วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2569

ใครได้ประโยชน์จากความไม่สงบ เปิดคำถามใหญ่ถึงบทบาท NGO ในชายแดนใต้

ใครได้ประโยชน์จากความไม่สงบ? เปิดคำถามใหญ่ถึงบทบาท NGO ในชายแดนใต้

ปัญหาในพื้นที่แก้ยาก เมื่อ “ความช่วยเหลือ” ถูกตั้งคำถาม และความวุ่นวายกลายเป็นเครื่องมือของบางกลุ่ม สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นปัญหาที่สะสมมาเป็นเวลานาน และเป็นปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยมาตรการด้านความมั่นคงเพียงอย่างเดียว เพราะเกี่ยวข้องทั้งเรื่องความปลอดภัย เศรษฐกิจ ความเป็นธรรม ความเชื่อมั่นของประชาชน ตลอดจนบทบาทขององค์กรภาคประชาสังคมและองค์กรพัฒนาเอกชน หรือ NGO ที่เข้ามามีบทบาทในพื้นที่

โดยหลักการแล้ว NGO และภาคประชาสังคมมีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือประชาชน เป็นพื้นที่กลางในการสะท้อนปัญหา และช่วยตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมประชาธิปไตยควรมี อย่างไรก็ตาม ปัญหาจะเกิดขึ้นทันที เมื่อบทบาทขององค์กรใดองค์กรหนึ่งถูกตั้งคำถามว่า อาจไม่ได้ยืนอยู่บนผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง แต่เข้าไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งจนเกิดภาพว่าเลือกข้าง หรือให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของเครือข่ายของตนเองมากกว่าความสงบสุขของคนในพื้นที่

คำถามสำคัญ จึงไม่ใช่ว่า “NGO ดีหรือไม่ดี” แต่คือ NGO แต่ละกลุ่มทำงานเพื่อใคร ใช้เงินจากไหน มีความสัมพันธ์กับใคร และตรวจสอบได้มากน้อยเพียงใด

เมื่อเสียงประณามความรุนแรงไม่ดังเท่าการวิจารณ์รัฐ สิ่งหนึ่งที่ประชาชนในพื้นที่อาจตั้งคำถามคือ เมื่อเกิดเหตุความรุนแรง มีผู้ได้รับบาดเจ็บ เสียชีวิต หรือทรัพย์สินของชาวบ้านได้รับความเสียหาย เหตุใดเสียงเรียกร้องให้ยุติความรุนแรงและประณามผู้ใช้ความรุนแรงจึงไม่ปรากฏอย่างชัดเจนในบางกรณี

ในทางกลับกัน เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐเข้าปฏิบัติการ จับกุม หรือดำเนินคดีกับบุคคลที่เจ้าหน้าที่สงสัยว่าเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความมั่นคง กลับเกิดเสียงคัดค้านอย่างรวดเร็ว โดยมีการตั้งคำถามว่ารัฐใช้อำนาจเกินขอบเขตหรือไม่

แน่นอนว่า การตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐเป็นเรื่องจำเป็น เพราะรัฐเองก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย การจับกุมต้องมีหลักฐานและกระบวนการยุติธรรมต้องได้รับการเคารพ หากมีการละเมิดสิทธิ ประชาชนย่อมมีสิทธิเรียกร้องความเป็นธรรม

แต่ในอีกด้านหนึ่ง การตรวจสอบรัฐไม่ควรหมายความว่าเราต้องละเลยหรือมองข้ามความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับประชาชน

หลักการที่ควรใช้จึงต้องเป็นมาตรฐานเดียวกัน

ประณามความรุนแรง ไม่ว่าจะเกิดจากฝ่ายใด

ตรวจสอบรัฐ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือเจ้าหน้าที่คนใด

คุ้มครองผู้บริสุทธิ์ ไม่ว่าจะมีความเชื่อหรือภูมิหลังอย่างไร

และให้กระบวนการยุติธรรมเป็นผู้ตัดสิน ไม่ใช่กระแสของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

หากองค์กรภาคประชาสังคมต้องการสร้างความน่าเชื่อถือ สิ่งที่ประชาชนควรเห็นคือการยืนอยู่ข้างหลักการ ไม่ใช่ยืนอยู่ข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การรับบริจาค แต่อยู่ที่ “ความโปร่งใส”

อีกประเด็นหนึ่งที่สังคมควรถกเถียงอย่างจริงจังคือเรื่องการรับบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ การระดมทุนเพื่อช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิตหรือผู้ได้รับความเดือดร้อน ไม่ใช่เรื่องผิดในตัวมันเอง และในหลายกรณีเป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อมนุษยธรรมอย่างมาก แต่เมื่อมีการเปิดรับบริจาค สิ่งที่ต้องมาคู่กันคือความโปร่งใส

เงินมาจากใคร?

