ข้อเท็จจริงกับคำว่า
: ปัตตานี ปาตานี ฟาตอนี กับความสับสนที่กลายเป็นกับดักของรัฐและนักวิชาการ
ในพื้นที่
3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย ได้แก่ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส คำว่า
“ปัตตานี”,
“ปาตานี” และ “ฟาตอนี”
กลายเป็นคำที่มากกว่าชื่อเรียกของเมืองหรือพื้นที่
แต่ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ทางอารมณ์ การเมือง และอัตลักษณ์
ที่ต่างกลุ่มต่างฝ่ายหยิบยกขึ้นมาใช้ในลักษณะที่แตกต่างกัน
จนนำไปสู่ความสับสนทั้งในระดับรัฐ นักวิชาการ และแม้กระทั่งในหมู่ประชาชนบางส่วน
บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างแจ้งกระจ่างถึงที่มา
ความหมาย และการใช้คำเหล่านี้ รวมถึงสะท้อนความรู้สึกที่แท้จริงของคนในพื้นที่
ตลอดจนชี้ให้เห็นถึงกับดักทางวาทกรรมที่ทำให้การแก้ปัญหาในพื้นที่ 3
จังหวัดชายแดนภาคใต้หลงทิศทาง และกลายเป็นช่องทางให้กลุ่มแนวร่วมบางกลุ่มบิดเบือนเพื่อเป้าหมายทางการเมือง
ประวัติศาสตร์ของคำว่า
"ปัตตานี"
ปัตตานี
เป็นชื่อที่ใช้ในเอกสารราชการของไทย
และได้รับการรับรองทางภูมิศาสตร์ว่าเป็นหนึ่งในจังหวัดของประเทศ
เป็นชื่อที่มีรากฐานมาจากยุคสมัยอยุธยา
โดยที่ราชสำนักสยามเรียกหัวเมืองชายแดนแถบนี้ว่า “ปัตตานี”
เพื่อสะท้อนสถานะของเมืองประเทศราช ซึ่งมีความสัมพันธ์กับสยาม
ผ่านระบบศักดินาและราชอาณาจักร
ชื่อ
“ปัตตานี” เป็นการกลายเสียงจากภาษาเดิม (มลายู/อาหรับ)
ให้สอดคล้องกับการออกเสียงในภาษาไทย มีการใช้ในเอกสารราชการ บัตรประชาชน
ป้ายทางการ และการศึกษาของรัฐ ถือเป็นคำที่สื่อถึงการบูรณาการเข้ากับรัฐชาติไทย
ความหมายและรากของคำว่า
"ปาตานี"
ปาตานี
(Patani) เป็นคำที่ใช้กันแพร่หลายในเอกสารมลายูและภาษาอังกฤษ
โดยเฉพาะในแวดวงวิชาการนานาชาติ
นักประวัติศาสตร์มลายูนิยมใช้คำนี้เพื่ออธิบายถึงอดีตรัฐสุลต่านแห่งปาตานี (Patani
Sultanate) ซึ่งเคยมีความรุ่งเรืองในช่วงศตวรรษที่ 15–18
มีการค้ากับต่างชาติ และเป็นศูนย์กลางศาสนาอิสลามในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
คำว่า
“ปาตานี” จึงสะท้อนความรู้สึกของผู้คนบางกลุ่มที่ยังคงผูกพันกับอดีตรัฐสุลต่าน
และใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองหรือวาทกรรมเรียกร้องอัตลักษณ์ในบริบทที่แยกออกจากรัฐไทย
หรืออย่างน้อยก็เป็นวาทกรรมที่เรียกร้อง “ความเป็นเรา”
ที่แตกต่างจากส่วนกลาง
ฟาฏอนี :
ความศักดิ์สิทธิ์หรือเครื่องมือ?
