วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2569

ภายใต้ควันปืนและกองเพลิง... ใครคือผู้ได้ประโยชน์ที่แท้จริง?

ภายใต้ควันปืนและกองเพลิง... ใครคือผู้ได้ประโยชน์ที่แท้จริง? ตั้งคำถามถึงวงจรความรุนแรงในพื้นที่เศรษฐกิจ จชต.

กว่า 2 ทศวรรษที่สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.) ดำเนินมาอย่างยืดเยื้อ รูปแบบของการก่อเหตุได้ปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย จากการซุ่มโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐหรือเป้าหมายเชิงสัญลักษณ์ สู่การพุ่งเป้าไปที่ "พื้นที่เศรษฐกิจ" กลุ่มนายทุน ห้างร้าน ซูเปอร์มาร์เก็ต และสถานีบริการน้ำมัน แต่สิ่งที่น่าตั้งข้อสังเกตและกลายเป็นคำถามตัวโตๆ ในหมู่นักวิเคราะห์และคนในพื้นที่ คือ “ทำไมเหตุวินาศกรรมขนาดใหญ่” มักจะเกิดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วง "สิ้นปีงบประมาณ" หรือทุกครั้งที่มีการ "สับเปลี่ยนกำลังพล-โยกย้ายผู้มีอำนาจ" ในพื้นที่..?

ความบังเอิญเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง จนนำไปสู่การตั้งสมมติฐานที่ฉีกออกไปจากกรอบคิดเรื่อง "อุดมการณ์แบ่งแยกดินแดน" เพียงอย่างเดียว แต่พุ่งเป้าไปที่ "เศรษฐศาสตร์การเมืองของการก่อการร้าย" (Political Economy of Terrorism) และผลประโยชน์ทับซ้อนที่ซ่อนอยู่ใต้พรมของความรุนแรง

ฤดูกาลแห่งการโยกย้าย : การ "รับน้อง" หรือ "ต่อรองอำนาจ"?

เดือนกันยายนถึงตุลาคมของทุกปี คือช่วงเวลาสำคัญของระบบราชการไทย เป็นฤดูกาลแห่งการเกษียณอายุ โยกย้ายตำแหน่ง และสับเปลี่ยนกำลังพล ทั้งทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง เมื่อมีผู้นำคนใหม่ก้าวเข้ามาดูแลพื้นที่ การก่อเหตุวางระเบิดหรือเผาทำลายพื้นที่เศรษฐกิจจึงถูกมองใน 2 มิติ

มิติแรก

การ "รับน้อง" จากกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ เพื่อทดสอบน้ำยาและมาตรการรักษาความปลอดภัยของแม่ทัพหรือผู้บัญชาการคนใหม่ เป็นการแสดงศักยภาพว่ารัฐยังไม่สามารถควบคุมพื้นที่ได้เบ็ดเสร็จ

มิติที่สอง

การ "ต่อรองอำนาจและผลประโยชน์" ในพื้นที่ จชต. มีกลุ่มอิทธิพลท้องถิ่น ธุรกิจสีเทา (เช่น ของเถื่อน น้ำมันเถื่อน ยาเสพติด) ที่มีเครือข่ายโยงใยกับเจ้าหน้าที่บางกลุ่ม การเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจอาจหมายถึงการรื้อระบบผลประโยชน์เดิม การสร้างสถานการณ์ให้ดูเหมือนเป็นการกระทำของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ จึงอาจเป็นเครื่องมือในการเจรจาต่อรอง หรือข่มขู่ขั้วอำนาจใหม่ให้ประนีประนอมกับเครือข่ายอิทธิพลเดิม

สิ้นปีงบประมาณ: พลุสัญญาณเพื่อรักษาก้อนเค้ก "งบความมั่นคง"?

ปฏิเสธไม่ได้ว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา งบประมาณที่ถูกทุ่มลงไปเพื่อดับไฟใต้มีมูลค่ามหาศาลหลักแสนล้านบาท เมื่อใกล้ถึงช่วงสิ้นปีงบประมาณและการพิจารณางบประมาณของปีถัดไป หากพื้นที่เงียบสงบเกินไป ย่อมเป็นเหตุผลให้ฝ่ายนิติบัญญัติหรือส่วนกลางตั้งคำถามถึงความจำเป็นในการคงงบประมาณความมั่นคง กองกำลังพิเศษ หรือเบี้ยเสี่ยงภัยต่างๆ เอาไว้

การเกิดเหตุการณ์รุนแรงในช่วงเวลานี้ จึงมักถูกสังคมตั้งข้อกังขาว่า เป็นการ "สร้างสถานการณ์เพื่อรักษางบประมาณ" (Budget Justification) หรือไม่? ควันไฟที่ลอยขึ้นจากซูเปอร์มาร์เก็ตหรือปั๊มน้ำมัน อาจเป็นเสมือนพลุสัญญาณที่บอกกรุงเทพฯ ว่า "พื้นที่นี้ยังอันตรายและยังต้องการงบประมาณสนับสนุนอย่างเต็มที่เช่นเดิม"

