วันอังคารที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2569

เสียงเล็กๆ ของคนในพื้นที่ ต่อการแก้ไขปัญหาไฟใต้

เสียงเล็กๆ ของคนในพื้นที่...ต่อการแก้ไขปัญหาไฟใต้

เรื่องราวต่อไปนี้เป็นเรื่องจริง ของผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ระบายออกมาเป็นตัวอักษรแทนความรู้สึก...เป็นแค่เสียงเล็กๆ ไม่ได้มีอะไรที่แอบแฝงหรือหมกเม็ดต่อสิ่งที่ได้เขียน แต่ต้องการสะท้อนปัญหาที่แท้จริงให้ผู้ที่มีอำนาจได้ตัดสินใจ เป็นมุมมองอีกด้านหนึ่งในการแก้ปัญหาด้วยการคิดวิเคราะห์ด้วยข้อมูล ข้อเท็จจริง และที่สำคัญการดำเนินการแก้ปัญหาไฟใต้ได้ถูกทาง ไม่ต้องคลำทางเหมือนคนตาบอดดั่งเช่นที่ผ่านมา ผู้เขียนอยากให้ทุกท่านได้อ่านให้จบแล้วเราจะได้รู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อน...ลองมาอ่านดูกันครับ....

เมื่อไม่นานมานี้ ผมเห็นผู้หลักผู้ใหญ่ท่านหนึ่งออกมาให้สัมภาษณ์ ว่าถ้าไทยทำตามข้อเรียกร้อง 7 ข้อ ของ "ฮัจยีสุหลง" และอีก 5 ข้อ ของ BRN ได้ “ภาคใต้ก็จะสงบ  ผมอ่านแล้วถึงกับตกใจ เพราะเหตุผลที่ท่านนั้นยกมาไม่ว่าจะเรื่องข้อเรียกร้องหรือเหตุผลที่ทำให้

อาเจะห์สงบ  มาจากการโอนอ่อนผ่อนตามผู้ที่ต่อต้านรัฐ แล้วการเจรจาจึงจะดำเนินไปได้ด้วยดี ผมก็เพิ่งเคยเห็นทฤษฎีนี้ครั้งแรกจริงๆ ที่กล่าวว่าถ้าจะเจรจาต่อรองกับใครต้องยอมฝ่ายตรงข้ามก่อน เพราะโดยปกติแล้วผู้ที่เสนอขอเจรจาจะต้องเป็นฝ่ายที่เสียเปรียบ หรือเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติของตนเพิ่มมากขึ้นต่างหาก

ลองจินตนาการดูสิครับ ถ้าคนตัวใหญ่เจรจากับคนตัวเล็กอะไรจะเกิดขึ้น คนตัวเล็กก็ต้องยอมทุกข้อแม้ว่าจะเสียเปรียบอยู่เห็นๆ ก็ตาม นั้นเป็นเพราะเค้าไม่สามารถต่อรองอะไรได้เลย ซึ่งการเจรจาแบบนี้นำไปสู่ความเสียเปรียบของคนตัวเล็กอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นในขณะที่การเจรจายังดำเนินอยู่ การบังคับใช้กฎหมายของรัฐก็ต้องกระทำควบคู่ไปด้วยครับ

จะปล่อยให้เกิดเป็นสุญญากาศ ในพื้นที่ของความขัดแย้งนี้ไม่ได้เด็ดขาด คนที่ทำผิดก็ต้องถูกไล่ล่าและนำตัวมาดำเนินคดีรับกรรมที่เค้าก่อต่อไป

แต่ถ้าใครที่ทำไปแล้วสำนึกได้ก็เชิญมามอบตัว รัฐก็มีทางออกที่ผ่อนปรนกว่าการดำเนินคดีไว้รองรับอยู่หลายทางแล้วในขณะนี้

ยิ่งถ้าพูดถึงเรื่องอาเจะห์ ผมเชื่อว่าผู้ที่ติดตามสถานการณ์ของอาเจะห์ต้องทราบดีแน่นอน ว่าที่อาเจะห์สงบลงได้ทุกวันนี้เป็นเพราะอะไร อาจมีคนบอกว่าใช้หลักทางศาสนาแต่จริงๆแล้วไม่ใช่ เพราะอาเจะห์สงบก่อนที่จะเจรจาแล้ว โดยสาเหตุสำคัญที่สุดที่เป็นจุดผกผันของกลุ่มต่อต้านเลย ก็คือ “ซึนามิ” ครับ

ซึ่งแม้แต่กลุ่มต่อต้านและรัฐบาลอินโดนีเซียก็เห็นตรงกันในเรื่องนี้   เพราะเหตุการณ์ซึนามิในครั้งนั้น สร้างความเสียหายให้กับ อาเจะห์เป็นอย่างมากจนไม่สามารถพื้นตัวได้ด้วยตนเอง ทำให้กองกำลังติดอาวุธต้องยอมจำนนเจรจาสงบศึกกับรัฐบาลอินโดนีเซียในที่สุด เพื่อรับการช่วยเหลือจากภายนอกนั้นเอง

ผมใช้ชีวิตใน จชต. มาหลายสิบปีแล้ว จนกระทั้งบัดนี้ผมยังไม่ทราบเลยว่า แท้จริงแล้วรัฐเอาเปรียบคนมุสลิมหรือคนมุสลิมเอาเปรียบกันเองกันแน่ อย่างหนึ่งที่รัฐต้องยอมรับในความผิดพลาดในอดีตก็คือ เมื่อสมัยก่อนพื้นที่ จชต.เป็นพื้นที่ที่รัฐมักจะโยกย้ายข้าราชการที่ทำผิดจากที่อื่นให้มาอยู่ที่นี่ นั้นเป็นเพราะว่าพื้นที่ จชต.นี้ ไม่มีใครอยากมาทำงาน ยกเว้นแต่คนที่มีภูมิลำเนาอยู่ที่นี่นั้นเอง แต่ปัญหานี้ในปัจจุบันผมไม่เห็นว่ามันจะมีอีกแล้ว หนำซ้ำข้าราชการที่มีความสามารถและต้องการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาของชาติกลับอยากมาทำงานที่นี่มากขึ้น

แต่หากมองในมุมของคนมุสลิมด้วยกันแล้ว คนมุสลิมที่อยู่ในเมืองหรือคนพอมีฐานะ ก็จะส่งให้ลูกหลานได้เรียนสูงๆ ซึ่งคนกลุ่มนี้ก็จะไม่ได้รู้สึกถูกเอาเปรียบมากมายนัก เพราะเค้าสามารถทำอะไรได้เหมือนคนอื่นๆทั่วประเทศ แต่คนมุสลิมที่อยู่ในชนบทนั้น ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยสนใจเรื่องการศึกษาสายสามัญเท่าไรนัก ยิ่งมีกลุ่มก่อความไม่สงบพยายามยุแหย่อีกว่า “อย่าไปเรียนโรงเรียนรัฐนะมันบาป มันจะทำลายอัตลักษณ์ของเรา มันพยายามกลืนชาติของเรา” ก็ยิ่งทำให้คนกลุ่มนี้ ไม่อยากจะไปเรียนกันมากขึ้นไปอีก หนักไปกว่านั้นมีถึงขั้นการปล่อยข่าวว่า "การหยอดยาปอริโอ คือการทำหมันคนมุสลิม" ก็ไม่มีใครไปหยอด.....สุดท้ายคนที่ลำบากก็คือคนในชนบทนั้นเอง

