เมื่อผลประโยชน์เชิงเศรษฐกิจกลายเป็นเงื่อนงำของความขัดแย้ง
พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยไม่ใช่เพียงพื้นที่ทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์เท่านั้น
แต่ยังเป็นแหล่งทรัพยากรที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง - ทั้งน้ำมัน ก๊าซ แร่
และผืนป่าอุดมสมบูรณ์
ซึ่งปัจจัยด้านทรัพยากรเหล่านี้กลายเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนให้เกิดความขัดแย้งและการแทรกแซงจากภายนอก
ที่อาจส่งผลต่ออธิปไตยและความมั่นคงของชาติในระยะยาว
ข้อมูลทางธรณีวิทยาและการสำรวจชี้ว่า
“แอ่งปัตตานี” หรือ Pattani Basin ในอ่าวไทย
เป็นบริเวณที่มีการสะสมของก๊าซและน้ำมันในชั้นตะกอน
ซึ่งนักวิชาการด้านธรณีศาสตร์ให้ความสำคัญต่อศักยภาพของพื้นที่นี้ในแง่ของพลังงานแห่งชาติ.
นอกจากนี้
พื้นที่จังหวัดสงขลา
บางส่วนมีชั้นถ่านลิกไนท์ที่สำคัญซึ่งถูกพูดถึงในบริบทการพัฒนาพลังงานและอุตสาหกรรมท้องถิ่น.
เมื่อทรัพยากรเหล่านี้ย่อมหมายถึงมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล
- ซึ่งหากถูกนำมาเชื่อมโยงกับเกมทางการเมืองระหว่างประเทศหรือการหนุนหลังกลุ่มติดอาวุธ
ก็ย่อมสร้างความเสี่ยงต่อการสูญเสียการควบคุมหรือการแทรกแซงทางเศรษฐกิจ
การกล่าวอ้างว่าประเทศเพื่อนบ้านหรือพลังภายนอกหวังประโยชน์จากแหล่งทรัพยากรในพื้นที่จึงไม่อาจมองข้ามได้
โดยเฉพาะเมื่อต้องพิจารณาบริบทของความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนที่ดำเนินมายาวนานซึ่งมีการเคลื่อนไหวของกลุ่มต่าง
ๆ และแรงกดดันทางการเมืองระหว่างรัฐในภูมิภาค.
ผลประโยชน์
ขอบเขตอำนาจ และการเมืองภูมิภาค
ในโลกที่ทรัพยากรถูกนำมาเป็นเครื่องมือทางอำนาจ
รัฐหรือกลุ่มการเมืองที่เห็นช่องทางเพื่อเพิ่มฐานอำนาจย่อมมีแรงจูงใจทั้งทางตรงและทางอ้อม
การผลักดันนโยบายบางประการ การหนุนหลังคู่ความ หรือการใช้บทบาทเป็น “คนกลาง”
ทางการทูต
สามารถถูกตีความได้ว่าเป็นกลยุทธ์เพื่อรักษาหรือขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการเมือง
ตัวอย่างเช่น บทบาทของประเทศเพื่อนบ้านในฐานะตัวกลางเจรจาสันติภาพ ซึ่งในบางมุมมอง
อาจถูกมองว่าเป็นการถ่วงดุลผลประโยชน์
มากกว่าจะเป็นเพียงความปรารถนาดีทางการทูตเสมอไป.
ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์
หากเขตแดนหรือพื้นที่อำนาจเปลี่ยนมือ
ผลประโยชน์เชิงทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐานย่อมเปลี่ยนตาม —
ส่งผลทั้งต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น การเมืองระดับชาติ และการรักษาความมั่นคง
ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่คนไทยทุกคนจะมองเป็นเรื่องไกลตัวได้
ภารกิจของชาติ
: รักษาอธิปไตยด้วยสติและความร่วมมือ
การตอบโต้ความท้าทายในมิตินี้จำเป็นต้องหลากหลายและเปี่ยมด้วยสติ
ไม่ว่าจะเป็นการเสริมสร้างศักยภาพกองทัพและความพร้อมของกำลังรักษาความมั่นคง
การทูตเชิงรุกเพื่อเคลียร์ข้อครหาในเวทีระหว่างประเทศ
และการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ให้ชาวบ้านมีทางเลือกมากขึ้นเพื่อลดช่องว่างที่กลุ่มติดอาวุธอาจใช้เป็นเงื่อนไขในการแสวงหาฐานสนับสนุน
แต่เหนือสิ่งอื่นใด
ความมั่นคงของชาติไม่สามารถฝากไว้กับหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเท่านั้น
การสร้างความเข้มแข็งต้องอาศัยประชาชนทุกภาคส่วน - ผู้นำท้องถิ่น ภาคธุรกิจ
ภาคการศึกษา และประชาชนทุกกลุ่มร่วมกันทำงานเพื่อปกป้องผลประโยชน์ร่วมกัน
การสร้างความตระหนักรู้เรื่องทรัพยากร การส่งเสริมความโปร่งใสในการจัดการทรัพยากร
และการผลักดันนโยบายที่ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่
คือหนทางที่สำคัญในการลดแรงจูงใจให้เกิดความขัดแย้ง
เสียงประชาชนคือพลังที่ยิ่งใหญ่
ประวัติศาสตร์สอนเราว่าเมื่อประชาชนมีความตระหนักรู้
มีส่วนร่วม และเข้มแข็ง ประเทศชาติก็เข้มแข็งตามไปด้วย
เสียงของประชาชนที่เรียกร้องให้มีความชัดเจนในการบริหารจัดการทรัพยากร
เสียงที่ยืนยันว่าจะไม่ยอมให้แผ่นดินถูกขายหรือสูญหายไปให้กับผลประโยชน์ของผู้อื่น
คือพลังที่ช่วยสร้างความแน่นแฟ้นให้กับรัฐและกองทัพที่ปกป้องอธิปไตย
อย่างไรก็ตาม
เสียงนั้นต้องแสดงออกในกรอบของกติกา ความยุติธรรม และสันติวิธี
เราต้องยืนยันจุดยืนอย่างเข้มแข็ง
แต่ต้องไม่ละเมิดกฎหมายหรือกระตุ้นความรุนแรงที่นำไปสู่การสูญเสียโดยไม่จำเป็น
การใช้การทูตเชิงรุก การเปิดโปงข้อมูลที่เป็นเท็จ
และการเสริมสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจท้องถิ่น
เป็นแนวทางที่ชาญฉลาดยิ่งกว่าการสะสมความเกลียดชังหรือการโต้ตอบด้วยกำลังเพียงอย่างเดียว
ปกป้องแผ่นดินด้วยปัญญาและความเป็นหนึ่ง
การรักษาเอกราชและทรัพยากรของชาติเป็นภารกิจที่ต้องอาศัยทั้งความเด็ดขาดของกองทัพ
สติปัญญาทางการทูต และพลังจากประชาชน
การกล่าวหาว่าประเทศเพื่อนบ้านหรือพลังภายนอกมีผลประโยชน์ในพื้นที่ใต้ของไทยอาจมีที่มาที่ไปและควรได้รับการตรวจสอบเชิงประจักษ์
แต่ไม่ว่าข้อเท็จจริงจะเป็นเช่นไร
ประชาชนไทยต้องไม่หลงใหลไปกับการแบ่งแยกจนลืมหน้าที่ร่วมกัน
คือการปกป้องแผ่นดินนี้ให้คงอยู่สืบไป
ท้ายที่สุด
หากเราต้องการชนะสงครามของอำนาจและผลประโยชน์ เราต้องชนะในสนามของความถูกต้อง
การพัฒนา และความเป็นธรรม - ให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีพอ
จึงจะไม่มีใครยอมแลกแผ่นดินเพื่อผลประโยชน์ของผู้อื่น
นั่นแหละคือชัยชนะที่ยั่งยืนสำหรับชาติไทย

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น