วันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568

อิสลามกับจิตสำนึกความเมตตาและการห้ามสร้างความแตกแยก

อิสลามกับจิตสำนึกความเมตตาและการห้ามสร้างความแตกแยก

ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาแห่งสันติภาพ ความเมตตา และความยุติธรรม พระผู้เป็นเจ้าอัลเลาะห์ (ซุบฮานะฮูวะตะอาลา) ทรงวางหลักการชัดเจนว่า มนุษย์ทุกคนถูกสร้างมาอย่างเท่าเทียมกัน ไม่มีใครเหนือกว่ากันด้วยชาติกำเนิด เชื้อชาติ หรือสถานภาพทางสังคม นอกจากความศรัทธา (อีหม่าน) และความดีงาม (อามัลศอลิห์) ที่แต่ละบุคคลกระทำไว้บนโลกนี้

ดังนั้นอิสลาม จึงห้ามมิให้ผู้ใดสร้างความแตกแยก ห้ามสร้างความเดือดร้อนแก่เพื่อนมนุษย์ ห้ามทำร้ายจิตใจ และห้ามดูถูกเหยียดหยามผู้อื่น เพราะการกระทำเหล่านี้ตรงกันข้ามกับเจตนารมณ์อันแท้จริงของศาสนา

อัล-กุรอานและคำสอนของท่านนบีมุฮัมหมัด ต่างเน้นย้ำถึงการเป็นผู้ที่มีจิตใจโอบอ้อมอารี ให้อภัย และไม่ก่อให้เกิดความลำบากแก่ผู้ใด ไม่ว่าจะเป็นมุสลิมหรือไม่ก็ตาม การทำร้ายผู้อื่นทั้งทางกาย วาจา หรือจิตใจ ล้วนถือเป็นสิ่งต้องห้าม เพราะเป็นการละเมิดสิทธิของเพื่อนมนุษย์ และทำให้สังคมเกิดความวุ่นวาย ขัดแย้ง และแตกแยก

ตัวอย่างจากประวัติศาสตร์ : เหตุการณ์ที่เมืองตออีฟ

หนึ่งในเรื่องราวอันทรงคุณค่าที่สะท้อนถึงความเมตตาและความอดทนของท่านนบีมุฮัมหมัด คือเหตุการณ์ที่ท่านเดินทางไปยังเมือง ตออีฟ เพื่อเชิญชวนผู้คนให้กลับมาสู่การศรัทธาต่อพระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริง ภารกิจของท่าน มิใช่ เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว แต่เพื่อความถูกต้องและการปลดปล่อยผู้คนจากความงมงาย และการกราบไหว้สิ่งที่ไร้อำนาจ

แต่แทนที่ชาวตออีฟ จะเปิดใจรับฟัง พวกเขากลับทำร้ายท่านอย่างสาหัส ขว้างปาด้วยก้อนหิน จนท่านนบีฯ ได้รับบาดเจ็บสาหัสเกือบสิ้นชีวิต หากเป็นมนุษย์ทั่วไป ย่อมเกิดความโกรธเคืองและแค้นใจ แต่สิ่งที่นบีมุฮัมหมัด แสดงออกกลับตรงกันข้าม ท่านมิได้โต้ตอบด้วยความรุนแรง มิได้สาปแช่ง และมิได้คิดแก้แค้น ตรงกันข้าม ท่านยังวิงวอนต่ออัลเลาะห์ ให้ทรงอภัยโทษแก่ชาวตออีฟ ด้วยความหวังว่าลูกหลานของพวกเขาจะเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ศรัทธาที่แท้จริง

กาลเวลาผ่านไป ความเมตตาและความจริงใจของท่านนบีมุฮัมหมัด (ซ.ล.) ได้ทำให้ชาวตออีฟ จำนวนมาก รวมถึงผู้นำของพวกเขา หันมารับอิสลาม และตั้งแต่นั้นมาชุมชนตออีฟก็เปี่ยมไปด้วยสันติสุข นี่เป็นเครื่องยืนยันว่า ความดี ความอ่อนโยน และการให้อภัยคือกุญแจแห่งชัยชนะที่แท้จริง ไม่ใช่ความรุนแรงหรือการแก้แค้น