เมื่อเกิดความเดือดร้อน ก็เป็นช่องว่างให้ผู้ไม่หวังดีมาชักจูงได้ง่ายเข้าไปอีก ว่ารัฐเค้าไม่รับคนมุสลิมหรอกเค้ารับแต่คนพุทธเป็นข้าราชการ ทั้งๆที่ไม่ได้มองว่าแท้จริงแล้วตนให้ความสำคัญกับการศึกษาหรือไม่ หรือจบทางด้านไหนมา

ซึ่งนี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนในชนบทเรียนแต่ศาสนา แล้วก็หางานทำตามมีตามเกิดไม่สามารถเข้ารับราชการได้เลย ยิ่งถ้าสังเกตเหตุการณ์ที่ผ่านมาจะเห็นว่า เป้าหมายที่โจรใต้ต้องการมากที่สุด ก็คือครูสายสามัญนี่เอง เพราะสิ่งที่องค์กรพวกนี้กลัวที่สุดคือ "ประชาชนของที่นี่มีการศึกษา" และ "การพัฒนาที่เข้าถึงชนบท" เพราะจะทำให้แนวคิดหัวรุนแรงและไร้เหตุผลสูญพันธุ์ไปในที่สุด

ผม จึงอยากขอร้องให้กระทรวงศึกษาได้เห็นความสำคัญของการแก้ปัญหาในจุดนี้ด้วยครับ อย่าปล่อยให้เจ้าหน้าที่ความมั่นคงแก้ไขอยู่ฝ่ายเดียว ยิ่งโรงเรียนปอเนาะที่ผุดขึ้นมาเหมือนดอกเห็ด ก็ไม่ใช่ว่าเป็นสิ่งไม่ดี แต่มีใครสามารถความคุมมาตรฐานได้หรือไม่ เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าจุดเริ่มต้น ของคนหัวรุนแรงใน จชต. ก็ถูกกล่อมเกลามาจากสถาบันลักษณะนี้ทั้งสิ้น แม้ว่าปอเนาะส่วนใหญ่จะสอนตามแนวทางศาสนาที่ถูกต้องแล้วก็ตามแต่มันไม่ใช่ทุกแห่งเสมอไป

มามองในแง่ของเศรษฐกิจกันบ้าง เหมือนว่ามีคนพยายามเรียกร้องว่าเงินภาษีที่จัดเก็บได้ในสาม จชต. ต้องใช้ใน จชต.เท่านั้น ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าข้อนี้จะเป็นประโยชน์กับคน จชต.จริงหรือไม่ เพราะลองพิจารณาดูดีๆ สิครับ เงินภาษีที่เก็บได้ของ จชต. ส่วนหลักๆ ก็น่าจะมาจากการนำเข้าและส่งออกสินค้าใช่หรือไม่ครับ แต่ลองย้อนถามกลับไปว่าแล้วผู้บริโภคหรือผู้ผลิตสินค้านำเข้าส่งออกนั้นอยู่ใน จชต.หรือไม่ครับ

ถ้าเป็นอย่างนั้น รายได้ของภาษีที่จัดเก็บได้ ก็ไม่ได้เกิดจาก จชต. เป็นหลัก แต่เกิดจากอีกหลายพื้นที่สนับสนุนกันใช่หรือไม่ และถ้ามองไปที่ภาษีท้องถิ่น ทุกวันนี้ภาษีท้องถิ่นก็ใช้จ่ายอยู่ที่ อบต. และ อบจ.ใช่หรือไม่ แล้วนายกอบจ. นายก อบต.มาจากไหน มาจากภูมิภาคอื่นหรือไม่ ก็เป็นคนมุสลิมในพื้นที่นั้นๆเอง

ผมไม่แน่ใจว่า เคยมีพี่น้องตามชนบทเคยสนใจหรือไม่ว่าที่ อบต.ของตนเองมีงบให้พัฒนาแต่ละปีรวมแล้วเป็นเงินเท่าไหร่ และมีโครงการจะทำอะไรบ้าง แล้วดำเนินการแล้วหรือไม่ ผมเชื่อว่าคนชนบทใน จชต.ไม่ได้สนใจเรื่องนี้ครับ จะด้วยว่าไม่ทราบหรือกลัวก็เป็นได้

แต่สุดท้ายกลุ่มผู้ไม่หวังดี ก็จะบอกว่าที่บ้านเราไม่พัฒนาเพราะรัฐเห็นว่าเราเป็นมุสลิมจึงไม่ยอมให้เงินมาพัฒนา ซึ่งคำถามที่ถูกต้องควรถามว่า ปีหนึ่งๆ รัฐให้เงินมาพัฒนาเท่าไหร่ และเงินมันไปไหนหมดต่างหากครับ

เพราะการจัดสรรงบประมาณของภาครัฐ ไม่ได้นำเรื่องศาสนามาเกี่ยวข้องอยู่แล้ว ไม่ว่าจะศาสนาใดก็มีความเป็นคนเท่าเทียมกันทั้งนั้น หรือถ้าจะมองเรื่องภาษีเงินได้บุคคลที่จัดเก็บเข้าส่วนกลาง ผมเชื่อว่าทุกวันนี้ พื้นที่ จชต. ได้งบประมาณมาพัฒนามากกว่าที่จัดเก็บภาษีเงินได้จากคนที่นี่อย่างแน่นอน แต่ถ้าจะบอกว่าเงินที่จัดเก็บจากที่นี่ต้องอยู่ที่นี่ แต่ถ้ารัฐจะให้เพิ่มก็ดี ผมคิดว่าความคิดแบบนี้เป็นความคิดที่เห็นแก่ตัวอย่างมากๆ เลยล่ะหรือว่าไม่จริง

นี่ยังไม่รวมถึงเมื่อยามมีอุทกภัยหรือวาตภัย ซึ่งในพื้นที่ จชต.มักจะเกิดพร้อมๆ กัน แล้วถ้าเป็นอย่างนั้น ใครละครับที่จะช่วยได้ถ้าไม่ใช้จากภูมิภาคอื่นๆ ในเมื่อความเสียหายเกิดขึ้นทั่วทั้ง จชต. พืชผลการเกษตรก็เสียหายหมด และอีกหลายๆคนอาจจะไม่ทราบว่าใน จชต.ยังมีเงินที่ต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศมุสลิมด้วยกัน บริจาคมาเพื่อบำรุงศาสนารวมๆอีกเป็นหลายล้านต่อปี ซึ่งก็ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าเงินเหล่านั้นได้นำไปใช้ในทางที่ถูกต้องตรงตามวัตถุประสงค์ของผู้ให้หรือไม่อย่างไร.....

ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นอีกหนึ่งเสียงเล็กๆ อีกเสียงหนึ่งของคน จชต. ที่อยากให้คนไทยอยู่ด้วยกัน อย่างพหุวัฒนธรรม การอยู่ร่วมกันของคนหลากหลายเชื้อชาติ ศาสนา ไม่ว่าพุทธ คริสต์ หรือมุสลิม หรือศาสนาใดก็ตามแต่ ผู้เขียนอยากให้ท่านผู้อ่านมองปัญหาใน จชต.

อย่างมีเหตุมีผลครับ....

