วันเสาร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2568

ข้อเท็จจริงกับคำว่า : ปัตตานี ปาตานี ฟาตอนี กับความสับสนที่กลายเป็นกับดักของรัฐและนักวิชาการ

ข้อเท็จจริงกับคำว่า : ปัตตานี ปาตานี ฟาตอนี กับความสับสนที่กลายเป็นกับดักของรัฐและนักวิชาการ

ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย ได้แก่ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส คำว่า “ปัตตานี”, “ปาตานี” และ “ฟาตอนี” กลายเป็นคำที่มากกว่าชื่อเรียกของเมืองหรือพื้นที่ แต่ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ทางอารมณ์ การเมือง และอัตลักษณ์ ที่ต่างกลุ่มต่างฝ่ายหยิบยกขึ้นมาใช้ในลักษณะที่แตกต่างกัน จนนำไปสู่ความสับสนทั้งในระดับรัฐ นักวิชาการ และแม้กระทั่งในหมู่ประชาชนบางส่วน

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างแจ้งกระจ่างถึงที่มา ความหมาย และการใช้คำเหล่านี้ รวมถึงสะท้อนความรู้สึกที่แท้จริงของคนในพื้นที่ ตลอดจนชี้ให้เห็นถึงกับดักทางวาทกรรมที่ทำให้การแก้ปัญหาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้หลงทิศทาง และกลายเป็นช่องทางให้กลุ่มแนวร่วมบางกลุ่มบิดเบือนเพื่อเป้าหมายทางการเมือง

ประวัติศาสตร์ของคำว่า "ปัตตานี"

ปัตตานี เป็นชื่อที่ใช้ในเอกสารราชการของไทย และได้รับการรับรองทางภูมิศาสตร์ว่าเป็นหนึ่งในจังหวัดของประเทศ เป็นชื่อที่มีรากฐานมาจากยุคสมัยอยุธยา โดยที่ราชสำนักสยามเรียกหัวเมืองชายแดนแถบนี้ว่า “ปัตตานี” เพื่อสะท้อนสถานะของเมืองประเทศราช ซึ่งมีความสัมพันธ์กับสยาม ผ่านระบบศักดินาและราชอาณาจักร

ชื่อ “ปัตตานี” เป็นการกลายเสียงจากภาษาเดิม (มลายู/อาหรับ) ให้สอดคล้องกับการออกเสียงในภาษาไทย มีการใช้ในเอกสารราชการ บัตรประชาชน ป้ายทางการ และการศึกษาของรัฐ ถือเป็นคำที่สื่อถึงการบูรณาการเข้ากับรัฐชาติไทย

 

ความหมายและรากของคำว่า "ปาตานี"

ปาตานี (Patani) เป็นคำที่ใช้กันแพร่หลายในเอกสารมลายูและภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะในแวดวงวิชาการนานาชาติ นักประวัติศาสตร์มลายูนิยมใช้คำนี้เพื่ออธิบายถึงอดีตรัฐสุลต่านแห่งปาตานี (Patani Sultanate) ซึ่งเคยมีความรุ่งเรืองในช่วงศตวรรษที่ 15–18 มีการค้ากับต่างชาติ และเป็นศูนย์กลางศาสนาอิสลามในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คำว่า “ปาตานี” จึงสะท้อนความรู้สึกของผู้คนบางกลุ่มที่ยังคงผูกพันกับอดีตรัฐสุลต่าน และใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองหรือวาทกรรมเรียกร้องอัตลักษณ์ในบริบทที่แยกออกจากรัฐไทย หรืออย่างน้อยก็เป็นวาทกรรมที่เรียกร้อง “ความเป็นเรา” ที่แตกต่างจากส่วนกลาง

ฟาฏอนี : ความศักดิ์สิทธิ์หรือเครื่องมือ?

