ภาครัฐพัฒนาสร้างอนาคต
แต่กลุ่มนิยมความรุนแรงทำลายทุกความหวัง
ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา
จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องเผชิญกับความท้าทายสำคัญสองด้านที่ดำเนินควบคู่กันอยู่
ด้านหนึ่งคือความพยายามของภาครัฐ ภาคประชาชน
และทุกภาคส่วนในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
การศึกษา สาธารณสุข และเศรษฐกิจ เพื่อสร้างโอกาสและอนาคตที่ดีให้กับคนในพื้นที่
ขณะที่อีกด้านหนึ่งกลับมีการก่อเหตุรุนแรงที่สร้างความเสียหายต่อชีวิต
ทรัพย์สิน และโครงการพัฒนาต่าง ๆ
ส่งผลให้ความก้าวหน้าที่ใช้เวลาสร้างมายาวนานต้องหยุดชะงัก
หรือถูกทำลายลงภายในเวลาอันสั้น
ภาพของการพัฒนาในจังหวัดชายแดนภาคใต้
สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของภาครัฐในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างต่อเนื่อง
ไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้างและปรับปรุงถนนเพื่อให้ประชาชนเดินทางได้สะดวกและปลอดภัย
การขยายระบบไฟฟ้าและประปาไปยังชุมชนห่างไกล การติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงพลังงาน
การก่อสร้างสะพาน โรงเรียน โรงพยาบาล และศูนย์บริการสาธารณะ
ตลอดจนการปลูกต้นไม้และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติเพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับคนรุ่นต่อไป
การพัฒนาเหล่านี้
ไม่ได้ หมายถึงเพียงสิ่งปลูกสร้างที่จับต้องได้เท่านั้น
แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสให้ประชาชนสามารถประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคง
เด็กและเยาวชนได้รับการศึกษาอย่างมีคุณภาพ
ผู้ป่วยเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้สะดวกขึ้น
เกษตรกรสามารถขนส่งผลผลิตได้รวดเร็วขึ้น และผู้ประกอบการมีโอกาสขยายธุรกิจ
สร้างรายได้ให้ครอบครัวและชุมชน
การพัฒนาในทุกมิติสะท้อนถึงความหวังและความตั้งใจที่จะทำให้จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นพื้นที่แห่งโอกาสและการเติบโต
สิ่งสำคัญที่เกิดขึ้นควบคู่กับการพัฒนา
คือความร่วมมือระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชน และประชาชน
ที่ร่วมกันผลักดันกิจกรรมเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ไม่ว่าจะเป็นการปลูกต้นไม้
การพัฒนาหมู่บ้าน การส่งเสริมอาชีพ การดูแลผู้ด้อยโอกาส หรือการสร้างพื้นที่เรียนรู้สำหรับเยาวชน
บรรยากาศแห่งความร่วมมือเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่ในพื้นที่ต่างต้องการเห็นบ้านเกิดของตนมีความสงบสุขและเจริญก้าวหน้า
อย่างไรก็ตาม
ในขณะที่หลายฝ่ายกำลังทุ่มเทสร้างอนาคต
ยังมีกลุ่มที่เลือกใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือ ส่งผลให้เกิดเหตุลอบวางระเบิด
ลอบวางเพลิง ทำลายระบบไฟฟ้า ถนน สะพาน อาคารราชการ และโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ
ที่ประชาชนทุกคนใช้ร่วมกัน เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ได้สร้างความเสียหายเฉพาะต่อทรัพย์สินของรัฐ
แต่กลับส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ ทั้งเด็ก ผู้สูงอายุ
ผู้ประกอบอาชีพ เกษตรกร พ่อค้าแม่ค้า และครอบครัวที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่
ทุกครั้งที่เกิดเหตุรุนแรง
ถนนที่ใช้สัญจรถูกทำลาย ระบบไฟฟ้าขัดข้อง โรงเรียนต้องหยุดการเรียนการสอน
หรือสถานที่สาธารณะได้รับความเสียหาย
ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือประชาชนในพื้นที่เอง
เด็กบางคนไม่สามารถเดินทางไปโรงเรียนได้ ผู้ป่วยเดินทางไปโรงพยาบาลล่าช้า เกษตรกรขนส่งผลผลิตไม่ได้
ร้านค้าต้องปิดกิจการชั่วคราว และประชาชนจำนวนมากต้องใช้ชีวิตอยู่กับความหวาดกลัว