------------------------

วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2569

คลุมฮิญาบก่อเหตุร้ายถี่ยิบ กลวิธีอำพรางที่ไม่ควรนำศาสนามาบังหน้า

คลุมฮิญาบก่อเหตุร้ายถี่ยิบ กลวิธีอำพรางที่ไม่ควรนำศาสนามาบังหน้า

ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ การก่อเหตุรุนแรงไม่ได้สร้างความสูญเสียเพียงต่อชีวิตและทรัพย์สินเท่านั้น แต่ยังสร้างความหวาดระแวงให้แก่ประชาชนในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเมื่อผู้ก่อเหตุใช้วิธีการอำพรางตัวเองเพื่อหลีกเลี่ยงการจดจำใบหน้าและหลบเลี่ยงการตรวจสอบจากกล้องวงจรปิด หนึ่งในรูปแบบที่ถูกพูดถึงอย่างมาก คือการแต่งกายด้วยเสื้อผ้าคลุมมิดชิดหรือแต่งกายเลียนแบบสตรี ขณะใช้รถจักรยานยนต์ในการก่อเหตุ

หากมีการนำการแต่งกายของสตรีมาใช้เป็นเครื่องมือในการอำพรางตัวเพื่อก่อเหตุร้ายจริง นั่นไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงเรื่องของยุทธวิธีด้านความมั่นคงเท่านั้น แต่ยังเป็นประเด็นที่สังคมควรตั้งคำถามอย่างจริงจัง เพราะการแต่งกายของสตรีมุสลิม โดยเฉพาะฮิญาบ เป็นสิ่งที่มีความหมายทางศาสนาและวัฒนธรรม มิใช่เครื่องมือสำหรับผู้ใดนำมาใช้เพื่อปกปิดใบหน้าแล้วก่ออาชญากรรมหรือสร้างความหวาดกลัวแก่ประชาชน

สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ หากผู้ก่อเหตุเลือกลงมือในเวลากลางวัน ท่ามกลางผู้คนและชุมชนที่มีประชาชนทั่วไปใช้ชีวิตตามปกติ ผลกระทบย่อมไม่ได้จำกัดอยู่ที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง แต่ประชาชนผู้บริสุทธิ์ก็สามารถตกเป็นเหยื่อได้เช่นกัน โดยเฉพาะผู้หญิง เด็ก ผู้สูงอายุ หรือบุคคลที่ไม่มีทางป้องกันตัวเอง

การยิงหรือทำร้ายบุคคลที่ไม่มีทางต่อสู้ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่หรือประชาชน ย่อมไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นการกระทำที่น่ายกย่อง การใช้รถจักรยานยนต์เพื่อเข้าถึงเป้าหมายอย่างรวดเร็ว แล้วหลบหนีหลังเกิดเหตุ หากมีการกระทำในลักษณะดังกล่าวจริง ยิ่งสะท้อนถึงการวางแผนเพื่อสร้างความหวาดกลัวและหลีกเลี่ยงการจับกุม มากกว่าจะเป็นการกระทำที่สะท้อนถึงคุณค่าทางศาสนา

ฮิญาบไม่ใช่เครื่องมือของความรุนแรง

ฮิญาบมีความหมายต่อสตรีมุสลิมในหลายมิติ ทั้งด้านศาสนา ความศรัทธา และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ดังนั้น การนำเครื่องแต่งกายดังกล่าวมาใช้เป็นฉากบังหน้าในการก่อเหตุร้าย หากพิสูจน์ได้ว่าเกิดขึ้นจริง ย่อมเป็นการทำลายความหมายของการแต่งกายและทำให้ผู้หญิงมุสลิมที่แต่งกายตามหลักศาสนาต้องเผชิญกับความหวาดระแวงจากสังคมโดยไม่เป็นธรรม

ผู้หญิงที่คลุมฮิญาบจำนวนมากใช้ชีวิตอย่างสุจริต เป็นแม่ เป็นลูก เป็นครู เป็นนักเรียน เป็นพนักงาน และเป็นสมาชิกของชุมชน พวกเธอไม่ควรถูกเหมารวมกับผู้ก่อเหตุเพียงเพราะคนร้ายบางรายอาจเลือกใช้รูปแบบการแต่งกายดังกล่าวในการอำพรางตัว

ตรงกันข้าม ผู้ที่นำเครื่องแต่งกายของผู้หญิงมาใช้เพื่อก่อเหตุรุนแรงต่างหากที่ควรถูกประณาม เพราะการกระทำดังกล่าวอาจทำให้ผู้หญิงมุสลิมต้องรับผลกระทบจากความหวาดระแวงและอคติที่พวกเธอไม่ได้ก่อขึ้น

ยิ่งหากผู้ก่อเหตุอ้างว่าตนเองต่อสู้เพื่อศาสนา หรือเรียกผู้เสียชีวิตจากการก่อเหตุว่า “ชะฮีด” สังคมยิ่งต้องตั้งคำถามว่า การทำร้ายผู้บริสุทธิ์ การสร้างความหวาดกลัว และการนำสิ่งที่มีเกียรติทางศาสนามาใช้เป็นเครื่องมืออำพรางนั้น สอดคล้องกับหลักศาสนาจริงหรือไม่

อย่าเอาศาสนามาเป็นข้ออ้างในการทำร้ายคน

หลักศาสนาไม่ควรถูกนำมาใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับความรุนแรง การกล่าวอ้างว่าตนเองกำลังทำเพื่อศาสนา ไม่ได้ทำให้การทำร้ายผู้บริสุทธิ์กลายเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และการเรียกตนเองว่าเป็นนักต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ ก็ไม่ได้ทำให้การฆ่าหรือทำร้ายผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นเรื่องที่น่ายกย่อง

ในทางกลับกัน ผู้ที่นำศาสนามาอ้างเพื่อสนับสนุนความรุนแรงกำลังสร้างความเสียหายให้แก่ศาสนาและชุมชนของตนเอง เพราะประชาชนทั่วไปอาจเกิดความเข้าใจผิดว่าเครื่องแต่งกายหรือสัญลักษณ์ทางศาสนามีความเกี่ยวข้องกับความรุนแรง ทั้งที่ในความเป็นจริง ผู้ศรัทธาส่วนใหญ่ต้องการใช้ชีวิตอย่างสงบ อยู่ร่วมกับเพื่อนต่างศาสนา และดูแลครอบครัวและชุมชนของตน

ดังนั้น หากพบหลักฐานว่าผู้ก่อเหตุจากขบวนการใดใช้การแต่งกายเลียนแบบสตรีหรือใช้ฮิญาบเป็นเครื่องมืออำพรางตัว สิ่งที่ควรประณามคือ “การกระทำของผู้ก่อเหตุ” และผู้ที่อยู่เบื้องหลัง ไม่ควรนำความผิดของคนกลุ่มหนึ่งไปเหมารวมกับผู้หญิงมุสลิมทั้งหมด หรือกับผู้ที่สวมฮิญาบอย่างสุจริต

การอำพรางตัวไม่ได้ทำให้ความผิดหายไป

เทคโนโลยีในปัจจุบันทำให้การตรวจสอบพยานหลักฐานมีหลายช่องทาง แม้ผู้ก่อเหตุจะพยายามปกปิดใบหน้า แต่งกายมิดชิด หรือเปลี่ยนรูปลักษณ์เพื่อหลบเลี่ยงกล้องวงจรปิด การสืบสวนยังสามารถอาศัยหลักฐานอื่นประกอบ เช่น เส้นทางการเดินทาง รถจักรยานยนต์ พยานแวดล้อม วัตถุพยาน และหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์

