คลุมฮิญาบก่อเหตุร้ายถี่ยิบ
กลวิธีอำพรางที่ไม่ควรนำศาสนามาบังหน้า
ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
การก่อเหตุรุนแรงไม่ได้สร้างความสูญเสียเพียงต่อชีวิตและทรัพย์สินเท่านั้น
แต่ยังสร้างความหวาดระแวงให้แก่ประชาชนในชีวิตประจำวัน
โดยเฉพาะเมื่อผู้ก่อเหตุใช้วิธีการอำพรางตัวเองเพื่อหลีกเลี่ยงการจดจำใบหน้าและหลบเลี่ยงการตรวจสอบจากกล้องวงจรปิด
หนึ่งในรูปแบบที่ถูกพูดถึงอย่างมาก
คือการแต่งกายด้วยเสื้อผ้าคลุมมิดชิดหรือแต่งกายเลียนแบบสตรี
ขณะใช้รถจักรยานยนต์ในการก่อเหตุ
หากมีการนำการแต่งกายของสตรีมาใช้เป็นเครื่องมือในการอำพรางตัวเพื่อก่อเหตุร้ายจริง
นั่นไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงเรื่องของยุทธวิธีด้านความมั่นคงเท่านั้น
แต่ยังเป็นประเด็นที่สังคมควรตั้งคำถามอย่างจริงจัง เพราะการแต่งกายของสตรีมุสลิม
โดยเฉพาะฮิญาบ เป็นสิ่งที่มีความหมายทางศาสนาและวัฒนธรรม
มิใช่เครื่องมือสำหรับผู้ใดนำมาใช้เพื่อปกปิดใบหน้าแล้วก่ออาชญากรรมหรือสร้างความหวาดกลัวแก่ประชาชน
สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ
หากผู้ก่อเหตุเลือกลงมือในเวลากลางวัน
ท่ามกลางผู้คนและชุมชนที่มีประชาชนทั่วไปใช้ชีวิตตามปกติ
ผลกระทบย่อมไม่ได้จำกัดอยู่ที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง
แต่ประชาชนผู้บริสุทธิ์ก็สามารถตกเป็นเหยื่อได้เช่นกัน โดยเฉพาะผู้หญิง เด็ก
ผู้สูงอายุ หรือบุคคลที่ไม่มีทางป้องกันตัวเอง
การยิงหรือทำร้ายบุคคลที่ไม่มีทางต่อสู้
ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่หรือประชาชน
ย่อมไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นการกระทำที่น่ายกย่อง
การใช้รถจักรยานยนต์เพื่อเข้าถึงเป้าหมายอย่างรวดเร็ว แล้วหลบหนีหลังเกิดเหตุ
หากมีการกระทำในลักษณะดังกล่าวจริง ยิ่งสะท้อนถึงการวางแผนเพื่อสร้างความหวาดกลัวและหลีกเลี่ยงการจับกุม
มากกว่าจะเป็นการกระทำที่สะท้อนถึงคุณค่าทางศาสนา
ฮิญาบไม่ใช่เครื่องมือของความรุนแรง
ฮิญาบมีความหมายต่อสตรีมุสลิมในหลายมิติ
ทั้งด้านศาสนา ความศรัทธา และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ดังนั้น
การนำเครื่องแต่งกายดังกล่าวมาใช้เป็นฉากบังหน้าในการก่อเหตุร้าย
หากพิสูจน์ได้ว่าเกิดขึ้นจริง
ย่อมเป็นการทำลายความหมายของการแต่งกายและทำให้ผู้หญิงมุสลิมที่แต่งกายตามหลักศาสนาต้องเผชิญกับความหวาดระแวงจากสังคมโดยไม่เป็นธรรม
ผู้หญิงที่คลุมฮิญาบจำนวนมากใช้ชีวิตอย่างสุจริต
เป็นแม่ เป็นลูก เป็นครู เป็นนักเรียน เป็นพนักงาน และเป็นสมาชิกของชุมชน
พวกเธอไม่ควรถูกเหมารวมกับผู้ก่อเหตุเพียงเพราะคนร้ายบางรายอาจเลือกใช้รูปแบบการแต่งกายดังกล่าวในการอำพรางตัว
ตรงกันข้าม
ผู้ที่นำเครื่องแต่งกายของผู้หญิงมาใช้เพื่อก่อเหตุรุนแรงต่างหากที่ควรถูกประณาม