ได้รับเงินเท่าไร?

นำไปช่วยเหลือใครบ้าง?

มีค่าใช้จ่ายในการบริหารเท่าไร?

ใครเป็นผู้ตรวจสอบบัญชี?

มีเงินส่วนใดที่นำไปใช้เพื่อกิจกรรมทางการเมืองหรือกิจกรรมอื่นหรือไม่?

คำถามเหล่านี้ ไม่ควรถูกมองว่าเป็นการโจมตี NGO เพราะเป็นคำถามพื้นฐานของความรับผิดชอบต่อสาธารณะ

ยิ่งเป็นเงินที่ประชาชนบริจาคด้วยความสงสารและความเห็นอกเห็นใจต่อผู้เสียชีวิต ความโปร่งใสยิ่งมีความสำคัญ

ความทุกข์ของประชาชนไม่ควรถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นทรัพยากรทางการเมืองหรือเครื่องมือสร้างอำนาจต่อรองของกลุ่มใด

หน้าที่ของสังคมคือไม่ปล่อยให้ “ความตาย” กลายเป็นเครื่องมือ

สิ่งที่ละเอียดอ่อนที่สุดในปัญหาความขัดแย้งคือเรื่องผู้เสียชีวิต

ทุกชีวิตมีคุณค่า ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้าน เจ้าหน้าที่ เด็ก ผู้หญิง ผู้สูงอายุ หรือแม้แต่บุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุ ทุกคนควรได้รับกระบวนการตามกฎหมายและความเป็นธรรม แต่ในเวลาเดียวกัน สังคมต้องระมัดระวังไม่ให้ ศพหรือความสูญเสียถูกนำมาใช้สร้างแรงกดดันทางการเมือง

เมื่อเกิดการเสียชีวิต การนำเสนอข้อมูลควรตอบคำถามว่าเกิดอะไรขึ้น ใครได้รับผลกระทบ และจะป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำอย่างไร มากกว่าการนำความตายไปสร้างความเกลียดชังระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่ หรือระหว่างคนต่างความคิดเห็น หากมีข้อสงสัยว่าเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่เกินกว่าเหตุ ก็ต้องตรวจสอบอย่างจริงจัง

แต่หากมีหลักฐานว่าผู้ก่อเหตุใช้ความรุนแรงต่อประชาชน ก็ต้องกล้าพูดถึงเรื่องนั้นเช่นเดียวกัน ความยุติธรรมที่เลือกข้าง ย่อมไม่ใช่ความยุติธรรมที่แท้จริง และนี่คือจุดที่ NGO หรือองค์กรภาคประชาสังคมควรทบทวนบทบาทของตัวเองอย่างจริงจัง

การเป็นองค์กรที่ตรวจสอบรัฐไม่ใช่ใบอนุญาตให้ละเว้นการตรวจสอบฝ่ายที่ตนเองเห็นใจ ขณะเดียวกัน การสนับสนุนเจ้าหน้าที่รัฐก็ไม่ควรกลายเป็นเหตุผลที่จะละเลยการตรวจสอบการละเมิดสิทธิ

มาตรฐานเดียวกันต้องใช้กับทุกฝ่าย

อย่าให้ “ประชาชน” กลายเป็นตัวประกันของความขัดแย้ง

คนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากความรุนแรงไม่ใช่นักการเมือง ไม่ใช่ NGO และไม่ใช่กลุ่มผู้มีอำนาจ แต่คือประชาชนธรรมดา

เด็กที่ต้องเติบโตท่ามกลางความหวาดกลัว

พ่อแม่ที่ต้องสูญเสียลูก

ครอบครัวที่ต้องสูญเสียเสาหลัก

ผู้ประกอบการที่ไม่กล้าลงทุน

ชาวบ้านที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับความไม่แน่นอน

ประชาชนเหล่านี้ต้องการเพียงความปลอดภัยและโอกาสในการมีชีวิตที่ดีขึ้น

ดังนั้น ทุกกลุ่มที่เข้ามาทำงานในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นรัฐ NGO นักวิชาการ ผู้นำศาสนา หรือองค์กรภาคประชาชน ควรถามตัวเองอยู่เสมอว่า สิ่งที่เราทำกำลังลดความขัดแย้ง หรือกำลังทำให้ความขัดแย้งดำรงอยู่ต่อไป?