เพราะฉะนั้น การเลือกใช้เสื้อผ้าสตรีหรือเครื่องแต่งกายทางศาสนาเป็นเครื่องมืออำพราง ไม่ควรถูกมองว่าเป็นความฉลาดหรือความกล้าหาญ แต่ควรถูกมองว่าเป็นพฤติกรรมที่ทำร้ายทั้งเหยื่อและผู้คนที่ถูกนำอัตลักษณ์มาใช้เป็นฉากบังหน้า

โดยเฉพาะผู้หญิงมุสลิม พวกเธอไม่ควรต้องตกเป็นจำเลยทางสังคมจากการกระทำของผู้ก่อเหตุ การแก้ปัญหาที่ถูกต้องจึงต้องแยกให้ออกระหว่าง “ศาสนา” กับ “ความรุนแรง” และระหว่าง “ผู้บริสุทธิ์” กับ “ผู้กระทำผิด

ถ้าบอกว่าทำเพื่อศาสนา ก็ยิ่งต้องตอบคำถาม

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “แต่งกายอย่างไรจึงจะหลบกล้องได้” แต่คือ “เหตุใดจึงต้องนำเครื่องแต่งกายของผู้หญิงมาใช้เพื่อก่อเหตุร้าย?

ถ้าคนกลุ่มหนึ่งอ้างว่ากำลังต่อสู้เพื่อศาสนา แต่กลับทำให้ผู้หญิงต้องถูกหวาดระแวง ทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ได้รับบาดเจ็บ และนำสัญลักษณ์ทางศาสนามาใช้เป็นเครื่องมืออำพราง นั่นย่อมเป็นเรื่องที่สังคมควรตั้งคำถามอย่างหนักแน่น

การเรียกผู้ก่อเหตุว่า “ชะฮีด” ไม่ควรเป็นเกราะกำบังให้ใครหลีกหนีจากการตรวจสอบข้อเท็จจริง และไม่ควรมีใครนำคำศัพท์ทางศาสนามาใช้เพื่อสร้างภาพให้ความรุนแรงกลายเป็นเรื่องสูงส่ง

ศาสนาไม่ควรถูกใช้เป็นข้ออ้างในการทำร้ายผู้บริสุทธิ์ และฮิญาบก็ไม่ควรถูกทำให้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความรุนแรงเพราะการกระทำของผู้ก่อเหตุบางราย

หากมีผู้ใดในนามของ BRN หรือกลุ่มติดอาวุธใดก็ตาม ใช้การแต่งกายของสตรีเป็นเครื่องมือก่อเหตุ สิ่งที่ควรเกิดขึ้นคือการนำตัวผู้กระทำผิดและผู้เกี่ยวข้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม พร้อมเปิดเผยข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐาน ไม่ใช่การเหมารวมผู้หญิงมุสลิมหรือผู้สวมฮิญาบทั้งสังคม

เพราะท้ายที่สุดแล้ว **ฮิญาบไม่ใช่อาวุธ ผู้หญิงไม่ใช่โล่กำบัง และศาสนาไม่ใช่ใบอนุญาตให้ใครทำร้ายผู้บริสุทธิ์**

ใครก็ตามที่นำศาสนาและการแต่งกายอันทรงเกียรติของสตรีมาใช้เป็นฉากบังหน้าเพื่อก่อเหตุร้าย กำลังไม่ได้ปกป้องศาสนา แต่กำลังทำลายความน่าเชื่อถือของศาสนา ทำร้ายผู้บริสุทธิ์ และสร้างบาดแผลให้กับสังคมที่ต้องการเพียงความสงบ

ดังนั้น การต่อสู้กับความรุนแรงจึงต้องทำควบคู่กันสองด้าน คือ นำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างเด็ดขาด และปกป้องไม่ให้ศาสนา เครื่องแต่งกาย หรืออัตลักษณ์ของประชาชนผู้บริสุทธิ์ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือของความรุนแรง

เพราะ ผู้ที่อ้างว่าทำเพื่อศาสนา ควรถูกตัดสินจากการกระทำของตนเอง ไม่ใช่จากคำกล่าวอ้างของตนเอง ความรุนแรงไม่เคยทำให้ศาสนาสูงส่งขึ้น และการทำร้ายผู้บริสุทธิ์ไม่เคยทำให้ผู้ก่อเหตุเป็นวีรบุรุษ

วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569

การมองข้ามล่าอาณานิคมในอดีต สู่ความสัมพันธ์ที่ยุติธรรมในปัจจุบัน

การมองข้ามล่าอาณานิคมในอดีต สู่ความสัมพันธ์ที่ยุติธรรมในปัจจุบัน

3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ : พหุวัฒนธรรมบนผืนแผ่นดินไทย ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติเต็มไปด้วยเรื่องราวของการเดินทาง การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม การสร้างบ้านแปงเมือง ตลอดจนความขัดแย้งและการแข่งขันเพื่ออำนาจ หลายพื้นที่ของโลกเคยผ่านยุคอาณานิคม ซึ่งมหาอำนาจจากภายนอกเข้ามามีอิทธิพลเหนือดินแดนและผู้คนในภูมิภาคต่าง ๆ ผลจากประวัติศาสตร์เหล่านั้นยังคงส่งอิทธิพลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความรู้สึกของผู้คนมาจนถึงปัจจุบัน

เมื่อย้อนกลับมามองพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เราจะพบว่าพื้นที่แห่งนี้มีประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ภาษา และวิถีชีวิตที่มีความหลากหลายอย่างโดดเด่น ผู้คนหลายเชื้อสาย หลายศาสนา และหลายวัฒนธรรมได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันมาเป็นเวลายาวนาน ความแตกต่างเหล่านี้จึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นกำแพง หากแต่ควรมองเป็นคุณค่าที่ทำให้สังคมมีความงดงามและมีเอกลักษณ์

ประวัติศาสตร์ควรเป็นบทเรียน ไม่ใช่กำแพงระหว่างผู้คน

การศึกษาประวัติศาสตร์เรื่องอาณานิคมมีความสำคัญ เพราะช่วยให้เราเข้าใจว่าความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและประชาชนในอดีตมีความซับซ้อนเพียงใด แต่การนำประวัติศาสตร์มาใช้ในปัจจุบันจำเป็นต้องทำด้วยความรอบคอบ เพราะหากนำความเจ็บปวดหรือความขัดแย้งในอดีตมาตอกย้ำความแตกต่างอยู่ตลอดเวลา อาจทำให้คนรุ่นใหม่มองกันด้วยความหวาดระแวง แทนที่จะมองเห็นอนาคตร่วมกัน

ประวัติศาสตร์จึงควรเป็น “บทเรียน” มากกว่าเป็น “อาวุธ”

เราสามารถยอมรับได้ว่าแต่ละชุมชนมีความทรงจำทางประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกัน ขณะเดียวกันก็สามารถสร้างพื้นที่ให้ทุกฝ่ายได้เล่าเรื่องราวของตนเองด้วยความเคารพ ไม่จำเป็นต้องบังคับให้ทุกคนคิดเหมือนกัน แต่ควรทำให้ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันได้ แม้จะมีความแตกต่างทางศาสนา ภาษา ชาติพันธุ์ หรือวัฒนธรรม

