อันวาร์
อิบราฮิม กับบทบาทคนกลางในข้อพิพาทไทย–กัมพูชา
ข้อพิพาทชายแดนระหว่างไทย–กัมพูชาเป็นหนึ่งในประเด็นที่ซับซ้อนและยืดเยื้อในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ซึ่งไม่เพียงเกี่ยวพันกับสองประเทศคู่ขัดแย้งโดยตรง
แต่ยังดึงให้ประเทศเพื่อนบ้านและองค์กรระดับภูมิภาคเข้ามามีบทบาทในการไกล่เกลี่ย
เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาลุกลามจนกระทบต่อความมั่นคงโดยรวมของอาเซียน
มาเลเซียภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี
อันวาร์ อิบราฮิม ได้รับบทบาทสำคัญในการเป็น “คนกลาง”
ในการเจรจาหยุดยิงและประสานความเข้าใจระหว่างไทย–กัมพูชา อย่างไรก็ตาม
บทบาทของอันวาร์กลับถูกตั้งคำถามอย่างมากว่า เขายืนอยู่ในฐานะ “ผู้ไกล่เกลี่ยอย่างแท้จริง”
หรือกำลังเป็น “ผู้เล่นทางการเมือง” ที่มีผลประโยชน์บางอย่างซ่อนอยู่
เหตุการณ์และพฤติการณ์ที่ถูกวิจารณ์
จากเหตุการณ์สำคัญเมื่อวันที่
28 กรกฎาคม 2568 ที่มีการลงนามหยุดยิงในมาเลเซีย
พบว่ามีหลายประเด็นที่สร้างข้อสังเกตและข้อวิจารณ์ เช่น
-
การยอมให้ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา แถลงต่อสื่อมวลชน
ทั้งที่ไม่อยู่ในกำหนดการเดิม
และต่อมาฝ่ายไทยต้องเร่งแก้ไขสถานการณ์ให้มีการแถลงสั้น ๆ โดยผู้แทนไทย
-
ภาพการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ เช่น อันวาร์เดินโอบหลังฮุน มาเนต
ที่ทำให้ถูกมองว่าไม่สามารถรักษาภาพลักษณ์ความเป็นกลางได้เต็มที่
-
การรับข้อมูลจาก Interim
Observer Team (IOT) ฝั่งกัมพูชา มากกว่าฝั่งไทย จนเกิดข้อกังขาว่า
อันวาร์เลือกฟังข้อมูลฝ่ายเดียวหรือไม่
-
และปฏิกิริยาต่อการร้องเรียนของกัมพูชา ที่ทำให้อันวาร์ถูกมองว่า
“ตอบสนองอย่างรวดเร็วเกินไป” เมื่อเทียบกับการประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้าน
แม้เหตุการณ์เหล่านี้จะไม่ได้พิสูจน์อย่างเด็ดขาดว่าอันวาร์
“ไม่เป็นกลาง”
แต่ก็เพียงพอที่จะก่อให้เกิดข้อสงสัยต่อความน่าเชื่อถือของบทบาทคนกลาง
การวิเคราะห์เชิงผลประโยชน์รัฐและปัจจัยทางการทูต
มิติผลประโยชน์ของมาเลเซีย
-
มาเลเซียอาจมองว่าการเข้าไปมีบทบาทในปัญหาไทย–กัมพูชา
จะทำให้ตนเองมีน้ำหนักมากขึ้นในเวทีอาเซียน และสร้างภาพลักษณ์เป็น
“ผู้นำด้านการไกล่เกลี่ย”
-
ในอีกด้าน มาเลเซียอาจใช้โอกาสนี้เพื่อสร้างแรงกดดันต่อไทยในประเด็นอื่น
โดยเฉพาะเรื่องจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยังคงมีปัญหาความไม่สงบ
มิติความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชา
-
ไทยต้องรักษาผลประโยชน์ด้านอธิปไตยและความมั่นคงของตนเอง
-
กัมพูชามีแรงจูงใจในการหาพันธมิตรในอาเซียนเพื่อเสริมความชอบธรรมในข้อพิพาท
และสร้างภาพไทยเป็นฝ่ายกดดัน
บทบาทของอาเซียน
-
ตามกฎบัตรอาเซียน
ความขัดแย้งระหว่างประเทศสมาชิกควรได้รับการจัดการภายในกรอบอาเซียนเอง
-
อย่างไรก็ตาม ความเป็นกลางของผู้นำประเทศใดประเทศหนึ่งที่ทำหน้าที่ “ตัวกลาง”
ย่อมมีผลต่อความไว้วางใจของคู่กรณี
มุมมองจากฝ่ายต่าง
ๆ
-
ฝ่ายไทย : มองด้วยความระมัดระวัง และตั้งคำถามต่อความเป็นกลางของอันวาร์
เพราะการแสดงออกหลายครั้งชี้ไปทางเอื้อประโยชน์แก่กัมพูชา
-
ฝ่ายกัมพูชา : ย่อมพอใจที่มาเลเซีย โดยเฉพาะอันวาร์
แสดงท่าทีที่ใกล้ชิดและสนับสนุนมากกว่าไทย ซึ่งช่วยเสริมพลังต่อรองในเวทีภูมิภาค
-
ฝ่ายมาเลเซีย : เน้นสร้างภาพบทบาททางการทูตและเสริมความเป็นผู้นำในอาเซียน
แต่ก็อาจเสี่ยงต่อการถูกมองว่าล้ำเส้นจาก “ผู้ไกล่เกลี่ย” ไปเป็น “ผู้เข้าร่วมเกม”
-
และนักวิชาการและผู้สังเกตการณ์:
มีการชี้ว่าพฤติกรรมของอันวาร์บางครั้งสะท้อนการเล่นเชิงสัญลักษณ์ทางการเมืองมากกว่าการดำเนินการเชิงเทคนิคด้านการไกล่เกลี่ย
บทบาทของอันวาร์
อิบราฮิม ในฐานะผู้นำมาเลเซียที่รับหน้าที่คนกลางในปัญหาไทย–กัมพูชา
จึงเป็นทั้ง โอกาส และ ความเสี่ยง โอกาสคือการสร้างบทบาทของมาเลเซียในอาเซียน
แต่ความเสี่ยงคือการสูญเสียความน่าเชื่อถือ
หากถูกมองว่าลำเอียงหรือแสวงหาผลประโยชน์แอบแฝง
คำถามที่ผู้อ่านควรตั้งคือ
-
คนกลางที่แท้จริงควรวางตัวอย่างไรจึงจะสร้างความไว้วางใจจากทุกฝ่าย?
-
หากผู้นำประเทศหนึ่งแสดงท่าทีที่ถูกมองว่าเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
แม้เพียงเชิงสัญลักษณ์
จะส่งผลระยะยาวต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและเสถียรภาพของอาเซียนอย่างไร?
-
และท้ายที่สุด ไทยควรใช้กลยุทธ์แบบใดในการรักษาผลประโยชน์ของตนเอง
โดยไม่ปล่อยให้ผู้อื่นกำหนดเกมแทน?

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น