วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2569

22 ปี ชายแดนใต้ เมื่อความไม่สงบอาจกลายเป็นธุรกิจของคนบางกลุ่ม

22 ปี ชายแดนใต้ เมื่อความไม่สงบอาจกลายเป็นธุรกิจของคนบางกลุ่ม

กว่า 22 ปี นับตั้งแต่เหตุการณ์ความรุนแรงระลอกใหม่ที่ปะทุขึ้นในปี 2547 จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงแบกรับบาดแผลจากความสูญเสียอย่างต่อเนื่อง ชีวิตของประชาชนจำนวนมากต้องเปลี่ยนไปจากเหตุการณ์ที่พวกเขาไม่ได้เป็นผู้ก่อ และหลายครอบครัวยังคงรอคอยคำตอบว่า เมื่อใดพื้นที่แห่งนี้จะกลับมาเป็นพื้นที่ที่ผู้คนสามารถใช้ชีวิต ทำมาหากิน และส่งลูกหลานไปโรงเรียนได้โดยไม่ต้องหวาดกลัว

ตลอดเวลาที่ผ่านมา เรามักอธิบายปัญหาชายแดนใต้ผ่านกรอบของ “ความมั่นคง” และ “ขบวนการก่อความไม่สงบ” เป็นหลัก ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ไม่อาจปฏิเสธได้

แต่คำถามที่น่าสนใจคือ นอกจากคนที่ลงมือก่อเหตุแล้ว มีใครอีกบ้างที่ได้รับประโยชน์จากสภาพแวดล้อมที่ไม่ปกติ?

คำถามนี้ไม่ได้หมายความว่า ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากความไม่สงบทุกคนเป็นผู้สนับสนุนขบวนการ หรืออยู่เบื้องหลังเหตุรุนแรง หากแต่เป็นการชวนให้สังคมมองปัญหาให้กว้างขึ้นว่า ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อเป็นเวลานานอาจสร้าง “พื้นที่ผลประโยชน์” ให้กับคนบางกลุ่มได้อย่างไร

จากความรุนแรง สู่ระบบผลประโยชน์

ในพื้นที่ที่มีความขัดแย้งยืดเยื้อ ย่อมเกิดสภาพแวดล้อมที่แตกต่างจากพื้นที่ปกติ ทั้งการรักษาความปลอดภัย งบประมาณภาครัฐ โครงการพัฒนา การจัดซื้อจัดจ้าง การเคลื่อนย้ายสินค้า การค้าชายแดน ตลอดจนกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ

สิ่งเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าโครงการหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมีปัญหา แต่ในทุกระบบที่มีเม็ดเงินจำนวนมากและมีข้อจำกัดในการตรวจสอบ ย่อมมีความเสี่ยงที่จะเกิด “ช่องว่าง” ให้ผู้แสวงหาผลประโยชน์เข้ามาใช้ประโยชน์ได้

เช่นเดียวกับปัญหาสินค้าผิดกฎหมายและเศรษฐกิจสีเทาตามแนวชายแดน ซึ่งเป็นประเด็นที่ควรตรวจสอบด้วยข้อมูลจริงว่า เมื่อรัฐเพิ่มความเข้มงวดในการปราบปรามกิจกรรมผิดกฎหมายบางประเภท จะเกิดปฏิกิริยาตอบโต้หรือเหตุการณ์ความวุ่นวายในพื้นที่ตามมาหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ต้องย้ำว่า การเกิดขึ้นพร้อมกันของสองเหตุการณ์ไม่ได้พิสูจน์โดยอัตโนมัติว่ามีความเชื่อมโยงกัน

นี่คือจุดสำคัญที่สังคมต้องระมัดระวัง

เพราะการตั้งคำถามเป็นสิ่งที่จำเป็น แต่การสรุปว่า “กลุ่มหนึ่งอยู่เบื้องหลังอีกกลุ่มหนึ่ง” ต้องอาศัยหลักฐาน ไม่ใช่เพียงความรู้สึก ความบังเอิญ หรือข่าวลือ

ต้องแยกให้ออกว่า “เกี่ยวข้อง” ไม่เท่ากับ “สนับสนุน

หนึ่งในความผิดพลาดของการวิเคราะห์ความขัดแย้ง คือการนำผู้คนทุกกลุ่มมารวมเป็นกลุ่มเดียวกัน ในความเป็นจริงอาจมีอย่างน้อย 2 กลุ่มที่มีแรงจูงใจแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

กลุ่มแรก คือขบวนการที่มีเป้าหมายทางการเมือง

แรงจูงใจของกลุ่มลักษณะนี้เกี่ยวข้องกับอุดมการณ์ อำนาจทางการเมือง การต่อรองกับรัฐ หรือการแสดงศักยภาพว่ารัฐยังไม่สามารถควบคุมพื้นที่ได้อย่างสมบูรณ์

กลุ่มที่สอง คือกลุ่มธุรกิจสีเทา กลุ่มอิทธิพล หรือผู้แสวงหาผลประโยชน์จากความผิดปกติ

แรงจูงใจอาจแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง เพราะเป้าหมายหลักอาจเป็นเงิน อำนาจ หรือการรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง ไม่ได้หมายความว่าจะมีอุดมการณ์ทางการเมืองเหมือนขบวนการ

สองกลุ่มนี้จึงไม่จำเป็นต้องรู้จักกัน ไม่จำเป็นต้องมีการสั่งการร่วมกัน และไม่จำเป็นต้องสนับสนุนกันโดยตรง แต่ในบางสถานการณ์ ผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่ายอาจไม่ขัดแย้งกัน

นี่คือสิ่งที่ควรศึกษาอย่างจริงจัง

เพราะในโลกของความขัดแย้ง บางครั้งคนที่มีเป้าหมายต่างกันสามารถดำรงอยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกันได้ หากสถานการณ์นั้นเปิดพื้นที่ให้แต่ละฝ่ายรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง

เริ่มจาก “เอ๊ะ” เพื่อไปให้ถึงคำตอบ “อ๋อ”

หากเราต้องการเข้าใจปัญหาชายแดนใต้จริง ๆ เราอาจต้องเริ่มต้นด้วยคำถามง่าย ๆ ว่า “ใครได้ประโยชน์จากความไม่ปกติ?

- เงินจำนวนมหาศาลที่ถูกใช้เพื่อแก้ไขปัญหาเดินทางไปถึงไหน?

- โครงการพัฒนาเกิดขึ้นจริงหรือไม่?

- งบประมาณด้านความมั่นคงถูกใช้คุ้มค่าหรือไม่?

- การจัดซื้อจัดจ้างมีการแข่งขันและตรวจสอบได้เพียงใด?

- ธุรกิจผิดกฎหมายประเภทใดเติบโตขึ้นในช่วงที่พื้นที่มีความขัดแย้ง?

เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐเพิ่มมาตรการปราบปรามกิจกรรมผิดกฎหมาย เกิดเหตุการณ์อะไรตามมาหรือไม่?

และที่สำคัญที่สุดคือ มีหลักฐานหรือไม่ว่าเหตุการณ์เหล่านั้นเชื่อมโยงกันจริง?

คำถามเหล่านี้ควรถูกตอบด้วยข้อมูล ไม่ใช่ด้วยอคติ

เพราะถ้าพบว่ามีความเชื่อมโยงจริง รัฐต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาดตามกฎหมาย

แต่หากไม่มีหลักฐาน ก็ไม่ควรนำความสงสัยไปสร้างความเกลียดชังหรือกล่าวหาคนบริสุทธิ์

คนที่ทำให้ความขัดแย้งยืดเยื้อ อาจไม่ได้อยู่ในสนามรบ

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ เรามักคิดว่าคนที่ทำให้ความขัดแย้งดำรงอยู่จะต้องเป็นคนที่ถืออาวุธหรือเป็นผู้ก่อเหตุโดยตรง แต่ในทางโครงสร้างอาจไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป

- คนที่ได้รับประโยชน์จากความขัดแย้งอาจไม่ใช่ผู้ก่อเหตุ

- คนที่ได้ประโยชน์จากงบประมาณอาจไม่ได้รู้จักผู้ก่อเหตุ

- ผู้มีอิทธิพลในพื้นที่อาจไม่ได้มีอุดมการณ์เดียวกับขบวนการ

- และผู้ประกอบธุรกิจสีเทาอาจไม่ได้ต้องการให้เกิดสงครามทางการเมือง

แต่หาก “ความไม่ปกติ” ช่วยให้พวกเขารักษาอำนาจ ลดการแข่งขัน หรือหลีกเลี่ยงการตรวจสอบได้ สภาพแวดล้อมดังกล่าวก็อาจกลายเป็นสิ่งที่เอื้อต่อการรักษาผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม

นี่จึงเป็นเหตุผลว่า การแก้ปัญหาชายแดนใต้ไม่ควรมองเฉพาะ “คนก่อเหตุ” แต่ต้องมองไปถึง ระบบที่ทำให้ความขัดแย้งสามารถดำรงอยู่ได้

แล้วใครคือผู้สูญเสียที่แท้จริง?

คำตอบอาจไม่ได้ซับซ้อนเลย คือประชาชนธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นชาวพุทธ มุสลิม หรือคนไทยเชื้อสายจีน ทุกคนล้วนได้รับผลกระทบจากความไม่สงบ

- บางคนสูญเสียชีวิต

- บางคนสูญเสียคนในครอบครัว

- บางคนสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ

- บางคนต้องปิดกิจการหรือย้ายถิ่นฐาน

       เด็กจำนวนหนึ่งเติบโตขึ้นท่ามกลางความหวาดระแวง และสิ่งที่สูญเสียไปอย่างเงียบ ๆ คือ **ความไว้วางใจระหว่างผู้คน**

