วันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2568

คนอิสลามสามารถอยู่ร่วมกับต่างศาสนิกได้ภายใต้การปกครองที่ยุติธรรม

คนอิสลามสามารถอยู่ร่วมกับต่างศาสนิกได้ภายใต้การปกครองที่ยุติธรรม

การอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมไม่ใช่เรื่องใหม่ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับพี่น้องมุสลิมที่อาศัยอยู่ในสังคมที่มีความหลากหลายทางศาสนา อิสลามเองก็ได้ให้แนวทางแก่ผู้ศรัทธาในการดำรงชีวิตท่ามกลางผู้คนต่างศาสนา โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของ “ความยุติธรรม” และ “การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ”

ศาสนาอิสลามไม่ได้ปิดกั้นการอยู่ร่วมกับผู้ที่นับถือศาสนาอื่น ตรงกันข้าม พระมหาคัมภีร์อัลกุรอานได้กล่าวย้ำหลายครั้งถึงหลักการเคารพสิทธิ เสรีภาพในการนับถือศาสนา และการไม่บังคับให้ผู้ใดต้องเปลี่ยนความเชื่อ ในประวัติศาสตร์เองก็มีตัวอย่างมากมาย เช่น ในสมัยนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.) ที่นครมะดีนะห์ ได้มี “ธรรมนูญมะดีนะห์” เป็นสัญญาประชาคมระหว่างมุสลิม ยิว และคริสเตียน เพื่อกำหนดแนวทางการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ภายใต้กรอบแห่งความยุติธรรมและความเคารพซึ่งกันและกัน

ดังนั้น การที่มุสลิมจะอยู่ภายใต้การปกครองของกษัตริย์หรือผู้นำที่ไม่ได้นับถืออิสลาม ก็ไม่ใช่ปัญหาตราบใดที่ผู้นำคนนั้นปกครองด้วย “ความยุติธรรม” และ “ความเสมอภาค” เพราะความยุติธรรมคือคุณค่าสากลที่ทุกศาสนาล้วนยกย่อง

ความยุติธรรมสำคัญกว่าศาสนาของผู้ปกครอง หากกษัตริย์หรือผู้นำแม้นับถือศาสนาที่แตกต่างจากมุสลิม แต่สามารถสร้างความสงบสุข ไม่กีดกันการปฏิบัติศาสนกิจ และไม่ขัดขวางเสรีภาพในการดำเนินชีวิตของประชาชน ก็ถือว่าการปกครองนั้นสอดคล้องกับหลักการที่อิสลามให้การยอมรับ ความจริงในหลายประเทศก็แสดงให้เห็นแล้วว่า การอยู่ร่วมกันอย่างสันติไม่ได้ขึ้นกับศาสนาของผู้ปกครอง หากขึ้นอยู่กับ “คุณธรรม” และ “ความยุติธรรม” ที่เขามีต่อประชาชนมากกว่า

ประเทศไทยถือเป็นตัวอย่างอันโดดเด่นที่คนต่างศาสนาสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข ทั้งชาวพุทธ มุสลิม และคริสเตียน ต่างก็มีพื้นที่ในการดำรงศรัทธาของตนเองได้อย่างเต็มที่ ในสังคมไทยเราสามารถเห็น “วัด” “มัสยิด” และ “โบสถ์” ตั้งอยู่เรียงรายอยู่ในชุมชนเดียวกัน สิ่งนี้สะท้อนถึงการอยู่ร่วมกันในบรรยากาศของเสรีภาพและความเข้าใจซึ่งกันและกัน อันเป็นสิ่งที่หลายประเทศในโลกยังไม่สามารถทำได้

ความโชคดีของคนไทยในสังคมพหุศาสนา ประชาชนไทยทุกคนไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด ต่างอยู่ภายใต้การดูแลของพระมหากษัตริย์ที่ปกครองด้วยความยุติธรรม ทรงคุ้มครองเสรีภาพในการนับถือศาสนา และให้การสนับสนุนแก่ทุกศาสนาอย่างเท่าเทียม ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การที่มัสยิด วัด และโบสถ์ต่างได้รับการส่งเสริมสนับสนุนจากรัฐในการประกอบศาสนกิจและการพัฒนาชุมชน สิ่งนี้ถือเป็นความโชคดีที่ประชาชนไทยมีเหนือกว่าหลายประเทศที่ยังคงมีข้อขัดแย้งด้านศาสนาอย่างรุนแรง

การที่คนไทยต่างศาสนาสามารถประกอบศาสนกิจตามความเชื่อของตนเองได้โดยไม่ถูกกีดกัน และสามารถร่วมกันสร้างสาธารณประโยชน์ เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล และกิจกรรมชุมชน เป็นสิ่งที่สะท้อนถึง “ความมั่นคงในความหลากหลาย” ที่ประเทศไทยควรรักษาไว้เป็นสมบัติอันล้ำค่า

หน้าที่ของประชาชนในการปกป้องสังคม อย่างไรก็ตาม การอยู่ร่วมกันอย่างสันติย่อมเผชิญกับภัยคุกคามจากกลุ่มบุคคลที่มีเจตนาร้าย พยายามบ่อนทำลายสังคมด้วยการสร้างความแตกแยก ปลุกปั่นความเกลียดชัง หรือก่อความรุนแรง ดังนั้น ในฐานะประชาชนไทย ไม่ว่าจะเป็นมุสลิม พุทธ หรือคริสเตียน ต่างก็มีหน้าที่สำคัญร่วมกันในการ ปกป้องสังคม

- สิ่งที่ควรกระทำคือ ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐ โดยการแจ้งข่าว แจ้งเหตุ หรือเบาะแสที่น่าสงสัย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุร้ายในพื้นที่

- ห้ามปรามผู้ที่คิดร้ายต่อสังคม ไม่ว่าจะเป็นคำพูด การกระทำ หรือพฤติกรรมที่อาจนำไปสู่ความแตกแยก

       - เสริมสร้างความเข้าใจและความสามัคคี ผ่านการทำกิจกรรมร่วมกันระหว่างคนต่างศาสนาในชุมชน

ศาสนาอิสลามสอนให้ผู้ศรัทธาเคารพในความยุติธรรม และเปิดโอกาสให้อยู่ร่วมกับผู้ที่นับถือต่างศาสนาได้อย่างสงบสุข ตราบใดที่ผู้นำหรือผู้ปกครองปกครองด้วยความยุติธรรมและไม่กีดกันเสรีภาพทางศาสนา ประเทศไทยเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้ที่เราทุกคนควรรักษาไว้ การมีวัด มัสยิด และโบสถ์อยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนคือภาพสะท้อนของความมั่นคงในความหลากหลาย

ในฐานะประชาชนไทย เราต้องร่วมกันปกป้องสังคมของเรา ห้ามปรามและต่อต้านผู้ที่พยายามบ่อนทำลายความสงบสุข รวมถึงให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐในการดูแลความสงบเรียบร้อย เพื่อที่ประเทศไทยจะยังคงเป็นบ้านที่ปลอดภัยและน่าอยู่ของทุกศาสนา ทุกเชื้อชาติ และทุกคนอย่างแท้จริง.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น