การก้าวข้ามความขัดแย้งในอดีตจึงไม่ได้หมายถึงการลืมประวัติศาสตร์ แต่หมายถึงการเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ แล้วเลือกที่จะสร้างความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ที่ตั้งอยู่บนความเคารพ ความเสมอภาค และความยุติธรรม

3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ : ความหลากหลายที่สามารถอยู่ร่วมกันได้

ในชีวิตประจำวันของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เราสามารถพบเห็นผู้คนต่างศาสนาและต่างวัฒนธรรมใช้ชีวิตอยู่ในสังคมเดียวกัน ทั้งชาวไทยมุสลิม ชาวไทยพุทธ และผู้คนจากหลากหลายเชื้อสาย ต่างประกอบอาชีพ ทำมาหากิน ส่งบุตรหลานเข้าโรงเรียน และมีความสัมพันธ์ทางสังคมร่วมกัน

ตลาด ร้านค้า โรงเรียน ชุมชน และสถานที่สาธารณะ ล้วนเป็นพื้นที่ที่ผู้คนสามารถพบปะและช่วยเหลือกันได้

ความเป็นพหุวัฒนธรรมจึงไม่ใช่เพียงคำสวยหรูในเอกสาร แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวันของผู้คนจำนวนมาก

เพื่อนบ้านต่างศาสนาสามารถช่วยเหลือกันในยามเดือดร้อน สามารถแสดงความยินดีในเทศกาลสำคัญของกันและกัน และสามารถร่วมกันพัฒนาชุมชนโดยไม่จำเป็นต้องละทิ้งอัตลักษณ์ของตนเอง

สิ่งสำคัญคือ เราต้องไม่ทำให้ความแตกต่างกลายเป็นความเกลียดชัง

การเป็นมุสลิมไม่ได้ทำให้ใครเป็นคนอื่นของสังคม การเป็นพุทธก็ไม่ได้ทำให้ใครมีสิทธิเหนือกว่าผู้อื่น และการมีเชื้อสายหรือภาษาที่แตกต่างก็ไม่ได้ทำให้คุณค่าความเป็นมนุษย์ของใครลดลง

ทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งของบ้านหลังเดียวกันได้ หากบ้านหลังนั้นตั้งอยู่บนหลักของความเคารพและความยุติธรรม

ความเป็นไทยไม่จำเป็นต้องลบความหลากหลาย

คำว่า “ไทย” สามารถมีความหมายกว้างกว่าการมีวัฒนธรรมแบบเดียวกัน เพราะประเทศไทยประกอบด้วยผู้คนจำนวนมากที่มีความแตกต่างกันทั้งเชื้อสาย ภาษา ศาสนา และประเพณี

ความเป็นไทยจึงสามารถหมายถึงการอยู่ร่วมกันภายใต้กติกาเดียวกัน เคารพสิทธิของกันและกัน และร่วมกันดูแลบ้านเมืองที่เราอาศัยอยู่

ชาวไทยมุสลิมในภาคใต้สามารถรักษาภาษาและวัฒนธรรมมลายูของตนเอง ขณะเดียวกันก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยได้อย่างสมบูรณ์ เช่นเดียวกับคนไทยเชื้อสายจีนหรือกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ ที่สามารถรักษารากเหง้าของตนเองควบคู่ไปกับการเป็นพลเมืองไทย

นี่คือความงดงามของพหุวัฒนธรรม

ความแตกต่างไม่ได้ทำให้ชาติอ่อนแอ หากสังคมสามารถจัดการกับความแตกต่างด้วยความยุติธรรม

สถาบันพระมหากษัตริย์กับหลักความเป็นธรรมต่อประชาชน

ประเทศไทยมีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นส่วนสำคัญของประวัติศาสตร์และโครงสร้างทางสังคมของประเทศ และในกรอบรัฐธรรมนูญ พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของรัฐ

สำหรับผู้คนจำนวนมาก สถาบันพระมหากษัตริย์ยังเป็นสัญลักษณ์ของความต่อเนื่องและความเป็นหนึ่งเดียวของประเทศ อีกทั้งพระราชกรณียกิจในหลายพื้นที่สะท้อนแนวคิดเรื่องการพัฒนาคุณภาพชีวิตและการช่วยเหลือประชาชนโดยไม่แบ่งแยกศาสนาและเชื้อชาติ

การอยู่ร่วมกันอย่างสงบจึงควรตั้งอยู่บนหลักการว่า ประชาชนทุกคนมีศักดิ์ศรีและสิทธิที่ควรได้รับการคุ้มครองอย่างเสมอภาค ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด มีเชื้อสายใด หรือพูดภาษาใด

หลักความยุติธรรมที่แท้จริงต้องไม่เลือกปฏิบัติ

จากความทรงจำของอดีต สู่ความสัมพันธ์ของอนาคต

วันนี้เราอาจไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์ในอดีตได้ แต่เราสามารถเลือกได้ว่า จะนำอดีตมาใช้สร้างความเกลียดชัง หรือใช้เป็นบทเรียนเพื่อสร้างอนาคต

หากเรายังคงมองทุกสิ่งผ่านกรอบของความขัดแย้งในอดีต เราอาจเห็นแต่สิ่งที่แบ่งแยกเราออกจากกัน แต่หากเรามองไปข้างหน้า เราจะพบว่าสิ่งที่ทุกคนต้องการมีความคล้ายคลึงกันอย่างมาก นั่นคือความปลอดภัย การศึกษา อาชีพที่มั่นคง เศรษฐกิจที่ดี ครอบครัวที่มีความสุข และอนาคตที่ดีสำหรับลูกหลาน

ดังนั้น การสร้างสันติสุขใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จึงไม่ควรเป็นหน้าที่ของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเพียงลำพัง แต่ควรเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของประชาชน ผู้นำชุมชน ศาสนิกชน ภาครัฐ ภาคเอกชน และทุกภาคส่วนของสังคม

เราสามารถเห็นต่างทางความคิดได้ แต่ไม่จำเป็นต้องเกลียดกัน

    เราสามารถรักษาอัตลักษณ์ของตนเองได้ แต่ไม่จำเป็นต้องปฏิเสธอัตลักษณ์ของผู้อื่น และเราสามารถรักวัฒนธรรมของตนเองได้ โดยไม่จำเป็นต้องดูถูกวัฒนธรรมของคนอื่น

แผ่นดินเดียวกัน อนาคตร่วมกัน

ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งสำคัญกว่าการถกเถียงว่าใครมีความถูกต้องทางประวัติศาสตร์มากกว่าใคร คือการถามว่า “เราจะสร้างอนาคตร่วมกันอย่างไร

3 จังหวัดชายแดนภาคใต้สามารถเป็นตัวอย่างของสังคมพหุวัฒนธรรมที่ผู้คนต่างศาสนา ต่างภาษา และต่างเชื้อสายอยู่ร่วมกันได้อย่างมีศักดิ์ศรี หากทุกฝ่ายยึดหลักความเคารพ ความเสมอภาค และความยุติธรรม

