วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

พื้นที่ จชต.สันติสุขได้อย่างไร หากมาเลย์ให้หลบภัยแก่ผู้ก่อเหตุรุนแรง

พื้นที่ จชต.สันติสุขได้อย่างไร หากมาเลย์ให้หลบภัยแก่ผู้ก่อเหตุรุนแรง

ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ดำเนินต่อเนื่องมายาวนานกว่า 20 ปี แม้ภาครัฐไทยจะทุ่มเททรัพยากร บุคลากร และงบประมาณจำนวนมหาศาลในการแก้ไขปัญหา ทั้งด้านความมั่นคง การพัฒนา และการสร้างความเข้าใจในระดับชุมชน แต่สถานการณ์ความรุนแรงยังคงเกิดขึ้นเป็นระยะ สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงประเด็นภายในประเทศเท่านั้น หากแต่มีมิติด้านความมั่นคงข้ามพรมแดนเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในทางยุทธศาสตร์การต่อต้านการก่อความไม่สงบ (Counterinsurgency : COIN) มีหลักการสำคัญประการหนึ่งคือ กลุ่มผู้ก่อเหตุจะไม่สามารถดำรงการต่อสู้ได้อย่างยาวนาน หากถูกตัดขาดจากฐานสนับสนุน แหล่งเงินทุน เครือข่ายการจัดหาอาวุธ พื้นที่ปลอดภัย และช่องทางการหลบหนี แต่หากกลุ่มดังกล่าวยังสามารถเคลื่อนย้ายกำลังพลข้ามพรมแดน มีพื้นที่พักพิง หรือมีเครือข่ายสนับสนุนอยู่ภายนอกประเทศ ความสามารถในการฟื้นตัวและก่อเหตุซ้ำก็จะยังคงอยู่

จากประสบการณ์ความขัดแย้งในหลายประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นอัฟกานิสถาน ฟิลิปปินส์ โคลอมเบีย หรือพื้นที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ปัจจัยที่ทำให้การแก้ไขปัญหาความมั่นคงประสบความยากลำบาก คือการที่กลุ่มติดอาวุธสามารถใช้พื้นที่นอกอำนาจรัฐเป็นฐานพักฟื้นกำลัง วางแผน และหลบหนีการจับกุม เมื่อเกิดสถานการณ์เช่นนี้ เจ้าหน้าที่ของรัฐจะเผชิญข้อจำกัดอย่างมากในการติดตามตัวผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ในบริบทจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประเด็นที่ถูกกล่าวถึงมาโดยตลอดคือการเคลื่อนไหวของสมาชิกขบวนการ BRN บางส่วนในพื้นที่ชายแดนไทย–มาเลเซีย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความเชื่อมโยงกันทั้งด้านเชื้อชาติ ภาษา ศาสนา และเครือญาติ ทำให้การสัญจรและการหลบซ่อนตัวทำได้ง่ายกว่าพื้นที่ชายแดนทั่วไป ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นความท้าทายด้านความมั่นคงที่หน่วยงานของทั้งสองประเทศต้องร่วมกันเผชิญ

อย่างไรก็ตาม การกล่าวหาว่ารัฐใดรัฐหนึ่งสนับสนุนการก่อการร้ายโดยตรง จำเป็นต้องอาศัยหลักฐานที่ชัดเจนและผ่านกระบวนการทางการทูตและกฎหมายระหว่างประเทศ เนื่องจากเป็นข้อกล่าวหาที่มีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง แต่ในเชิงวิเคราะห์ด้านความมั่นคง สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ หากบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเหตุรุนแรงสามารถหลบหนีออกนอกประเทศและหลีกเลี่ยงกระบวนการยุติธรรมได้ ย่อมส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาในระยะยาว

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “ใครเป็นผู้สนับสนุน” แต่คือ “จะทำอย่างไรไม่ให้ผู้ก่อเหตุใช้ประโยชน์จากพื้นที่ชายแดนเพื่อหลบหนีและฟื้นฟูเครือข่าย” เพราะตราบใดที่ผู้ก่อเหตุยังเชื่อว่าหลังจากก่อเหตุแล้วสามารถหลบหนีออกนอกประเทศได้โดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง แรงจูงใจในการใช้ความรุนแรงก็จะยังคงอยู่

ในมุมมองด้านยุทธศาสตร์ สันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้จะเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืนก็ต่อเมื่อมีการดำเนินการพร้อมกันใน 4 มิติสำคัญ

มิติแรก คือ การบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ก่อเหตุทุกรายต้องถูกนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยไม่มีพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการหลบหนี ไม่ว่าจะอยู่ในประเทศหรือนอกประเทศ

มิติที่สอง คือ ความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรอง การติดตามผู้ต้องหา และการป้องกันไม่ให้พื้นที่ชายแดนถูกใช้เป็นเส้นทางสนับสนุนการก่อเหตุ

มิติที่สาม คือ การตัดวงจรสนับสนุนของเครือข่ายความรุนแรง ทั้งด้านการเงิน การลักลอบขนสินค้าผิดกฎหมาย ยาเสพติด อาวุธสงคราม และเครือข่ายจัดหากำลังคน ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ขบวนการสามารถดำรงอยู่ได้

มิติที่สี่ คือ การสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมและอุดมการณ์ในพื้นที่ โดยส่งเสริมการศึกษา การสร้างงาน การพัฒนาเศรษฐกิจ และการเผยแพร่หลักคำสอนทางศาสนาที่ถูกต้อง เพื่อไม่ให้เยาวชนตกเป็นเป้าหมายของการชักจูงเข้าสู่แนวคิดการใช้ความรุนแรง

ท้ายที่สุด สันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้จะไม่เกิดขึ้นจากกำลังทางทหารเพียงอย่างเดียว และจะไม่เกิดขึ้นจากการเจรจาเพียงอย่างเดียวเช่นกัน แต่จะเกิดขึ้นได้เมื่อเครือข่ายความรุนแรงสูญเสียความสามารถในการก่อเหตุ สูญเสียฐานสนับสนุน สูญเสียพื้นที่หลบภัย และประชาชนในพื้นที่มีความเชื่อมั่นว่ากฎหมายจะสามารถคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของพวกเขาได้อย่างแท้จริง

เมื่อวันนั้นมาถึง ความหวาดกลัวจะถูกแทนที่ด้วยความไว้วางใจ ความขัดแย้งจะถูกแทนที่ด้วยการอยู่ร่วมกัน และสันติสุขที่ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้เฝ้ารอมาอย่างยาวนานก็จะมีโอกาสเกิดขึ้นอย่างมั่นคงและยั่งยืน.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น