วันจันทร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568

นักการเมืองกับเงาทับซ้อนของขบวนการ BRN

นักการเมืองกับเงาทับซ้อนของขบวนการ BRN

ผลประโยชน์ทางการเมืองท่ามกลางความขัดแย้งในพื้นที่ จชต. ความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.) เป็นปัญหายืดเยื้อยาวนานที่มีรากฐานซับซ้อน ทั้งมิติประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์ ศาสนา การเมืองท้องถิ่น โครงสร้างอำนาจ และการพัฒนาที่ไม่ทั่วถึง ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในรอบหลายทศวรรษไม่เพียงเกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้ใช้ความรุนแรงอย่างขบวนการ BRN เท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับเครือข่ายผลประโยชน์ การต่อรอง และการแข่งขันทางการเมืองในพื้นที่อันละเอียดอ่อนนี้ด้วย

ภายใต้บริบทดังกล่าว “นักการเมือง” กลายเป็นตัวแสดงสำคัญที่อยู่ท่ามกลางเงาทับซ้อนของปัญหา เพราะการเมืองท้องถิ่น – การเมืองระดับชาติ - และการเคลื่อนไหวของกลุ่มขบวนการต่าง ๆ ล้วนมีจุดที่เชื่อมต่อกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การทำความเข้าใจบทบาทของนักการเมืองจึงเป็นส่วนสำคัญของการทำความเข้าใจพลวัตในพื้นที่ จชต. เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน หรือถูกดึงเข้าไปในวาทกรรมที่สร้างความแตกแยกมากกว่าแก้ไขปัญหา

1. เงาทับซ้อนของการเมืองกับปัญหาความมั่นคง

ในพื้นที่ จชต. การเมืองท้องถิ่นมีความละเอียดอ่อนเป็นพิเศษ เนื่องจากต้องเผชิญกับแรงกดดันหลายด้าน ได้แก่

- ความต้องการความปลอดภัยของประชาชน

- ความต้องการพื้นที่ทางการเมืองของชุมชนท้องถิ่น

- ความคาดหวังจากภาคส่วนที่ต้องการเห็นสันติภาพ

- ความเคลื่อนไหวของกลุ่มแบ่งแยกดินแดน

- และผลประโยชน์เชิงโครงสร้าง เช่น งบประมาณความมั่นคง การจัดสรรทรัพยากร และอำนาจต่อรองระหว่างหน่วยงานรัฐ

ผลประโยชน์หลายชั้นเหล่านี้ทำให้เกิด “เงาทับซ้อน” ที่อาจถูกตีความผิด หรือถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อกล่าวหาโจมตีกัน แม้ในความเป็นจริง นักการเมืองส่วนใหญ่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการผู้ใช้ความรุนแรง แต่ถูกโยงด้วยวาทกรรมหรือการรับรู้ของสังคมซึ่งอ่อนไหวต่อเหตุการณ์ความไม่สงบ

2. นักการเมืองในพื้นที่: ระหว่างตัวแทนประชาชนกับความคาดหวังด้านสันติภาพ

นักการเมืองในพื้นที่ จชต. มักถูกคาดหวังให้ทำหน้าที่หลายด้านพร้อมกัน ได้แก่

- ดูแลปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านในชีวิตประจำวัน

- ผลักดันงบพัฒนาและโครงสร้างพื้นฐาน

- เป็นสะพานเชื่อมระหว่างรัฐกับประชาชนในพื้นที่

- แสดงบทบาทในการลดความรุนแรง สนับสนุนสันติภาพ และสร้างความไว้วางใจ

อย่างไรก็ตาม นักการเมืองจำนวนมากอยู่ในสภาวะที่ “พูดมากก็เสี่ยง พูดน้อยก็ถูกมองว่าละเลย” เพราะประเด็นความขัดแย้งในพื้นที่ถูกตีความได้ง่ายและถูกหยิบมาใช้ในทางการเมือง เช่น หากเรียกร้องให้รัฐลดความรุนแรง ก็อาจถูกกล่าวหาว่า “เอื้อประโยชน์ให้ฝ่ายก่อเหตุ” ในขณะเดียวกัน หากสนับสนุนมาตรการความมั่นคงอย่างเข้มข้น ก็อาจถูกมองว่าทำร้ายสิทธิชุมชน

