ภายใต้ควันปืนและกองเพลิง...
ใครคือผู้ได้ประโยชน์ที่แท้จริง? ตั้งคำถามถึงวงจรความรุนแรงในพื้นที่เศรษฐกิจ
จชต.
กว่า
2 ทศวรรษที่สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.)
ดำเนินมาอย่างยืดเยื้อ รูปแบบของการก่อเหตุได้ปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย
จากการซุ่มโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐหรือเป้าหมายเชิงสัญลักษณ์ สู่การพุ่งเป้าไปที่
"พื้นที่เศรษฐกิจ" กลุ่มนายทุน ห้างร้าน ซูเปอร์มาร์เก็ต
และสถานีบริการน้ำมัน แต่สิ่งที่น่าตั้งข้อสังเกตและกลายเป็นคำถามตัวโตๆ
ในหมู่นักวิเคราะห์และคนในพื้นที่ คือ “ทำไมเหตุวินาศกรรมขนาดใหญ่”
มักจะเกิดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วง "สิ้นปีงบประมาณ"
หรือทุกครั้งที่มีการ "สับเปลี่ยนกำลังพล-โยกย้ายผู้มีอำนาจ"
ในพื้นที่..?
ความบังเอิญเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง
จนนำไปสู่การตั้งสมมติฐานที่ฉีกออกไปจากกรอบคิดเรื่อง "อุดมการณ์แบ่งแยกดินแดน"
เพียงอย่างเดียว แต่พุ่งเป้าไปที่ "เศรษฐศาสตร์การเมืองของการก่อการร้าย"
(Political
Economy of Terrorism) และผลประโยชน์ทับซ้อนที่ซ่อนอยู่ใต้พรมของความรุนแรง
ฤดูกาลแห่งการโยกย้าย
: การ "รับน้อง" หรือ "ต่อรองอำนาจ"?
เดือนกันยายนถึงตุลาคมของทุกปี
คือช่วงเวลาสำคัญของระบบราชการไทย เป็นฤดูกาลแห่งการเกษียณอายุ โยกย้ายตำแหน่ง
และสับเปลี่ยนกำลังพล ทั้งทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง
เมื่อมีผู้นำคนใหม่ก้าวเข้ามาดูแลพื้นที่
การก่อเหตุวางระเบิดหรือเผาทำลายพื้นที่เศรษฐกิจจึงถูกมองใน 2 มิติ
มิติแรก
การ
"รับน้อง" จากกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ
เพื่อทดสอบน้ำยาและมาตรการรักษาความปลอดภัยของแม่ทัพหรือผู้บัญชาการคนใหม่
เป็นการแสดงศักยภาพว่ารัฐยังไม่สามารถควบคุมพื้นที่ได้เบ็ดเสร็จ
มิติที่สอง
การ
"ต่อรองอำนาจและผลประโยชน์" ในพื้นที่ จชต.
มีกลุ่มอิทธิพลท้องถิ่น ธุรกิจสีเทา (เช่น ของเถื่อน น้ำมันเถื่อน ยาเสพติด)
ที่มีเครือข่ายโยงใยกับเจ้าหน้าที่บางกลุ่ม
การเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจอาจหมายถึงการรื้อระบบผลประโยชน์เดิม
การสร้างสถานการณ์ให้ดูเหมือนเป็นการกระทำของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ
จึงอาจเป็นเครื่องมือในการเจรจาต่อรอง
หรือข่มขู่ขั้วอำนาจใหม่ให้ประนีประนอมกับเครือข่ายอิทธิพลเดิม
สิ้นปีงบประมาณ:
พลุสัญญาณเพื่อรักษาก้อนเค้ก "งบความมั่นคง"?
