วันอังคารที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2568

อันวาร์ อิบราฮิม กับบทบาทคนกลางในข้อพิพาทไทย–กัมพูชา

อันวาร์ อิบราฮิม กับบทบาทคนกลางในข้อพิพาทไทย–กัมพูชา

ข้อพิพาทชายแดนระหว่างไทย–กัมพูชาเป็นหนึ่งในประเด็นที่ซับซ้อนและยืดเยื้อในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งไม่เพียงเกี่ยวพันกับสองประเทศคู่ขัดแย้งโดยตรง แต่ยังดึงให้ประเทศเพื่อนบ้านและองค์กรระดับภูมิภาคเข้ามามีบทบาทในการไกล่เกลี่ย เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาลุกลามจนกระทบต่อความมั่นคงโดยรวมของอาเซียน

มาเลเซียภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม ได้รับบทบาทสำคัญในการเป็น “คนกลาง” ในการเจรจาหยุดยิงและประสานความเข้าใจระหว่างไทย–กัมพูชา อย่างไรก็ตาม บทบาทของอันวาร์กลับถูกตั้งคำถามอย่างมากว่า เขายืนอยู่ในฐานะ “ผู้ไกล่เกลี่ยอย่างแท้จริง” หรือกำลังเป็น “ผู้เล่นทางการเมือง” ที่มีผลประโยชน์บางอย่างซ่อนอยู่

เหตุการณ์และพฤติการณ์ที่ถูกวิจารณ์

จากเหตุการณ์สำคัญเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 ที่มีการลงนามหยุดยิงในมาเลเซีย พบว่ามีหลายประเด็นที่สร้างข้อสังเกตและข้อวิจารณ์ เช่น

- การยอมให้ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา แถลงต่อสื่อมวลชน ทั้งที่ไม่อยู่ในกำหนดการเดิม และต่อมาฝ่ายไทยต้องเร่งแก้ไขสถานการณ์ให้มีการแถลงสั้น ๆ โดยผู้แทนไทย

- ภาพการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ เช่น อันวาร์เดินโอบหลังฮุน มาเนต ที่ทำให้ถูกมองว่าไม่สามารถรักษาภาพลักษณ์ความเป็นกลางได้เต็มที่

- การรับข้อมูลจาก Interim Observer Team (IOT) ฝั่งกัมพูชา มากกว่าฝั่งไทย จนเกิดข้อกังขาว่า อันวาร์เลือกฟังข้อมูลฝ่ายเดียวหรือไม่

- และปฏิกิริยาต่อการร้องเรียนของกัมพูชา ที่ทำให้อันวาร์ถูกมองว่า “ตอบสนองอย่างรวดเร็วเกินไป” เมื่อเทียบกับการประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้าน

แม้เหตุการณ์เหล่านี้จะไม่ได้พิสูจน์อย่างเด็ดขาดว่าอันวาร์ “ไม่เป็นกลาง” แต่ก็เพียงพอที่จะก่อให้เกิดข้อสงสัยต่อความน่าเชื่อถือของบทบาทคนกลาง

การวิเคราะห์เชิงผลประโยชน์รัฐและปัจจัยทางการทูต

มิติผลประโยชน์ของมาเลเซีย

- มาเลเซียอาจมองว่าการเข้าไปมีบทบาทในปัญหาไทย–กัมพูชา จะทำให้ตนเองมีน้ำหนักมากขึ้นในเวทีอาเซียน และสร้างภาพลักษณ์เป็น “ผู้นำด้านการไกล่เกลี่ย

- ในอีกด้าน มาเลเซียอาจใช้โอกาสนี้เพื่อสร้างแรงกดดันต่อไทยในประเด็นอื่น โดยเฉพาะเรื่องจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยังคงมีปัญหาความไม่สงบ

มิติความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชา

- ไทยต้องรักษาผลประโยชน์ด้านอธิปไตยและความมั่นคงของตนเอง

- กัมพูชามีแรงจูงใจในการหาพันธมิตรในอาเซียนเพื่อเสริมความชอบธรรมในข้อพิพาท และสร้างภาพไทยเป็นฝ่ายกดดัน

บทบาทของอาเซียน

- ตามกฎบัตรอาเซียน ความขัดแย้งระหว่างประเทศสมาชิกควรได้รับการจัดการภายในกรอบอาเซียนเอง

- อย่างไรก็ตาม ความเป็นกลางของผู้นำประเทศใดประเทศหนึ่งที่ทำหน้าที่ “ตัวกลาง” ย่อมมีผลต่อความไว้วางใจของคู่กรณี

มุมมองจากฝ่ายต่าง ๆ

- ฝ่ายไทย : มองด้วยความระมัดระวัง และตั้งคำถามต่อความเป็นกลางของอันวาร์ เพราะการแสดงออกหลายครั้งชี้ไปทางเอื้อประโยชน์แก่กัมพูชา

- ฝ่ายกัมพูชา : ย่อมพอใจที่มาเลเซีย โดยเฉพาะอันวาร์ แสดงท่าทีที่ใกล้ชิดและสนับสนุนมากกว่าไทย ซึ่งช่วยเสริมพลังต่อรองในเวทีภูมิภาค

- ฝ่ายมาเลเซีย : เน้นสร้างภาพบทบาททางการทูตและเสริมความเป็นผู้นำในอาเซียน แต่ก็อาจเสี่ยงต่อการถูกมองว่าล้ำเส้นจาก “ผู้ไกล่เกลี่ย” ไปเป็น “ผู้เข้าร่วมเกม

- และนักวิชาการและผู้สังเกตการณ์: มีการชี้ว่าพฤติกรรมของอันวาร์บางครั้งสะท้อนการเล่นเชิงสัญลักษณ์ทางการเมืองมากกว่าการดำเนินการเชิงเทคนิคด้านการไกล่เกลี่ย

บทบาทของอันวาร์ อิบราฮิม ในฐานะผู้นำมาเลเซียที่รับหน้าที่คนกลางในปัญหาไทย–กัมพูชา จึงเป็นทั้ง โอกาส และ ความเสี่ยง โอกาสคือการสร้างบทบาทของมาเลเซียในอาเซียน แต่ความเสี่ยงคือการสูญเสียความน่าเชื่อถือ หากถูกมองว่าลำเอียงหรือแสวงหาผลประโยชน์แอบแฝง

คำถามที่ผู้อ่านควรตั้งคือ

- คนกลางที่แท้จริงควรวางตัวอย่างไรจึงจะสร้างความไว้วางใจจากทุกฝ่าย?

- หากผู้นำประเทศหนึ่งแสดงท่าทีที่ถูกมองว่าเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แม้เพียงเชิงสัญลักษณ์ จะส่งผลระยะยาวต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและเสถียรภาพของอาเซียนอย่างไร?

- และท้ายที่สุด ไทยควรใช้กลยุทธ์แบบใดในการรักษาผลประโยชน์ของตนเอง โดยไม่ปล่อยให้ผู้อื่นกำหนดเกมแทน?

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น