แรงกดดันเช่นนี้ทำให้นักการเมืองต้องเดินอยู่บนเส้นบาง ๆ ระหว่างความหวาดระแวงและความคาดหวังของทุกฝ่ายในพื้นที่

3. ความพยายามเชื่อมบทบาทการเมืองกับขบวนการ BRN: ความจริง ความเข้าใจผิด และวาทกรรม

ต้องย้ำอย่างชัดเจนว่า

ไม่มีหลักฐานทางการใดระบุว่านักการเมืองไทยรายใดเกี่ยวข้องกับ BRN โดยตรง

แต่สังคมมักตั้งคำถามถึงความเชื่อมโยงนี้ด้วยเหตุผล 3 ประการสำคัญ:

(1) ความคลุมเครือของข้อมูลในพื้นที่ความขัดแย้ง

สถานการณ์ความรุนแรงหลายเหตุการณ์ไม่มีการเปิดเผยข้อมูลอย่างละเอียด ทำให้เกิดช่องว่างของข่าวลือ การคาดเดา และการโยงความสัมพันธ์แบบไม่มีหลักฐาน

(2) ผลประโยชน์ทางการเมืองที่ถูกใช้เป็นวาทกรรมโจมตี

ในช่วงเลือกตั้งหรือช่วงที่การเมืองตึงเครียด กลุ่มการเมืองบางส่วนอาจนำประเด็น “เอื้อขบวนการ” หรือ “เชื่อมโยง BRN” มาใช้เป็นข้อกล่าวหา แม้ไม่มีหลักฐานชัดเจน ซึ่งเป็นอันตรายต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและความพยายามสร้างสันติภาพ

(3) ความหวาดระแวงต่อ ‘ผู้นำท้องถิ่น’ ที่มีคะแนนนิยมสูง

ผู้นำท้องถิ่นที่ได้รับความนิยมในพื้นที่มุสลิมอาจถูกมองว่าใกล้ชิดกลุ่มที่รัฐกังวล แม้ว่าจะเป็นเพียงความพยายามทำงานให้เข้าถึงชุมชนก็ตาม การตีความเช่นนี้หลายครั้งเป็นเพียงจินตนาการทางการเมืองมากกว่าเป็นข้อเท็จจริง

การโยงการเมืองกับ BRN แบบไร้หลักฐานไม่เพียงทำลายนักการเมืองผู้ตั้งใจทำงาน แต่ยังบั่นทอนความไว้วางใจระหว่างชุมชนและรัฐ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของกระบวนการสันติภาพ

4. ผลประโยชน์ทางการเมืองท่ามกลางความขัดแย้ง

ในพื้นที่ความขัดแย้ง ผลประโยชน์ทางการเมืองไม่ได้มีเพียงอำนาจหรือคะแนนเสียง แต่รวมถึง

- งบพัฒนาพื้นที่พิเศษ

- งบความมั่นคง

- ตำแหน่งในโครงสร้างรัฐท้องถิ่น

- ความนิยมของกลุ่มประชากรเป้าหมาย

- การขยายฐานอิทธิพลทางการเมืองและสังคม

ส่วนผลประโยชน์ของกลุ่มขบวนการ เช่น BRN ก็มีอีกมิติหนึ่ง คือ

- อำนาจทางพื้นที่

- การสร้างความชอบธรรมทางอุดมการณ์

- การต่อรองกับรัฐ

- การควบคุมกระแสสังคมผ่านความกลัวหรือความหวังสันติภาพ

เมื่อผลประโยชน์ทั้งสองฝ่ายเคลื่อนไหวพร้อมกัน จึงเกิดภาพว่า “มีเงาทับซ้อน” แม้ในความจริง “นักการเมือง” กับ “กลุ่มผู้ใช้ความรุนแรง” มักดำเนินไปคนละแนวทางก็ตาม แต่สังคมภายนอกกลับตีความว่าเชื่อมโยงกัน ซึ่งเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อนอันเกิดจากการมองปัญหาแบบผิวเผิน

