หน่วยความมั่นคง
ได้เผยแพร่บทความ เกี่ยวกับการใช้คำ ปาตานี ในการเคลื่อนไหว โดยให้รายละเอียดว่า
การเผยแพร่ศาสนาอิสลามเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น
เจ้าเมืองพญาอินทิรายังดื้อรันไม่ยอมเข้ารับอิสลามและไม่มีใครที่กล้าเข้าไป
ในวังเพื่อเผยแพร่ศาสนาให้กับเจ้าเมืองพญาอินทิรา
การเผยแพร่ศาสนามีความเข้มข้นมากตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นอาณาจักรลังกาสุกะมา
จนถึงช่วงต้นของการสร้างเมืองปัตตานี
แต่ประชาชนชาวโกตามาหาลิไกยส่วนใหญ่ยังนับถือศาสนาพุทธผสมกับพราหมณ์
– ฮินดู จนมาถึงสมัยของเจ้าเมืองพญาอินทิรา
เกิดการเปลี่ยนแปลงทางศาสนาจากศาสนาพุทธเป็นอิสลาม
การเปลี่ยนศาสนาของเจ้าเมืองพญาอินทิรามีตำนานเล่ากันว่า
เจ้าเมืองพญาอินทิราได้ทรงเกิดพระโรคบางอย่างกำเริบขึ้นบนร่างกายของ พระองค์
แพทย์หลวงในราชสำนักรักษาเท่าไรก็ไม่มีทีท่าว่าจะหายขาด
พระองค์จึงให้เสนาบดีป่าวประกาศไปทั่วเมืองว่า
หากหมอผู้ใดสามารถรักษาพระโรคให้หายขาดได้จะทรงพระราชทานรางวัลให้อย่างงดงาม
ได้มีแขกปาชายผู้หนึ่งเดินทางมาจากเกาะสุมาตราชื่อ
“เซ็กซาฟียิดติน” อาสาเข้าทำการรักษาพระโรคของเจ้าเมืองพญาอินทิรา
โดยขอคำมั่นสัญญาจากพระองค์ว่าเมื่อตนสามารถรักษาอาการป่วยหายแล้ว
พระองค์ต้องเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามแทนศาสนาพุทธซึ่งเจ้าเมืองพญาอินทิรา
ก็ทรงรับปากแต่โดยดี เซ็กซาฟียิดตินฯ ได้ทำการรักษาพระโรคของเจ้าเมืองพญาอินทิราจนหายขาด
แต่พระองค์กลับคำไม่รักษาสัญญา
ต่อมาไม่นานโรคร้ายจึงกำเริบขึ้นมาอีกครั้งร้อนถึงหมอแขกชื่อดังต้องกลับมา
รักษาให้หายอีก แต่คราวนี้เจ้าเมืองพญาอินทิราก็ไม่ปฏิบัติตามสัญญาเสียที
เจ้าเมืองพญาอินทิราได้ผิดคำสัญญาถึง 3 ครั้ง หมอแขกก็ตามรักษาอยู่ทุกครั้ง
จนมาถึงครั้งที่
4 เจ้าเมืองพญาอินทิรา จึงยอมเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามตามสัญญา
และโรคร้ายก็หายไปไม่มากล้ำกรายอีกเลย จึงแต่งตั้งเซ็กซาฟียิดตินขึ้นเป็น ดาโต๊ะ
สารีรายา ฟาเกะฮ์ (คือผู้รู้ยอดเยี่ยมของ ศาสนาอิสลาม)
เป็นเหตุให้พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ ขุนนาง
และชาวเมืองเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามกันหมด
พลเมืองชาวปาตานีเมื่อเห็นกษัตริย์ของตนเปลี่ยนศาสนา จึงพากันเข้ารีตนับถือ
ศาสนาอิสลามกันทั้งหมด
ต่อมาจึงได้ทำลายพระพุทธรูป
เทวรูป โบราณสถานทางพุทธศาสนาพุทธในเมืองลังกาสุกะจนเสียหายหมดสิ้น
จากนั้นชื่อเมืองลังกาสุกะก็หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์นับตั้งแต่บัดนั้น