จากเรื่องราวดังกล่าว เราทุกคนควรเรียนรู้ว่า ศาสดามุฮัมหมัด ไม่เคยทำร้ายจิตใจใคร ไม่เคยคิดทำลายหรือกดขี่ใคร แต่ท่านเต็มเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยน ความเมตตา และการให้อภัย ท่านไม่เคยหวังร้ายต่อศัตรูของตน แต่กลับภาวนาให้พวกเขาได้รับการชี้นำที่ถูกต้อง เพื่อกลับมาสู่ทางแห่งศรัทธาและคุณธรรม

บทเรียนสำคัญที่ควรปลุกจิตสำนึกในสังคมปัจจุบันคือ การห้ามสร้างความแตกแยก ไม่ว่าจะเป็นในหมู่มุสลิมด้วยกัน หรือระหว่างมุสลิมกับศาสนิกอื่น เพราะอิสลามสอนให้มนุษย์อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขภายใต้ความยุติธรรม และการเคารพสิทธิซึ่งกันและกัน

การดูถูกเหยียดหยามผู้อื่น ถือเป็นการทำร้ายหัวใจและเกียรติของมนุษย์ และเป็นการละเมิดเจตนารมณ์แห่งอิสลามโดยตรง หากเรายังมีพฤติกรรมเช่นนี้ ย่อมเป็นการเบี่ยงเบนออกจากแนวทางของท่านนบี ฯ

ดังนั้น ขอวิงวอนต่อผู้ที่ยังหลงผิด หรือยังห่างไกลจากหนทางของศาสนา ให้หันกลับมาสู่หนทางที่เที่ยงตรงของอิสลาม ซึ่งอัลเลาะห์ได้วางไว้เป็นทางนำที่มั่นคง ปราศจากความสับสนและความมืดบอด การกลับใจมิใช่ความอับอาย แต่เป็นเกียรติยศของผู้ศรัทธา และเป็นสัญญาณแห่งความสำเร็จทั้งในโลกนี้และโลกหน้า

ใครก็ตามที่ยึดมั่นในหลักการแห่งความเมตตา ความอ่อนโยน และความยุติธรรม จะไม่เป็นผู้ขาดทุน แต่จะได้รับความสุขสงบทั้งในดุนยาและในอาคิเราะห์ และในบั้นปลายชีวิตจะได้เข้าสู่ สวนสวรรค์อันนิรันดร์ อันเป็นรางวัลสูงสุดจากอัลเลาะห์ (ซ.บ.)

การปลุกจิตสำนึกในแนวทางอิสลามคือการตอกย้ำว่า ศาสนานี้ห้ามการสร้างความแตกแยก ห้ามทำร้ายเพื่อนมนุษย์ ไม่ว่าจะทางกาย วาจา หรือจิตใจ ทุกคนล้วนมีศักดิ์ศรีและความเท่าเทียมในสายตาของพระผู้สร้าง เรื่องราวของท่านนบีมุฮัมหมัด ที่ตออีฟ เป็นหลักฐานชัดเจนว่า ความอ่อนโยนและการให้อภัยสามารถเปลี่ยนศัตรูให้กลายเป็นพี่น้องศรัทธา และสร้างสันติสุขที่ยั่งยืน

หากเรานำบทเรียนนี้มาใช้ในชีวิตประจำวัน ทั้งในครอบครัว ชุมชน และสังคม ประเทศชาติของเราย่อมเต็มไปด้วยความสงบสุข ความเข้าใจ และความสามัคคี ซึ่งเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้มนุษย์ดำรงอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี และเป็นที่โปรดปรานของอัลเลาะห์ ซุบฮานาฮูวาตาอาลา "อัลเลาะห์ ผู้ทรงเกียรติสูงสุด"

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น