ใครได้ประโยชน์จากความไม่สงบ? เปิดคำถามใหญ่ถึงบทบาท NGO ในชายแดนใต้
ปัญหาในพื้นที่แก้ยาก
เมื่อ “ความช่วยเหลือ” ถูกตั้งคำถาม
และความวุ่นวายกลายเป็นเครื่องมือของบางกลุ่ม สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นปัญหาที่สะสมมาเป็นเวลานาน
และเป็นปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยมาตรการด้านความมั่นคงเพียงอย่างเดียว
เพราะเกี่ยวข้องทั้งเรื่องความปลอดภัย เศรษฐกิจ ความเป็นธรรม
ความเชื่อมั่นของประชาชน ตลอดจนบทบาทขององค์กรภาคประชาสังคมและองค์กรพัฒนาเอกชน
หรือ NGO
ที่เข้ามามีบทบาทในพื้นที่
โดยหลักการแล้ว
NGO
และภาคประชาสังคมมีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือประชาชน
เป็นพื้นที่กลางในการสะท้อนปัญหา และช่วยตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ
ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมประชาธิปไตยควรมี อย่างไรก็ตาม ปัญหาจะเกิดขึ้นทันที เมื่อบทบาทขององค์กรใดองค์กรหนึ่งถูกตั้งคำถามว่า
อาจไม่ได้ยืนอยู่บนผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง
แต่เข้าไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งจนเกิดภาพว่าเลือกข้าง
หรือให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของเครือข่ายของตนเองมากกว่าความสงบสุขของคนในพื้นที่
คำถามสำคัญ
จึงไม่ใช่ว่า “NGO
ดีหรือไม่ดี” แต่คือ NGO แต่ละกลุ่มทำงานเพื่อใคร
ใช้เงินจากไหน มีความสัมพันธ์กับใคร และตรวจสอบได้มากน้อยเพียงใด
เมื่อเสียงประณามความรุนแรงไม่ดังเท่าการวิจารณ์รัฐ สิ่งหนึ่งที่ประชาชนในพื้นที่อาจตั้งคำถามคือ
เมื่อเกิดเหตุความรุนแรง มีผู้ได้รับบาดเจ็บ เสียชีวิต
หรือทรัพย์สินของชาวบ้านได้รับความเสียหาย
เหตุใดเสียงเรียกร้องให้ยุติความรุนแรงและประณามผู้ใช้ความรุนแรงจึงไม่ปรากฏอย่างชัดเจนในบางกรณี
ในทางกลับกัน
เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐเข้าปฏิบัติการ จับกุม
หรือดำเนินคดีกับบุคคลที่เจ้าหน้าที่สงสัยว่าเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความมั่นคง
กลับเกิดเสียงคัดค้านอย่างรวดเร็ว
โดยมีการตั้งคำถามว่ารัฐใช้อำนาจเกินขอบเขตหรือไม่
แน่นอนว่า
การตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐเป็นเรื่องจำเป็น
เพราะรัฐเองก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย
การจับกุมต้องมีหลักฐานและกระบวนการยุติธรรมต้องได้รับการเคารพ
หากมีการละเมิดสิทธิ ประชาชนย่อมมีสิทธิเรียกร้องความเป็นธรรม
แต่ในอีกด้านหนึ่ง
การตรวจสอบรัฐไม่ควรหมายความว่าเราต้องละเลยหรือมองข้ามความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับประชาชน
หลักการที่ควรใช้จึงต้องเป็นมาตรฐานเดียวกัน
ประณามความรุนแรง
ไม่ว่าจะเกิดจากฝ่ายใด
ตรวจสอบรัฐ
ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือเจ้าหน้าที่คนใด
คุ้มครองผู้บริสุทธิ์
ไม่ว่าจะมีความเชื่อหรือภูมิหลังอย่างไร
และให้กระบวนการยุติธรรมเป็นผู้ตัดสิน
ไม่ใช่กระแสของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
หากองค์กรภาคประชาสังคมต้องการสร้างความน่าเชื่อถือ
สิ่งที่ประชาชนควรเห็นคือการยืนอยู่ข้างหลักการ ไม่ใช่ยืนอยู่ข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การรับบริจาค
แต่อยู่ที่ “ความโปร่งใส”
อีกประเด็นหนึ่งที่สังคมควรถกเถียงอย่างจริงจังคือเรื่องการรับบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ
การระดมทุนเพื่อช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิตหรือผู้ได้รับความเดือดร้อน ไม่ใช่เรื่องผิดในตัวมันเอง
และในหลายกรณีเป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อมนุษยธรรมอย่างมาก แต่เมื่อมีการเปิดรับบริจาค
สิ่งที่ต้องมาคู่กันคือความโปร่งใส
เงินมาจากใคร?
