พื้นที่ จชต.สันติสุขได้อย่างไร
หากมาเลย์ให้หลบภัยแก่ผู้ก่อเหตุรุนแรง
ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ดำเนินต่อเนื่องมายาวนานกว่า
20 ปี แม้ภาครัฐไทยจะทุ่มเททรัพยากร บุคลากร
และงบประมาณจำนวนมหาศาลในการแก้ไขปัญหา ทั้งด้านความมั่นคง การพัฒนา
และการสร้างความเข้าใจในระดับชุมชน แต่สถานการณ์ความรุนแรงยังคงเกิดขึ้นเป็นระยะ
สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงประเด็นภายในประเทศเท่านั้น
หากแต่มีมิติด้านความมั่นคงข้ามพรมแดนเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ในทางยุทธศาสตร์การต่อต้านการก่อความไม่สงบ
(Counterinsurgency
: COIN) มีหลักการสำคัญประการหนึ่งคือ
กลุ่มผู้ก่อเหตุจะไม่สามารถดำรงการต่อสู้ได้อย่างยาวนาน
หากถูกตัดขาดจากฐานสนับสนุน แหล่งเงินทุน เครือข่ายการจัดหาอาวุธ พื้นที่ปลอดภัย
และช่องทางการหลบหนี แต่หากกลุ่มดังกล่าวยังสามารถเคลื่อนย้ายกำลังพลข้ามพรมแดน
มีพื้นที่พักพิง หรือมีเครือข่ายสนับสนุนอยู่ภายนอกประเทศ
ความสามารถในการฟื้นตัวและก่อเหตุซ้ำก็จะยังคงอยู่
จากประสบการณ์ความขัดแย้งในหลายประเทศทั่วโลก
ไม่ว่าจะเป็นอัฟกานิสถาน ฟิลิปปินส์ โคลอมเบีย
หรือพื้นที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ปัจจัยที่ทำให้การแก้ไขปัญหาความมั่นคงประสบความยากลำบาก คือการที่กลุ่มติดอาวุธสามารถใช้พื้นที่นอกอำนาจรัฐเป็นฐานพักฟื้นกำลัง
วางแผน และหลบหนีการจับกุม เมื่อเกิดสถานการณ์เช่นนี้
เจ้าหน้าที่ของรัฐจะเผชิญข้อจำกัดอย่างมากในการติดตามตัวผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
ในบริบทจังหวัดชายแดนภาคใต้
ประเด็นที่ถูกกล่าวถึงมาโดยตลอดคือการเคลื่อนไหวของสมาชิกขบวนการ BRN บางส่วนในพื้นที่ชายแดนไทย–มาเลเซีย
ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความเชื่อมโยงกันทั้งด้านเชื้อชาติ ภาษา ศาสนา และเครือญาติ
ทำให้การสัญจรและการหลบซ่อนตัวทำได้ง่ายกว่าพื้นที่ชายแดนทั่วไป
ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นความท้าทายด้านความมั่นคงที่หน่วยงานของทั้งสองประเทศต้องร่วมกันเผชิญ
อย่างไรก็ตาม
การกล่าวหาว่ารัฐใดรัฐหนึ่งสนับสนุนการก่อการร้ายโดยตรง
จำเป็นต้องอาศัยหลักฐานที่ชัดเจนและผ่านกระบวนการทางการทูตและกฎหมายระหว่างประเทศ
เนื่องจากเป็นข้อกล่าวหาที่มีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง
แต่ในเชิงวิเคราะห์ด้านความมั่นคง สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ
หากบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเหตุรุนแรงสามารถหลบหนีออกนอกประเทศและหลีกเลี่ยงกระบวนการยุติธรรมได้
ย่อมส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาในระยะยาว
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า
“ใครเป็นผู้สนับสนุน” แต่คือ “จะทำอย่างไรไม่ให้ผู้ก่อเหตุใช้ประโยชน์จากพื้นที่ชายแดนเพื่อหลบหนีและฟื้นฟูเครือข่าย”
เพราะตราบใดที่ผู้ก่อเหตุยังเชื่อว่าหลังจากก่อเหตุแล้วสามารถหลบหนีออกนอกประเทศได้โดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง
แรงจูงใจในการใช้ความรุนแรงก็จะยังคงอยู่
ในมุมมองด้านยุทธศาสตร์
สันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้จะเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืนก็ต่อเมื่อมีการดำเนินการพร้อมกันใน
4 มิติสำคัญ
มิติแรก คือ
การบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ
ผู้ก่อเหตุทุกรายต้องถูกนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยไม่มีพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการหลบหนี
ไม่ว่าจะอยู่ในประเทศหรือนอกประเทศ
มิติที่สอง คือ
ความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน
โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรอง การติดตามผู้ต้องหา
และการป้องกันไม่ให้พื้นที่ชายแดนถูกใช้เป็นเส้นทางสนับสนุนการก่อเหตุ
มิติที่สาม คือ
การตัดวงจรสนับสนุนของเครือข่ายความรุนแรง ทั้งด้านการเงิน
การลักลอบขนสินค้าผิดกฎหมาย ยาเสพติด อาวุธสงคราม และเครือข่ายจัดหากำลังคน
ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ขบวนการสามารถดำรงอยู่ได้
มิติที่สี่ คือ
การสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมและอุดมการณ์ในพื้นที่ โดยส่งเสริมการศึกษา
การสร้างงาน การพัฒนาเศรษฐกิจ และการเผยแพร่หลักคำสอนทางศาสนาที่ถูกต้อง
เพื่อไม่ให้เยาวชนตกเป็นเป้าหมายของการชักจูงเข้าสู่แนวคิดการใช้ความรุนแรง
ท้ายที่สุด
สันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้จะไม่เกิดขึ้นจากกำลังทางทหารเพียงอย่างเดียว
และจะไม่เกิดขึ้นจากการเจรจาเพียงอย่างเดียวเช่นกัน
แต่จะเกิดขึ้นได้เมื่อเครือข่ายความรุนแรงสูญเสียความสามารถในการก่อเหตุ
สูญเสียฐานสนับสนุน สูญเสียพื้นที่หลบภัย และประชาชนในพื้นที่มีความเชื่อมั่นว่ากฎหมายจะสามารถคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของพวกเขาได้อย่างแท้จริง
เมื่อวันนั้นมาถึง
ความหวาดกลัวจะถูกแทนที่ด้วยความไว้วางใจ
ความขัดแย้งจะถูกแทนที่ด้วยการอยู่ร่วมกัน
และสันติสุขที่ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้เฝ้ารอมาอย่างยาวนานก็จะมีโอกาสเกิดขึ้นอย่างมั่นคงและยั่งยืน.

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น