ประเทศไทยอาจมีประวัติศาสตร์ที่ซับซ้อน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือคนรุ่นปัจจุบันสามารถเลือกเส้นทางของตนเองได้

เราสามารถมองอดีตด้วยความเข้าใจ

มองปัจจุบันด้วยความเป็นธรรม

และมองอนาคตด้วยความหวัง

ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยมุสลิม ชาวไทยพุทธ หรือผู้คนจากเชื้อสายและวัฒนธรรมใด ทุกคนล้วนสามารถมีบ้าน มีความฝัน และมีอนาคตร่วมกันบนผืนแผ่นดินไทย

เพราะความแตกต่างไม่ใช่ศัตรูของความเป็นหนึ่งเดียว

หากแต่ ความเคารพในความแตกต่างต่างหาก คือรากฐานของความเป็นหนึ่งเดียวอย่างแท้จริง

และเมื่อเราสามารถก้าวข้ามบาดแผลของประวัติศาสตร์ โดยไม่ลืมบทเรียนของมัน แล้วหันมาสร้างความสัมพันธ์ที่ตั้งอยู่บนความยุติธรรม ความเมตตา และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ประเทศไทยก็จะสามารถเดินหน้าต่อไปด้วยความมั่นคงและสันติสุข โดยมีความหลากหลายเป็นพลัง ไม่ใช่เป็นเหตุแห่งการแบ่งแยก.

ประชาชนใน จชต. จะปกป้องการรุกรานในชีวิตจากขบวนการBRN อย่างไร?

ประชาชนใน จชต. จะปกป้องการรุกรานในชีวิตจากขบวนการBRN อย่างไร?

การปกป้องชีวิต สวัสดิภาพ และความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.) จากการคุกคามหรือความรุนแรงของขบวนการ BRN มุ่งเน้นไปที่ "มาตรการความปลอดภัยเชิงป้องกัน การสร้างเครือข่ายเตือนภัย และการรวมกลุ่มภาคประชาชน" เป็นหลัก ดังนี้.-

1. การสร้างระบบเฝ้าระวังและเตือนภัยในระดับชุมชน

จัดตั้งเครือข่ายตาสับปะรด (Community Watch): ร่วมมือกับคนในหมู่บ้านเพื่อสอดส่องสิ่งผิดปกติ เช่น บุคคลแปลกหน้าที่เข้ามาพำนักผิดสังเกต ยานพาหนะต้องสงสัย หรือวัตถุที่ถูกวางทิ้งไว้

กำหนดจุดตรวจ/จุดซุ่มระวังของชุมชน: เสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) และ ราษฎรอาสารักษาหมู่บ้าน (อรบ.) เพื่อดูแลทางเข้า-ออกหมู่บ้านและพื้นที่เสี่ยงในยามวิกาล

ระบบแจ้งข่าวเร็ว: จัดตั้งกลุ่มสื่อสารด่วน (เช่น แอปพลิเคชันไลน์ หรือวิทยุสื่อสารชุมชน) สำหรับการแจ้งเตือนเหตุสงสัยหรือภัยคุกคามทันที

2. การเพิ่มทักษะและการปฏิบัติตัวในภาวะฉุกเฉิน

ซักซ้อมแผนเผชิญเหตุ: ฝึกซ้อมแผนซ่อนตัว แผนอพยพ และการรับมือเหตุระเบิด/ซุ่มยิง ร่วมกับชุมชนและภาครัฐอย่างต่อเนื่อง

การหลีกเลี่ยงเส้นทางและเวลาเสี่ยง: เพิ่มความระมัดระวังในการเดินทางบนเส้นทางเปลี่ยว เส้นทางสายรอง หรือช่วงเวลาที่มีสถิติการเกิดเหตุสูง

เรียนรู้การปฐมพยาบาลเบื้องต้น: ฝึกอบรมการช่วยเหลือชีวิตเบื้องต้น (First Aid/CPR) และการห้ามเลือดฉุกเฉินสำหรับผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุความรุนแรง

3. การปฏิเสธการเป็นเงื่อนไขและไม่ตกเป็นเป้าหมาย

วางตัวเป็นกลางและปฏิเสธการให้ความร่วมมือกลุ่มใช้ความรุนแรง: ไม่ให้การสนับสนุนด้านเสบียง ที่พักพิง การส่งข่าว หรือการเงินแก่กลุ่มผู้ก่อเหตุ เพื่อไม่ให้ชุมชนกลายเป็นพื้นที่เป้าหมายการแทรกแซง

ลดความขัดแย้งในพื้นที่: สร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนต่างศาสนิก (พุทธ-มุสลิม) เพื่อไม่ให้ความขัดแย้งส่วนบุคคลถูกนำไปแอบอ้างหรือขยายผลเป็นประเด็นความมั่นคง

4. การประสานความร่วมมือกับภาครัฐอย่างปลอดภัย

ใช้นวัตกรรมและช่องทางแจ้งเบาะแสแบบปกปิดตัวตน: แจ้งเบาะแสหรือข้อมูลความเสี่ยงผ่านสายด่วนหรือช่องทางที่เป็นลับ เพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว

ผลักดันพื้นที่ปลอดภัย (Safe Zones): ร่วมมือกับองค์กรชุมชนและเจ้าหน้าที่ในการกำหนดให้สถานที่สาธารณะ เช่น โรงเรียน มัสยิด วัด ตลาด และโรงพยาบาล เป็น "พื้นที่ปลอดอาวุธ" อย่างเด็ดขาด

5. การรวมกลุ่มเพื่อสร้างพลังต่อรองและเรียกร้องสันติภาพ

สนับสนุนกลุ่มภาคประชาสังคม (CSOs): รวมตัวกันในนามกลุ่มแม่ บ้าน หรือเครือข่ายชุมชน เพื่อต่อต้านการประทุษร้ายต่อผู้บริสุทธิ์

ส่งเสียงปฏิเสธความรุนแรง: ใช้พลังมวลชนในการประณามและกดดันไม่ให้มีการใช้ความรุนแรงต่อประชาชนบริสุทธิ์ ไม่ว่าจะมาจากฝ่ายใดก็ตาม

#ราษฎรอาสารักษาหมู่บ้าน #ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน #ประชาชนในจชตจะปกป้องการรุกรานในชีวิตจากขบวนการBRNอย่างไร

วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569

แปลกไหม? เมื่อรัฐบาลมาเลเซียไม่ประณามผู้ก่อเหตุ

แปลกไหม? เมื่อรัฐบาลมาเลเซียไม่ประณามผู้ก่อเหตุ

แปลกไหม? เมื่อรัฐบาลมาเลเซียไม่ประณามผู้ก่อเหตุ แต่กลับเตือนประชาชนให้งดเดินทางมายังชายแดนใต้ของไทย ทุกครั้งที่เกิดเหตุความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย สิ่งที่สังคมคาดหวังคือการร่วมกันประณามการใช้ความรุนแรงต่อผู้บริสุทธิ์ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับประชาชนของประเทศใดก็ตาม เพราะการลอบวางระเบิด การลอบยิง หรือการก่อเหตุที่มุ่งเป้าสร้างความหวาดกลัว ล้วนเป็นการกระทำที่ละเมิดหลักมนุษยธรรมและไม่อาจยอมรับได้

