วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569

หยุดความรุนแรง หันกลับสู่อ้อมกอดของครอบครัว

หยุดความรุนแรง หันกลับสู่อ้อมกอดของครอบครัว

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้สร้างบาดแผล ความสูญเสีย และความทุกข์ยากให้แก่ประชาชนจำนวนมาก ผู้ที่ได้รับผลกระทบไม่ใช่เพียงเจ้าหน้าที่ของรัฐเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเด็ก ผู้หญิง คนชรา ครู ผู้นำศาสนา และประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งใด ๆ

ทุกครั้งที่เกิดเหตุลอบยิง วางระเบิด หรือการสังหารผู้บริสุทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามที่ตกเป็นเหยื่อ สิ่งที่ตามมาคือครอบครัวที่ต้องร้องไห้ด้วยความเจ็บปวด พ่อแม่ที่ต้องสูญเสียลูก ภรรยาที่ต้องสูญเสียสามี ลูกที่ต้องกำพร้าพ่อ หรือผู้สูงอายุที่ต้องสูญเสียเสาหลักของครอบครัว ความสูญเสียเหล่านี้ไม่สามารถประเมินค่าได้ด้วยเงินทองหรือสิ่งใดทั้งสิ้น

เมื่อมีข่าวเด็กถูกยิง ผู้หญิงถูกทำร้าย หรือคนชราถูกสังหาร หลายคนอาจมองเห็นเพียงตัวเลขของผู้เสียชีวิตในหน้าข่าว แต่สำหรับครอบครัวของผู้สูญเสียแล้ว นั่นคือบุคคลอันเป็นที่รัก เป็นความหวัง เป็นกำลังสำคัญของบ้าน เป็นผู้หาเลี้ยงครอบครัว และเป็นคนที่พวกเขาไม่มีวันได้พบอีกตลอดชีวิต

ผู้ที่ก่อเหตุเคยหยุดคิดบ้างหรือไม่ว่า หากเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับครอบครัวของตนเองจะรู้สึกอย่างไร หากผู้ที่ถูกยิงคือพ่อของตน หากผู้ที่เสียชีวิตคือแม่ ภรรยา ลูก หรือพี่น้องของตนเอง ความเจ็บปวดนั้นจะมากเพียงใด

ไม่มีพ่อแม่คนใดอยากเห็นลูกถูกพรากไปด้วยความรุนแรง ไม่มีเด็กคนใดอยากเติบโตขึ้นมาโดยขาดพ่อหรือแม่ และไม่มีครอบครัวใดอยากใช้ชีวิตอยู่กับความหวาดกลัวว่าจะสูญเสียคนที่รักในวันใดวันหนึ่ง

การใช้ความรุนแรงต่อผู้บริสุทธิ์ไม่เคยนำมาซึ่งชัยชนะที่แท้จริง ตรงกันข้าม มันกลับสร้างวงจรแห่งความสูญเสีย ความเกลียดชัง และความทุกข์ที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ผู้ที่เสียชีวิตไม่ได้มีเพียงร่างกายที่ล้มลง แต่ยังทิ้งภาระและความทุกข์ไว้ให้ครอบครัวต้องแบกรับไปอีกนานแสนนาน

ในขณะเดียวกัน ผู้ที่ยังคงหลบซ่อนอยู่ในป่าเขา หรือใช้ชีวิตอย่างหวาดระแวงจากการถูกจับกุม ก็ต้องห่างไกลจากครอบครัว ไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างปกติสุข ไม่สามารถดูแลพ่อแม่ ภรรยา หรือลูกหลานได้อย่างเต็มที่ หลายคนไม่ได้เห็นลูกเติบโต ไม่ได้อยู่เคียงข้างคนที่รักในวันที่เจ็บป่วย หรือในวันที่ครอบครัวต้องการกำลังใจมากที่สุด

