกมากกว่าแก้ไขปัญหา
1.
เงาทับซ้อนของการเมืองกับปัญหาความมั่นคง
ในพื้นที่ จชต.
การเมืองท้องถิ่นมีความละเอียดอ่อนเป็นพิเศษ
เนื่องจากต้องเผชิญกับแรงกดดันหลายด้าน ได้แก่
- ความต้องการความปลอดภัยของประชาชน
- ความต้องการพื้นที่ทางการเมืองของชุมชนท้องถิ่น
- ความคาดหวังจากภาคส่วนที่ต้องการเห็นสันติภาพ
- ความเคลื่อนไหวของกลุ่มแบ่งแยกดินแดน
- และผลประโยชน์เชิงโครงสร้าง
เช่น งบประมาณความมั่นคง การจัดสรรทรัพยากร และอำนาจต่อรองระหว่างหน่วยงานรัฐ
ผลประโยชน์หลายชั้นเหล่านี้ทำให้เกิด
“เงาทับซ้อน” ที่อาจถูกตีความผิด
หรือถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อกล่าวหาโจมตีกัน แม้ในความเป็นจริง
นักการเมืองส่วนใหญ่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการผู้ใช้ความรุนแรง
แต่ถูกโยงด้วยวาทกรรมหรือการรับรู้ของสังคมซึ่งอ่อนไหวต่อเหตุการณ์ความไม่สงบ
2.
นักการเมืองในพื้นที่: ระหว่างตัวแทนประชาชนกับความคาดหวังด้านสันติภาพ
นักการเมืองในพื้นที่
จชต. มักถูกคาดหวังให้ทำหน้าที่หลายด้านพร้อมกัน ได้แก่
- ดูแลปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านในชีวิตประจำวัน
- ผลักดันงบพัฒนาและโครงสร้างพื้นฐาน
- เป็นสะพานเชื่อมระหว่างรัฐกับประชาชนในพื้นที่
- แสดงบทบาทในการลดความรุนแรง
สนับสนุนสันติภาพ และสร้างความไว้วางใจ
อย่างไรก็ตาม
นักการเมืองจำนวนมากอยู่ในสภาวะที่ “พูดมากก็เสี่ยง พูดน้อยก็ถูกมองว่าละเลย”
เพราะประเด็นความขัดแย้งในพื้นที่ถูกตีความได้ง่ายและถูกหยิบมาใช้ในทางการเมือง
เช่น หากเรียกร้องให้รัฐลดความรุนแรง ก็อาจถูกกล่าวหาว่า
“เอื้อประโยชน์ให้ฝ่ายก่อเหตุ” ในขณะเดียวกัน หากสนับสนุนมาตรการความมั่นคงอย่างเข้มข้น
ก็อาจถูกมองว่าทำร้ายสิทธิชุมชน
แรงกดดันเช่นนี้ทำให้นักการเมืองต้องเดินอยู่บนเส้นบาง
ๆ ระหว่างความหวาดระแวงและความคาดหวังของทุกฝ่ายในพื้นที่
3.
ความพยายามเชื่อมบทบาทการเมืองกับขบวนการ BRN: ความจริง
ความเข้าใจผิด และวาทกรรม
ต้องย้ำอย่างชัดเจนว่า
ไม่มีหลักฐานทางการใดระบุว่านักการเมืองไทยรายใดเกี่ยวข้องกับ
BRN
โดยตรง
แต่สังคมมักตั้งคำถามถึงความเชื่อมโยงนี้ด้วยเหตุผล
3 ประการสำคัญ:
(1)
ความคลุมเครือของข้อมูลในพื้นที่ความขัดแย้ง
สถานการณ์ความรุนแรงหลายเหตุการณ์ไม่มีการเปิดเผยข้อมูลอย่างละเอียด
ทำให้เกิดช่องว่างของข่าวลือ การคาดเดา และการโยงความสัมพันธ์แบบไม่มีหลักฐาน
(2)
ผลประโยชน์ทางการเมืองที่ถูกใช้เป็นวาทกรรมโจมตี
ในช่วงเลือกตั้งหรือช่วงที่การเมืองตึงเครียด
กลุ่มการเมืองบางส่วนอาจนำประเด็น “เอื้อขบวนการ” หรือ “เชื่อมโยง BRN” มาใช้เป็นข้อกล่าวหา แม้ไม่มีหลักฐานชัดเจน
ซึ่งเป็นอันตรายต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและความพยายามสร้างสันติภาพ
(3)
ความหวาดระแวงต่อ ‘ผู้นำท้องถิ่น’ ที่มีคะแนนนิยมสูง
ผู้นำท้องถิ่นที่ได้รับความนิยมในพื้นที่มุสลิมอาจถูกมองว่าใกล้ชิดกลุ่มที่รัฐกังวล
แม้ว่าจะเป็นเพียงความพยายามทำงานให้เข้าถึงชุมชนก็ตาม
การตีความเช่นนี้หลายครั้งเป็นเพียงจินตนาการทางการเมืองมากกว่าเป็นข้อเท็จจริง
การโยงการเมืองกับ
BRN
แบบไร้หลักฐานไม่เพียงทำลายนักการเมืองผู้ตั้งใจทำงาน
แต่ยังบั่นทอนความไว้วางใจระหว่างชุมชนและรัฐ
ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของกระบวนการสันติภาพ
4.