อย่างไรก็ตาม หลังเกิดเหตุระเบิดในพื้นที่ชายแดนใต้ที่ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ รวมถึงประชาชนชาวมาเลเซีย กลับมีคำถามจากหลายฝ่ายว่า เหตุใดรัฐบาลมาเลเซียจึงเลือกออกประกาศเตือนพลเมืองของตนให้งดหรือหลีกเลี่ยงการเดินทางมายังพื้นที่ดังกล่าว แต่กลับไม่มีการแสดงท่าทีประณามผู้ก่อเหตุอย่างชัดเจน

ในมุมมองของผู้ตั้งคำถาม เรื่องนี้อาจสะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับ "ผลลัพธ์" มากกว่าการประณาม "ต้นเหตุ" ของปัญหา เพราะแม้มาตรการเตือนการเดินทางจะเป็นหน้าที่ของรัฐในการคุ้มครองพลเมือง แต่การประณามการก่อเหตุรุนแรงก็เป็นการแสดงจุดยืนที่สำคัญว่า การใช้ความรุนแรงต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์เป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้

หลายประเทศทั่วโลก เมื่อเกิดเหตุลักษณะเดียวกัน มักดำเนินการควบคู่กันสองด้าน คือ ออกคำแนะนำด้านความปลอดภัยแก่ประชาชน พร้อมทั้งประณามผู้ก่อเหตุและสนับสนุนการดำเนินคดีต่อผู้ที่ใช้ความรุนแรง การดำเนินการทั้งสองอย่างไม่ได้ขัดแย้งกัน แต่เป็นการยืนยันหลักการว่าความปลอดภัยของประชาชนและการต่อต้านการก่อการร้ายต้องดำเนินไปพร้อมกัน

คำถามที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอีกประเด็น คือ การสื่อสารที่มุ่งเน้นเพียงการเตือนให้งดเดินทาง อาจทำให้ภาพลักษณ์ของพื้นที่ได้รับผลกระทบ ขณะที่ผู้ก่อเหตุซึ่งเป็นต้นตอของปัญหากลับไม่ได้รับแรงกดดันจากการถูกประณามในระดับที่หลายฝ่ายคาดหวัง

ประเด็นดังกล่าวทำให้บางคนเปรียบเทียบกับการทำงานขององค์กรหรือกลุ่มที่เคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนบางส่วน ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ในบางกรณีมักให้ความสำคัญกับการวิจารณ์ผลกระทบจากมาตรการของรัฐมากกว่าการแสดงจุดยืนประณามการใช้ความรุนแรงของผู้ก่อเหตุอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนและ NGO มีบทบาทและแนวทางการทำงานที่แตกต่างกัน และไม่ควรสรุปเหมารวมว่าทุกองค์กรมีจุดยืนแบบเดียวกัน เนื่องจากหลายองค์กรก็ได้ออกแถลงการณ์ประณามการโจมตีพลเรือนและเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพหลักสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่อง

ท้ายที่สุด ไม่ว่าผู้ก่อเหตุจะมีแรงจูงใจทางการเมือง ศาสนา หรืออุดมการณ์ใด การลอบวางระเบิดหรือใช้ความรุนแรงต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ย่อมไม่สามารถสร้างความชอบธรรมให้กับข้อเรียกร้องใดได้ การประณามผู้ก่อเหตุอย่างชัดเจนและการร่วมมือกันป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ คือสิ่งที่หลายฝ่ายคาดหวังจากทุกประเทศและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

เพราะในท้ายที่สุด ผู้ที่ต้องรับผลกระทบมากที่สุดไม่ใช่รัฐบาลของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่คือประชาชนผู้บริสุทธิ์ ทั้งชาวไทย ชาวมาเลเซีย และผู้คนทุกเชื้อชาติที่เพียงต้องการใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยจากความรุนแรง.

วันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2569

หยุดบิดเบือนคำสอนผิด ๆ ของทุกศาสนา เพียงเพื่อผลประโยชน์ของคนกลุ่มเดียว

🕊️ หยุดบิดเบือนคำสอนผิด ๆ ของทุกศาสนา เพียงเพื่อผลประโยชน์ของคนกลุ่มเดียว

ทุกศาสนาล้วนมีหลักคำสอนที่มุ่งปลูกฝังให้มนุษย์เป็นคนดี มีเมตตา ซื่อสัตย์ รู้จักให้อภัย เคารพผู้อื่น และอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสันติ แม้แต่ละศาสนาจะมีแนวทางปฏิบัติที่แตกต่างกัน แต่หัวใจสำคัญของคำสอนล้วนมุ่งสร้างสันติสุขและคุณธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม

อย่างไรก็ตาม ในบางครั้งอาจมีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลนำคำสอนทางศาสนามาตีความผิด บิดเบือน ตัดตอน หรือใช้ในบริบทที่ไม่ถูกต้อง เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำของตนเอง แสวงหาผลประโยชน์ทางอำนาจ ผลประโยชน์ทางการเมือง ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ หรือเพื่อปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชังและความแตกแยกในสังคม การกระทำเช่นนี้ไม่เพียงสร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับศาสนา แต่ยังส่งผลกระทบต่อผู้ศรัทธาและความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนต่างความเชื่ออีกด้วย

การรู้เท่าทันข้อมูลจึงเป็นสิ่งสำคัญ ก่อนจะเชื่อหรือแชร์เนื้อหาเกี่ยวกับศาสนา ควรตรวจสอบแหล่งที่มา ศึกษาคำสอนจากผู้รู้หรือแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และใช้เหตุผลควบคู่กับความเคารพต่อความคิดเห็นที่แตกต่าง เพราะการเผยแพร่ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนอาจสร้างความเสียหายได้อย่างกว้างขวาง

สังคมที่เข้มแข็งไม่ได้เกิดจากการที่ทุกคนมีความเชื่อเหมือนกัน แต่เกิดจากการเคารพความแตกต่าง รับฟังกันด้วยเหตุผล และไม่ปล่อยให้ผู้ใดนำศาสนาไปใช้เป็นเครื่องมือสร้างความขัดแย้งหรือแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน

ศาสนาควรเป็นสะพานเชื่อมความเข้าใจ ไม่ใช่กำแพงแห่งความเกลียดชัง

ร่วมกันปกป้องคุณค่าที่แท้จริงของทุกศาสนา ด้วยการศึกษาอย่างถูกต้อง ใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูล และส่งเสริมการอยู่ร่วมกันบนพื้นฐานของความเมตตา ความเคารพ และสันติภาพ เพื่อให้สังคมไทยเป็นสังคมที่ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบและให้เกียรติซึ่งกันและกัน

🤝 หยุดการบิดเบือนคำสอนทางศาสนา เริ่มต้นจากการแสวงหาความจริง และเคารพในศักดิ์ศรีของทุกความเชื่อ

#หยุดบิดเบือนคำสอน #เคารพทุกศาสนา #สันติภาพ #อยู่ร่วมกันอย่างสันติ #รู้เท่าทันข้อมูล #สร้างสังคมแห่งความเข้าใจ #คุณธรรม #เคารพความแตกต่าง

วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

ปลายปากกา รัชกาลที่ 5 สู่รากฐานปอเนาะ+สามัญ แห่งหนองจิก

 