เมื่อความกลัวกลายเป็นเรื่องปกติ เศรษฐกิจก็เติบโตได้ยาก การลงทุนลดลง โอกาสของคนรุ่นใหม่หายไป และสังคมก็ยิ่งพึ่งพากลไกความมั่นคงมากขึ้น

วงจรจึงดำเนินต่อไป

ความไม่สงบ ความกลัว เศรษฐกิจชะลอตัว งบประมาณแก้ปัญหาเพิ่มขึ้น เกิดพื้นที่ผลประโยชน์ การตรวจสอบยากขึ้น ความไม่ไว้วางใจเพิ่มขึ้น และท้ายที่สุด ความขัดแย้งก็ยังคงอยู่

นี่คือ “วงจร” ที่เราต้องกล้าตั้งคำถาม

22 ปีที่ผ่านมา เราควรถามมากกว่า “ใครเป็นคนทำ?”

คำถามว่า “ใครก่อเหตุ?ยังคงสำคัญ เพราะผู้กระทำความผิดต้องถูกนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

แต่หลังจากนั้น เราควรถามต่อว่า “เหตุใดปัญหานี้จึงดำรงอยู่ได้นานถึง 22 ปี?

- ใครได้ประโยชน์?

- เงินอยู่ตรงไหน?

- อำนาจอยู่ตรงไหน?

- ช่องโหว่อยู่ตรงไหน?

- ระบบตรวจสอบทำงานจริงหรือไม่?

- และมีใครหรือกลุ่มใดที่ได้รับประโยชน์จากการที่ปัญหายังไม่จบ?

คำถามเหล่านี้ไม่ใช่การกล่าวหา แต่เป็นการเปิดพื้นที่ให้เกิดการตรวจสอบอย่างจริงจัง เพราะหากเรามองเห็นเพียงปลายเหตุ แต่ไม่เคยมองโครงสร้างที่หล่อเลี้ยงปัญหา ต่อให้จับผู้ก่อเหตุได้อีกกี่คน ปัญหาก็อาจกลับมาเกิดขึ้นซ้ำอีก

สรุปคือ : อย่าให้ “ความไม่สงบ” กลายเป็นธุรกิจที่ไม่มีวันจบ

22 ปีนานเกินกว่าที่สังคมจะยอมรับว่าความสูญเสียเป็นเพียง “เรื่องปกติ

การยุติความรุนแรงต้องทำพร้อมกับการสร้างระบบตรวจสอบที่โปร่งใส การปราบปรามเศรษฐกิจผิดกฎหมายอย่างจริงจัง การตัดวงจรผลประโยชน์ การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ประชาชน และการฟื้นฟูความไว้วางใจของคนในพื้นที่

- สิ่งสำคัญที่สุด คืออย่าเหมารวม

- ผู้ก่อเหตุไม่ใช่ประชาชนทั้งพื้นที่

- ผู้เห็นต่างทางการเมืองไม่จำเป็นต้องเป็นผู้สนับสนุนความรุนแรง

- ผู้ประกอบธุรกิจชายแดนไม่ใช่ผู้กระทำผิดเพียงเพราะทำธุรกิจในพื้นที่

- และผู้ที่ตั้งคำถามต่อรัฐก็ไม่ควรถูกกล่าวหาว่าอยู่ฝ่ายตรงข้ามโดยปราศจากหลักฐาน

ในทางกลับกัน ผู้ที่แสวงหาผลประโยชน์จากความไม่สงบก็ต้องถูกตรวจสอบ ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายใด มีอำนาจมากน้อยเพียงใด หรือมีภาพลักษณ์อย่างไรก็ตาม

เพราะสุดท้ายแล้ว ความจริงไม่ควรเป็นของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

หากมีใครใช้ความรุนแรงเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ต้องตรวจสอบหากมีใครใช้ความไม่สงบเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ต้องตรวจสอบ

หากมีการทุจริตหรือใช้งบประมาณอย่างไม่โปร่งใส ต้องตรวจสอบ

และหากข้อกล่าวหาใดไม่มีหลักฐาน ก็ต้องกล้ายอมรับว่า “ยังพิสูจน์ไม่ได้

การแก้ปัญหาชายแดนใต้จึงไม่ใช่เพียงการเอาชนะคนถืออาวุธ แต่คือการทำลาย ระบบผลประโยชน์ที่อาจเติบโตได้ภายใต้ความไม่ปกติ

เพราะประชาชนไม่ควรต้องอยู่กับความกลัวไปอีก 22 ปี และไม่ควรมีใครสามารถทำมาหากินบนความสูญเสียของประชาชนได้ตลอดไป

เริ่มจาก “เอ๊ะ” ตั้งคำถามด้วยเหตุผล

ตรวจสอบด้วยหลักฐาน

และไปให้ถึงคำตอบ “อ๋อ” โดยไม่ตกเป็นเหยื่อของข่าวลือหรืออคติ

#22ปีชายแดนใต้ #ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ #ความไม่สงบชายแดนใต้ #ตรวจสอบด้วยข้อเท็จจริง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น