วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

ปลายปากกา รัชกาลที่ 5 สู่รากฐานปอเนาะ+สามัญ แห่งหนองจิก

 

ปลายปากกา รัชกาลที่ 5 สู่รากฐาน "ปอเนาะ+สามัญ" แห่งหนองจิก

ทรงให้เกียรติอัตลักษณ์ เชื่อมโลกสองใบด้วยการศึกษา หากย้อนกลับไปกว่าหนึ่งศตวรรษ ในช่วงที่สยามกำลังปฏิรูปประเทศเข้าสู่ความทันสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 มิได้ทรงมองการศึกษาเป็นเพียงเครื่องมือสร้างคนให้รู้หนังสือ แต่ทรงมองไกลไปถึงการสร้าง "คน" ที่สามารถดำรงชีวิตอยู่บนพื้นฐานของศรัทธา วัฒนธรรม และความรู้สมัยใหม่ได้อย่างสมดุล

ดินแดนปัตตานีในขณะนั้นเป็นพื้นที่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งด้านภาษา ศาสนา และวิถีชีวิตของชาวไทยมุสลิม พระองค์มิได้ทรงเลือกแนวทางลบเลือนอัตลักษณ์ของผู้คน หากแต่ทรงให้ความเคารพต่อความแตกต่าง และทรงเชื่อว่าการพัฒนาจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อประชาชนได้รับโอกาสทางการศึกษาที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของตน

ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกล จึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้สนับสนุนการจัดตั้ง โรงเรียนอัลมัดราซะตุลอุลูมิดดีนียะฮ์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ โรงเรียนบ้านหนองจิก จังหวัดปัตตานี ซึ่งถือเป็นปอเนาะแห่งแรกที่ได้รับการส่งเสริมให้พัฒนารูปแบบการเรียนการสอนที่ผสมผสานระหว่างวิชาศาสนาและวิชาสามัญ นับเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิด "ศาสนาควบคู่วิชาการ" ที่ยังคงเป็นรากฐานสำคัญของการศึกษาในพื้นที่ชายแดนใต้มาจนถึงปัจจุบัน

การศึกษา...สะพานเชื่อมโลกสองใบ

รัชกาลที่ 5 ทรงตระหนักดีว่า การเรียนรู้ศาสนาเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอสำหรับการดำรงชีวิตในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกัน การศึกษาสมัยใหม่ก็ไม่ควรทำให้เยาวชนสูญเสียรากเหง้าทางศาสนาและวัฒนธรรม

พระราชดำริดังกล่าวสะท้อนวิสัยทัศน์ที่ล้ำสมัยอย่างยิ่ง เพราะเป็นการเชื่อม "โลกแห่งศรัทธา" กับ "โลกแห่งวิชาการ" เข้าไว้ด้วยกัน

เยาวชนจึงสามารถศึกษาหลักคำสอนของศาสนาอิสลามควบคู่กับภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และองค์ความรู้สมัยใหม่ อันนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างอาชีพ และเปิดโอกาสให้ก้าวทันโลก โดยไม่จำเป็นต้องละทิ้งอัตลักษณ์ของตน

กล่าวได้ว่า โมเดล "ปอเนาะ+สามัญ" มิใช่เพียงนโยบายด้านการศึกษา หากแต่เป็นปรัชญาแห่งการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม ที่เคารพความแตกต่างและใช้การศึกษาเป็นรากฐานของความมั่นคงอย่างยั่งยืน

พระราชปณิธานที่มุ่งสร้างคน มิใช่สร้างความแตกแยก

ตลอดระยะเวลาหลายสิบปี โรงเรียนปอเนาะและโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจำนวนมากได้ผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพ ทั้งนักวิชาการ ศาสนทูต ครู แพทย์ นักธุรกิจ ข้าราชการ และผู้นำชุมชน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาสังคมชายแดนใต้

อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา หน่วยงานของรัฐและงานวิจัยหลายชิ้นได้ชี้ให้เห็นว่า มีบุคคลหรือเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับขบวนการใช้ความรุนแรงพยายามแทรกซึมเข้าไปใช้ประโยชน์จากสถาบันการศึกษาศาสนาบางแห่ง หรือใช้พื้นที่นอกระบบการเรียนการสอน เพื่อเผยแพร่แนวคิดที่บิดเบือนและชักจูงเยาวชนเข้าสู่แนวทางแห่งความรุนแรง

การกระทำเช่นนี้มิได้สะท้อนหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม และไม่ควรถูกเหมารวมว่าเป็นลักษณะของโรงเรียนสอนศาสนาโดยรวม หากแต่เป็นการใช้ประโยชน์จากพื้นที่และความไว้วางใจของชุมชนโดยบุคคลบางกลุ่ม ซึ่งสร้างความเสียหายต่อทั้งเยาวชน ครอบครัว และภาพลักษณ์ของสถาบันการศึกษาศาสนาเอง

เมื่อการศึกษาซึ่งควรเป็นพื้นที่แห่งปัญญาถูกบิดเบือนให้กลายเป็นเครื่องมือของความเกลียดชัง ผู้ที่สูญเสียมากที่สุดคือเด็กและเยาวชน ซึ่งควรได้รับโอกาสในการคิดอย่างอิสระ เรียนรู้ด้วยเหตุผล และเติบโตเป็นกำลังสำคัญของสังคม

สืบสานพระราชปณิธาน ด้วยการปกป้องพื้นที่แห่งการเรียนรู้

บทเรียนจากพระราชดำริของรัชกาลที่ 5 ยังคงมีคุณค่าอย่างยิ่งในปัจจุบัน นั่นคือ การให้เกียรติอัตลักษณ์ของประชาชน พร้อมกับยกระดับคุณภาพชีวิตผ่านการศึกษา

การส่งเสริมให้โรงเรียนปอเนาะและโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจัดการศึกษาควบคู่กับวิชาสามัญ มิใช่การลดทอนความสำคัญของศาสนา แต่เป็นการเติมเต็มให้เยาวชนสามารถดำรงตนได้อย่างมั่นคง ทั้งในฐานะมุสลิมที่ยึดมั่นในหลักศาสนา และในฐานะพลเมืองที่มีศักยภาพในการพัฒนาประเทศ

หากสังคมร่วมกันปกป้องสถานศึกษาจากการแทรกแซงของผู้ที่ต้องการใช้ความรุนแรง ไม่ว่ามาจากฝ่ายใด การศึกษาจะกลับมาเป็นพื้นที่แห่งความหวัง เป็นสถานที่ปลูกฝังคุณธรรม ความรู้ และการเคารพในความแตกต่าง

ปลายปากกาของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อกว่าร้อยปีก่อน มิได้เพียงก่อกำเนิดสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่งในหนองจิก หากแต่ได้วางรากฐานของแนวคิดที่ยังทรงคุณค่าจนถึงปัจจุบัน คือ "ศาสนาและวิชาการต้องเดินเคียงกัน"

เพราะการศึกษาที่แท้จริง ไม่ได้สร้างความแตกแยก แต่สร้างปัญญา เปิดโอกาส และหล่อหลอมคนรุ่นใหม่ให้เติบโตเป็นพลังของสันติสุข การพัฒนา และการอยู่ร่วมกันอย่างเคารพซึ่งกันและกัน อันเป็นเจตนารมณ์ที่สอดคล้องกับพระราชปณิธานอันยาวไกลของรัชกาลที่ 5 ที่ทรงมุ่งหวังให้ชายแดนใต้เติบโตบนพื้นฐานของความรู้ ศรัทธา และความเข้าใจร่วมกัน.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น