โทษภัยของกลุ่ม BRN และกลุ่ม RKK และวิธีการรับมือป้องกันในชุมชน
ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
(จชต.) นับเป็นปัญหาที่ฝังรากลึกและยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษ
ซึ่งหนึ่งในต้นเหตุสำคัญคือการเคลื่อนไหวและปฏิบัติการของกลุ่มก่อความไม่สงบ เช่น
ขบวนการบีอาร์เอ็น (BRN)
และ กลุ่มอาร์เคเค (RKK) ที่มุ่งโจมตีสร้างความหวาดกลัวในสังคม
การใช้ความรุนแรง เช่น การลอบวางระเบิด การลอบยิงเจ้าหน้าที่รัฐ การข่มขู่ชาวบ้าน
รวมถึงการเผยแพร่แนวคิดสุดโต่ง
ล้วนสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
และบ่อนทำลายความสงบสุขของสังคมไทยโดยรวม
เพื่อให้ประชาชนและชุมชนสามารถอยู่ร่วมกันอย่างปลอดภัย
จึงจำเป็นต้องสร้างความรู้ ความเข้าใจถึงโทษภัยของกลุ่มก่อความไม่สงบเหล่านี้
พร้อมทั้งร่วมกันวางแนวทางการรับมือและการป้องกันอย่างเป็นระบบ
โทษภัยของกลุ่ม
BRN
และ RKK
สร้างความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน
: การก่อเหตุรุนแรงในรูปแบบต่าง
ๆ ของ BRN
และ RKK ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก
ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนผู้บริสุทธิ์
อีกทั้งยังสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โรงเรียน สถานที่ราชการ
ร้านค้า และยานพาหนะ
ทำลายความสงบสุขของสังคม : การสร้างสถานการณ์ความรุนแรงอย่างต่อเนื่องก่อให้เกิดความหวาดกลัว
ความไม่มั่นใจ และการแตกแยกภายในสังคม
ประชาชนไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติสุข เช่น ไม่กล้าออกไปทำงานยามค่ำคืน
ไม่กล้าเดินทางระหว่างอำเภอหรือจังหวัด
บ่อนทำลายเศรษฐกิจและการพัฒนา : ความไม่สงบส่งผลกระทบต่อการลงทุน
การท่องเที่ยว และการพัฒนาโครงการต่าง ๆ ของภาครัฐและเอกชน
ผู้ประกอบการไม่กล้าเข้ามาลงทุน ทำให้โอกาสในการสร้างงานและรายได้ในพื้นที่ลดลง
บิดเบือนความเชื่อและสร้างแนวคิดสุดโต่ง : กลุ่ม BRN และ RKK มักเผยแพร่แนวคิดที่ผิดเพี้ยนจากหลักศาสนาอิสลาม
เพื่อปลูกฝังความเกลียดชังและสร้างความชอบธรรมให้กับการใช้ความรุนแรง
ส่งผลให้เยาวชนบางส่วนถูกหลอกล่อเข้าร่วมโดยไม่เข้าใจผลกระทบที่แท้จริง
ทำลายความสามัคคีในสังคมพหุวัฒนธรรม : จชต.เป็นสังคมที่มีทั้งชาวไทยมุสลิมและไทยพุทธอาศัยอยู่ร่วมกันมาช้านาน
แต่การสร้างสถานการณ์ของกลุ่มก่อความไม่สงบทำให้เกิดความหวาดระแวงและความไม่ไว้วางใจกัน
ซึ่งเป็นอันตรายต่อความสามัคคีและความมั่นคงของชาติ
วิธีการรับมือและป้องกันในชุมชน
สร้างความรู้เท่าทันแก่ประชาชน : ประชาชนต้องเข้าใจถึงโทษภัยของกลุ่มก่อความไม่สงบ
รู้จักแยกแยะระหว่างหลักคำสอนที่แท้จริงของศาสนากับการบิดเบือน
เพื่อไม่ตกเป็นเหยื่อของการชักจูง โดยเฉพาะเยาวชนที่เป็นเป้าหมายหลัก
เสริมสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังในชุมชน : การตั้งเครือข่ายชาวบ้านหรืออาสาสมัครดูแลความปลอดภัย
เช่น ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.)
จะช่วยป้องกันการแทรกซึมของกลุ่มก่อความไม่สงบ
และเป็นกำลังเสริมให้กับเจ้าหน้าที่รัฐ
ส่งเสริมการศึกษาและกิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับเยาวชน : เยาวชนควรได้รับโอกาสทางการศึกษาและการประกอบอาชีพ
รวมถึงการมีส่วนร่วมในกิจกรรมสร้างสรรค์ที่ปลูกฝังความรักชาติ ศาสนา
และสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อลดโอกาสการถูกชักนำเข้าสู่เส้นทางความรุนแรง
สร้างความร่วมมือระหว่างรัฐ
ศาสนิก และชุมชน
: ผู้นำศาสนา
ผู้นำชุมชน และหน่วยงานรัฐควรร่วมมือกันเผยแพร่ความจริงและหลักศาสนาที่ถูกต้อง
รวมถึงการสร้างกิจกรรมที่ส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างไทยพุทธและไทยมุสลิมในพื้นที่
ใช้กลไกทางเศรษฐกิจและสังคมเสริมสร้างความเข้มแข็ง : การพัฒนาคุณภาพชีวิต
เช่น การส่งเสริมอาชีพ การสร้างงาน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
จะช่วยให้ชุมชนเข้มแข็ง
ลดความเสี่ยงที่ประชาชนจะถูกจูงใจเข้าร่วมกลุ่มก่อความไม่สงบเพราะความยากจนหรือขาดโอกาส
แจ้งเบาะแสและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐ : ประชาชนควรมีความกล้าที่จะเป็นหูเป็นตา
หากพบสิ่งผิดปกติควรรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที เพื่อป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้น
ทั้งนี้ การร่วมมือกันคือหัวใจสำคัญในการปราบปรามกลุ่มก่อความไม่สงบ
กลุ่มขบวนการ
BRN
และกลุ่มก่อการร้าย RKK ไม่เพียงแต่สร้างความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินเท่านั้น
แต่ยังทำลายความสงบสุข ความสามัคคี และอนาคตของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย
การรับมือกับปัญหานี้ไม่สามารถทำได้โดยภาครัฐฝ่ายเดียว
หากแต่ต้องอาศัยพลังของประชาชนและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างจริงจัง
ทุกคนในสังคม
จชต.ต้องร่วมกันสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่ง ยึดมั่นในความถูกต้องของศาสนา
ยืนหยัดในความเป็นพลเมืองดี มีความสามัคคี และพร้อมเป็นกำลังในการปกป้องบ้านเกิด
การปราบปรามและป้องกันกลุ่มก่อความไม่สงบไม่ใช่เพียงหน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง
แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของพวกเราทุกคน
เพื่อให้พื้นที่ชายแดนใต้กลับมามีสันติสุข ความมั่นคง
และความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน.

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น