วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2569

บทบาทของ NGO ภาพสะท้อนจากความหวังดีที่อาจกลายเป็นการครอบงำ

 

บทบาทของ NGO ภาพสะท้อนจากความหวังดีที่อาจกลายเป็นการครอบงำ

ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.) ของประเทศไทย เป็นหนึ่งในความขัดแย้งที่ยืดเยื้อและซับซ้อนที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมา นอกเหนือจากกลไกของรัฐและกลุ่มผู้เห็นต่างแล้ว "องค์กรพัฒนาเอกชน" หรือ NGO (Non-Governmental Organization) ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในฐานะตัวแสดงที่สาม โดยมุ่งหวังที่จะเป็นคนกลาง ผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชน และผู้ขับเคลื่อนกระบวนการสันติภาพ อย่างไรก็ตาม แทนที่การเข้ามาของ NGO จะเป็นเพียงจิ๊กซอว์ที่ช่วยเติมเต็มให้ภาพของสันติภาพสมบูรณ์ขึ้น ในหลายมิติกลับพบว่าการทำงานขององค์กรเหล่านี้ได้เพิ่มความยุ่งยากและสร้างความซับซ้อนใหม่ๆ ให้กับพื้นที่

เอ็นจีโอ รู้ดีที่สุด (NGO Knows Best): กับดักของความหลงตัวเองทางความคิด ปัญหาประการแรกและอาจเป็นปัญหาที่ใหญ่ที่สุดในการทำงานของ NGO ในพื้นที่ จชต. คือทัศนคติที่มองว่าตนเองเป็น "ผู้รู้ดี" หรือ "ผู้กอบกู้"

บ่อยครั้งที่ NGO นำเอาชุดความคิด ทฤษฎีสันติวิธี หรือโมเดลการพัฒนาจากโลกตะวันตก หรือจากส่วนกลาง มาสวมทับลงในพื้นที่ที่มีบริบททางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และศาสนาที่เฉพาะตัวอย่างมลายูมุสลิม เมื่อคนในพื้นที่ไม่ตอบสนองต่อโมเดลเหล่านั้น หรือเห็นต่าง แทนที่ NGO จะปรับตัว กลับกลายเป็นการกดดันหรือชี้นำอย่างแข็งกร้าว การทำตัวเป็นผู้ชี้นำที่ผูกขาดความถูกต้อง ทำให้ชาวบ้านรู้สึกว่าตนเองไม่ได้เป็น "เจ้าของ" กระบวนการสันติภาพ แต่เป็นเพียง "ผู้รับคำสั่ง" หรือเครื่องมือชิ้นหนึ่งในโครงการของ NGO เท่านั้น

กติกาของเขา บนอนาคตของเรา: การครอบงำภายใต้หน้ากากสันติภาพ ความยุ่งยากประการต่อมาคือความพยายามในการควบคุมทิศทางของสังคมผ่านวาระซ่อนเร้น (Hidden Agenda) หรือเงื่อนไขของแหล่งทุน

การทำงานของ NGO จำนวนไม่น้อยถูกขับเคลื่อนด้วยเป้าหมายชี้วัด (KPI) จากแหล่งทุนต่างประเทศหรือส่วนกลาง ทำให้บางครั้งการจัดกิจกรรมหรือการเคลื่อนไหวทางการเมือง ไม่ได้สอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของชาวบ้านที่ต้องการเพียงปากท้องและความปลอดภัย แต่กลับถูกดึงเข้าไปพัวพันกับวาทกรรมทางการเมืองระดับชาติหรือนานาชาติ หากชุมชนใดไม่คล้อยตาม ก็อาจถูกละทิ้ง ตัดงบประมาณ หรือถูกตีกรอบว่าเป็นกลุ่มที่ไม่เปิดรับการพัฒนา นี่คือการใช้อำนาจต่อรอง (Leverage) บีบบังคับทางอ้อม ซึ่งสร้างความอึดอัดและทำลายความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างชาวบ้านกับคนทำงานภาคประชาสังคม ความซับซ้อนในการประสานงานและการสูญเสียความไว้วางใจ

นอกจากความขัดแย้งกับชาวบ้านแล้ว การดำรงอยู่ของ NGO ยังสร้างความซับซ้อนในเชิงโครงสร้างการแก้ปัญหาของ จชต. ด้วยความที่มีองค์กร NGO หลากหลายกลุ่ม ทั้งสายสิทธิมนุษยชน สายเยียวยา สายการศึกษา หรือสายเคลื่อนไหวทางการเมือง บ่อยครั้งที่องค์กรเหล่านี้แข่งขันกันเองเพื่อแย่งชิงพื้นที่สื่อและแหล่งทุน นำไปสู่การทำงานที่ทับซ้อน ซ้ำซาก และสร้างความสับสนให้กับประชาชน

ยิ่งไปกว่านั้น ท่าทีของ NGO บางกลุ่มที่มักจะตั้งตนเป็นปฏิปักษ์กับหน่วยงานความมั่นคงของรัฐอย่างสุดโต่ง แม้จะช่วยตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐได้ดีในบางกรณี แต่ในหลายกรณีก็ทำให้ช่องว่างของความหวาดระแวงขยายกว้างขึ้น การผลิตซ้ำวาทกรรมแห่งความเกลียดชัง หรือการนำเสนอข้อมูลด้านเดียวเพื่อดึงดูดความสนใจจากประชาคมโลก ทำให้กระบวนการพูดคุยสันติสุขที่ควรจะดำเนินไปอย่างประนีประนอม ต้องสะดุดลงเพราะถูกแทรกแซงจากตัวแสดงที่ไม่ยอมลดราวาศอก

สรุปคือ บทบาทของ NGO ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเสมือนดาบสองคม ในด้านหนึ่ง พวกเขาคือกระบอกเสียงที่สำคัญสำหรับผู้ถูกกดขี่และเป็นฟันเฟืองในการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ แต่ในอีกด้านหนึ่ง หากการทำงานนั้นเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง หลงคิดว่าตนเองเป็นผู้ผูกขาดความถูกต้อง และพยายามยัดเยียดกติกาของตนเองลงบนอนาคตของคนอื่น NGO ก็จะกลายเป็นเพียง "ผู้สร้างปัญหาหน้าใหม่" ในสมรภูมิเดิม

หากเป้าหมายที่แท้จริงคือ "สันติภาพใต้" อย่างที่กล่าวอ้าง NGO จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) อย่างเร่งด่วน พวกเขาต้องก้าวลงจากเวทีแห่งอำนาจ วางโทรโข่งและไม้บรรทัดของตัวเองลง แล้วเปลี่ยนบทบาทจาก "ผู้ชี้นำที่คอยออกคำสั่ง" มาเป็น "ผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator)" ที่พร้อมจะนั่งฟังเสียงที่แท้จริงของชาวบ้านอย่างถ่อมตน เพราะสันติภาพที่ยั่งยืนไม่อาจเกิดขึ้นจากการบังคับหรือการครอบงำ แต่ต้องเกิดจากการเติบโตทางความคิดและการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของคนในพื้นที่เอง.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น