5. ประชาชนคือผู้ได้รับผลกระทบมากที่สุด

ท่ามกลางความวุ่นวายทางการเมืองและความไม่สงบ ผู้ที่ได้รับผลกระทบที่สุดคือ ประชาชนในพื้นที่ ที่ต้องใช้ชีวิตท่ามกลางความเสี่ยง ความกลัว และความไม่แน่นอน

- เด็กต้องเดินเรียนผ่านจุดเสี่ยง

- พ่อค้าแม่ค้าต้องกังวลเรื่องเหตุรุนแรง

- เจ้าหน้าที่รัฐต้องเผชิญแรงกดดันมหาศาล

- ครอบครัวที่สูญเสียคนรักต้องแบกความเศร้า

- และชุมชนต้องอยู่ท่ามกลางความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน

การเมืองหรือกลุ่มขบวนการใด ๆ หากละเลยผลกระทบต่อประชาชน ก็เท่ากับกำลังทำให้ความขัดแย้งดำรงอยู่ต่อไปอย่างไร้จุดสิ้นสุด

6. ทางออก: การเมืองโปร่งใส ความไว้วางใจ และการสร้างสันติภาพอย่างมีส่วนร่วม

เพื่อให้ความขัดแย้งใน จชต. คลี่คลายลง บทบาทของนักการเมืองจำเป็นต้องก้าวข้ามวาทกรรมกล่าวหา และเข้าสู่การทำงานเชิงระบบมากขึ้น ได้แก่

1. ความโปร่งใสทางการเมือง

สร้างกระบวนการตรวจสอบที่ชัดเจน คำอธิบายตรงไปตรงมา และการสื่อสารกับประชาชนอย่างสม่ำเสมอ

2. การเสริมพลังชุมชน

ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในนโยบายและโครงการพัฒนาต่าง ๆ เพื่อสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของพื้นที่

3. ลดช่องว่างระหว่างรัฐกับประชาชน

นักการเมืองควรทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อม” ไม่ใช่ “กำแพงแบ่ง”

4. สนับสนุนกระบวนการสันติภาพที่มีความจริงใจและต่อเนื่อง

การเจรจาและกระบวนการสันติภาพต้องมีหลายภาคส่วนร่วม และไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

5. ไม่ใช้ประเด็นความมั่นคงเป็นอาวุธทางการเมือง

การกล่าวหาว่าใครเชื่อมโยงกับขบวนการเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและควรตั้งอยู่บนหลักฐาน ไม่ใช่ความรู้สึกหรือผลประโยชน์ทางการเมือง

พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นหนึ่งในประเด็นที่ซับซ้อนที่สุดของประเทศไทย ความขัดแย้งไม่ได้มีเพียงมิติความมั่นคง แต่ยังมีมิติการเมืองท้องถิ่น การพัฒนา สังคม และอัตลักษณ์ที่สั่งสมมานาน ความทับซ้อนเหล่านี้ทำให้นักการเมืองมักถูกวางอยู่ในตำแหน่งที่ลำบาก ทั้งถูกจับตามอง ถูกตั้งข้อสงสัย หรือถูกนำไปโยงกับขบวนการต่าง ๆ แม้ไม่มีหลักฐาน

บทบาทสำคัญของนักการเมืองในพื้นที่ไม่ใช่การเข้าสู่เกมวาทกรรม แต่คือ การทำให้ประชาชนปลอดภัย มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น และทำให้กระบวนการสันติภาพเดินหน้าได้จริง การยุติความขัดแย้งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย - รัฐ นักการเมือง ชุมชน และประชาสังคม - โดยไม่ผลักดันให้ใครตกเป็นผู้ร้ายในวาทกรรมที่ไม่มีข้อมูลรองรับ

หากนักการเมืองสามารถยืนอยู่บนพื้นฐานของความโปร่งใส ความเป็นธรรม และการทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง เงาทับซ้อนของความหวาดระแวงจะค่อย ๆ จางหายไป เปิดทางให้สันติภาพที่จับต้องได้สำหรับทุกศาสนา ทุกชุมชน และอนาคตของพื้นที่ จชต.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น