ฟาฏอนี (Fatoni) เป็นคำที่มาจากรากภาษาอาหรับ แปลว่า “สถานที่แห่งปัญญา” หรือ “ผู้มีปัญญา”
ซึ่งถูกหยิบยกขึ้นมาในหมู่นักเคลื่อนไหวบางกลุ่ม
โดยเฉพาะกลุ่มแนวร่วมแบ่งแยกดินแดน เช่น BRN หรือ PULO
เพื่อสร้างภาพจำใหม่ให้กับพื้นที่นี้ในฐานะดินแดนมุสลิมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะทางศาสนา
วัฒนธรรม และภาษา
คำว่า “ฟาฏอนี”
จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่ชื่อเรียกทางวัฒนธรรม
แต่กลายเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองที่ถูกออกแบบมาเพื่อ “ปลุกเร้า”
ความรู้สึกของผู้คน โดยเฉพาะเยาวชน
ผ่านการปลูกฝังความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์เฉพาะตนที่ถูกตีความว่า “แตกต่างจากไทย”
ความหลงทิศของรัฐและนักวิชาการ
สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ นักวิชาการบางกลุ่ม
และเจ้าหน้าที่รัฐบางภาคส่วน ได้รับอิทธิพลจากวาทกรรมเหล่านี้ โดยขาดความเข้าใจเชิงลึก
หลงเข้าไปเล่นตามเกมวาทกรรมของกลุ่มแนวร่วม โดยไม่ทันระวังว่านั่นคือเครื่องมือของการแบ่งแยกมากกว่าการสมานฉันท์
มีการใช้คำว่า
“ฟาฏอนี” อย่างเปิดเผยในเอกสารวิชาการ
หรือกิจกรรมทางสังคมที่รัฐให้การสนับสนุน
โดยอ้างเสรีภาพทางวิชาการหรือการฟังเสียงคนในพื้นที่ ทั้งที่ในความจริงแล้ว
คนในพื้นที่จำนวนมากไม่ได้ต้องการแยกตัว
แต่อยากอยู่ร่วมกันอย่างสงบในสังคมพหุวัฒนธรรม โดยที่อัตลักษณ์ของตนได้รับการยอมรับในกรอบของรัฐไทย
สะท้อนความรู้สึกของคนในพื้นที่
ในความเป็นจริง
คนในพื้นที่ 3 จชต. ไม่ได้ยึดติดกับคำใดคำหนึ่งเป็นพิเศษ หากแต่ให้ความสำคัญกับความยุติธรรม
ความเคารพซึ่งกันและกัน
และการมีส่วนร่วมที่แท้จริงในการพัฒนาและตัดสินใจในระดับท้องถิ่น
คำว่า “ปัตตานี”
สำหรับคนไทยทั่วไปคือจังหวัดหนึ่งของประเทศไทย
คำว่า “ปาตานี”
สำหรับบางคนคือรากทางวัฒนธรรม
คำว่า “ฟาฏอนี”
สำหรับบางกลุ่มคือจินตนาการทางการเมือง
แต่สำหรับคนส่วนใหญ่ในพื้นที่
เขาไม่ได้ต้องการความขัดแย้งจากคำเหล่านี้ หากแต่ต้องการคุณภาพชีวิตที่ดี
ความมั่นคง และโอกาสในการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขมากกว่า
ข้อเสนอแนะ
รัฐควรมีจุดยืนชัดเจน
ในการใช้คำและวาทกรรมทางพื้นที่อย่างระมัดระวัง
หลีกเลี่ยงการเล่นตามเกมแนวร่วมโดยไม่รู้ตัว
นักวิชาการต้องใฝ่หาความจริง
มากกว่าการสร้างภาพเพื่อความ “อินเทรนด์” หรือเอาใจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ฟังเสียงคนในพื้นที่จริง
ๆ ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มที่จัดตั้งหรือชี้นำวาทกรรมเท่านั้น
สนับสนุนพหุวัฒนธรรมในกรอบของรัฐเดียวกัน
โดยไม่ทำให้ความแตกต่างกลายเป็นความแยกจาก
สรุป
ความสับสนระหว่าง “ปัตตานี”, “ปาตานี” และ “ฟาตอนี”
ไม่ใช่แค่เรื่องภาษาหรือคำเรียกเท่านั้น แต่สะท้อนถึงความซับซ้อนของอัตลักษณ์
การเมือง และการต่อสู้ทางวาทกรรมในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้
สิ่งที่ประเทศไทยต้องระวังคือ
การหลงทางในวาทกรรมที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป้าหมายทางการเมืองของกลุ่มแนวร่วม
จนลืมฟังเสียงของ “คนส่วนใหญ่ที่อยากอยู่ร่วมกันอย่างสงบ” อย่างแท้จริง

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น