ได้รับเงินเท่าไร?
นำไปช่วยเหลือใครบ้าง?
มีค่าใช้จ่ายในการบริหารเท่าไร?
ใครเป็นผู้ตรวจสอบบัญชี?
มีเงินส่วนใดที่นำไปใช้เพื่อกิจกรรมทางการเมืองหรือกิจกรรมอื่นหรือไม่?
คำถามเหล่านี้ ไม่ควรถูกมองว่าเป็นการโจมตี
NGO
เพราะเป็นคำถามพื้นฐานของความรับผิดชอบต่อสาธารณะ
ยิ่งเป็นเงินที่ประชาชนบริจาคด้วยความสงสารและความเห็นอกเห็นใจต่อผู้เสียชีวิต
ความโปร่งใสยิ่งมีความสำคัญ
ความทุกข์ของประชาชนไม่ควรถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นทรัพยากรทางการเมืองหรือเครื่องมือสร้างอำนาจต่อรองของกลุ่มใด
หน้าที่ของสังคมคือไม่ปล่อยให้
“ความตาย” กลายเป็นเครื่องมือ
สิ่งที่ละเอียดอ่อนที่สุดในปัญหาความขัดแย้งคือเรื่องผู้เสียชีวิต
ทุกชีวิตมีคุณค่า
ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้าน เจ้าหน้าที่ เด็ก ผู้หญิง ผู้สูงอายุ
หรือแม้แต่บุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุ
ทุกคนควรได้รับกระบวนการตามกฎหมายและความเป็นธรรม แต่ในเวลาเดียวกัน
สังคมต้องระมัดระวังไม่ให้ ศพหรือความสูญเสียถูกนำมาใช้สร้างแรงกดดันทางการเมือง
เมื่อเกิดการเสียชีวิต
การนำเสนอข้อมูลควรตอบคำถามว่าเกิดอะไรขึ้น ใครได้รับผลกระทบ
และจะป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำอย่างไร
มากกว่าการนำความตายไปสร้างความเกลียดชังระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่
หรือระหว่างคนต่างความคิดเห็น หากมีข้อสงสัยว่าเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่เกินกว่าเหตุ
ก็ต้องตรวจสอบอย่างจริงจัง
แต่หากมีหลักฐานว่าผู้ก่อเหตุใช้ความรุนแรงต่อประชาชน
ก็ต้องกล้าพูดถึงเรื่องนั้นเช่นเดียวกัน ความยุติธรรมที่เลือกข้าง
ย่อมไม่ใช่ความยุติธรรมที่แท้จริง และนี่คือจุดที่ NGO หรือองค์กรภาคประชาสังคมควรทบทวนบทบาทของตัวเองอย่างจริงจัง
การเป็นองค์กรที่ตรวจสอบรัฐไม่ใช่ใบอนุญาตให้ละเว้นการตรวจสอบฝ่ายที่ตนเองเห็นใจ
ขณะเดียวกัน
การสนับสนุนเจ้าหน้าที่รัฐก็ไม่ควรกลายเป็นเหตุผลที่จะละเลยการตรวจสอบการละเมิดสิทธิ
มาตรฐานเดียวกันต้องใช้กับทุกฝ่าย
อย่าให้
“ประชาชน” กลายเป็นตัวประกันของความขัดแย้ง
คนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากความรุนแรงไม่ใช่นักการเมือง
ไม่ใช่ NGO
และไม่ใช่กลุ่มผู้มีอำนาจ แต่คือประชาชนธรรมดา
เด็กที่ต้องเติบโตท่ามกลางความหวาดกลัว
พ่อแม่ที่ต้องสูญเสียลูก
ครอบครัวที่ต้องสูญเสียเสาหลัก
ผู้ประกอบการที่ไม่กล้าลงทุน
ชาวบ้านที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับความไม่แน่นอน
ประชาชนเหล่านี้ต้องการเพียงความปลอดภัยและโอกาสในการมีชีวิตที่ดีขึ้น
ดังนั้น
ทุกกลุ่มที่เข้ามาทำงานในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นรัฐ NGO นักวิชาการ
ผู้นำศาสนา หรือองค์กรภาคประชาชน ควรถามตัวเองอยู่เสมอว่า สิ่งที่เราทำกำลังลดความขัดแย้ง
หรือกำลังทำให้ความขัดแย้งดำรงอยู่ต่อไป?