ภัยแทรกซ้อน: เมื่อไฟใต้กลายเป็นเครื่องมือเคลมเบี้ยประกันและเงินเยียวยา

ประเด็นที่แหลมคมที่สุด และเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในวงสนทนาของคนในพื้นที่ คือทฤษฎีที่ว่า "ความรุนแรงบางเหตุการณ์ อาจเป็นการทำลายทรัพย์สินตนเองเพื่อหวังเงินประกันและเงินเยียวยาจากรัฐ"

ในสภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา การค้าขายในพื้นที่ จชต. เผชิญกับความยากลำบาก ธุรกิจหลายแห่งขาดทุนสะสม ขาดสภาพคล่อง หรือแบกรับภาระหนี้สินไม่ไหว การปล่อยให้กิจการล้มละลายตามกลไกปกติอาจนำไปสู่การถูกยึดทรัพย์ แต่ในพื้นที่ที่มีกฎหมายพิเศษและมีนโยบาย "เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ" รูปแบบการเอาตัวรอดแบบสีเทาจึงอาจเกิดขึ้น

1. การเคลมเงินเยียวยาจากรัฐ: รัฐบาลมีกองทุนและระเบียบการจ่ายเงินเยียวยาที่ค่อนข้างรวดเร็วและมีวงเงินสูงสำหรับธุรกิจที่ถูกโจมตี หากสามารถทำให้เชื่อได้ว่าการไฟไหม้หรือระเบิดเป็นฝีมือของผู้ก่อความไม่สงบ เจ้าของธุรกิจจะได้รับเงินชดเชยจากภาครัฐเพื่อนำไปตั้งตัวใหม่ หรือปลดหนี้สิน

2. การเคลมประกันภัย: แม้ประกันภัยปกติจะไม่คุ้มครองการก่อการร้าย แต่ในพื้นที่ จชต. มีการทำกรมธรรม์คุ้มครองภัยก่อการร้ายโดยเฉพาะ การเผาโกดัง สินค้าที่ค้างสต็อก หรืออาคารที่ทรุดโทรม แล้วโยนความผิดให้สถานการณ์ความไม่สงบ จึงกลายเป็นช่องโหว่ให้เกิดการฉ้อฉลประกันภัย (Insurance Fraud) ได้อย่างแนบเนียน

     กระบวนการเหล่านี้มักถูกเรียกเหมารวมว่า "ภัยแทรกซ้อน" คือการอาศัยเสื้อคลุมของการก่อการร้าย เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มอิทธิพลที่เรียกเก็บค่าคุ้มครอง (Protection Money) เมื่อนายทุนไม่จ่ายก็ทำการเผา หรือแม้แต่นายทุนเองที่อาจรู้เห็นเป็นใจ ปล่อยให้เกิดการโจมตีเพื่อรับประโยชน์จากความสูญเสีย

บทสรุป: การชำระล้างวงจร "เศรษฐศาสตร์แห่งความรุนแรง"

การตั้งคำถาม ถึงมูลเหตุจูงใจเบื้องหลังกองเพลิงที่เผาผลาญพื้นที่เศรษฐกิจ ไม่ได้เป็นการปฏิเสธว่า กลุ่มขบวนการที่มีอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดนไม่มีอยู่จริง แต่เป็นการกระเทาะเปลือกให้เห็นว่า "ความรุนแรงในพื้นที่ จชต. ได้กลายเป็นอุตสาหกรรมที่มีคนได้กำไร"

ตราบใดที่โครงสร้างการเยียวยายังมีช่องโหว่ ตราบใดที่งบประมาณความมั่นคงยังขาดความโปร่งใสในการตรวจสอบ และตราบใดที่การเปลี่ยนผ่านอำนาจในพื้นที่ยังผูกติดกับผลประโยชน์สีเทา การเผาทำลายห้างร้านและเขตเศรษฐกิจก็จะยังคงเกิดขึ้นซ้ำรอยเดิม ทุกๆ สิ้นเดือนกันยายนและตุลาคม

การแก้ปัญหาไฟใต้ จึงไม่อาจใช้เพียงมิติทางการทหาร หรือการเจรจาสันติภาพกับกลุ่มผู้เห็นต่างเพียงอย่างเดียว แต่รัฐต้องกล้าที่จะผ่าตัด "เศรษฐศาสตร์แห่งความรุนแรง" ตรวจสอบเส้นทางการเงิน การฉ้อฉลประกันภัย และผลประโยชน์ทับซ้อนของทุกฝ่ายอย่างตรงไปตรงมา เพราะหากไฟใต้ยังคงเป็น "เหมืองทองคำ" ของใครบางคน สันติภาพที่แท้จริงก็คงเป็นได้แค่ภาพลวงตา

การสืบสวนเชิงลึกหลังเหตุวินาศกรรมแต่ละครั้ง โดยเฉพาะการประเมินสถานะทางการเงินของธุรกิจที่ถูกโจมตี และการสืบเส้นทางการรับเหมาก่อสร้างใหม่หลังความพินาศ อาจเป็นกุญแจสำคัญที่ไขคำตอบได้ว่า... ใครกันแน่ที่จุดไฟเผาบ้านตัวเอง..?

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น