วันพุธที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2569

เข้าถึง เข้าใจ และพัฒนา พลังแห่งความร่วมมือสู่สันติสุขที่ยั่งยืนในพื้นที่ จชต.

เข้าถึง เข้าใจ และพัฒนา พลังแห่งความร่วมมือ สู่สันติสุขที่ยั่งยืนในจังหวัดชายแดนภาคใต้

นโยบายของแม่ทัพภาคที่ 4 / ผอ.รมน.ภาค 4 ในการขับเคลื่อนแนวทางแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ บนพื้นฐานความเข้าใจ ความไว้วางใจ และการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ จชต.

จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทั้งด้านเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา วัฒนธรรม และวิถีชีวิต ความหลากหลายเหล่านี้ถือเป็นคุณค่าที่สำคัญของสังคมไทย แต่ขณะเดียวกัน พื้นที่แห่งนี้ยังเผชิญกับความท้าทายจากปัญหาความไม่สงบ ความหวาดระแวง ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และผลกระทบที่เกิดขึ้นกับการดำเนินชีวิตของประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง การแก้ไขปัญหาจึงไม่อาจอาศัยเพียงมาตรการด้านความมั่นคงเท่านั้น หากจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความเข้าใจ ลดความขัดแย้ง และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของชุมชนตนเอง

ภายใต้การขับเคลื่อนภารกิจของ แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 คนปัจจุบัน นำแนวทาง “เข้าถึง เข้าใจ และพัฒนา” สามารถใช้เป็นกรอบสำคัญในการทำงานร่วมกับประชาชนและภาคีเครือข่ายในพื้นที่ โดยมุ่งเน้นให้การแก้ไขปัญหาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการควบคุมสถานการณ์ แต่ครอบคลุมถึงการสร้างความไว้วางใจ การแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้สันติสุขเกิดขึ้นจากความร่วมมือของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง

เข้าถึง : สร้างความสัมพันธ์ เปิดพื้นที่รับฟังเสียงประชาชน

การแก้ไขปัญหาที่มีความซับซ้อนจำเป็นต้องเริ่มต้นจากการเข้าถึงประชาชนอย่างจริงใจ เพราะข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับสภาพปัญหา ความต้องการ และความกังวลของคนในพื้นที่ เป็นพื้นฐานสำคัญของการกำหนดแนวทางแก้ไขที่เหมาะสม

การเข้าถึงในบริบทของจังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงไม่ได้หมายถึงการลงพื้นที่เพื่อปฏิบัติภารกิจเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับประชาชน เปิดโอกาสให้ชาวบ้าน ผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนา ครู ผู้ปกครอง เยาวชน ผู้ประกอบการ และภาคประชาสังคม ได้สะท้อนปัญหาและเสนอแนวทางแก้ไขอย่างเสรีและสร้างสรรค์

เมื่อเจ้าหน้าที่รับฟังประชาชนด้วยความเคารพ ไม่เลือกปฏิบัติ และพร้อมนำข้อเสนอแนะไปปรับปรุงการทำงาน ย่อมช่วยลดระยะห่างระหว่างรัฐกับประชาชน ทำให้การดำเนินงานด้านความมั่นคงมีความสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงมากขึ้น ขณะเดียวกัน การเปิดช่องทางให้ประชาชนแจ้งเหตุผิดปกติหรือข้อกังวลด้านความปลอดภัยอย่างเหมาะสมและปลอดภัย ยังช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถตอบสนองต่อปัญหาได้ทันท่วงที

หัวใจของการเข้าถึงจึงอยู่ที่การทำให้ประชาชนรู้สึกว่า รัฐไม่ได้อยู่ห่างไกลจากชีวิตประจำวัน แต่เป็นหน่วยงานที่พร้อมรับฟัง ให้ความช่วยเหลือ และทำงานเคียงข้างประชาชน โดยความไว้วางใจจะเกิดขึ้นได้จากการปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ โปร่งใส และตรวจสอบได้ ไม่ใช่เพียงคำประกาศหรือกิจกรรมที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว

เข้าใจ : เคารพความแตกต่าง แก้ปัญหาด้วยเหตุผลและความเป็นธรรม

เมื่อเข้าถึงประชาชนได้แล้ว ขั้นตอนสำคัญต่อมาคือการทำความเข้าใจสภาพปัญหาอย่างรอบด้าน จังหวัดชายแดนภาคใต้มีบริบทเฉพาะที่ต้องคำนึงถึง ทั้งอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม การใช้ภาษามลายูในชีวิตประจำวัน ความเชื่อทางศาสนา ความสัมพันธ์ในชุมชน ตลอดจนประสบการณ์และความรู้สึกของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ

การทำความเข้าใจจึงต้องก้าวข้ามการมองปัญหาจากมุมใดมุมหนึ่ง และไม่เหมารวมประชาชนทั้งชุมชนจากพฤติกรรมของบุคคลบางกลุ่ม เพราะประชาชนส่วนใหญ่ล้วนต้องการดำเนินชีวิตอย่างปลอดภัย ประกอบอาชีพได้ตามปกติ ส่งบุตรหลานไปศึกษา และมีอนาคตที่มั่นคงสำหรับครอบครัว

ในด้านการปฏิบัติงาน เจ้าหน้าที่รัฐจำเป็นต้องเข้าใจทั้งข้อจำกัดของพื้นที่และความคาดหวังของประชาชน การบังคับใช้กฎหมายต้องตั้งอยู่บนหลักนิติธรรม มีความจำเป็นและได้สัดส่วน เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และเปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบเมื่อเกิดข้อร้องเรียน ขณะเดียวกัน ประชาชนเองก็ควรได้รับข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับภารกิจของรัฐ สิทธิของตนเอง และช่องทางการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา

การสื่อสารที่ตรงไปตรงมาและการแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างสร้างสรรค์ จะช่วยลดความเข้าใจผิดและป้องกันไม่ให้ข่าวลือหรือข้อมูลบิดเบือนขยายความหวาดระแวงในสังคม ที่สำคัญ การทำความเข้าใจต้องเกิดขึ้นทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่การเรียกร้องให้ประชาชนเข้าใจรัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่รัฐต้องรับฟังและเรียนรู้จากประชาชนด้วยเช่นกัน

ภายใต้แนวทางการทำงานของกองทัพภาคที่ 4 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การสร้างพื้นที่พูดคุยอย่างปลอดภัยและเป็นกลาง จึงเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงความแตกต่างให้กลายเป็นความร่วมมือ และทำให้การแก้ไขปัญหาตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง ความเป็นธรรม และประโยชน์ส่วนรวม

พัฒนา : สร้างโอกาส ลดเงื่อนไขความขัดแย้ง และยกระดับคุณภาพชีวิต

การสร้างสันติสุขที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ยาก หากประชาชนยังขาดโอกาสในการประกอบอาชีพ เข้าถึงการศึกษา หรือได้รับบริการสาธารณะที่จำเป็น ดังนั้น การพัฒนาจึงเป็นอีกเสาหลักของการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งต้องดำเนินควบคู่ไปกับการรักษาความปลอดภัยและการสร้างความไว้วางใจ

การพัฒนาที่ตอบโจทย์ประชาชนควรเริ่มจากความต้องการที่แท้จริงของแต่ละชุมชน ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมอาชีพและรายได้ให้เกษตรกร ผู้ประกอบการรายย่อย และแรงงาน การพัฒนาทักษะอาชีพให้เยาวชน การเพิ่มโอกาสทางการศึกษา การยกระดับบริการสาธารณสุข ตลอดจนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและการค้าขาย

นอกจากนี้ ควรส่งเสริมศักยภาพของคนในพื้นที่ให้สามารถใช้ประโยชน์จากทุนทางวัฒนธรรม ภาษา ภูมิปัญญาท้องถิ่น และทรัพยากรที่มีอยู่อย่างเหมาะสม เพื่อสร้างเศรษฐกิจชุมชนที่เข้มแข็งและเปิดโอกาสให้ประชาชนมีรายได้อย่างมั่นคง โดยการดำเนินงานต้องคำนึงถึงความยั่งยืน ความโปร่งใส และการกระจายประโยชน์อย่างเป็นธรรม

การพัฒนาที่มีประสิทธิภาพไม่ควรเป็นเพียงการจัดสรรงบประมาณหรือดำเนินโครงการให้แล้วเสร็จ แต่ต้องพิจารณาว่าประชาชนได้รับประโยชน์จริงมากน้อยเพียงใด โครงการสามารถแก้ไขปัญหาที่มีอยู่ได้หรือไม่ และประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนด ติดตาม และประเมินผลหรือไม่

ด้วยเหตุนี้ การประสานความร่วมมือระหว่างฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายปกครอง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถานศึกษา สถาบันศาสนา ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะไม่มีหน่วยงานใดสามารถแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนของจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้โดยลำพัง

สันติสุขที่ยั่งยืน ต้องเกิดจากพลังของทุกคน

แม้การรักษาความปลอดภัยจะเป็นภารกิจสำคัญของรัฐ แต่สันติสุขที่แท้จริงไม่ได้วัดจากจำนวนเหตุการณ์ความรุนแรงที่ลดลงเพียงอย่างเดียว หากต้องพิจารณาถึงความรู้สึกปลอดภัยของประชาชน ความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม โอกาสในการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี และความสามารถของชุมชนในการอยู่ร่วมกันท่ามกลางความแตกต่าง

การขับเคลื่อนแนวทาง “เข้าถึง เข้าใจ และพัฒนา” จึงควรดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง เปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายแสดงความคิดเห็นอย่างสันติ และส่งเสริมให้คนในชุมชนมีบทบาทในการแก้ไขปัญหาของตนเอง ควบคู่กับการป้องกันเหตุรุนแรง การคุ้มครองผู้บริสุทธิ์ และการดำเนินการตามกฎหมายอย่างเป็นธรรม

บทบาทของแม่ทัพภาคที่ 4 / ผอ.รมน.ภาค 4 ในการขับเคลื่อนภารกิจด้านความมั่นคง จึงควรมุ่งประสานการทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมส่งเสริมการรับฟังเสียงประชาชน การแก้ไขปัญหาที่ตรงจุด และการติดตามผลอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้การทำงานของรัฐได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนในทุกกลุ่ม

ท้ายที่สุด ความสำเร็จของการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ใช่ชัยชนะของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเหนืออีกฝ่ายหนึ่ง แต่คือชัยชนะร่วมกันของสังคม เมื่อประชาชนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย เด็กและเยาวชนมีโอกาสเติบโตอย่างมีคุณภาพ ครอบครัวมีรายได้มั่นคง ชุมชนได้รับความเคารพในอัตลักษณ์ และทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันได้ด้วยความเข้าใจและความไว้วางใจ

“เข้าถึง” เพื่อสร้างความไว้วางใจ “เข้าใจ” เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด และ “พัฒนา” เพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่า ทั้ง 3 แนวทางต้องดำเนินควบคู่กันอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพราะสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่อาจเกิดขึ้นได้จากกำลังของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องเกิดจากความร่วมมือของรัฐ ประชาชน และทุกภาคส่วนที่พร้อมร่วมกันสร้างสังคมที่ปลอดภัย เป็นธรรม และมีความหวังสำหรับคนรุ่นต่อไป.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น