อิสลามกับจิตสำนึกความเมตตาและการห้ามสร้างความแตกแยก
ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาแห่งสันติภาพ
ความเมตตา และความยุติธรรม พระผู้เป็นเจ้าอัลเลาะห์ (ซุบฮานะฮูวะตะอาลา)
ทรงวางหลักการชัดเจนว่า มนุษย์ทุกคนถูกสร้างมาอย่างเท่าเทียมกัน
ไม่มีใครเหนือกว่ากันด้วยชาติกำเนิด เชื้อชาติ หรือสถานภาพทางสังคม
นอกจากความศรัทธา (อีหม่าน) และความดีงาม (อามัลศอลิห์)
ที่แต่ละบุคคลกระทำไว้บนโลกนี้
ดังนั้นอิสลาม
จึงห้ามมิให้ผู้ใดสร้างความแตกแยก ห้ามสร้างความเดือดร้อนแก่เพื่อนมนุษย์
ห้ามทำร้ายจิตใจ และห้ามดูถูกเหยียดหยามผู้อื่น
เพราะการกระทำเหล่านี้ตรงกันข้ามกับเจตนารมณ์อันแท้จริงของศาสนา
อัล-กุรอานและคำสอนของท่านนบีมุฮัมหมัด
ﷺ
ต่างเน้นย้ำถึงการเป็นผู้ที่มีจิตใจโอบอ้อมอารี ให้อภัย
และไม่ก่อให้เกิดความลำบากแก่ผู้ใด ไม่ว่าจะเป็นมุสลิมหรือไม่ก็ตาม
การทำร้ายผู้อื่นทั้งทางกาย วาจา หรือจิตใจ ล้วนถือเป็นสิ่งต้องห้าม
เพราะเป็นการละเมิดสิทธิของเพื่อนมนุษย์ และทำให้สังคมเกิดความวุ่นวาย ขัดแย้ง
และแตกแยก
ตัวอย่างจากประวัติศาสตร์
: เหตุการณ์ที่เมืองตออีฟ
หนึ่งในเรื่องราวอันทรงคุณค่าที่สะท้อนถึงความเมตตาและความอดทนของท่านนบีมุฮัมหมัด
ﷺ คือเหตุการณ์ที่ท่านเดินทางไปยังเมือง ตออีฟ
เพื่อเชิญชวนผู้คนให้กลับมาสู่การศรัทธาต่อพระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริง ภารกิจของท่าน
มิใช่ เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว แต่เพื่อความถูกต้องและการปลดปล่อยผู้คนจากความงมงาย
และการกราบไหว้สิ่งที่ไร้อำนาจ
แต่แทนที่ชาวตออีฟ
จะเปิดใจรับฟัง พวกเขากลับทำร้ายท่านอย่างสาหัส ขว้างปาด้วยก้อนหิน จนท่านนบีฯ ได้รับบาดเจ็บสาหัสเกือบสิ้นชีวิต
หากเป็นมนุษย์ทั่วไป ย่อมเกิดความโกรธเคืองและแค้นใจ แต่สิ่งที่นบีมุฮัมหมัด ﷺ แสดงออกกลับตรงกันข้าม
ท่านมิได้โต้ตอบด้วยความรุนแรง มิได้สาปแช่ง และมิได้คิดแก้แค้น ตรงกันข้าม
ท่านยังวิงวอนต่ออัลเลาะห์ ให้ทรงอภัยโทษแก่ชาวตออีฟ
ด้วยความหวังว่าลูกหลานของพวกเขาจะเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ศรัทธาที่แท้จริง
กาลเวลาผ่านไป
ความเมตตาและความจริงใจของท่านนบีมุฮัมหมัด (ซ.ล.) ได้ทำให้ชาวตออีฟ จำนวนมาก
รวมถึงผู้นำของพวกเขา หันมารับอิสลาม
และตั้งแต่นั้นมาชุมชนตออีฟก็เปี่ยมไปด้วยสันติสุข นี่เป็นเครื่องยืนยันว่า ความดี
ความอ่อนโยน และการให้อภัยคือกุญแจแห่งชัยชนะที่แท้จริง