ฟาฏอนี (Fatoni) เป็นคำที่มาจากรากภาษาอาหรับ แปลว่า “สถานที่แห่งปัญญา” หรือ “ผู้มีปัญญา” ซึ่งถูกหยิบยกขึ้นมาในหมู่นักเคลื่อนไหวบางกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มแนวร่วมแบ่งแยกดินแดน เช่น BRN หรือ PULO เพื่อสร้างภาพจำใหม่ให้กับพื้นที่นี้ในฐานะดินแดนมุสลิมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะทางศาสนา วัฒนธรรม และภาษา

คำว่า “ฟาฏอนี” จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่ชื่อเรียกทางวัฒนธรรม แต่กลายเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองที่ถูกออกแบบมาเพื่อ “ปลุกเร้า” ความรู้สึกของผู้คน โดยเฉพาะเยาวชน ผ่านการปลูกฝังความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์เฉพาะตนที่ถูกตีความว่า “แตกต่างจากไทย

ความหลงทิศของรัฐและนักวิชาการ

สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ นักวิชาการบางกลุ่ม และเจ้าหน้าที่รัฐบางภาคส่วน ได้รับอิทธิพลจากวาทกรรมเหล่านี้ โดยขาดความเข้าใจเชิงลึก หลงเข้าไปเล่นตามเกมวาทกรรมของกลุ่มแนวร่วม โดยไม่ทันระวังว่านั่นคือเครื่องมือของการแบ่งแยกมากกว่าการสมานฉันท์

มีการใช้คำว่า “ฟาฏอนี” อย่างเปิดเผยในเอกสารวิชาการ หรือกิจกรรมทางสังคมที่รัฐให้การสนับสนุน โดยอ้างเสรีภาพทางวิชาการหรือการฟังเสียงคนในพื้นที่ ทั้งที่ในความจริงแล้ว คนในพื้นที่จำนวนมากไม่ได้ต้องการแยกตัว แต่อยากอยู่ร่วมกันอย่างสงบในสังคมพหุวัฒนธรรม โดยที่อัตลักษณ์ของตนได้รับการยอมรับในกรอบของรัฐไทย

สะท้อนความรู้สึกของคนในพื้นที่

ในความเป็นจริง คนในพื้นที่ 3 จชต. ไม่ได้ยึดติดกับคำใดคำหนึ่งเป็นพิเศษ หากแต่ให้ความสำคัญกับความยุติธรรม ความเคารพซึ่งกันและกัน และการมีส่วนร่วมที่แท้จริงในการพัฒนาและตัดสินใจในระดับท้องถิ่น

คำว่าปัตตานี” สำหรับคนไทยทั่วไปคือจังหวัดหนึ่งของประเทศไทย

คำว่าปาตานี” สำหรับบางคนคือรากทางวัฒนธรรม

คำว่าฟาฏอนี” สำหรับบางกลุ่มคือจินตนาการทางการเมือง

แต่สำหรับคนส่วนใหญ่ในพื้นที่ เขาไม่ได้ต้องการความขัดแย้งจากคำเหล่านี้ หากแต่ต้องการคุณภาพชีวิตที่ดี ความมั่นคง และโอกาสในการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขมากกว่า

ข้อเสนอแนะ

รัฐควรมีจุดยืนชัดเจน ในการใช้คำและวาทกรรมทางพื้นที่อย่างระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการเล่นตามเกมแนวร่วมโดยไม่รู้ตัว

นักวิชาการต้องใฝ่หาความจริง มากกว่าการสร้างภาพเพื่อความ “อินเทรนด์” หรือเอาใจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ฟังเสียงคนในพื้นที่จริง ๆ ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มที่จัดตั้งหรือชี้นำวาทกรรมเท่านั้น

สนับสนุนพหุวัฒนธรรมในกรอบของรัฐเดียวกัน โดยไม่ทำให้ความแตกต่างกลายเป็นความแยกจาก

สรุป

ความสับสนระหว่างปัตตานี, “ปาตานี” และ “ฟาตอนี” ไม่ใช่แค่เรื่องภาษาหรือคำเรียกเท่านั้น แต่สะท้อนถึงความซับซ้อนของอัตลักษณ์ การเมือง และการต่อสู้ทางวาทกรรมในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ สิ่งที่ประเทศไทยต้องระวังคือ การหลงทางในวาทกรรมที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป้าหมายทางการเมืองของกลุ่มแนวร่วม จนลืมฟังเสียงของ “คนส่วนใหญ่ที่อยากอยู่ร่วมกันอย่างสงบ” อย่างแท้จริง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น