- กำลังช่วยประชาชน หรือกำลังสร้างฐานอำนาจให้กับองค์กรของเรา?

- กำลังสร้างความเข้าใจ หรือกำลังขยายความหวาดระแวง?

- และที่สำคัญที่สุด เมื่อประชาชนถูกทำร้าย เรากล้าประณามความรุนแรงโดยไม่เลือกฝ่ายหรือไม่?

หากคำตอบคือ “ใช่” นั่นคือบทบาทของภาคประชาสังคมที่ประชาชนควรสนับสนุน

แต่หากองค์กรใดถูกตั้งข้อสงสัยว่าใช้ความเดือดร้อนของประชาชนเพื่อสร้างชื่อเสียง ระดมทุน สร้างอำนาจต่อรอง หรือสนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยไม่ยึดหลักสิทธิมนุษยชนและความจริง องค์กรนั้นก็ควรพร้อมที่จะถูกตรวจสอบเช่นเดียวกับรัฐ เพราะ NGO ก็ไม่ควรอยู่เหนือการตรวจสอบ

ทางออกต้องไม่ใช่ “เลือกข้าง” แต่ต้องเลือกประชาชน

การแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้จะยากยิ่งขึ้น หากทุกฝ่ายมองตนเองว่าเป็นผู้พิทักษ์ความถูกต้องแต่เพียงฝ่ายเดียว

รัฐต้องปรับปรุงการทำงานและเคารพสิทธิประชาชน

เจ้าหน้าที่ต้องใช้อำนาจอย่างมีหลักฐานและอยู่ภายใต้กฎหมาย

NGO ต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ และไม่เลือกมาตรฐานตามความสัมพันธ์ทางการเมือง

ภาคประชาสังคมต้องกล้าประณามความรุนแรงจากทุกฝ่าย

และประชาชนต้องมีพื้นที่ในการตั้งคำถามโดยไม่ถูกตีตราว่าเป็นฝ่ายใด

ท้ายที่สุดแล้ว สันติภาพไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากการที่ฝ่ายหนึ่งพูดและอีกฝ่ายต้องเงียบ

สันติภาพเกิดขึ้นเมื่อทุกฝ่ายยอมรับว่าชีวิตของประชาชนมีค่ามากกว่าผลประโยชน์ขององค์กร มากกว่าชื่อเสียง มากกว่าเงินบริจาค และมากกว่าอำนาจต่อรองทางการเมือง

หากมีองค์กรใดสนับสนุนประชาชนอย่างแท้จริง สังคมก็ควรสนับสนุน

แต่หากมีข้อกล่าวหาว่าองค์กรใดใช้ความสูญเสียของประชาชนเป็นเครื่องมือเพื่อผลประโยชน์ของเครือข่ายตนเอง สิ่งที่ควรทำไม่ใช่การกล่าวหาโดยไม่มีหลักฐาน แต่คือการเปิดข้อมูลให้ตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา

เพราะในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวง ความจริงต้องมาก่อนความรู้สึก และความยุติธรรมต้องมาก่อนผลประโยชน์ของทุกกลุ่ม

ประชาชนไม่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือของใคร - ไม่ว่าจะเป็นรัฐ กลุ่มขบวนการ หรือ NGO

และคำถามที่สังคมควรถามต่อไปก็คือ ใครกำลังทำงานเพื่อให้ประชาชนได้อยู่กันอย่างสงบ และใครกำลังได้ประโยชน์จากการที่ความขัดแย้งยังไม่จบ?”

คำถามนี้ควรได้รับคำตอบด้วย ข้อเท็จจริง หลักฐาน และความโปร่งใส ไม่ใช่ด้วยการกล่าวหาอีกฝ่ายเพียงอย่างเดียว.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น