เพราะการกระทำดังกล่าวอาจทำให้ผู้หญิงมุสลิมต้องรับผลกระทบจากความหวาดระแวงและอคติที่พวกเธอไม่ได้ก่อขึ้น
ยิ่งหากผู้ก่อเหตุอ้างว่าตนเองต่อสู้เพื่อศาสนา
หรือเรียกผู้เสียชีวิตจากการก่อเหตุว่า “ชะฮีด” สังคมยิ่งต้องตั้งคำถามว่า
การทำร้ายผู้บริสุทธิ์ การสร้างความหวาดกลัว
และการนำสิ่งที่มีเกียรติทางศาสนามาใช้เป็นเครื่องมืออำพรางนั้น
สอดคล้องกับหลักศาสนาจริงหรือไม่
อย่าเอาศาสนามาเป็นข้ออ้างในการทำร้ายคน
หลักศาสนาไม่ควรถูกนำมาใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับความรุนแรง
การกล่าวอ้างว่าตนเองกำลังทำเพื่อศาสนา
ไม่ได้ทำให้การทำร้ายผู้บริสุทธิ์กลายเป็นสิ่งที่ถูกต้อง
และการเรียกตนเองว่าเป็นนักต่อสู้เพื่ออุดมการณ์
ก็ไม่ได้ทำให้การฆ่าหรือทำร้ายผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นเรื่องที่น่ายกย่อง
ในทางกลับกัน
ผู้ที่นำศาสนามาอ้างเพื่อสนับสนุนความรุนแรงกำลังสร้างความเสียหายให้แก่ศาสนาและชุมชนของตนเอง
เพราะประชาชนทั่วไปอาจเกิดความเข้าใจผิดว่าเครื่องแต่งกายหรือสัญลักษณ์ทางศาสนามีความเกี่ยวข้องกับความรุนแรง
ทั้งที่ในความเป็นจริง ผู้ศรัทธาส่วนใหญ่ต้องการใช้ชีวิตอย่างสงบ
อยู่ร่วมกับเพื่อนต่างศาสนา และดูแลครอบครัวและชุมชนของตน
ดังนั้น
หากพบหลักฐานว่าผู้ก่อเหตุจากขบวนการใดใช้การแต่งกายเลียนแบบสตรีหรือใช้ฮิญาบเป็นเครื่องมืออำพรางตัว
สิ่งที่ควรประณามคือ “การกระทำของผู้ก่อเหตุ” และผู้ที่อยู่เบื้องหลัง
ไม่ควรนำความผิดของคนกลุ่มหนึ่งไปเหมารวมกับผู้หญิงมุสลิมทั้งหมด
หรือกับผู้ที่สวมฮิญาบอย่างสุจริต
การอำพรางตัวไม่ได้ทำให้ความผิดหายไป
เทคโนโลยีในปัจจุบันทำให้การตรวจสอบพยานหลักฐานมีหลายช่องทาง
แม้ผู้ก่อเหตุจะพยายามปกปิดใบหน้า แต่งกายมิดชิด
หรือเปลี่ยนรูปลักษณ์เพื่อหลบเลี่ยงกล้องวงจรปิด
การสืบสวนยังสามารถอาศัยหลักฐานอื่นประกอบ เช่น เส้นทางการเดินทาง รถจักรยานยนต์
พยานแวดล้อม วัตถุพยาน และหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์
เพราะฉะนั้น
การเลือกใช้เสื้อผ้าสตรีหรือเครื่องแต่งกายทางศาสนาเป็นเครื่องมืออำพราง
ไม่ควรถูกมองว่าเป็นความฉลาดหรือความกล้าหาญ
แต่ควรถูกมองว่าเป็นพฤติกรรมที่ทำร้ายทั้งเหยื่อและผู้คนที่ถูกนำอัตลักษณ์มาใช้เป็นฉากบังหน้า
โดยเฉพาะผู้หญิงมุสลิม
พวกเธอไม่ควรต้องตกเป็นจำเลยทางสังคมจากการกระทำของผู้ก่อเหตุ
การแก้ปัญหาที่ถูกต้องจึงต้องแยกให้ออกระหว่าง “ศาสนา” กับ “ความรุนแรง”
และระหว่าง “ผู้บริสุทธิ์” กับ “ผู้กระทำผิด”
ถ้าบอกว่าทำเพื่อศาสนา
ก็ยิ่งต้องตอบคำถาม
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า
“แต่งกายอย่างไรจึงจะหลบกล้องได้” แต่คือ “เหตุใดจึงต้องนำเครื่องแต่งกายของผู้หญิงมาใช้เพื่อก่อเหตุร้าย?”