ไม่ใช่ความรุนแรงหรือการแก้แค้น
จากเรื่องราวดังกล่าว
เราทุกคนควรเรียนรู้ว่า ศาสดามุฮัมหมัด ﷺ
ไม่เคยทำร้ายจิตใจใคร ไม่เคยคิดทำลายหรือกดขี่ใคร
แต่ท่านเต็มเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยน ความเมตตา และการให้อภัย
ท่านไม่เคยหวังร้ายต่อศัตรูของตน แต่กลับภาวนาให้พวกเขาได้รับการชี้นำที่ถูกต้อง
เพื่อกลับมาสู่ทางแห่งศรัทธาและคุณธรรม
บทเรียนสำคัญที่ควรปลุกจิตสำนึกในสังคมปัจจุบันคือ
การห้ามสร้างความแตกแยก ไม่ว่าจะเป็นในหมู่มุสลิมด้วยกัน
หรือระหว่างมุสลิมกับศาสนิกอื่น
เพราะอิสลามสอนให้มนุษย์อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขภายใต้ความยุติธรรม
และการเคารพสิทธิซึ่งกันและกัน
การดูถูกเหยียดหยามผู้อื่น
ถือเป็นการทำร้ายหัวใจและเกียรติของมนุษย์
และเป็นการละเมิดเจตนารมณ์แห่งอิสลามโดยตรง หากเรายังมีพฤติกรรมเช่นนี้
ย่อมเป็นการเบี่ยงเบนออกจากแนวทางของท่านนบี ฯ
ดังนั้น
ขอวิงวอนต่อผู้ที่ยังหลงผิด หรือยังห่างไกลจากหนทางของศาสนา
ให้หันกลับมาสู่หนทางที่เที่ยงตรงของอิสลาม ซึ่งอัลเลาะห์ได้วางไว้เป็นทางนำที่มั่นคง
ปราศจากความสับสนและความมืดบอด การกลับใจมิใช่ความอับอาย
แต่เป็นเกียรติยศของผู้ศรัทธา และเป็นสัญญาณแห่งความสำเร็จทั้งในโลกนี้และโลกหน้า
ใครก็ตามที่ยึดมั่นในหลักการแห่งความเมตตา
ความอ่อนโยน และความยุติธรรม จะไม่เป็นผู้ขาดทุน
แต่จะได้รับความสุขสงบทั้งในดุนยาและในอาคิเราะห์ และในบั้นปลายชีวิตจะได้เข้าสู่
สวนสวรรค์อันนิรันดร์ อันเป็นรางวัลสูงสุดจากอัลเลาะห์ (ซ.บ.)
การปลุกจิตสำนึกในแนวทางอิสลามคือการตอกย้ำว่า
ศาสนานี้ห้ามการสร้างความแตกแยก ห้ามทำร้ายเพื่อนมนุษย์ ไม่ว่าจะทางกาย วาจา
หรือจิตใจ ทุกคนล้วนมีศักดิ์ศรีและความเท่าเทียมในสายตาของพระผู้สร้าง
เรื่องราวของท่านนบีมุฮัมหมัด ﷺ
ที่ตออีฟ เป็นหลักฐานชัดเจนว่า
ความอ่อนโยนและการให้อภัยสามารถเปลี่ยนศัตรูให้กลายเป็นพี่น้องศรัทธา
และสร้างสันติสุขที่ยั่งยืน
หากเรานำบทเรียนนี้มาใช้ในชีวิตประจำวัน
ทั้งในครอบครัว ชุมชน และสังคม ประเทศชาติของเราย่อมเต็มไปด้วยความสงบสุข
ความเข้าใจ และความสามัคคี
ซึ่งเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้มนุษย์ดำรงอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี
และเป็นที่โปรดปรานของอัลเลาะห์ ซุบฮานาฮูวาตาอาลา "อัลเลาะห์
ผู้ทรงเกียรติสูงสุด"

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น