การเข้ามาของเซ็กซาฟียิดติน
ในปาตานี
เพื่อรักษาอาการป่วยของพญาอินทิราจนพระองค์เข้ามารับนับถือศาสนาอิสลามแล้ว
เปลี่ยนพระนามเป็น สุลต่านอิสมาแอลชาห์ซิลลุลลอฮ์ฟิลอาลาม
ได้มีการขอพรให้พื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่ปาตานีดารุสาลาม
การเรียกชื่อเมืองปาตานีเป็นปาตานีดารุสาลาม ได้มีการสืบทอดการปกครองอาณาจักรปาตานีดารุสสาลามจนสิ้นสุดราชวงศ์ศรีมหาวังสา
ซึ่งนับจากอดีตจนถึงปัจจุบันนี้ราวประมาณ 500 ปี มาแล้ว
และเซ็กซาฟียิดตินเองก็ถือว่าเป็นบุคคลสำคัญในการเข้ามามีบทบาทของ
การเปลี่ยนแปลงเมืองปาตานีให้ดียิ่งขึ้น
เปลี่ยนแปลงการนับถือศาสนาให้กระจ่างยิ่งขึ้นเหมือนในปัจจุบัน
กระทั่ง
พ.ศ.2329
(ข้อมูลปีน่าจะผิด-mtoday) ปาตานีถูกแบ่งแยกออกเป็น
7 หัวเมือง ยุคอาณาจักรสยาม กลายเป็น เมืองปัตตานี หนองจิก
รามันห์ ยะลา สายบุรี ยะหริ่ง และระแงะ คำว่า”ปาตานี”เริ่มถูกเปลี่ยนมาเป็นคำว่า
“ปัตตานี” และต่อมา หลังถูกผนวกรวมเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรสยามเต็มรูปแบบ
จึงกลายเป็น “จังหวัดปัตตานี”
แล้ว
วาทกรรม ปาตานี มาจากไหนในปัจจุบัน มาจากการสิ่งที่ ผกร.
ภาคประชาสังคม และกลุ่มนักศึกษาในนาม“ปาตานี” ทั้งหลายได้พูดและแสดงออกตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา
เป็นวาทกรรม เชิงสัญลักษณ์อย่างหนึ่งที่อ้างประวัติศาสตร์ เพื่อสร้างความรู้สึก“ร่วม”
ของความเป็น“ปาตานี” ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
(คนปาตานีจะดีหรือเลวเขาก็เลือกคนปาตานี) ยกตัวอย่างเช่น
สหพันธ์นิสิตนักศึกษาเยาวชนนักเรียนปาตานี (PerMAS) , กลุ่มมาราปาตานี
, สำนักสื่อ Wartani , รวมถึง
สื่อออนไลน์ของกลุ่มแนวร่วม
และล่าสุด
การจัดเสวนาของกลุ่มประชาสังคมและกลุ่มนักศึกษา (PerMAS) ในหัวข้อ
เรื่อง “มนุษยธรรมกับปาตานีที่ยังมีชีวิตอยู่” พร้อมกับใช้คำว่า “ปาตานี”
และเมื่อมีการจัดเวทีของกลุ่มพวกนี้ยังรวมถึงนักวิชาการและอาจารย์บางท่านในสถาบันการศึกษา
จึงทำให้มั่นใจว่า“ปาตานี” เป็นวาทกรรมที่เจตนาขับเคลื่อนเพื่อสร้างความรู้สึกร่วมในความเป็นชาติ
รองรับโอกาสการเป็นเอกราชผ่านการกำหนดใจตนเอง และไม่ได้หมายรวมถึงคนเชื้อสายอื่นๆ
ที่อยู่ในพื้นที่ ดังนั้นในฐานะคนนอก โลกปาตานี จึงอันคับแคบเกินกว่าที่คนไทยพุทธ
คนไทยเชื้อสายจีนหลายๆ
คนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้จะยอมรับหรือแทรกตัวเข้าไปได้.

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น