ถ้าคนกลุ่มหนึ่งอ้างว่ากำลังต่อสู้เพื่อศาสนา
แต่กลับทำให้ผู้หญิงต้องถูกหวาดระแวง ทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ได้รับบาดเจ็บ
และนำสัญลักษณ์ทางศาสนามาใช้เป็นเครื่องมืออำพราง
นั่นย่อมเป็นเรื่องที่สังคมควรตั้งคำถามอย่างหนักแน่น
การเรียกผู้ก่อเหตุว่า
“ชะฮีด” ไม่ควรเป็นเกราะกำบังให้ใครหลีกหนีจากการตรวจสอบข้อเท็จจริง
และไม่ควรมีใครนำคำศัพท์ทางศาสนามาใช้เพื่อสร้างภาพให้ความรุนแรงกลายเป็นเรื่องสูงส่ง
ศาสนาไม่ควรถูกใช้เป็นข้ออ้างในการทำร้ายผู้บริสุทธิ์
และฮิญาบก็ไม่ควรถูกทำให้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความรุนแรงเพราะการกระทำของผู้ก่อเหตุบางราย
หากมีผู้ใดในนามของ BRN หรือกลุ่มติดอาวุธใดก็ตาม ใช้การแต่งกายของสตรีเป็นเครื่องมือก่อเหตุ สิ่งที่ควรเกิดขึ้นคือการนำตัวผู้กระทำผิดและผู้เกี่ยวข้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม พร้อมเปิดเผยข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐาน ไม่ใช่การเหมารวมผู้หญิงมุสลิมหรือผู้สวมฮิญาบทั้งสังคม
เพราะท้ายที่สุดแล้ว **ฮิญาบไม่ใช่อาวุธ ผู้หญิงไม่ใช่โล่กำบัง และศาสนาไม่ใช่ใบอนุญาตให้ใครทำร้ายผู้บริสุทธิ์**
ใครก็ตามที่นำศาสนาและการแต่งกายอันทรงเกียรติของสตรีมาใช้เป็นฉากบังหน้าเพื่อก่อเหตุร้าย
กำลังไม่ได้ปกป้องศาสนา แต่กำลังทำลายความน่าเชื่อถือของศาสนา ทำร้ายผู้บริสุทธิ์
และสร้างบาดแผลให้กับสังคมที่ต้องการเพียงความสงบ
ดังนั้น
การต่อสู้กับความรุนแรงจึงต้องทำควบคู่กันสองด้าน คือ นำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างเด็ดขาด
และปกป้องไม่ให้ศาสนา เครื่องแต่งกาย
หรืออัตลักษณ์ของประชาชนผู้บริสุทธิ์ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือของความรุนแรง
เพราะ ผู้ที่อ้างว่าทำเพื่อศาสนา ควรถูกตัดสินจากการกระทำของตนเอง ไม่ใช่จากคำกล่าวอ้างของตนเอง ความรุนแรงไม่เคยทำให้ศาสนาสูงส่งขึ้น และการทำร้ายผู้บริสุทธิ์ไม่เคยทำให้ผู้ก่อเหตุเป็นวีรบุรุษ

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น