คนอิสลามสามารถอยู่ร่วมกับต่างศาสนิกได้ภายใต้การปกครองที่ยุติธรรม
การอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมไม่ใช่เรื่องใหม่ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับพี่น้องมุสลิมที่อาศัยอยู่ในสังคมที่มีความหลากหลายทางศาสนา
อิสลามเองก็ได้ให้แนวทางแก่ผู้ศรัทธาในการดำรงชีวิตท่ามกลางผู้คนต่างศาสนา
โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของ “ความยุติธรรม” และ “การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ”
ศาสนาอิสลามไม่ได้ปิดกั้นการอยู่ร่วมกับผู้ที่นับถือศาสนาอื่น
ตรงกันข้าม พระมหาคัมภีร์อัลกุรอานได้กล่าวย้ำหลายครั้งถึงหลักการเคารพสิทธิ
เสรีภาพในการนับถือศาสนา และการไม่บังคับให้ผู้ใดต้องเปลี่ยนความเชื่อ
ในประวัติศาสตร์เองก็มีตัวอย่างมากมาย เช่น ในสมัยนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.)
ที่นครมะดีนะห์ ได้มี “ธรรมนูญมะดีนะห์” เป็นสัญญาประชาคมระหว่างมุสลิม ยิว
และคริสเตียน เพื่อกำหนดแนวทางการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข
ภายใต้กรอบแห่งความยุติธรรมและความเคารพซึ่งกันและกัน
ดังนั้น
การที่มุสลิมจะอยู่ภายใต้การปกครองของกษัตริย์หรือผู้นำที่ไม่ได้นับถืออิสลาม
ก็ไม่ใช่ปัญหาตราบใดที่ผู้นำคนนั้นปกครองด้วย “ความยุติธรรม” และ “ความเสมอภาค”
เพราะความยุติธรรมคือคุณค่าสากลที่ทุกศาสนาล้วนยกย่อง
ความยุติธรรมสำคัญกว่าศาสนาของผู้ปกครอง หากกษัตริย์หรือผู้นำแม้นับถือศาสนาที่แตกต่างจากมุสลิม
แต่สามารถสร้างความสงบสุข ไม่กีดกันการปฏิบัติศาสนกิจ
และไม่ขัดขวางเสรีภาพในการดำเนินชีวิตของประชาชน
ก็ถือว่าการปกครองนั้นสอดคล้องกับหลักการที่อิสลามให้การยอมรับ
ความจริงในหลายประเทศก็แสดงให้เห็นแล้วว่า
การอยู่ร่วมกันอย่างสันติไม่ได้ขึ้นกับศาสนาของผู้ปกครอง หากขึ้นอยู่กับ “คุณธรรม”
และ “ความยุติธรรม” ที่เขามีต่อประชาชนมากกว่า
ประเทศไทยถือเป็นตัวอย่างอันโดดเด่นที่คนต่างศาสนาสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข
ทั้งชาวพุทธ มุสลิม และคริสเตียน
ต่างก็มีพื้นที่ในการดำรงศรัทธาของตนเองได้อย่างเต็มที่ ในสังคมไทยเราสามารถเห็น
“วัด” “มัสยิด” และ “โบสถ์” ตั้งอยู่เรียงรายอยู่ในชุมชนเดียวกัน
สิ่งนี้สะท้อนถึงการอยู่ร่วมกันในบรรยากาศของเสรีภาพและความเข้าใจซึ่งกันและกัน
อันเป็นสิ่งที่หลายประเทศในโลกยังไม่สามารถทำได้
ความโชคดีของคนไทยในสังคมพหุศาสนา ประชาชนไทยทุกคนไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด
ต่างอยู่ภายใต้การดูแลของพระมหากษัตริย์ที่ปกครองด้วยความยุติธรรม
ทรงคุ้มครองเสรีภาพในการนับถือศาสนา และให้การสนับสนุนแก่ทุกศาสนาอย่างเท่าเทียม
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การที่มัสยิด วัด และโบสถ์ต่างได้รับการส่งเสริมสนับสนุนจากรัฐในการประกอบศาสนกิจและการพัฒนาชุมชน
สิ่งนี้ถือเป็นความโชคดีที่ประชาชนไทยมีเหนือกว่าหลายประเทศที่ยังคงมีข้อขัดแย้งด้านศาสนาอย่างรุนแรง
การที่คนไทยต่างศาสนาสามารถประกอบศาสนกิจตามความเชื่อของตนเองได้โดยไม่ถูกกีดกัน
และสามารถร่วมกันสร้างสาธารณประโยชน์ เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล และกิจกรรมชุมชน
เป็นสิ่งที่สะท้อนถึง “ความมั่นคงในความหลากหลาย”
ที่ประเทศไทยควรรักษาไว้เป็นสมบัติอันล้ำค่า
หน้าที่ของประชาชนในการปกป้องสังคม อย่างไรก็ตาม
การอยู่ร่วมกันอย่างสันติย่อมเผชิญกับภัยคุกคามจากกลุ่มบุคคลที่มีเจตนาร้าย
พยายามบ่อนทำลายสังคมด้วยการสร้างความแตกแยก ปลุกปั่นความเกลียดชัง
หรือก่อความรุนแรง ดังนั้น ในฐานะประชาชนไทย ไม่ว่าจะเป็นมุสลิม พุทธ
หรือคริสเตียน ต่างก็มีหน้าที่สำคัญร่วมกันในการ ปกป้องสังคม
-
สิ่งที่ควรกระทำคือ ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐ โดยการแจ้งข่าว แจ้งเหตุ
หรือเบาะแสที่น่าสงสัย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุร้ายในพื้นที่
-
ห้ามปรามผู้ที่คิดร้ายต่อสังคม ไม่ว่าจะเป็นคำพูด การกระทำ
หรือพฤติกรรมที่อาจนำไปสู่ความแตกแยก
- เสริมสร้างความเข้าใจและความสามัคคี
ผ่านการทำกิจกรรมร่วมกันระหว่างคนต่างศาสนาในชุมชน
ศาสนาอิสลามสอนให้ผู้ศรัทธาเคารพในความยุติธรรม
และเปิดโอกาสให้อยู่ร่วมกับผู้ที่นับถือต่างศาสนาได้อย่างสงบสุข
ตราบใดที่ผู้นำหรือผู้ปกครองปกครองด้วยความยุติธรรมและไม่กีดกันเสรีภาพทางศาสนา
ประเทศไทยเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้ที่เราทุกคนควรรักษาไว้ การมีวัด มัสยิด
และโบสถ์อยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนคือภาพสะท้อนของความมั่นคงในความหลากหลาย
ในฐานะประชาชนไทย
เราต้องร่วมกันปกป้องสังคมของเรา
ห้ามปรามและต่อต้านผู้ที่พยายามบ่อนทำลายความสงบสุข
รวมถึงให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐในการดูแลความสงบเรียบร้อย
เพื่อที่ประเทศไทยจะยังคงเป็นบ้านที่ปลอดภัยและน่าอยู่ของทุกศาสนา ทุกเชื้อชาติ
และทุกคนอย่างแท้จริง.

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น