ผลประโยชน์ทางการเมืองท่ามกลางความขัดแย้ง
ในพื้นที่ความขัดแย้ง
ผลประโยชน์ทางการเมืองไม่ได้มีเพียงอำนาจหรือคะแนนเสียง แต่รวมถึง
- งบพัฒนาพื้นที่พิเศษ
- งบความมั่นคง
- ตำแหน่งในโครงสร้างรัฐท้องถิ่น
- ความนิยมของกลุ่มประชากรเป้าหมาย
- การขยายฐานอิทธิพลทางการเมืองและสังคม
ส่วนผลประโยชน์ของกลุ่มขบวนการ
เช่น BRN
ก็มีอีกมิติหนึ่ง คือ
- อำนาจทางพื้นที่
- การสร้างความชอบธรรมทางอุดมการณ์
- การต่อรองกับรัฐ
- การควบคุมกระแสสังคมผ่านความกลัวหรือความหวังสันติภาพ
เมื่อผลประโยชน์ทั้งสองฝ่ายเคลื่อนไหวพร้อมกัน
จึงเกิดภาพว่า “มีเงาทับซ้อน” แม้ในความจริง “นักการเมือง” กับ “กลุ่มผู้ใช้ความรุนแรง”
มักดำเนินไปคนละแนวทางก็ตาม แต่สังคมภายนอกกลับตีความว่าเชื่อมโยงกัน
ซึ่งเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อนอันเกิดจากการมองปัญหาแบบผิวเผิน
5.
ประชาชนคือผู้ได้รับผลกระทบมากที่สุด
ท่ามกลางความวุ่นวายทางการเมืองและความไม่สงบ
ผู้ที่ได้รับผลกระทบที่สุดคือ ประชาชนในพื้นที่ ที่ต้องใช้ชีวิตท่ามกลางความเสี่ยง
ความกลัว และความไม่แน่นอน
- เด็กต้องเดินเรียนผ่านจุดเสี่ยง
- พ่อค้าแม่ค้าต้องกังวลเรื่องเหตุรุนแรง
- เจ้าหน้าที่รัฐต้องเผชิญแรงกดดันมหาศาล
- ครอบครัวที่สูญเสียคนรักต้องแบกความเศร้า
- และชุมชนต้องอยู่ท่ามกลางความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน
การเมืองหรือกลุ่มขบวนการใด
ๆ หากละเลยผลกระทบต่อประชาชน
ก็เท่ากับกำลังทำให้ความขัดแย้งดำรงอยู่ต่อไปอย่างไร้จุดสิ้นสุด
6.
ทางออก: การเมืองโปร่งใส ความไว้วางใจ และการสร้างสันติภาพอย่างมีส่วนร่วม
เพื่อให้ความขัดแย้งใน
จชต. คลี่คลายลง บทบาทของนักการเมืองจำเป็นต้องก้าวข้ามวาทกรรมกล่าวหา
และเข้าสู่การทำงานเชิงระบบมากขึ้น ได้แก่
1.
ความโปร่งใสทางการเมือง
สร้างกระบวนการตรวจสอบที่ชัดเจน
คำอธิบายตรงไปตรงมา และการสื่อสารกับประชาชนอย่างสม่ำเสมอ
2.
การเสริมพลังชุมชน
ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในนโยบายและโครงการพัฒนาต่าง
ๆ เพื่อสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของพื้นที่
3.
ลดช่องว่างระหว่างรัฐกับประชาชน
นักการเมืองควรทำหน้าที่เป็น
“สะพานเชื่อม” ไม่ใช่ “กำแพงแบ่ง”
4.
สนับสนุนกระบวนการสันติภาพที่มีความจริงใจและต่อเนื่อง
การเจรจาและกระบวนการสันติภาพต้องมีหลายภาคส่วนร่วม
และไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง
5.
ไม่ใช้ประเด็นความมั่นคงเป็นอาวุธทางการเมือง
การกล่าวหาว่าใครเชื่อมโยงกับขบวนการเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและควรตั้งอยู่บนหลักฐาน
ไม่ใช่ความรู้สึกหรือผลประโยชน์ทางการเมือง
พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นหนึ่งในประเด็นที่ซับซ้อนที่สุดของประเทศไทย
ความขัดแย้งไม่ได้มีเพียงมิติความมั่นคง แต่ยังมีมิติการเมืองท้องถิ่น การพัฒนา
สังคม และอัตลักษณ์ที่สั่งสมมานาน
ความทับซ้อนเหล่านี้ทำให้นักการเมืองมักถูกวางอยู่ในตำแหน่งที่ลำบาก ทั้งถูกจับตามอง
ถูกตั้งข้อสงสัย หรือถูกนำไปโยงกับขบวนการต่าง ๆ แม้ไม่มีหลักฐาน
บทบาทสำคัญของนักการเมืองในพื้นที่ไม่ใช่การเข้าสู่เกมวาทกรรม
แต่คือ การทำให้ประชาชนปลอดภัย มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น
และทำให้กระบวนการสันติภาพเดินหน้าได้จริง
การยุติความขัดแย้งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย - รัฐ นักการเมือง ชุมชน
และประชาสังคม - โดยไม่ผลักดันให้ใครตกเป็นผู้ร้ายในวาทกรรมที่ไม่มีข้อมูลรองรับ
หากนักการเมืองสามารถยืนอยู่บนพื้นฐานของความโปร่งใส
ความเป็นธรรม และการทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง
เงาทับซ้อนของความหวาดระแวงจะค่อย ๆ จางหายไป
เปิดทางให้สันติภาพที่จับต้องได้สำหรับทุกศาสนา ทุกชุมชน และอนาคตของพื้นที่ จชต.

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น