จึงเป็นเรื่องที่น่าคิดว่า สิ่งที่กำลังทำอยู่ในวันนี้คุ้มค่ากับการสูญเสียเหล่านี้จริงหรือไม่ ขณะที่หลายคนต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก หลบหนี และเสี่ยงอันตรายอยู่ตลอดเวลา แต่บุคคลบางกลุ่มที่อยู่เบื้องหลังกลับดำเนินชีวิตอย่างสะดวกสบาย ห่างไกลจากพื้นที่ความขัดแย้ง ไม่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงเช่นเดียวกับผู้ปฏิบัติในพื้นที่

ผู้ที่ถูกชักจูงให้เดินบนเส้นทางแห่งความรุนแรงควรพิจารณาด้วยตนเองว่า แท้จริงแล้วใครคือผู้ที่ต้องรับผลกระทบโดยตรง ใครคือผู้ที่ต้องสูญเสียอิสรภาพ และใครคือผู้ที่ต้องสูญเสียอนาคต ขณะที่ผู้สั่งการหรือผู้ชี้นำจำนวนหนึ่งกลับไม่ได้เผชิญชะตากรรมเช่นเดียวกัน

ปัจจุบัน รัฐได้เปิดโอกาสให้ผู้ที่หลงผิดหรือผู้ที่ต้องการยุติบทบาทในขบวนการความรุนแรงสามารถเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้ การมอบตัวไม่ใช่ความพ่ายแพ้ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการกลับมาใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี เป็นโอกาสในการแก้ไขอดีตและสร้างอนาคตใหม่ให้กับตนเองและครอบครัว

การกลับตัวกลับใจหมายถึงการเลือกชีวิตแทนความตาย เลือกความสงบแทนความรุนแรง และเลือกครอบครัวแทนการหลบหนีอย่างไร้จุดหมาย ผู้ที่ตัดสินใจกลับเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมจะมีโอกาสได้พบหน้าคนที่รัก ได้ดูแลพ่อแม่ ได้เลี้ยงดูลูกหลาน และได้ใช้ชีวิตอย่างปกติสุขภายใต้กฎหมาย

ไม่มีความอบอุ่นใดจะมีค่ามากไปกว่าอ้อมกอดของครอบครัว ไม่มีสถานที่ใดจะปลอดภัยและมีความสุขเท่ากับบ้านของตนเอง และไม่มีสิ่งใดจะมีค่ามากไปกว่าการได้เห็นคนที่เรารักมีรอยยิ้มและใช้ชีวิตอย่างสงบสุข

ขอวิงวอนต่อผู้ที่ยังคงเกี่ยวข้องกับการใช้ความรุนแรงทุกคน ให้หยุดทบทวนเส้นทางที่กำลังเดินอยู่ หยุดคิดถึงคำสั่งหรืออุดมการณ์ที่นำไปสู่การสูญเสีย และหันกลับมามองหน้าพ่อแม่ ภรรยา สามี ลูกหลาน และคนที่รักของท่าน

จงถามหัวใจของตนเองว่า หากวันหนึ่งท่านต้องจากไป หรือถูกพรากจากครอบครัวอย่างไม่มีวันกลับ คนที่เสียใจที่สุดคือใคร คำตอบย่อมไม่ใช่ผู้นำหรือผู้สั่งการที่อยู่ห่างไกล แต่คือครอบครัวของท่านเอง

ถึงเวลาแล้วที่จะยุติวงจรแห่งความสูญเสีย หยุดสร้างความทุกข์ให้กับผู้บริสุทธิ์ และหยุดสร้างน้ำตาให้กับครอบครัวของทั้งผู้อื่นและของตนเอง จงเลือกเส้นทางแห่งสันติภาพ กลับเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และกลับมาสู่อ้อมกอดของครอบครัว เพราะนั่นคือหนทางที่จะนำไปสู่ความสุข ความมั่นคง และอนาคตที่ดีกว่าสำหรับทุกคน.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น