ความไม่แน่นอน และผลกระทบทางจิตใ
นอกจากความสูญเสียด้านชีวิตและทรัพย์สินแล้ว
ความรุนแรงยังสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม นักลงทุนเกิดความกังวล
ผู้ประกอบการชะลอการลงทุน นักท่องเที่ยวลดลง
โอกาสในการสร้างงานและรายได้ของประชาชนจึงหดหายตามไปด้วย
งบประมาณจำนวนมากที่ควรถูกนำไปใช้พัฒนาโรงเรียน โรงพยาบาล ถนน ระบบสาธารณูปโภค
หรือการส่งเสริมอาชีพ
กลับต้องนำมาใช้ในการซ่อมแซมความเสียหายจากเหตุการณ์ความไม่สงบ
ทำให้การพัฒนาหลายโครงการต้องล่าช้าหรือถูกเลื่อนออกไป
การพัฒนาและความรุนแรงจึงเป็นสิ่งที่สวนทางกันโดยสิ้นเชิง
การสร้างโรงเรียนหนึ่งแห่งต้องใช้เวลาเป็นเดือนหรือเป็นปี
การก่อสร้างถนนหรือระบบไฟฟ้าต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ต้องอาศัยการวางแผน
ความร่วมมือ และแรงงานจากหลายฝ่าย แต่สิ่งเหล่านี้สามารถถูกทำลายลงได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่นาทีจากการก่อเหตุรุนแรง
ความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ได้หยุดอยู่เพียงซากอาคารหรือสิ่งปลูกสร้าง
หากยังหมายถึงโอกาสของเด็กคนหนึ่งที่ต้องหยุดเรียน
ความหวังของครอบครัวหนึ่งที่สูญเสียรายได้ หรืออนาคตของชุมชนที่ต้องหยุดชะงัก
บทเรียนจากเหตุการณ์ต่าง
ๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ชี้ให้เห็นว่า
ความมั่นคงและการพัฒนาเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินควบคู่กัน
หากพื้นที่ยังเผชิญกับเหตุการณ์ความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง
การพัฒนาในทุกด้านย่อมเป็นไปได้ยาก เพราะการลงทุนจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจะลดลง
ความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุนจะถดถอย
และโอกาสในการสร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับคนรุ่นใหม่ก็จะลดน้อยลงตามไปด้วย
การสร้างสันติสุข
จึงไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานด้านความมั่นคงเพียงฝ่ายเดียว
แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชน
ภาคการศึกษา ภาคธุรกิจ และประชาชนทุกคน
ที่ต้องร่วมกันส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ เคารพกฎหมาย ปฏิเสธการใช้ความรุนแรง
และสนับสนุนการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี เพราะเมื่อสังคมมีความสงบ
งบประมาณและทรัพยากรของประเทศก็จะถูกนำไปใช้ในการสร้างโรงเรียน โรงพยาบาล ถนน
ระบบไฟฟ้า และโครงการพัฒนาที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนอย่างแท้จริง
ท้ายที่สุดแล้ว
การพัฒนา คือการสร้างอนาคตให้กับคนทั้งพื้นที่ ส่วนความรุนแรง
คือการทำลายโอกาสของทุกคนโดยไม่เลือกเชื้อชาติ ศาสนา หรืออาชีพ
ทุกครั้งที่สาธารณูปโภคได้รับความเสียหาย ทุกครั้งที่มีผู้บริสุทธิ์ได้รับผลกระทบ
หรือทุกครั้งที่ชุมชนต้องหยุดการพัฒนา ผู้ที่สูญเสียไม่ใช่เพียงหน่วยงานของรัฐ
แต่คือประชาชนทั้งจังหวัดที่ต้องร่วมกันแบกรับผลกระทบเหล่านั้น
อนาคตของจังหวัดชายแดนภาคใต้
จะก้าวไปข้างหน้าได้ด้วยการร่วมมือของทุกฝ่ายในการรักษาความสงบ สร้างความไว้วางใจ
และเดินหน้าพัฒนาพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
เพราะการสร้างหนึ่งครั้งอาจต้องใช้เวลาหลายปี
แต่การทำลายอาจใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที ดังนั้น การเลือกสนับสนุนการพัฒนา
ปฏิเสธความรุนแรง และร่วมกันสร้างสังคมแห่งสันติ
คือหนทางที่จะทำให้จังหวัดชายแดนภาคใต้ก้าวสู่ความมั่นคง ความเจริญ
และคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนสำหรับคนรุ่นปัจจุบันและคนรุ่นต่อไป.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น