- กำลังช่วยประชาชน
หรือกำลังสร้างฐานอำนาจให้กับองค์กรของเรา?
- กำลังสร้างความเข้าใจ
หรือกำลังขยายความหวาดระแวง?
- และที่สำคัญที่สุด
เมื่อประชาชนถูกทำร้าย เรากล้าประณามความรุนแรงโดยไม่เลือกฝ่ายหรือไม่?
หากคำตอบคือ
“ใช่” นั่นคือบทบาทของภาคประชาสังคมที่ประชาชนควรสนับสนุน
แต่หากองค์กรใดถูกตั้งข้อสงสัยว่าใช้ความเดือดร้อนของประชาชนเพื่อสร้างชื่อเสียง
ระดมทุน สร้างอำนาจต่อรอง
หรือสนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยไม่ยึดหลักสิทธิมนุษยชนและความจริง
องค์กรนั้นก็ควรพร้อมที่จะถูกตรวจสอบเช่นเดียวกับรัฐ เพราะ NGO ก็ไม่ควรอยู่เหนือการตรวจสอบ
ทางออกต้องไม่ใช่
“เลือกข้าง” แต่ต้องเลือกประชาชน
การแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้จะยากยิ่งขึ้น
หากทุกฝ่ายมองตนเองว่าเป็นผู้พิทักษ์ความถูกต้องแต่เพียงฝ่ายเดียว
รัฐต้องปรับปรุงการทำงานและเคารพสิทธิประชาชน
เจ้าหน้าที่ต้องใช้อำนาจอย่างมีหลักฐานและอยู่ภายใต้กฎหมาย
NGO
ต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้
และไม่เลือกมาตรฐานตามความสัมพันธ์ทางการเมือง
ภาคประชาสังคมต้องกล้าประณามความรุนแรงจากทุกฝ่าย
และประชาชนต้องมีพื้นที่ในการตั้งคำถามโดยไม่ถูกตีตราว่าเป็นฝ่ายใด
ท้ายที่สุดแล้ว
สันติภาพไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากการที่ฝ่ายหนึ่งพูดและอีกฝ่ายต้องเงียบ
สันติภาพเกิดขึ้นเมื่อทุกฝ่ายยอมรับว่าชีวิตของประชาชนมีค่ามากกว่าผลประโยชน์ขององค์กร
มากกว่าชื่อเสียง มากกว่าเงินบริจาค และมากกว่าอำนาจต่อรองทางการเมือง
หากมีองค์กรใดสนับสนุนประชาชนอย่างแท้จริง
สังคมก็ควรสนับสนุน
แต่หากมีข้อกล่าวหาว่าองค์กรใดใช้ความสูญเสียของประชาชนเป็นเครื่องมือเพื่อผลประโยชน์ของเครือข่ายตนเอง
สิ่งที่ควรทำไม่ใช่การกล่าวหาโดยไม่มีหลักฐาน
แต่คือการเปิดข้อมูลให้ตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา
เพราะในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวง
ความจริงต้องมาก่อนความรู้สึก และความยุติธรรมต้องมาก่อนผลประโยชน์ของทุกกลุ่ม
ประชาชนไม่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือของใคร
- ไม่ว่าจะเป็นรัฐ กลุ่มขบวนการ หรือ NGO
และคำถามที่สังคมควรถามต่อไปก็คือ
“ใครกำลังทำงานเพื่อให้ประชาชนได้อยู่กันอย่างสงบ
และใครกำลังได้ประโยชน์จากการที่ความขัดแย้งยังไม่จบ?”
คำถามนี้ควรได้รับคำตอบด้วย
ข้อเท็จจริง หลักฐาน และความโปร่งใส
ไม่ใช่ด้วยการกล่าวหาอีกฝ่ายเพียงอย่างเดียว.

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น