ปลายปากกา รัชกาลที่ 5 สู่รากฐาน "ปอเนาะ+สามัญ" แห่งหนองจิก

ทรงให้เกียรติอัตลักษณ์ เชื่อมโลกสองใบด้วยการศึกษา หากย้อนกลับไปกว่าหนึ่งศตวรรษ ในช่วงที่สยามกำลังปฏิรูปประเทศเข้าสู่ความทันสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 มิได้ทรงมองการศึกษาเป็นเพียงเครื่องมือสร้างคนให้รู้หนังสือ แต่ทรงมองไกลไปถึงการสร้าง "คน" ที่สามารถดำรงชีวิตอยู่บนพื้นฐานของศรัทธา วัฒนธรรม และความรู้สมัยใหม่ได้อย่างสมดุล

ดินแดนปัตตานีในขณะนั้นเป็นพื้นที่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งด้านภาษา ศาสนา และวิถีชีวิตของชาวไทยมุสลิม พระองค์มิได้ทรงเลือกแนวทางลบเลือนอัตลักษณ์ของผู้คน หากแต่ทรงให้ความเคารพต่อความแตกต่าง และทรงเชื่อว่าการพัฒนาจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อประชาชนได้รับโอกาสทางการศึกษาที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของตน

ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกล จึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้สนับสนุนการจัดตั้ง โรงเรียนอัลมัดราซะตุลอุลูมิดดีนียะฮ์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ โรงเรียนบ้านหนองจิก จังหวัดปัตตานี ซึ่งถือเป็นปอเนาะแห่งแรกที่ได้รับการส่งเสริมให้พัฒนารูปแบบการเรียนการสอนที่ผสมผสานระหว่างวิชาศาสนาและวิชาสามัญ นับเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิด "ศาสนาควบคู่วิชาการ" ที่ยังคงเป็นรากฐานสำคัญของการศึกษาในพื้นที่ชายแดนใต้มาจนถึงปัจจุบัน

การศึกษา...สะพานเชื่อมโลกสองใบ

รัชกาลที่ 5 ทรงตระหนักดีว่า การเรียนรู้ศาสนาเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอสำหรับการดำรงชีวิตในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกัน การศึกษาสมัยใหม่ก็ไม่ควรทำให้เยาวชนสูญเสียรากเหง้าทางศาสนาและวัฒนธรรม

พระราชดำริดังกล่าวสะท้อนวิสัยทัศน์ที่ล้ำสมัยอย่างยิ่ง เพราะเป็นการเชื่อม "โลกแห่งศรัทธา" กับ "โลกแห่งวิชาการ" เข้าไว้ด้วยกัน

เยาวชนจึงสามารถศึกษาหลักคำสอนของศาสนาอิสลามควบคู่กับภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และองค์ความรู้สมัยใหม่ อันนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างอาชีพ และเปิดโอกาสให้ก้าวทันโลก โดยไม่จำเป็นต้องละทิ้งอัตลักษณ์ของตน

กล่าวได้ว่า โมเดล "ปอเนาะ+สามัญ" มิใช่เพียงนโยบายด้านการศึกษา หากแต่เป็นปรัชญาแห่งการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม ที่เคารพความแตกต่างและใช้การศึกษาเป็นรากฐานของความมั่นคงอย่างยั่งยืน

พระราชปณิธานที่มุ่งสร้างคน มิใช่สร้างความแตกแยก

ตลอดระยะเวลาหลายสิบปี โรงเรียนปอเนาะและโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจำนวนมากได้ผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพ ทั้งนักวิชาการ ศาสนทูต ครู แพทย์ นักธุรกิจ ข้าราชการ และผู้นำชุมชน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาสังคมชายแดนใต้

อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา หน่วยงานของรัฐและงานวิจัยหลายชิ้นได้ชี้ให้เห็นว่า มีบุคคลหรือเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับขบวนการใช้ความรุนแรงพยายามแทรกซึมเข้าไปใช้ประโยชน์จากสถาบันการศึกษาศาสนาบางแห่ง หรือใช้พื้นที่นอกระบบการเรียนการสอน เพื่อเผยแพร่แนวคิดที่บิดเบือนและชักจูงเยาวชนเข้าสู่แนวทางแห่งความรุนแรง

การกระทำเช่นนี้มิได้สะท้อนหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม และไม่ควรถูกเหมารวมว่าเป็นลักษณะของโรงเรียนสอนศาสนาโดยรวม หากแต่เป็นการใช้ประโยชน์จากพื้นที่และความไว้วางใจของชุมชนโดยบุคคลบางกลุ่ม ซึ่งสร้างความเสียหายต่อทั้งเยาวชน ครอบครัว และภาพลักษณ์ของสถาบันการศึกษาศาสนาเอง

เมื่อการศึกษาซึ่งควรเป็นพื้นที่แห่งปัญญาถูกบิดเบือนให้กลายเป็นเครื่องมือของความเกลียดชัง ผู้ที่สูญเสียมากที่สุดคือเด็กและเยาวชน ซึ่งควรได้รับโอกาสในการคิดอย่างอิสระ เรียนรู้ด้วยเหตุผล และเติบโตเป็นกำลังสำคัญของสังคม

สืบสานพระราชปณิธาน ด้วยการปกป้องพื้นที่แห่งการเรียนรู้

บทเรียนจากพระราชดำริของรัชกาลที่ 5 ยังคงมีคุณค่าอย่างยิ่งในปัจจุบัน นั่นคือ การให้เกียรติอัตลักษณ์ของประชาชน พร้อมกับยกระดับคุณภาพชีวิตผ่านการศึกษา

การส่งเสริมให้โรงเรียนปอเนาะและโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจัดการศึกษาควบคู่กับวิชาสามัญ มิใช่การลดทอนความสำคัญของศาสนา แต่เป็นการเติมเต็มให้เยาวชนสามารถดำรงตนได้อย่างมั่นคง ทั้งในฐานะมุสลิมที่ยึดมั่นในหลักศาสนา และในฐานะพลเมืองที่มีศักยภาพในการพัฒนาประเทศ

หากสังคมร่วมกันปกป้องสถานศึกษาจากการแทรกแซงของผู้ที่ต้องการใช้ความรุนแรง ไม่ว่ามาจากฝ่ายใด การศึกษาจะกลับมาเป็นพื้นที่แห่งความหวัง เป็นสถานที่ปลูกฝังคุณธรรม ความรู้ และการเคารพในความแตกต่าง

ปลายปากกาของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อกว่าร้อยปีก่อน มิได้เพียงก่อกำเนิดสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่งในหนองจิก หากแต่ได้วางรากฐานของแนวคิดที่ยังทรงคุณค่าจนถึงปัจจุบัน คือ "ศาสนาและวิชาการต้องเดินเคียงกัน"

เพราะการศึกษาที่แท้จริง ไม่ได้สร้างความแตกแยก แต่สร้างปัญญา เปิดโอกาส และหล่อหลอมคนรุ่นใหม่ให้เติบโตเป็นพลังของสันติสุข การพัฒนา และการอยู่ร่วมกันอย่างเคารพซึ่งกันและกัน อันเป็นเจตนารมณ์ที่สอดคล้องกับพระราชปณิธานอันยาวไกลของรัชกาลที่ 5 ที่ทรงมุ่งหวังให้ชายแดนใต้เติบโตบนพื้นฐานของความรู้ ศรัทธา และความเข้าใจร่วมกัน.