ปฏิเสธไม่ได้ว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา
งบประมาณที่ถูกทุ่มลงไปเพื่อดับไฟใต้มีมูลค่ามหาศาลหลักแสนล้านบาท
เมื่อใกล้ถึงช่วงสิ้นปีงบประมาณและการพิจารณางบประมาณของปีถัดไป
หากพื้นที่เงียบสงบเกินไป
ย่อมเป็นเหตุผลให้ฝ่ายนิติบัญญัติหรือส่วนกลางตั้งคำถามถึงความจำเป็นในการคงงบประมาณความมั่นคง
กองกำลังพิเศษ หรือเบี้ยเสี่ยงภัยต่างๆ เอาไว้
การเกิดเหตุการณ์รุนแรงในช่วงเวลานี้
จึงมักถูกสังคมตั้งข้อกังขาว่า เป็นการ "สร้างสถานการณ์เพื่อรักษางบประมาณ"
(Budget
Justification) หรือไม่? ควันไฟที่ลอยขึ้นจากซูเปอร์มาร์เก็ตหรือปั๊มน้ำมัน
อาจเป็นเสมือนพลุสัญญาณที่บอกกรุงเทพฯ ว่า "พื้นที่นี้ยังอันตรายและยังต้องการงบประมาณสนับสนุนอย่างเต็มที่เช่นเดิม"
ภัยแทรกซ้อน:
เมื่อไฟใต้กลายเป็นเครื่องมือเคลมเบี้ยประกันและเงินเยียวยา
ประเด็นที่แหลมคมที่สุด
และเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในวงสนทนาของคนในพื้นที่
คือทฤษฎีที่ว่า "ความรุนแรงบางเหตุการณ์
อาจเป็นการทำลายทรัพย์สินตนเองเพื่อหวังเงินประกันและเงินเยียวยาจากรัฐ"
ในสภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา
การค้าขายในพื้นที่ จชต. เผชิญกับความยากลำบาก ธุรกิจหลายแห่งขาดทุนสะสม
ขาดสภาพคล่อง หรือแบกรับภาระหนี้สินไม่ไหว
การปล่อยให้กิจการล้มละลายตามกลไกปกติอาจนำไปสู่การถูกยึดทรัพย์
แต่ในพื้นที่ที่มีกฎหมายพิเศษและมีนโยบาย "เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ"
รูปแบบการเอาตัวรอดแบบสีเทาจึงอาจเกิดขึ้น
1. การเคลมเงินเยียวยาจากรัฐ:
รัฐบาลมีกองทุนและระเบียบการจ่ายเงินเยียวยาที่ค่อนข้างรวดเร็วและมีวงเงินสูงสำหรับธุรกิจที่ถูกโจมตี
หากสามารถทำให้เชื่อได้ว่าการไฟไหม้หรือระเบิดเป็นฝีมือของผู้ก่อความไม่สงบ
เจ้าของธุรกิจจะได้รับเงินชดเชยจากภาครัฐเพื่อนำไปตั้งตัวใหม่ หรือปลดหนี้สิน
2. การเคลมประกันภัย:
แม้ประกันภัยปกติจะไม่คุ้มครองการก่อการร้าย แต่ในพื้นที่ จชต.
มีการทำกรมธรรม์คุ้มครองภัยก่อการร้ายโดยเฉพาะ การเผาโกดัง สินค้าที่ค้างสต็อก
หรืออาคารที่ทรุดโทรม แล้วโยนความผิดให้สถานการณ์ความไม่สงบ
จึงกลายเป็นช่องโหว่ให้เกิดการฉ้อฉลประกันภัย (Insurance Fraud) ได้อย่างแนบเนียน
กระบวนการเหล่านี้มักถูกเรียกเหมารวมว่า
"ภัยแทรกซ้อน" คือการอาศัยเสื้อคลุมของการก่อการร้าย
เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มอิทธิพลที่เรียกเก็บค่าคุ้มครอง (Protection
Money) เมื่อนายทุนไม่จ่ายก็ทำการเผา
หรือแม้แต่นายทุนเองที่อาจรู้เห็นเป็นใจ
ปล่อยให้เกิดการโจมตีเพื่อรับประโยชน์จากความสูญเสีย
บทสรุป:
การชำระล้างวงจร "เศรษฐศาสตร์แห่งความรุนแรง"
การตั้งคำถาม
ถึงมูลเหตุจูงใจเบื้องหลังกองเพลิงที่เผาผลาญพื้นที่เศรษฐกิจ
ไม่ได้เป็นการปฏิเสธว่า กลุ่มขบวนการที่มีอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดนไม่มีอยู่จริง
แต่เป็นการกระเทาะเปลือกให้เห็นว่า "ความรุนแรงในพื้นที่ จชต.
ได้กลายเป็นอุตสาหกรรมที่มีคนได้กำไร"
ตราบใดที่โครงสร้างการเยียวยายังมีช่องโหว่
ตราบใดที่งบประมาณความมั่นคงยังขาดความโปร่งใสในการตรวจสอบ
และตราบใดที่การเปลี่ยนผ่านอำนาจในพื้นที่ยังผูกติดกับผลประโยชน์สีเทา การเผาทำลายห้างร้านและเขตเศรษฐกิจก็จะยังคงเกิดขึ้นซ้ำรอยเดิม
ทุกๆ สิ้นเดือนกันยายนและตุลาคม
การแก้ปัญหาไฟใต้
จึงไม่อาจใช้เพียงมิติทางการทหาร
หรือการเจรจาสันติภาพกับกลุ่มผู้เห็นต่างเพียงอย่างเดียว
แต่รัฐต้องกล้าที่จะผ่าตัด "เศรษฐศาสตร์แห่งความรุนแรง"
ตรวจสอบเส้นทางการเงิน การฉ้อฉลประกันภัย
และผลประโยชน์ทับซ้อนของทุกฝ่ายอย่างตรงไปตรงมา เพราะหากไฟใต้ยังคงเป็น "เหมืองทองคำ"
ของใครบางคน สันติภาพที่แท้จริงก็คงเป็นได้แค่ภาพลวงตา
การสืบสวนเชิงลึกหลังเหตุวินาศกรรมแต่ละครั้ง
โดยเฉพาะการประเมินสถานะทางการเงินของธุรกิจที่ถูกโจมตี
และการสืบเส้นทางการรับเหมาก่อสร้างใหม่หลังความพินาศ
อาจเป็นกุญแจสำคัญที่ไขคำตอบได้ว่า... ใครกันแน่ที่จุดไฟเผาบ้านตัวเอง..?

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น